Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 518

I Shall Seal The Heaven Chapter 518

ตอนที่ 518

จมลงในใจกลางทะเลม่วง

ท้องฟ้ามืดสลัว และฝนม่วงก็ตกลงมาอย่างหนัก สิ่งเดียวที่เมิ่งฮ่าวมองเห็นในทั่วทุกทิศทางก็คือ ทะเลอันกว้างใหญ่

คลื่นสาดซัดเป็นระลอกไปทั่วพื้นผิวทะเล ตามมาด้วยสายลมอันหนาวเย็น เส้นผมของเขาลอยพริ้วขึ้นไป และเสื้อผ้าก็โบกสะบัดไปตามสายลม ขณะที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ มองออกไปอย่างเงียบๆ ยังทะเลม่วง

ดูเหมือนว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกนี้ได้หายไปและถูกฝังไว้ด้านล่างจนหมดสิ้น มีเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ยังเบื้องหลังก็คือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้างของเขา มันลอยขึ้นมาในจิตใจชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะส่ายศีรษะ ทำให้มันจางหายไป

เขามุ่งหน้าต่อไปด้วยความรวดเร็วสูงสุด นกแก้วติดตามมา ส่งเสียงร้องอย่างเย่อหยิ่งเป็นระยะ“ลา ลา ลา ข้าคือนกนางนวล…!” จู่ๆ นกแก้วก็พุ่งลงไปในน้ำ จากนั้นก็พุ่งขึ้นไปในอากาศอีกครั้งยังที่ห่างไกลออกไป ดูเหมือนมันจะมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง

ดูเหมือนทะเลจะกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุด เมิ่งฮ่าวเดินทางต่อไปอีกสองสามเดือน จนกระทั่งลึกเข้าไปในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเขตภาคกลางของทะเลทรายตะวันตก ที่นี่ เขามองเห็นส่วนยอดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภูเขาสูง แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นเกาะไปแล้ว

ไม่มีผู้ฝึกตน ไร้สัตว์ปีศาจ มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น…ซากศพที่กำลังลอยมาเป็นระยะ

ทุกสิ่งทุกอย่างสงบเงียบราวความตาย

อีกเจ็ดวันได้ผ่านไป ที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าวมียอดเขาที่ดูคุ้นเคย ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นเกาะ เมิ่งฮ่าวหยุดอยู่กลางอากาศ หลังจากตรวจสอบอยู่นานสักพัก เขาก็ตระหนักว่า สามารถจดจำภูเขานี้ได้เขาเคยผ่านมันไป ในตอนที่เดินทางมาพร้อมกับเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ในตอนนี้ ตัวภูเขาถูกฝังอยู่ใต้ท้องทะเล สิ่งที่มองเห็นทั้งหมดในตอนนี้ก็คือ ส่วนยอดที่สูงประมาณยี่สิบจ้างของมัน ซึ่งได้กลายเป็นเกาะไปแล้ว

“เลือกสถานที่นี้เถอะ” เขาไม่ได้เดินทางไปยังทิศเหนืออีก ถ้ามุ่งหน้าต่อไปก็หมายความว่ามีเกาะน้อยลง และน้ำก็ลึกมากขึ้น ระดับน้ำในตอนนี้อยู่ในกลางอากาศของเขตที่ผ่านมา

เขาพุ่งลงไปบนเกาะภูเขา และนั่งลงขัดสมาธิ สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และมองออกไปยังทะเลที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น เท่าที่เขาคิด นี่เป็นสถานที่อันเหมาะสมที่จะฝึกเข้าฌาณตามลำพัง มันมีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

เนื่องจากพลังทำลายล้างของฝนม่วง มันจึงเป็นวันสิ้นโลกสำหรับผู้ฝึกตนทะเลทรายตะวันตก แต่สำหรับเมิ่งฮ่าว มันไม่ได้มีผลใดๆ ต่อเขา จริงๆ แล้ว เมื่อไหร่ที่เขาได้รับความรู้แจ้ง และสร้างภาพศักดิ์สิทธิ์ฝนม่วงขึ้นมาได้ สถานที่แห่งนี้ก็จะเป็นเหมือนกับทะเลส่วนตัวของเขาเอง

หลังจากผ่านไปนานสักพัก เมิ่งฮ่าวก็หลับตาลง ไม่มีแสงห้าสีพุ่งออกมาจากร่างอีกต่อไป เขาอยู่ในขั้นวงจรอันยิ่งใหญ่แกนสีทองโดยสิ้นเชิง รอยสักธาตุทั้งห้าสาดประกายเจิดจ้า ขณะที่เริ่มเข้าฌาณ

นกแก้วบินไปรอบๆ หายลับตาไปในที่ห่างไกลเป็นครั้งคราว และกลับมาเป็นระยะ ไม่ว่ามันไปยังที่แห่งใด ก็ดูเหมือนว่ามันสามารถจะค้นหาสิ่งที่ชื่นชอบ และสร้างความเพลิดเพลินให้กับตัวเองได้เสมอ

ในตอนนี้ มันเสแสร้งว่าตัวเองเป็นนกนางนวล ส่งเสียงร้องออกมาอย่างมีความสุข ผีโต้งไม่ยินยอมที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว เสียงปังดังก้องออกมา ขณะที่มันกลายเป็นนกนางนวล และจากนั้นก็กลอกกลิ้งดวงตาไปมา มองไปยังนกแก้วอย่างเย่อหยิ่ง

ในตอนนี้เองที่ตัวตลกทั้งสองก็เริ่มประชันขันแข่งกัน…

เวลาค่อยๆ เลื่อนผ่านไป พื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าวยังคงอยู่ที่จุดสูงสุดต่อไป ทันใดนั้น ดวงตาเขาก็ลืมขึ้นมา และมองเห็นแสงเจิดจ้าอยู่ภายในม่านตา

เขามองลงไปยังรอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์โลหิตที่อยู่บนนิ้วชี้ข้างขวา และความมุ่งมั่นก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้า

“ภาพศักดิ์สิทธิ์สุดท้ายของข้า!”

“โลหิตเป็นตัวแทนของชีวิต และต่อต้านความตายทุกชนิด นี่เป็นส่วนของรอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์ธาตุน้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการถือกำเนิดเกิดขึ้น”

“ฝนม่วงเป็นตัวแทนของความตาย และทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไป นี่เป็นส่วนของรอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความดับสูญสิ้นไป”

“ชีวิตและความตาย ขัดแย้งซึ่งกันและกัน แต่ก็เกิดขึ้นอยู่ในวัฏจักรเดียวกัน ถ้าปราศจากชีวิต แล้วจะมีความตายได้อย่างไร? ถ้าไม่มีความตาย…แล้วจะมีชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร!?”

“การประสานรวมกันของชีวิตและความตาย การผสมผสานของโลหิตและฝนม่วง นั่นก็คือวงจรอันยิ่งใหญ่ภาพศักดิ์สิทธิ์ธาตุน้ำของ…เมิ่งฮ่าว!”

ขณะที่เขาพึมพำกับตัวเอง ดวงตาก็สาดประกายด้วยแสงอันน่าเหลือเชื่อ ตอนนี้เป็นยามราตรี และสายฝนก็กำลังตกลงมาตามปกติ แต่ขณะที่เขานั่งอยู่ที่นั่นในสายฝน ดวงตาก็สาดประกายราวกับเป็นสายฟ้า

“ถ้าข้าต้องการจะได้รับความรู้แจ้ง ที่เกี่ยวข้องกับภาพศักดิ์สิทธิ์ฝนม่วง ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความตายอย่างแท้จริง ข้าก็คงต้องไม่เพียงแค่นั่งอยู่ที่นี่เพื่อมองออกไปในทะเล ข้าจำเป็นต้องทำให้ตัวเองจมลงไป เพื่อให้รับรู้ได้ด้วยตัวเองว่า…”

“ความตายคืออะไร!”

“ด้วยวิธีเช่นนั้น เมื่อไม่มีความแตกต่างระหว่างตัวข้าเองและฝนม่วงแล้ว เมื่อเจตจำนงของพวกเราสอดคล้องกัน ข้าก็จะมีโอกาสเข้าใจมัน เมื่อข้าควบคุมพลังของมันได้ ข้าก็จะประทับรอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของฝนม่วงเข้ากับตัวเอง!” เมื่อครุ่นคิดถึงจุดนี้ เมิ่งฮ่าวก็ไร้ความลังเลใดๆ นี่ก็คือบุคลิกส่วนตัวของเมิ่งฮ่าว เมื่อเขาตัดสินใจได้แล้ว เขาก็จะไม่เปลี่ยนใจไปอย่างง่ายดาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เขาได้เริ่มต้นเดินไปบนเส้นทางของการฝึกตน เขาก็ไม่เคยมองย้อนกลับไป แต่มุ่งหน้าต่อไปอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีใครติดขัดหรือไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า หรือลังเลที่จะตัดสินใจ ก็คงอยู่ห่างจากความตายอีกไม่ไกล

ดวงตาสาดประกาย เมิ่งฮ่าวลุกขึ้นยืน มองไปยังนกแก้วและผีโต้งที่กำลังแข่งขันกันอยู่ จากนั้นเขาก็ก้าวเนิบนาบตรงไป และกระโดดลงไปในทะเลม่วง

ทันทีที่ร่างของเขาสัมผัสกับน้ำทะเลม่วง กลิ่นอายแห่งความตายอันเข้มข้น ก็ปกคลุมไปรอบๆ ตัวร่างเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ขณะที่เขาเริ่มขัดสมาธิ หลังจากที่จมลงไปมากกว่าสิบจ้าง เขาก็ลืมตาขึ้นมาและหยุดนิ่งอยู่กับที่

เขาได้บรรลุถึงขีดจำกัดในสิ่งที่สามารถอดทนได้ ถ้าเขาจมลงไปมากกว่านี้ ความตายก็จะเริ่มรุนแรงมากขึ้น สำหรับทะเลแห่งนี้ เขาเป็นบางสิ่งที่มีชีวิต ดังนั้นบางสิ่งนี้ก็คือสิ่งแปลกปลอมนอกคอก

เมิ่งฮ่าวไม่อาจจะต่อสู้กับทะเลม่วงทั้งหมดได้

แม้จะจมลงไปเพียงแค่สิบจ้าง ก็เป็นสิ่งที่ถ้ามีใครบางคนได้รับรู้ พวกมันก็คงจะมีปฏิกิริยาด้วยความไม่อยากจะเชื่อโดยสิ้นเชิง ทะเลม่วงเป็นสถานที่ซึ่งผู้ฝึกตนไม่อาจจะผ่านเข้าไปได้ แม้แต่จมลงไปในทะเลเพียงแค่สองจ้างในช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะเหมือนกับการพรวดพราดเข้าไปในเปลวไฟแห่งการทำลายล้าง อย่าว่าแต่สิบจ้าง

สำหรับผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไป ซึ่งจมลงไปถึงสิบจ้าง ชีวิตก็คงจะตกตายไปในช่วงเวลาเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าออกสิบครั้งเท่านั้น กลิ่นอายแห่งความตายในที่แห่งนี้ มีคุณสมบัติที่จะทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมด

สำหรับเมิ่งฮ่าว การที่เขาสามารถนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น ได้นานกว่าสิบลมหายใจ มีความเกี่ยวข้องกับแกนสีทองสมบูรณ์ของเขาเป็นอย่างมาก อาณาจักรแห่งความสมบูรณ์ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เนื่องจากเขาไม่ได้ดูดซับพลังจากสวรรค์และปฐพี เขามีวงจรของเขาเอง จึงมีความสามารถในการมีชีวิตอยู่มากกว่าคนอื่นๆ

แม้จะเป็นเช่นนี้ หลังจากยี่สิบลมหายใจผ่านไป ร่างเมิ่งฮ่าวก็เริ่มสั่นสะท้าน เงาแห่งความตายที่ปกคลุมอยู่รอบๆ ตัว เริ่มเข้มข้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ การปะทะกันระหว่างชีวิตและความตายกลายเป็นการทำลายล้าง เป็นพลังที่สามารถกำจัดและฝังเขาอยู่ใต้ทะเล

ราวกับเป็นน้ำแข็งที่กำลังไหลลงไปบนแผ่นเหล็กที่ร้อนจัดจนแดงจ้า ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ไม่อาจจะเข้ากันได้ น้ำแข็งและไฟขัดแย้งซึ่งกันและกันจนกลายเป็นพลังที่ทำให้…น้ำแข็งจะกลายเป็นไอน้ำ หรือแผ่นเหล็กจะแตกสลายไป นี่ก็คือ…

การทำลายล้าง!

หลังจากผ่านไปสามสิบลมหายใจ พลังแห่งการทำลายล้างก็รุนแรงมากขึ้น จนเมิ่งฮ่าวต้องลืมตาขึ้น และพุ่งขึ้นมาจากทะเล หลังจากที่บินขึ้นไปในอากาศ เขาก็กลับไปอยู่บนเกาะภูเขา สีหน้าซีดขาว กระอักโลหิตออกมากองโต การปะทะกันระหว่างพลังชีวิตของเขาและกลิ่นอายแห่งความตาย ได้กลายเป็นพลังทำลายล้างซึ่งเมิ่งฮ่าวพบว่ายากที่จะกล้ำกลืนฝืนทนได้

อย่างไรก็ตาม ดวงตาเขาในตอนนี้ก็สาดประกายเจิดจ้าออกมา

“ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว วันสิ้นโลกทะเลม่วง โดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้ประกอบไปด้วยพลังแห่งการทำลายล้างเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เจตจำนงหลักของมันก็คือความตาย เมื่อมันเผชิญหน้ากับพลังชีวิต การทำลายล้างก็จะปะทุออกมา ตามธรรมชาติแล้วการทำลายล้างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากทะเลม่วง แต่เกิดจากการที่มันรวมตัวเข้ากับพลังชีวิต”

“การต่อสู้กันของชีวิตและความตาย ได้กลายเป็นพลังแห่งการทำลายล้าง…นั่นจะเป็นพลังที่แท้จริงซึ่งวงจรอันยิ่งใหญ่ของภาพศักดิ์สิทธิ์ธาตุน้ำ จะสามารถปลดปล่อยออกมาได้ ถ้ามันถูกสร้างขึ้นมาโดยสมบูรณ์!”

“มันต้องใช้เวลาสำหรับชีวิตและความตาย เพื่อสร้างเป็นพลังแห่งการทำลายล้างเช่นนั้น”

“ชีวิตที่อยู่ภายในรอยสักภาพศักดิ์สิทธิ์โลหิตของข้า จำเป็นต้องผสานรวมกันกับความตายของฝนม่วง ซึ่งไม่ใช่เป็นการทำลายล้าง แต่เป็นความรู้แจ้งที่แท้จริง ข้าต้องเปลี่ยนแปลงพลังแห่งการทำลายล้างนี้ให้ได้ ด้วยเช่นนั้น ข้าถึงจะเข้าใจเจตจำนงแห่งความตายได้อย่างแท้จริง!”

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิ หลังจากผ่านไปสามวัน เขาก็ฟื้นฟูกลับคืนมาเป็นปกติเหมือนเดิม เมื่อลืมตาขึ้นมาก็สาดประกายเจิดจ้า หลังจากที่นั่งไตร่ตรองอยู่ชั่วขณะ เขาก็ก้าวเนิบนาบตรงไป และหย่อนตัวลงไปในน้ำทะเลอีกครั้ง เขากลับไปยังที่ความลึกสิบจ้างตำแหน่งเดิม นั่งขัดสมาธิและเผชิญหน้ากับการทำลายล้างซึ่งมาพร้อมกับน้ำทะเล

เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างช้าๆ เพียงชั่วพริบตาหนึ่งปีก็ผ่านไป

ตลอดช่วงหนึ่งปีนั้น เมิ่งฮ่าวไม่เห็นผู้ฝึกตนหรือสิ่งมีชีวิตใดๆ อีกเลย ราวกับว่ามีเขาเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งนี้

การเปลี่ยนแปลงพลังแห่งการทำลายล้างนี้ ไม่อาจจะกระทำได้อย่างง่ายดาย แม้จะได้รับการสนับสนุนจากอาณาจักรแห่งความสมบูรณ์แบบ มันก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเขา เขาไม่ได้ใช้ภาพศักดิ์สิทธิ์โลหิตจนกว่าจะถึงคราวจำเป็น ถ้าเขาใช้ ช่องว่างระหว่างชีวิตและความตายที่อยู่ภายในทะเลม่วงก็จะมีมากขึ้น ทำให้พลังแห่งการทำลายล้างไหลเข้าไปอย่างรวดเร็ว และสังหารเขาให้ตกตายไปอย่างน่ากลัวภายในชั่วพริบตา

“ข้าไม่อาจจะใช้ชีวิตเพื่อให้ได้รับความรู้แจ้งที่เกี่ยวข้องกับความตาย การที่จะเข้าใจถึงความตาย ข้าต้องตายไปจริงๆ!” ตอนนี้เมิ่งฮ่าวสามารถอยู่ลึกลงไปในทะเลม่วงได้เกือบสามสิบจ้าง และอยู่ที่นั่นได้นานถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบลมหายใจ ก่อนที่จะรีบพุ่งกลับขึ้นมาบนผิวน้ำ

เขามีความก้าวหน้าไปมากในช่วงหนึ่งปีมานี้ แต่ก็ยังคงอยู่ห่างไกลจากความเข้าใจในฝนม่วงทั้งหมด

“ความตายนี้ต้องไม่ใช่เป็นการตายอย่างโง่เขลา ข้าต้องจัดการมันอย่างเป็นระบบ ข้าจำเป็นต้องค่อยๆ ลดพลังชีวิตที่อยู่ภายใต้พลังแห่งการทำลายล้างนี้ลงไปอย่างช้าๆ จากนั้นค่อยเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ด้วยการให้เหลืออยู่แต่กลิ่นอายแห่งความตายของข้าเพียงเท่านั้น และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจตจำนงแห่งการทำลายล้าง ข้าก็จะได้เผชิญพบกับกลิ่นอายแห่งความตายของทะเลม่วงได้อย่างแท้จริง” หลังจากที่ได้บรรลุถึงการรู้แจ้งใหม่ๆ นี้ เมิ่งฮ่าวก็หยุดพักสองสามวัน จากนั้นก็เข้าไปนั่งขัดสมาธิอยู่ในทะเลม่วงอีกครั้ง

เวลาผ่านไปมากกว่าเดิม หนึ่งปี สองปี สามปี…

สิบปี

ตอนนี้เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิลึกลงไปจากพื้นผิวของทะเลม่วงมากกว่าสองร้อยจ้าง สงบนิ่งไม่ไหวติงโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าเขาได้ตายไปแล้ว กลิ่นอายแห่งความตายหมุนวนอยู่รอบๆ ร่าง พลังแห่งการทำลายล้างระเบิดออกเป็นครั้งคราว แต่ก็ค่อนข้างจะอ่อนลง เห็นได้ชัดว่าพลังแห่งการทำลายล้างนี้ อ่อนแอลงไปจากเมื่อสิบปีก่อนเป็นอย่างมาก

หนึ่งเดือนผ่านไป จู่ๆ ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็ลืมขึ้น พลังแห่งการทำลายล้างที่อยู่รอบๆ ร่าง ทันใดนั้นก็เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนที่มันจะระเบิดออกไป เขาก็พุ่งขึ้นมาจากทะเลม่วง

“ยังคงไม่เพียงพอ…” เขาพึมพำ “เมื่อไหร่ที่ข้าสามารถนั่งอยู่บนพื้นทะเลได้อย่างถาวร ข้าก็จะเริ่มเข้าใจถึงความจริงของทะเลม่วง!” ตลอดช่วงสิบปีมานี้ พื้นฐานฝึกตนของเขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก แต่ตลอดทั้งร่างและกลิ่นอายของเขาก็เปลี่ยนไปจนทำให้ปฐพีต้องสั่นสะเทือน

เขามีความสูงและสมส่วนผอมเพรียวมากขึ้นกว่าเดิม และในบุคลิกที่เป็นนักศึกษาของเขาก็มีบางสิ่งที่เหมือนกับเป็นอสูรอยู่เล็กน้อย พลังชีวิตของเขาลดน้อยลงไป และกลิ่นอายความตายก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

ผิวของเขาดูเป็นประกายและกระจ่างสดใส มีหน้าตาที่หล่อเหลามากขึ้น จนแทบจะเหมือนกับเป็นเสน่ห์แห่งอสูร

หลังจากผ่านไปสิบปี ฝนม่วงก็ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่น้ำทะเลก็ไม่ได้สูงขึ้นมา เกาะนั้นยังคงมีอยู่…แต่ตอนนี้ เขตทางใต้ของทะเลทรายตะวันตก ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลไปเรียบร้อยแล้ว ตลอดทั้งดินแดนอันกว้างใหญ่ของทะเลทรายตะวันตกในตอนนี้ ปกคลุมไปด้วยน้ำทะเล ผู้ฝึกตนใดๆ ก็ตามที่ไม่สามารถเข้าไปในดินแดนสีดำ ตอนนี้ได้กลายเป็นโครงกระดูกที่ถูกฝังอยู่ใต้ทะเลม่วง

ตอนนี้ พวกมันเหมือนกับทาสสะพาน ในอาณาจักรแห่งซากสะพานเป็นอย่างมาก พวกมันกลายเป็นภูติผีที่มักจะปรากฏให้เห็นอยู่บนพื้นผิวทะเลอยู่เป็นระยะ ทั่วทั้งชนเผ่าก็ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราวลอยไปมา ถูกกำจัดพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น พวกมันราวกับเป็นตัวแทนแห่งทะเลม่วง

เมิ่งฮ่าวได้พบเจอกับภูติผีเหล่านั้นมาหลายครั้ง ตลอดทั้งสิบปีที่ผ่านมา

อันที่จริง ในตอนนี้ที่เขาได้พุ่งทะลวงขึ้นมาจากทะเลม่วง ก็มองเห็นกลุ่มภูติผีนับร้อยอยู่ในที่ห่างไกลออกไป ลอยผ่านพื้นผิวของทะเลด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า ทันทีที่เมิ่งฮ่าวปรากฏขึ้น ฉับพลันนั้นพวกมันก็หยุดนิ่งอยู่กับที่และจ้องมองมา

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: