Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 492

I Shall Seal The Heaven Chapter 492

ตอนที่ 492

ข้าจะกลับมาอีกครั้ง

เจดีย์แห่งถังในแคว้นจ้าว!

ในปีที่เมิ่งฮ่าวออกจากสำนักเอกะเทวะ เขาเดินทางไปยังเมืองหลวงของแคว้นจ้าว ที่นั่น เขาได้ยืนอยู่บนหลังคาของเจดีย์แห่งถัง เพื่อเติมเต็มความฝันอันยาวนานของเขา มองจากยอดสูงสุดของเจดีย์ตรงไปยังต้าถังซึ่งอยู่ในดินแดนตะวันออกอันห่างไกล

หลังจากนั้น เมื่อเขาเตรียมตัวจะจากไป ฮ่องเต้แห่งแคว้นจ้าวและพวกขุนนางก็มาหมอบกราบเพื่อสักการะเจดีย์แห่งถัง ขณะที่เขาจากไปก็ได้เหลียวหลังกลับมามองโดยไม่ได้ตั้งใจ เห็นกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นในท้องฟ้า เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นมันนอกจากตัวเขาเอง!

ภายในกระแสน้ำวนนั้นเป็นโลกอีกแห่งหนึ่ง เป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงโลงสีดำขนาดใหญ่ ภาพทั้งหมดนั้นน่าตกใจอย่างที่สุด ที่อยู่ข้างโลงศพเป็นร่างอันแห้งเหี่ยวกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ เมิ่งฮ่าวไม่เคยลืมเลยว่า ทันทีที่เขามองไปยังซากศพที่แห้งเหี่ยวนั้น จู่ๆ มันก็ลืมตาขึ้นมา

เพียงมองไปแค่ครั้งเดียว ก็ทำให้พลังชีวิตของเขาต้องถูกเผาไหม้อยู่นานนับเดือน ตอนนี้เมิ่งฮ่าวรู้แล้วว่าเป้าหมายของเวทนั้น ก็คือเป็นการผนึกเชื่อมต่อเข้ากับตำแหน่งที่อยู่ของเขา

ต่อมา ที่ด้านนอกของถ้ำกำเนิดใหม่ เมิ่งฮ่าวถึงได้เข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่าง เขารู้ว่าซากศพนั้นมีนามว่าโฉ่วเหมินไถ เขาได้รับวิชาเซียนชี้ทางจากโฉ่วเหมินไถ และรู้ว่าโลกที่อยู่ในกระแสน้ำวนนั้นจริงๆ แล้วก็คือสนามรบในสมัยโบราณ

สงครามได้เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากราชาก่อนหน้านี้ของจิ่วซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเล) ซึ่งเป็นตระกูลหลี่ ได้สู้รบกับราชาคนปัจจุบันซึ่งก็คือตระกูลจี้ ในอาณาจักรแห่งซากสะพาน ทำให้เมิ่งฮ่าวสามารถรวมชิ้นส่วนเข้าด้วยกันได้มากขึ้น ทำให้รู้ว่าสงครามอันยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการปกครองของจิ่วซานไห่ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนักเซียนอสูร!

ขณะที่เขามองขึ้นไปยังกระแสน้ำวน จิตใจก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ขณะที่ตระหนักว่าโลกที่เขากำลังเห็นอยู่นั้นช่างน่าตกใจยิ่ง…มันเป็นโลกเดียวกับที่เขาเคยเห็นเมื่อตอนอยู่ในแคว้นจ้าว!อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้สนามรบโบราณไม่มีโลงศพ มีแต่ทะเลแห่งซากศพ…

ตรงจุดศูนย์กลางของทะเลแห่งซากศพเป็นแท่นบูชาขนาดใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มหมอกสีดำ ทำให้ยากจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน แต่เสียงแผดร้องอย่างเศร้าสลดใจก็ได้ยินออกมาจากภายในกลุ่มหมอกนั้น ในที่สุด ก็เริ่มมองเห็นใบหน้าอยู่เลือนลางจากในพื้นผิวของกลุ่มหมอก ราวกับว่ามันต้องการจะบินออกมาจากกลุ่มหมอก แต่ก็ไม่อาจจะทำได้ ราวกับว่ามันได้ถูกกักอยู่ในกลุ่มหมอกมาเป็นเวลานานจนนับไม่ถ้วน ไม่อาจจะทำสิ่งใดๆ ได้ ยกเว้นแผดร้องอย่างโศกเศร้าออกมา

ท่ามกลางใบหน้าหลากหลายในกลุ่มหมอกนั้นเป็นผู้ฝึกตนและสัตว์ปีศาจ!

จิตใจเมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้อง และมีบางสิ่งที่คล้ายกับเป็นเสียงเรียกอันทรงพลัง จู่ๆ ก็ดังขึ้นมาจากในจิตใจ ยากที่จะบอกได้ว่าความรู้สึกนี้เป็นกลุ่มหมอกสีดำกำลังเรียกหาเมิ่งฮ่าว หรือว่าเมิ่งฮ่าวกำลังตะโกนเรียกไปยังกลุ่มหมอกสีดำ!

อย่างไรก็ตาม จิตใจเมิ่งฮ่าวก็สั่นสะท้าน ขณะที่เขาคิดย้อนกลับไปถึงกลุ่มหมอกสีดำ ซึ่งเขาได้เห็นตรงจุดศูนย์กลางของค่ายกลเวทก่อนหน้านี้ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มหมอกสีดำนั้นกับกระแสน้ำวนนี้

ในตอนนี้เองที่ท่าทางคลุ้มคลั่ง ก็เต็มอยู่บนใบหน้าของผู้ฝึกตนแปดเผ่าพันธมิตรที่อยู่รอบๆ พวกมันทั้งหมดคุกเข่าลง และเริ่มโขกศีรษะให้กับกระแสน้ำวนที่อยู่สูงขึ้นไปในท้องฟ้า

แม้แต่ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งทั้งสิบหกคน ที่อยู่กลางอากาศก็เริ่มทำการกราบกราน

ในเวลาเดียวกันนั้น สีแดงซึ่งเต็มอยู่บนพื้นดินก็เริ่มกระจายออกไป กลุ่มหมอกม้วนตัวไปมา ขณะที่ปกคลุมทุกคนรวมถึงเมิ่งฮ่าว ซึ่งอยู่บริเวณนั้นไว้ ปราณอสูรจำนวนมากมายมหาศาล ฉับพลันนั้นก็เริ่มไหลออกมาจากภายในค่ายกลเวท

ทันทีที่ปราณอสูรปรากฎขึ้น มันก็ไหลเข้าไปในร่างของผู้ฝึกตนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนั้น พวกมันมีท่าทางบ้าคลั่งอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่ากำลังจมลงไปในดินแดนแห่งความฝัน ทำให้พวกมันไม่อาจจะโผล่พ้นออกมาได้ ขณะที่ปราณอสูรไหลเข้าไป ใบหน้าพวกมันก็บิดเบี้ยวไปมา

ปราณอสูรที่ไหลเข้าไป ทำให้ร่างกายพวกมันสั่นสะท้าน และสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้น ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย หลังจากที่เฝ้าสังเกตดูอย่างละเอียด ก็สามารถมองเห็นว่าปราณอสูรจริงๆ แล้ว ก็ได้หลอมรวมเข้าไปอยู่ในพลังชีวิตของผู้ฝึกตน

ต่อมาผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดก็เงยหน้าขึ้น มองตรงไปยังกระแสน้ำวน ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้ฝึกตนทั้งสิบหกคนที่อยู่ในกลางอากาศ ก็ใช้เวทอาคมทำให้พลังชีวิตที่หลอมรวมเข้ากับปราณอสูร พุ่งตรงไปยังกระแสน้ำวน ซึ่งได้ดูดพลังชีวิตเหล่านั้นเข้าไปในทันที และมุ่งหน้าตรงไปยังด้านในของกลุ่มหมอก ใบหน้าที่อยู่ในกลุ่มหมอกฉับพลันนั้นก็มีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาในทันใด และเริ่มกลืนกินพลังชีวิตเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว

เมิ่งฮ่าวมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ได้อย่างชัดเจน เขาหันกลับไปมองยังซุนต้าไห่ ซึ่งยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ในตำแหน่งนั้น มันหลับตาลงและกำลังเข้าฌาณ ตำแหน่งที่มันนั่งอยู่นั้นเป็นหนึ่งในพื้นที่ส่วนน้อยที่ไม่มีปราณอสูรอยู่ เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อของค่ายกลเวท ปราณอสูรไม่อาจจะผ่านเข้าไปได้ ทำให้มันปลอดภัยชั่วคราว

“หมอกนั่นคืออะไรกันแน่…?” เมิ่งฮ่าวคิด “ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันกำลังร้องเรียก? ข้าบอกได้เลยว่าไม่ใช่กลุ่มหมอกที่เรียกข้า แต่เป็น…ข้าที่กำลังเรียกหากลุ่มหมอกโดยไม่ได้ตั้งใจ” เขามองไปรอบๆ ขณะที่ปราณอสูรยังคงไหลเข้าไปในกลุ่มผู้ฝึกตนทั้งหนึ่งหมื่นคนที่อยู่ในบริเวณนั้น มันโผล่ออกมาพร้อมกับพลังชีวิตของพวกมัน และจากนั้นก็พุ่งเข้าไปในกระแสน้ำวน

ในเวลาเดียวกันนั้น ผู้ฝึกตนนับหมื่นของแปดเผ่าพันธมิตรก็เริ่มพูดออกมาด้วยภาษาที่แปลกๆ เสียงของมันพุ่งขึ้นไปในอากาศ รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นพลังคลื่นเสียงที่ม้วนตัวออกไปทั่วทุกทิศทาง

ขณะที่เสียงของพวกมันดังก้องออกไป กลุ่มหมอกที่อยู่ในบริเวณนั้นก็พลุ่งพล่านปั่นป่วนรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปราณอสูรพุ่งเข้าไปในกระแสน้ำวนมากขึ้น ทำให้ใบหน้าที่อยู่ในกลุ่มหมอกสีดำส่งเสียงแผดร้องด้วยความตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเดิม

ภาพที่เห็นทั้งหมดนี้แปลกประหลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งทั้งสิบหกคนที่อยู่กลางอากาศ ส่งเสียงตระโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น และใช้สองมือขยับร่ายเวทเพื่อสร้างเครื่องหมายผนึกให้ลอยออกไป

ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นก็คือ รอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์จู่ๆ ก็เริ่มปรากฎขึ้นบนหน้าผากของผู้ฝึกตนทั้งสิบหกคน ภาพศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นดูคล้ายกับเป็น…ใบหน้า!

พวกมันเป็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวเช่นเดียวกับ ที่มีอยู่ในกลุ่มหมอกสีดำของกระแสน้ำวน!

รอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์เดียวกันนี้ ฉับพลันนั้น ก็ปรากฎขึ้นที่บนหน้าผากของผู้ฝึกตนนับหมื่นทั้งหมดของแปดเผ่าพันธมิตร แต่ละใบหน้าแตกต่างกัน บ้างก็แก่ชรา, บ้างก็ยังเยาว์วัย, บ้างก็เป็นผู้ฝึกตน, บ้างก็เป็นสัตว์ปีศาจ

“ใบหน้าเหล่านั้นเป็นภาพศักดิ์สิทธิ์ของพวกมัน!” เมิ่งฮ่าวคิด จิตใจเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขาไม่เคยคาดคิดว่าใบหน้าที่อยู่ในกลุ่มหมอกสีดำ ของกระแสน้ำวนเหล่านั้นจะกลายเป็นภาพศักดิ์สิทธิ์ได้

“แปดเผ่าพันธมิตรนี้ช่างน่าแปลกประหลาดนัก พวกมันไม่เพียงแต่จะมีค่ายกลเวทที่สามารถดูดซับปราณอสูรได้ ผู้ฝึกตนของพวกมันก็ยังมีปราณอสูรอยู่ภายในร่าง แม้แต่ภาพศักดิ์สิทธิ์ของพวกมันก็ยังเชื่อมต่อกับสิ่งที่อยู่ภายในโลกของกระแสน้ำวน”

“ที่น่าแปลกใจมากกว่านั้นก็คือ…กลุ่มหมอกสีดำนั้นมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้ผนึกอสูร!” ดวงตาเขาเต็มไปด้วยแสงแปลกๆ

ในตอนนี้เองที่ปราณอสูรในบริเวณนั้น จู่ๆ ก็เริ่มปกคลุมไปยังจุดเชื่อมต่อของค่ายกลเวท และซุนต้าไห่ก็เริ่มตัวสั่นสะท้านในทันที ปราณอสูรเริ่มซึมเข้าไปในร่างมันอย่างรวดเร็ว

เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ยกมือขึ้น ทันใดนั้นปราณอสูรก็กระจายออกมาจากร่างซุนต้าไห่ ถึงแม้มันจะทำให้ความเข้มข้นของปราณอสูรในบริเวณนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ฉับพลันนั้นกระแสของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เจ็ดสายก็พุ่งออกมา

“อะไร?”

“คนผู้นั้นยังมีสติอยู่!”

“มันนี่เอง…”

แทบจะในเวลาเดียวกันกับที่กระแสสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เจ็ดสายลอยออกมา สามในสิบหกผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งที่ด้านบนก็แวบขึ้น และเริ่มบินลงมา เพียงชั่วขณะพวกมันก็มาอยู่ใกล้กับเมิ่งฮ่าว

ในคนทั้งสามนั้น มีอยู่หนึ่งคนเป็นบุรุษที่สวมใส่ชุดนักศึกษา รังสีสังหารสาดประกายอยู่ในดวงตาของมัน

เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชาออกมา โบกสะบัดมือ ทำให้ปราณอสูรที่อยู่ในบริเวณนั้นพุ่งเข้ามาในร่าง กลายเป็นการโจมตีที่มองไม่เห็น กวาดตรงไปยังผู้ฝึกตนทั้งสามที่ใกล้เข้ามา

ท่ามกลางเสียงระเบิดดังกึกก้อง ใบหน้าของสามผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งต่างก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง พวกมันถูกบังคับให้หยุดลง

“ปราณอสูร! คนผู้นี้สามารถควบคุมปราณอสูรได้!” ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งที่ประหลาดใจก็เริ่มร่ายเวท ภาพลวงตาของใบหน้าฉับพลันนั้นก็ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า พวกมันผลักออกไปด้วยสองมือ ทำให้สามใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะ เสียงหัวเราะอย่างโหดเหี้ยมดังออกมาจากปากของใบหน้าทั้งสาม ขณะที่พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว

ปราณอสูรที่ถูกใช้โดยเมิ่งฮ่าว มีผลกับใบหน้าที่แปลกประหลาดทั้งสามนี้น้อยมาก พวกมันยังได้กลืนปราณอสูรเข้าไป ขณะที่ใกล้เข้ามา แม้แต่จะเพิ่มพลังของปราณอสูรโจมตีไป เมิ่งฮ่าวได้แต่ทำให้หนึ่งในสามใบหน้านั้นเริ่มเลือนลางลง และจางหายไปเพียงเท่านั้น อีกสองใบหน้ายังคงพุ่งตรงมาที่เขาอย่างต่อเนื่อง

เสียงระเบิดได้ยินออกมา และระลอกคลื่นก็กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง ขณะที่ร่างอสูรของเมิ่งฮ่าวถอยไปด้านหลังในทันที เขาคว้าจับซุนต้าไห่ไว้ และจากนั้นก็บินไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง

ใบหน้าของสามผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งดุร้ายขึ้น ขณะที่พวกมันบินไล่ตามเมิ่งฮ่าวไป

“พื้นฐานฝึกตนของเจ้าช่างไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง แต่เจ้าคิดว่าจะหลบหนีจากแปดเผ่าพันธมิตรได้จริงๆ!?”

“มันอาจจะแปลกที่เจ้าสามารถควบคุมปราณอสูรได้ แต่พวกเราจะจับเจ้ามาสังเวยให้กับเซิ่งจู่! ท่านเซิ่งจู่ (บรรพบุรุษศักดิ์สิทธิ์) ต้องพอใจมากอย่างแน่นอน!”

ผู้ฝึกตนทั้งสามไล่ติดตามเมิ่งฮ่าวไปอย่างระมัดระวัง ในเวลาเดียวกันนั้น คนอื่นๆ จากกลุ่มที่อยู่ด้านบนก็พุ่งลงมายังเมิ่งฮ่าว ซึ่งก็คือโอวอวิ๋นจื่อ ทำให้กลุ่มที่ไล่ล่าเมิ่งฮ่าวมีทั้งหมดสี่คน

ด้วยการใช้การเคลื่อนย้ายทางไกลย่อย คนทั้งสี่ร่วมกันใช้ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ออกมา ใบหน้าเวทอันดุร้ายปรากฎขึ้น พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว และกลืนปราณอสูรลงไปด้วยในเวลาเดียวกัน

เมิ่งฮ่าวไม่กล่าวอะไรออกมา ไม่แม้แต่จะให้ความสนใจคนทั้งสี่ที่ไล่ล่ามาแม้แต่น้อย เขาถือซุนต้าไห่ด้วยมือข้างหนึ่ง และใช้มืออีกข้างร่ายเวท ทำให้เครื่องหมายผนึกปรากฎขึ้นบนร่างซุนต้าไห่

ในเวลาเดียวกันนั้น เขาก็บินออกไปราวกับเป็นภูติผี หลบเลี่ยงผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งทั้งสี่ไปโดยสิ้นเชิง

หลังจากสูดลมหายใจเข้าออกสิบครั้งผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็วางมือลงไปบนศีรษะซุนต้าไห่ ทันใดนั้น เกราะป้องกันก็ปรากฎขึ้นที่รอบๆ ร่างมัน เมื่อเมิ่งฮ่าวปล่อยมือ ซุนต้าไห่ก็ตกลงไปในกลุ่มหมอกที่อยู่ด้านล่าง

ด้วยการมีเกราะป้องกันคอยคุ้มครอง ซุนต้าไห่จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการโดนโจมตีจากปราณอสูร ต่อมา เมิ่งฮ่าวก็หันร่าง โบกสะบัดมือตรงไปยังผู้ที่ไล่ล่าติดตามมาทั้งสี่ ทันใดนั้นปราณอสูรก็ปรากฏขึ้นโจมตีไปยังพวกมัน

คนทั้งห้าแวบไปแวบมาด้วยการเคลื่อนย้ายทางไกลย่อย ปลดปล่อยวิชาเวท, ความสามารถศักดิ์สิทธิ์, ใบหน้าเวท และปราณอสูรออกมาอย่างไม่มีวันจบสิ้น โอวอวิ๋นจื่อและคนอื่นๆ ต่างก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างรวดเร็ว เมิ่งฮ่าวเคลื่อนไหวไปมา โจมตีอย่างแปลกประหลาด ทำให้พวกมันรู้สึกหงุดหงิดรำคาญมากขึ้นไปเรื่อยๆ

“คนผู้นี้มาจากที่ไหนกันแน่? ทำไมมันถึงได้แปลกประหลาดเช่นนี้?”

แม้ขณะที่คนทั้งสี่กำลังเริ่มรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น สองผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งอีกสองคนขมวดคิ้ว และเคลื่อนย้ายทางไกลย่อยออกมาจากกลุ่มสิบสองคนที่ด้านบน ตอนนี้พวกมันทั้งหกคนร่วมมือกันโจมตีเมิ่งฮ่าว หกใบหน้าขนาดใหญ่ปรากฎขึ้น และเริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน นี่เป็นการรวมพลังของคนทั้งหกเพื่อมุ่งมั่นสังหาร ทำให้เกิดเป็นเสียงกระหึ่มกึกก้องขนาดใหญ่ดังเต็มไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี ท้องฟ้ามืดสลัวและก้อนเมฆที่ด้านบนก็ม้วนตัวไปมา เมิ่งฮ่าวหยุดนิ่งไม่ขยับตัวขณะที่เสื้อคลุมสีดำของเขาแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ร่างภายใต้เสื้อคลุมนี้ได้เปิดเผยต่อโลกภายนอก

มัน…ไม่ใช่ร่างกายที่แท้จริง! เป็นแค่ปราณอสูรจำนวนมากมาย รวมตัวกันกลายเป็นร่างกาย เป็นร่างกายของปราณอสูรที่มีรูปร่างแบบมนุษย์ ซี่งดูคล้ายกับกลุ่มหมอก!

“ร่างจำแลงกลุ่มหมอก!!”

“เป็นไปไม่ได้! สิ่งที่พวกเราพยายามจะสังหารจริงๆ แล้วก็คือร่างจำแลงกลุ่มหมอก!!”

“ถ้าร่างจำแลงกลุ่มหมอกอันต่ำต้อยทรงพลังเช่นนี้ แล้วร่างที่แท้จริงของมันจะเป็นเช่นไร…มันต้องน่ากลัวอย่างแน่นอน!!”

สีหน้าของผู้ฝึกตนทั้งสิบหกคนซีดสลดโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอวอวิ๋นจื่อ ใบหน้าของมันซีดขาวเมื่อคิดย้อนกลับไปถึงลางสังหรณ์ในช่วงก่อนหน้านี้

ร่างกลุ่มหมอกของเมิ่งฮ่าวเริ่มจางหายไป แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชาและดูถูก

“ข้าจะกลับมาอีกครั้ง!”

“ข้ามาแล้ว!”

ประโยคแรกเปล่งออกมาจากเงาร่างกลุ่มหมอกที่จางหายไป ประโยคที่สองดังก้องออกมาจากที่ห่างไกล ทำให้เกิดเป็นเสียงกระหึ่มสร้างความสั่นสะเทือนให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง

ใครก็ตามที่ได้ยินเสียงนี้ ก็จะรู้สึกราวกับว่ามีสายฟ้ากำลังฟาดลงมาจากสวรรค์

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: