Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 50

I Shall Seal The Heaven Chapter 50

ตอนที่ 50

หอกเหล็ก

เมื่อมองเห็นภูเขาที่ตรงหน้าเขา สายตาของเมิ่งฮ่าวก็เริ่มส่องประกาย มันดูแล้วไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด และบางทีก็อาจจะมีสัตว์อสูรบ้าง ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีเวลามาคิดเกี่ยวกับมัน ร่างของเขาพุ่งไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว ตรงเข้าไปในป่าที่อยู่ตรงตีนเขา

ด้านหลังของเขา สีหน้าของซ่างกวนซิวเปลี่ยนไป พลังการฝึกตนของมันสูงกว่าเมิ่งฮ่าว มันได้เหยียบย่างเข้าสู่โลกแห่งเซียนนี้มานานหลายปี และได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง มันสามารถบอกได้ว่ามีบางอย่างที่ส่งกลิ่นคาวอบอวลไปทั่วภูเขาแห่งนี้ แต่เมื่อเห็นเมิ่งฮ่าวพุ่งตรงเข้าไป มันก็เก็บความสงสัยไว้ข้างๆ กัดฟันแน่นและตามเข้าไป

ในขณะเดียวกันบนลานกว้างแห่งนั้น ชุดยาวสีขาว อู๋ติงชิว และซ่งเหล่าไกว้ ดูเหมือนว่าจะนั่งเล่นโกะอยู่ด้วยกัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองก็มุ่งความสนใจไปที่การต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นที่เบื้องล่างของพวกมัน จากจุดที่ได้เปรียบของพวกมัน เห็นได้ชัดว่าศิษย์สำนักจื่อยิ่น (ชะตาม่วง) ได้ติดอยู่ในป่าตรงเชิงเขา หลังจากผ่านไปตลอดทั้งคืน ไม่สามารถที่จะย่างเท้าเข้าไปบนภูเขาได้ พวกมันถูกกินไปโดยสัตว์อสูรทีละคน

“ศิษย์สำนักจื่อยิ่นไม่ธรรมดาจริงๆ” ซ่งเหล่าไกว้พูดพร้อมหัวเราะ “ความสามารถในการอยู่ในป่าสัตว์อสูรได้ตลอดทั้งคืนช่างยอดเยี่ยม อู๋ติงชิว ท่านควรจะภาคภูมิใจได้แล้วจริงๆ” มันดูจะอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง และมีความสุขมากขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าที่หมองคล้ำของอู๋ติงชิว

ใบหน้าของอู๋ติงชิวจมลึกลงไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นสถานะอันเลวร้ายของศิษย์มันภายในป่า มันแค่นเสียงอันเย็นชาออกมา

“อู๋ติงชิว จริงๆ แล้วท่านควรจะภาคภูมิใจได้แล้วนะ ครั้งล่าสุด สำนักจินซวง (เกล็ดน้ำค้างทองคำ) มาหาข้าเพื่อขอทดสอบ พวกมันโดนสัตว์อสูรของข้ากินไปทั้งหมด ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะเข้าไปบนภูเขาสมบัติได้ จึงเห็นได้ชัดว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นแข็งแกร่งเพียงใด ข้ารู้สึกเศร้าเสียใจในเรื่องนั้นเป็นอย่างยิ่ง ข้าหวังอย่างยิ่งว่าศิษย์สำนักจื่อยิ่นของท่านจะทำได้ดีกว่านั้น ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรซึ่งข้าได้คัดเลือกมาเป็นอย่างดี อย่างเช่น ตัวนั้น” ซ่งเหล่าไกว้ชี้นิ้วตรงไปที่ลิงสีขาวตัวหนึ่ง

ทั่วทั้งร่างกายของมัน แม้แต่ดวงตา ก็เป็นสีขาวราวหิมะ และท่าทางดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการตบกรงเล็บของมันลงไปเพียงแค่ครั้งเดียว มันก็เชือดแขนของศิษย์สำนักจื่อยิ่นไปหนึ่งคน ส่งผลให้โลหิตกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง มันเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วราวกับสายลมสีขาว มันได้ทำร้ายศิษย์สำนักจื่อยิ่นที่อยู่รอบบริเวณนั้นไปแล้วไม่ต่ำกว่าเจ็ดหรือแปดคน

“นั่นเป็นสัตว์อสูรกลายพันธุ์สุดยอดหิมะ ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในโลกนี้ ข้าได้มันมาเมื่อสิบปีที่แล้ว มันค่อนข้างหายากเป็นอย่างยิ่ง ดูที่ขนของมัน ช่างขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ และเรียบลื่นราวผ้าไหม สักวันหนึ่งข้าน่าจะขายมันได้ในราคาดี” ซ่งเหล่าไกว้หัวเราะ รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ชุดขาว อู๋ติงชิว ดูยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้นไปอีก มันไม่เคยคิดเลยว่าภูเขาสมบัติของซ่งเหล่าไกว้ จะมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากมายปานนี้

ขณะที่ซ่งเหล่าไกว้พูดจา ก็มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฎขึ้นใกล้กับขอบชายป่าใกล้ลิงขาวตัวนั้น เขาก็คือ เมิ่งฮ่าว ตามมาด้วยซ่างกวนซิวที่คล้ายไฟรนก้น ซ่งเหล่าไกว้หัวเราะกล่าวขึ้น

“มีใครบางคนบุกรุกเข้ามาด้วย อู๋ติงชิว ได้โปรดสังเกตดูให้ดีว่า อะไรที่หมายถึง การรักษาคำมั่นสัญญา ข้าจะไม่ห้ามผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณเข้าไปในเขตพื้นที่นี้ทั้งสิ้น ใครก็ตามสามารถเข้าไปได้ ถึงแม้ว่าพวกมันจะต้องตายอย่างแน่นอนก็ตาม ข้าก็จะไม่ขัดขวางมัน”

อู๋ติงชิวแค่นเสียงเย็นชาออกมา ไม่สนใจเมิ่งฮ่าวและซ่างกวนซิวแม้แต่น้อย แต่มันจ้องไปที่ลิงขาวตัวนั้น ซึ่งเพิ่งจะเผชิญหน้ากับศิษย์สำนักจื่อยิ่นคนอื่นอยู่ ซึ่งมีอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี มือของมันเคลื่อนไหวในรูปแบบของการสร้างเวทอาคม และทันใดนั้น ภาพของม้วนตำราโบราณก็คลี่กางออกอยู่ด้านหลังของมัน กดลงไปยังลิงขาวตัวนั้น ทำให้ลิงขาวต้องส่งเสียงร้องออกมา

“ลิงกลายพันธุ์ที่ดี” อู่ติงชิวกล่าว “ซ่งเหล่าไกว้, ไม่ว่าสัตว์พวกนี้จะแข็งแกร่งปานใด มันก็จะกลายเป็นแค่สัตว์เลี้ยงของศิษย์ข้าเท่านั้น ชื่อของมันก็คือ สือเหยียน เมื่อมันเข้าสังกัดสำนัก มันก็ได้รับม้วนตำราโบราณนั่นมา ด้วยพลังระดับเจ็ดของการรวบรวมลมปราณ ทำให้มันจับสัตว์อสูรขังไว้ในม้วนตำรานั่นได้”

อู่ติงชิวรู้สึกหนักใจ แต่สีหน้าของมันเย็นชาและเฉยเมย ค่อนข้างความภูมิใจเล็กน้อย เมื่อนึกถึงสถานะและพลังการฝึกตน มันก็ไม่ยอมให้ความหนักใจปรากฎอยู่บนสีหน้าของมัน แต่มันก็ไม่สามารถที่จะปิดบังซ่งเหล่าไกว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากความอัปยศในคืนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อคำพูดได้ออกจากปากมันไปแล้ว เสียงครวญครางอันน่าสังเวชก็ได้ยินมา ฝนโลหิตพุ่งออกมาจากหน้าอกของสือเหยียน และม้วนตำราโบราณของมันก็ฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ มันถอยหลังออกไป ความกลัวปรากฎขึ้นในดวงตาของมัน ร่างกายของลิงขาวตัวนั้นเริ่มขยายใหญ่ขึ้น จนกระทั่งสูงเกือบห้าสิบสี่ฉื่อ มันทุบไปที่หน้าอกของมัน ซึ่งดูเหมือนว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

ซ่งเหล่าไกว้หัวเราะเสียงเย็นเยียบ อู๋ติงชิวจ้องไปทิ่ลิงขาวตัวนั้น สีหน้าของมันบิดเบี้ยว กำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่ต้องการพุ่งออกไปยังเบื้องหน้า และบดขยี้ทุกสิ่งให้กลายเป็นผุยผง

มันเป็นเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวพุ่งมาถึงราวป่า เมื่อเขาได้เห็นลิงตัวนั้นส่งเสียงคำราม สายตาของเขาก็ส่องประกายเจิดจ้า เขายังได้เห็นเด็กหนุ่มที่มีสีหน้าตื่นกลัวอยู่ในที่ห่างออกไป แต่ก็ไม่มีเวลาที่จะพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

เมื่อมีคนอยู่ เมิ่งฮ่าวก็ไม่สามารถนำกระจกทองแดงออกมาได้ ตาของเขาลุกวาบเมื่อลิงขาวได้สังเกตเห็นเขา สัตว์อสูรพุ่งเข้ามา ส่งเสียงร้องอย่างดุร้าย เมิ่งฮ่าวยกมือขวาขึ้นมา ทันใดนั้นหอกเหล็กก็ปรากฎขึ้น ซึ่งเป็นหอกที่บิดาของเจ้าอ้วนได้ให้ช่างช่วยสร้างขึ้น จากรายละเอียดที่เขาบอกไป ผู้ฝึกตนหนุ่มน้อยที่ชื่อ สือเหยียน ก็มองมา เมื่อหอกปรากฎขึ้น

แน่นอนว่า นอกเหนือจากหอกยาวแล้ว กระจกทองแดงก็โผล่ออกมาด้วย แต่ถูกปกปิดด้วยชายแขนเสื้อของเมิ่งฮ่าว แขนเสื้อกว้างจนคนที่ดูอยู่ไม่สามารถที่จะมองเห็นมันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสายตาของพวกมันถูกดึงดูดโดยหอกยาวเล่มนั้น

ตัวหอกสร้างจากเนื้อเหล็กทั่วไป แต่ผิวของมันเคลือบไว้ด้วยลวดลายที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นการออกแบบของเมิ่งฮ่าวเอง เมื่อจ้องมองมา ก็จะเห็นความไม่ธรรมดาของมัน ด้วยการควงหอกกวัดแกว่งไปมา เขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ชี้หอกไปที่ลิงขาวที่พุ่งเข้ามา

ทันใดนั้น ปากที่กว้างใหญ่ของลิงขาวก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง โลหิตและเศษเนื้อลอยกระจายไปทั่ว เสียงร้องอันน่าอนาถใจทันใดนั้นก็ดังออกมา ลิงขาวตกลงไปบนพื้น มองดูเมิ่งฮ่าวด้วยความประหลาดใจ

“บางทีเมื่อกระจกส่องไปที่สัตว์ที่มีขนดกหนา อาจทำให้เกิดความปั่นป่วนของพลังลมปราณในร่างของมันอีกแบบหนึ่ง ทำให้มันระเบิดขึ้นมา สัตว์อสูรที่ขนาดใหญ่และแข็งแกร่ง ก็พยายามที่จะหนีจากจุดอ่อนในร่างของมัน ซึ่งไม่ใช่ส่วนก้น จึงทำให้เกิดการระเบิดเช่นนี้ขึ้น” แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นการคาดเดา แต่เมิ่งฮ่าวก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจกระจกได้มากกว่าเดิมเล็กน้อย หลังจากที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับลิงขาวตัวนั้น หลังจากที่ได้กระจกทองแดงมาครอบครองสามปี เขารู้สึกว่าการคาดเดาของเขานี้ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งครุ่นคิดไตร่ตรอง ดังนั้น โดยไม่ยอมให้เจ้าลิงขาวที่น่าอนาถตัวนี้จ้องนานไป เขาก็พุ่งออกไปพร้อมกับหอกเหล็กในมือ เขาจากไปในทันทีที่ซ่างกวนซิวมาถึง มันมองไปที่ลิงขาวตัวนั้นด้วยความตกใจ

ลิงขาวก็ประหลาดใจด้วยเช่นกัน จากนั้นมันก็สังเกตเห็นว่าซ่างกวนซิวก็เหมือนจะถือหอกด้วยเช่นกัน ความโกรธของมันก็ระเบิดขึ้น มันกระโจนเข้าใส่ซ่างกวนซิวในทันที

กลับไปบนลานกว้าง เสียงหัวเราะของซ่งเหล่าไกว้ได้หยุดลง ข้างกายมัน อู๋ติงชิวก็มองดูด้วยความประหลาดใจ พวกมันจ้องไปที่เมิ่งฮ่าวและหอกเหล็กของเขา ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความพิศวงงงงัน

เมิ่งฮ่าวผ่านเข้าไปในป่าสัตว์อสูรอย่างรวดเร็ว ฟังเสียงร้องคำรามของลิงขาวและเสียงร้องของซ่างกวนซิว สายตาของเขาเป็นประกายและแค่นเสียงเย็นชาออกมา เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะมุ่งตรงไปที่ความปั่นป่วนอื่นที่มาจากด้านหน้าของเขา เขามองเห็นผู้ฝึกตนสี่ถึงห้าคนในชุดขาว กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรสามตัวอยู่ แต่ละตัวสูงประมาณสิบแปดฉื่อ

หนึ่งเป็นพยัคฆ์ดำตัวใหญ่ อีกตัวเป็นนกยูงซึ่งร่างของมันเปล่งประกายสีม่วงออกมา สุดท้ายก็เป็นหนูยักษ์ ซึ่งมีท่าทีอำมหิตและดุร้าย ดูเหมือนว่าไม่อาจจะสังหารได้ง่ายๆ

เมื่อเมิ่งฮ่าวปรากฎขึ้นท่ามกลางการต่อสู้นั้น แสงอันชั่วร้ายก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของนกยูง และมันก็พุ่งเข้ามาราวกับลมบ้าหมู ตรงมาที่เมิ่งฮ่าว

มองด้วยความเยือกเย็นเหมือนเช่นเคย เมิ่งฮ่าวยังคงเคลื่อนไปข้างหน้า ยกหอกเหล็กชี้ตรงไป ทันใดนั้น ร่างของนกยูงยักษ์ก็เริ่มสั่น และมันก็ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา จากนั้นหัวของมันก็ระเบิดขึ้น ร่างมันร่วงลงไปที่พื้น ตายในทันที ล้อมรอบไปด้วยโลหิตและเศษเนื้อ พยัคฆ์ดำและหนูยักษ์ต่างก็ตกใจ เมื่อมันจ้องมองมาด้วยความงุนงง ร่างของเมิ่งฮ่าวก็กลายเป็นแสงจางๆ พุ่งออกไปยังที่ห่างไกล

พวกศิษย์ของสำนักจื่อยิ่นมองมาด้วยอาการปากอ้าตาค้าง เมื่อเมิ่งฮ่าวหายไป หอกเหล็กเล่มนั้นก็ทิ้งความหวาดกลัวไว้กับพวกมัน

โดยไม่หยุดลงแม้ชั่วครู่ เมิ่งฮ่าวยังคงมุ่งหน้าต่อไป ณ เวลานี้ ซ่างกวนซิวก็กลับมาแสวงหาความโกรธของมันใหม่

รอยยิ้มอันน่ากลัวปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งฮ่าว เขาเพิ่มความเร็วขึ้น พุ่งตรงไปข้างหน้า ทุกครั้งที่เขาเผชิญหน้ากับสัตว์อสูร เขาก็จะกวัดแกว่งหอกไปที่มัน และมันก็จะถอยไป ร้องเสียงโหยหวนออกมา ไม่มีสัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียวที่จะขัดขวางเขาได้ ในทางกลับกัน ซ่างกวนซิวถูกขัดขวางทุกย่างก้าว เสียงร้องอย่างกราดเกรี้ยวของมันยิ่งห่างออกไปและออกไปจากเมิ่งฮ่าวมากยิ่งขึ้น

เมิ่งฮ่าวยังได้เผชิญกับผู้ฝึกตนเด็กหนุ่มในชุดขาวมากและมากขึ้นตลอดทางของเขา พวกมันทั้งหมดติดอยู่กับการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับเหล่าสัตว์อสูร เมื่อเขาผ่านไป ก็แสดงถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างการต่อสู้ก่อนหน้าและการต่อสู้ของเขาในตอนนี้ สัตว์อสูรที่ดุร้ายต้องผงะถอยหลังไป เนื่องจากเสียงร้องด้วยความตกใจและโลหิตที่สาดพุ่งกระจาย กลุ่มผู้ฝึกตนเหล่านั้นก็ต้องถอยไปด้วยความกลัวเมื่อมองไปที่เมิ่งฮ่าว

“นั่นเป็นใคร?”

“หอกยาวนั่นน่าจะเป็นอาวุธเวทอย่างหนึ่ง! มันช่างมีอานุภาพนัก!”

“เลวซะจริง! บัดซบ, ถ้าข้ามีหอกเช่นนั้น ข้าก็จะวิ่งอาละวาดไปทั้วทั้งป่าสัตว์อสูรแห่งนี้ให้ดู”

เสียงพูดคุยดังกระหึ่มท่ามกลางกลุ่มศิษย์ของสำนักจื่อยิ่น เนื่องมาจากการปรากฎตัวอันน่าตกใจของเมิ่งฮ่าว ด้านบนของลานกว้าง สายตาของอู๋ติงชิวเปล่งประกาย และรอยยิ้มก็ดึงมุมปากของมันขึ้นมา เสียงหัวเราะของมันดังก้องออกมา เต็มไปด้วยความสุขเช่นเดียวกับการยินดีในความโกรธของซ่งเหล่าไกว้ก่อนหน้านี้

“นี่ก็เป็นสัตว์กลายพันธุ์เช่นกัน” มันกล่าว “ยอดเยี่ยม, ยอดเยี่ยม พวกมันช่างเป็นสัตว์ที่น่าอัศจรรย์ใจดีแท้ ให้ข้าดูสักเล็กน้อย อืม บางตัวตาก็หายไป บางตัวหัวของมันก็ฉีกขาด บางตัวก็มีร่างที่เต็มไปด้วยโลหิต บางตัวแม้แต่ก้นของมันก็ระเบิดออกมา ซ่งเหล่าไกว้ ท่านได้บอกว่าป่าสัตว์อสูรแห่งนี้ได้เพาะขึ้นจากดินในทะเลตะวันออกใช่หรือไม่? และท่านก็บอกด้วยว่าสัตว์กลายพันธุ์พวกนี้ทุกตัวล้วนน่ามหัศจรรย์ใช่หรือไม่? ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังอยู่ช่วงเวลาอันยุ่งยากเล็กน้อยในวันนี้นะ”

รูปลักษณ์อันน่าเกลียดเต็มอยู่บนใบหน้าของซ่งเหล่าไกว้ เมื่อมันเห็นเมิ่งฮ่าวสร้างเส้นทางผ่านทะลุป่าสัตว์อสูรเข้าไป มันมองเห็นสัตว์อสูรที่ดุร้ายของมันถอยออกไปด้วยเสียงร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นโลหิตพุ่งกระจาย เมื่อมันเห็นนกยูงยักษ์ที่นอนตายอยู่ หัวใจของมันก็รู้สึกราวกับว่าได้ถูกแทงด้วยมีด นกยูงชนิดนี้ถูกเรียกว่าวิหคเพลิงหิมะ และหาได้ยากเย็นยิ่งนัก

มันได้จ่ายด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงลิบลิ่วเมื่อหลายปีมาแล้วกว่าที่จะได้มาครอบครอง และมันก็เลี้ยงดูนกยูงตัวนี้ราวกับเป็นอัญมณีอันล้ำค้า และเมื่อหอกเหล็กได้ระเบิดหัวของมันในทันทีนั้น แม้ว่าตัวมันจะตายไป แต่พลังชีวิตที่แข็งแกร่งของมันก็ทำให้ร่างที่กลายเป็นศพนั้นต้องชักดิ้นไปมาอยู่หลายรอบ ซ่งเหล่าไกว้รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ดวงตาของมันก็ยังฉายแสงแห่งความเฉยชาออกมา

“ใครจะไปสนใจ?” มันกล่าว “มีสัตว์อสูรอีกมากมายในป่าสัตว์อสูรของข้า ตายไปแค่ตัวเดียวไม่มีผลอันใด และเจ้าเด็กนั่นก็ไม่ใช่หนึ่งในศิษย์ของสำนักจื่อยิ่น แล้วท่านจะดูมีความสุขไปเพื่ออะไร?!” มันพูดด้วยเสียงแผ่วเบา จิตใจของมันเริ่มหนักอึ้ง

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: