I Shall Seal The Heaven Chapter 539

0 Comments

ตอนที่ 539

กวาดล้างเมืองหน้าด่าน

เสียงเมิ่งฮ่าวราวกับเป็นสายลมอันหนาวเหน็บ ซึ่งระเบิดออกไปทั่วทุกทิศทาง เขายกมือขวาชี้นิ้วออกไป ทำให้ปราณม่วงจำนวนมากมาย พุ่งขึ้นไปเบื้องหน้า และก่อตัวเป็นใบมีดอันแหลมคม พุ่งตรงไปยังผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายสูงสุดวิญญาณแรกก่อตั้ง ซึ่งเพิ่งจะพูดออกมา

สีหน้าผู้ฝึกตนนั้นสลดลง ขณะที่มันได้ยินคำพูดอันเย็นชาที่ดังก้องออกมาของเมิ่งฮ่าว หนังศีรษะด้านชา รีบพุ่งถอยหลังไปด้วยความประหลาดใจ สองมือขยับร่ายเวทอาคม อาวุธเวทมากมายปรากฏขึ้น ขณะที่มันพยายามจะต่อสู้กลับมา

เมื่อของวิเศษที่ใช้ต่อต้านทั้งหมดของมัน กระแทกเข้ากับตัดปราณม่วงของเมิ่งฮ่าว ก็เห็นได้ชัดว่าพวกมันอ่อนแอเป็นอย่างมาก ไม่อาจจะต้านทานได้แม้แต่การโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว อาวุธเวทชิ้นแล้วชิ้นเล่า แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสียงระเบิดได้ยินมา ขณะที่ตัดปราณม่วงกรีดเฉือนลงไปที่ร่างของผู้ฝึกตนนั้น

โลหิตระเบิดออกไปในอากาศ ผู้ฝึกตนเผ่าเทียนฉงสั่นสะท้าน และมองลงไปก็เห็นว่า ร่างมันถูกตัดออกเป็นสองส่วน แม้แต่วิญญาณแรกก่อตั้งของมันก็ถูกทำลายไป

ซากศพมันตกลงไปในทะเลม่วง และอ๋าวเฉี่ยนก็ส่งเสียงคำรามอย่างน่าตกใจออกมาอีก ผู้คุ้มกันด่านของเผ่าเทียนฉงเริ่มมีโลหิตไหลซึมออกมาจากดวงตา, หู, จมูกและปากของพวกมัน ทีละคน ทีละคน ไม่ว่าพวกมันจะมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ระดับใด ต่างก็ตกตายไป

สำหรับผู้ฝึกตนอื่นๆ ที่อยู่ในเมือง เมิ่งฮ่าวไม่ได้สังหารพวกมัน

เขาก้าวเดินลงไปจากอ๋าวเฉี่ยน จนกระทั่งไปยืนอยู่เบื้องหน้าสมาชิกเผ่าจินอู ที่ถูกแขวนอยู่ในด่านทั้งห้าสิบคน

พวกมันยี่สิบกว่าคนได้ตายไปแล้ว ที่เหลือค่อยๆ ลืมดวงตาที่หรี่ปรือหมดอาลัยของพวกมันขึ้น เมื่อมองเห็นเมิ่งฮ่าวอยู่ที่เบื้องหน้า ก็อ้าปากค้าง

ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นสองชายชรา ซึ่งร่างพวกมันเริ่มสั่นสะท้าน ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เซิ่ง…เซิ่งจู่ต้าเหริน!!”

“ใช่ท่านหรือไม่…”

ชายชราทั้งสองนี้ได้ติดตามเมิ่งฮ่าวมา ตลอดช่วงการอพยพอันยาวนาน และเข้าร่วมสงครามของชนเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ พวกมันแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังมองเห็น ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นเซิ่งจู่ของพวกมันอีกครั้งตลอดช่วงชีวิตของพวกมัน

เมิ่งฮ่าวมองกลับไปยังพวกมัน และสีหน้าเขาก็อ่อนโยน “ข้าเอง ข้า…กลับมาแล้ว”

เขาโบกสะบัดมือขวา กวาดกลุ่มคนเผ่าจินอูทั้งหมดเข้าไปในสายลม ซึ่งค่อยๆ วางพวกมันลงไปบนพื้นอย่างแผ่วเบา สายลมนำพาพลังชีวิตมาหล่อเลี้ยงพวกมัน อูหลิงและคนอื่นๆ ซึ่งกำลังถูกนำตัวมาโดยคลื่นยักษ์ ได้มาถึงในทันที

ทันใดนั้นเสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้น ก็ได้ยินออกมาจากกลุ่มคนเผ่าจินอู กลุ่มคนเหล่านี้หลายคนไม่เคยเห็นเมิ่งฮ่าวมาก่อน เห็นเพียงแค่รูปปั้น แต่ทันทีที่พวกมันได้ยินคำพูดของเขา อารมณ์ความรู้สึกอย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้ ก็เต็มอยู่ในจิตใจของทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนั้น “เซิ่งจู่ต้าเหริน…พวกเราขอคารวะด้วยความจริงใจ!”

สำหรับคนเก่าแก่ ทันใดนั้นก็ทำให้พวกมันหวนรำลึกนึกถึงการดิ้นรนทั้งหมดในอดีตที่ผ่านมาเมิ่งฮ่าวมองไปยังพวกมันด้วยความคิดเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเขามองไปเห็นซากศพของคนในเผ่า จิตใจก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดราวถูกแทง โทสะที่มีต่อเผ่าเทียนฉงก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น

“ข้ากลับมาเพื่อนำพวกท่านไปกับข้า…หนี้โลหิตต้องชำระล้างด้วยโลหิต!” เขาหันหลังและบินกลับขึ้นไปในอากาศ ทะเลม่วงส่งเสียงดังกระหึ่มขณะที่ม้วนกวาดกลุ่มคนเผ่าจินอู เคลื่อนที่ต่อไปพร้อมกัน

หลังจากนั้นไม่นาน…

อ๋าวเฉี่ยนโลหิตก็พุ่งทะยานตรงไปยังด่านแรก อุ้งเท้าขนาดใหญ่พุ่งขึ้นไปโจมตีค่ายกลเวท เสียงระเบิดได้ยินมา ขณะที่มันแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผู้ฝึกตนเผ่าเทียนฉง ซึ่งกำลังส่งพลังค้ำจุนค่ายกลอยู่ ระเบิดออกในทันที ถูกทำลายไปทั้งร่างกายและวิญญาณ

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวมาถึง การสังหารก็เริ่มขึ้น ไม่สำคัญว่าใครจะมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ขั้นไหน สร้างแกนลมปราณ วิญญาณแรกก่อตั้ง สมาชิกของเผ่าเทียนฉงคนใดในด่านทั้งสิบ ที่บังอาจจับกลุ่มคนเผ่าจินอูแขวนไว้…ก็จะถูกกวาดล้างโดยเมิ่งฮ่าวและถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น

ชนเผ่าที่ควบคุมดูแลด่านแรกนี้ เป็นชนเผ่าหมานเหยียน (เปลวไฟเถื่อน) แห่งพันธมิตรศาลสวรรค์ พวกมันมองดูการเข่นฆ่าด้วยความตกตะลึง สองบุรุษวัยกลางคนที่มีพื้นฐานฝึกตนสูงสุดในด่านนี้ จดจำได้ว่าเมิ่งฮ่าวคือใคร และรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังและความต้องการจะล้างแค้นเผ่าเทียนฉงของเขา โดยไม่ลังเลพวกมันหันหลังหลบหนีไปในทันที

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกมันจะไปได้ไกล แขนยักษ์สองข้างฉับพลันนั้นก็ยื่นออกมาจากภายในทะเลม่วง คนทั้งสองถูกจับตัวไว้และจากนั้นก็ถูกบดขยี้อย่างรุนแรง เสียงแผดร้องอย่างน่ากลัวดังก้องออกมา แต่ก็ขาดหายไปอย่างรวดเร็ว

แผ่นไม้ของด่านเต็มไปด้วยโลหิต ซึ่งจากนั้นก็ลอยลงไปในทะเลม่วง

หลังจากช่วยเหลือกลุ่มคนเผ่าจินอู เมิ่งฮ่าวก็นำพวกมันทั้งหมดไปยังด่านที่สาม จากนั้นก็สี่ และห้า…

ทุกด่านที่เขาไป การเข่นฆ่าก็จะพุ่งขึ้นไปจนถึงท้องฟ้า อย่างไรก็ตาม…การสังหารอย่างมากมายนี้ก็ไม่อาจจะลดโทสะของเมิ่งฮ่าวลงได้ แต่เขาเริ่มมีความบ้าคลั่งมากขึ้นกว่าเดิม

เหตุผลก็คือ เพราะว่าในแต่ละด่านที่เขาไปถึง ก็พบว่ามีซากศพของกลุ่มคนเผ่าจินอูมากขึ้นเรื่อยๆ และมีผู้รอดชีวิตน้อยลงไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้วในด่านที่แปด จากกลุ่มห้าสิบคน ทั้งหมดต่างก็ตกตายไป แม้แต่ซากศพก็ยังเริ่มเน่าเปื่อยไป

ภาพที่เห็นนี้ทำให้ร่างเมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน รู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งร่างกำลังจะกลายเป็นเปลวไฟ ท่ามกลางการตายของคนในเผ่า มีอยู่ห้าคนที่เขาจดจำใบหน้าเหล่านั้นได้ พวกมันตายไปพร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลง และภายในดวงตาก็มองเห็นความเป็นศัตรู และความต้องการล้างแค้นซึ่งไม่อาจจะลบล้างไปได้ ถึงแม้พวกมันจะตายไปแล้วก็ตามที

พวกมันไม่อาจจะหลับตาลงได้ และเมิ่งฮ่าวก็ไม่บังคับให้ดวงตาพวกมันปิดลง เขาปล่อยให้กลุ่มคนเผ่าจินอูที่ตายไปเหล่านี้ มองเห็นด้วยดวงตาของพวกมันเอง ขณะที่เผ่าเทียนฉงถูกล้มล้างไปด้วยเช่นนี้เท่านั้น…พวกมันถึงจะหลับตาลง ตายไปอย่างสงบสุขได้

เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดชายแขนเสื้อ จากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปยังด่านที่เก้า

ตอนนี้ ได้ผ่านไปหลายวันแล้ว เมิ่งฮ่าวแน่ใจว่าการปรากฏกายขึ้นของเขา จะถูกพบเห็นโดยใครบางคนในกลุ่มพันธมิตรอย่างแน่นอน ถ้าการคาดเดาของเขาถูกต้อง ปรมาจารย์ฮูเหยียนก็จะมาถึงในไม่ช้า

และนั่นก็เป็นสิ่งที่เมิ่งฮ่าวกำลังรอคอย! ถึงปรมาจารย์ฮูเหยียนจะอยู่ในขั้นตัดวิญญาณ แล้วจะ…เป็นอย่างไร!?

ด้วยการมีอ๋าวเฉี่ยนอยู่ด้วย และเมิ่งฮ่าวก็เป็นเจ้านายของทะเลม่วง ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับขั้นตัดวิญญาณ ไม่ใช่การต่อสู้ที่เขาไม่อาจจะเข้าใจได้ ไม่ใช่การต่อสู้ที่จะทำให้จิตใจเขาไม่มั่นคง ไม่ใช่การต่อสู้…ที่เขาปฏิเสธที่จะกระทำ!

เจ้าต้องการจะลากข้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้? เมื่อไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ คำอธิบายทั้งหมดของข้าต่างก็ไร้ประโยชน์ ถ้าเช่นนั้น…พวกเราก็มาสู้กัน!

ปรมาจารย์ฮูเหยียน ข้าอยู่ในทะเลม่วง กำลังรอคอยเจ้า!

สำหรับเมิ่งฮ่าว ทะเลม่วงเป็นสถานที่ที่เขาจะได้เปรียบมากที่สุดในการต่อสู้ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเขาถึงได้สังหารกลุ่มคนเผ่าเทียนฉงในแต่ละด่าน เขาต้องการต่อสู้ในทะเลม่วง ไม่ใช่ดินแดนสีดำ

“เจ้าบังคับข้าให้ต่อสู้, ปรมาจารย์ฮูเหยียน ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะบังคับให้เจ้ามาสู้กับข้าบนดินแดนของข้า!” ถึงแม้โทสะเขาจะเดือดพล่านจนขึ้นไปถึงสวรรค์ เมิ่งฮ่าวก็ยังคงเยือกเย็นเหมือนเช่นเคย เขารู้ว่าการกระทำของเขาในตอนนี้ จะต้องถูกถ่ายทอดไปยังปรมาจารย์ฮูเหยียนอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันจะมาที่นี่ด้วยตัวเองในไม่ช้า

หอกปีศาจปรากฏขึ้นในมือเมิ่งฮ่าว เขาขว้างมันออกไป ทำให้หอคอยแห่งหมอกปรากฏขึ้น ขณะที่มันพุ่งตรงไปยังด่านที่เก้า ในตอนนี้ เมิ่งฮ่าวได้ครอบครองหอกปีศาจมานานกว่าหนึ่งร้อยปี ถึงแม้ว่าเวลานั้นเขาได้นั่งเข้าฌาณตามลำพังเป็นส่วนใหญ่ หอกก็ยังคงจางลงไปอย่างต่อเนื่องถ้ายังเป็นเช่นนั้น หลังจากหนึ่งร้อยปีผ่านไป มันก็คงจะหายไปโดยสิ้นเชิง

พลังของหอกกระแทกลงไปในค่ายกลเวท ด้านในเป็นผู้ฝึกตนของกลุ่มพันธมิตรศาลสวรรค์แห่งด่านที่เก้า ทั้งหมดเตรียมพร้อมจะต่อสู้

ยากที่จะบอกว่ากลุ่มพันธมิตรศาลสวรรค์ทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร แม้แต่ผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านในซึ่งไม่ใช่กลุ่มพันธมิตร ก็ยังจ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวพร้อมกับรังสีสังหาร ภายในดวงตาพวกมันมีความละโมบอยู่ด้วยเช่นกัน ผู้คนทั้งหมดมีอยู่เจ็ดร้อยคน ทั้งหมดเต็มไปด้วยความต้องการจะสังหารเมิ่งฮ่าว

เห็นได้ชัดว่า พวกมันถูกล่อลวงด้วยคำสัญญาที่จะให้รางวัลโดยเผ่าเทียนฉง ถ้าเมิ่งฮ่าวถูกสังหารไป

ขณะที่หอกปีศาจเข้ามาใกล้ เสียงอันเย่อหยิ่งก็ดังก้องออกมาจากภายในด่าน

“ปล่อยพลังทั้งหมดเข้าไปในค่ายกลเวท! ปรมาจารย์ฮูเหยียนรู้ว่า เจ้าคนชั่วนั้นจะมายังที่นี่ และท่านกำลังเดินทางมาแล้ว!!”

ปัง!!

ขณะที่เสียงนั้นดังก้องออกมา จากภายในค่ายกลเวท เสียงของระเบิดก็ดังขึ้นแทรกคำพูดของมัน ค่ายกลเวทสั่นไปมาอย่างรุนแรง ในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มหมอกจำนวนมากมายก็กระจายออกไป ทำให้ค่ายกลเวทสึกกร่อนลง มองเห็นใบหน้าดุร้ายมากมายนับไม่ถ้วนกำลังกัดกินทุกสิ่งทุกอย่างอยู่

เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ ค่ายกลเวทก็เริ่มอ่อนแอลงอย่างน่าเหลือเชื่อ เนื่องจากการกัดกร่อนของหอกปีศาจ ใบหน้าเหล่านั้น เต็มไปด้วยความตื้นเต้นและยืนกราน ทันใดนั้นก็ทะลุผ่านค่ายกลเวท และพุ่งตรงไปยังผู้ฝึกตนทั้งเจ็ดร้อยคน เสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจ จู่ๆ ก็ดังขึ้นไปในอากาศ

ในบริเวณที่ค่ายกลเวทถูกหอกปีศาจกัดกร่อนไป เกิดเป็นรูขนาดใหญ่ขึ้น กลุ่มหมอกสีดำฉับพลันนั้นก็รวมตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็นใบหน้าซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับร่างปีศาจเมื่อหลายปีก่อน

ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความกระหายเลือด กลายเป็นกลุ่มหมอกปีศาจกระจายออกไปปกคลุมทั่วทั้งด่านที่เก้า สถานที่ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวก็คือตำแหน่งที่มีกลุ่มคนเผ่าจินอูอยู่

เมิ่งฮ่าวลอยตัวอยู่กลางอากาศ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กวาดล้างผู้คนไปหมดทั้งด่าน ผู้ฝึกตนเหล่านี้ได้สร้างทางเลือกของพวกมันเอง เพื่อพาตัวเองเข้าสู่ความตาย

กลุ่มหมอกสีดำของหอกปีศาจม้วนตัวพลุ่งพล่านปั่นป่วน เสียงแผดร้องอย่างรุนแรงน่ากลัวได้ยินมาชั่วขณะ ทันใดนั้น เงาร่างเจ็ดถึงแปดร่างได้พุ่งออกมาจากด้านใน ขณะที่เป็นเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็โบกสะบัดมือ ทำให้พวกมันแผดร้องและจากนั้นก็ระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ทะเลม่วงที่อยู่รอบๆ พุ่งขึ้นมาพร้อมกับคลื่นยักษ์ ทำให้ด่านจมลง กลุ่มหมอกสีดำหดตัวลง ไปปกคลุมกลุ่มคนเผ่าจินอู และนำพวกมันไปยังเมิ่งฮ่าว

มีสมาชิกของเผ่าจินอูเพียงแค่แปดคนเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ขณะที่เมิ่งฮ่าวรักษาอาการบาดเจ็บให้พวกมัน รังสีสังหารของเขาก็เริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น

เมิ่งฮ่าวหันร่าง กลับไปยืนอยู่บนศีรษะอ๋าวเฉี่ยน คลื่นยักษ์พุ่งขึ้นมาจากทะเลม่วง นำกลุ่มคนเผ่าจินอู มุ่งหน้าตรงไปยังด่านสุดท้าย

แทบจะในเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวมุ่งหน้าไป ลำแสงสีดำทันใดนั้นก็ปรากฏขึ้นใกล้กับดินแดนสีดำ มีความรวดเร็วมากกว่าขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง และยังได้ใช้การเคลื่อนย้ายทางไกล ขณะที่มันเคลื่อนที่ออกไปอีกด้วย

ภายในลำแสงสีดำนั้นเป็นบุรุษที่สวมใส่ชุดยาวสีดำ นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นร่างจำแลงของปรมาจารย์ฮูเหยียน

ใบหน้ามันดุร้ายและไม่พูดจา ร่างมันแวบขึ้นขณะที่ใช้การเคลื่อนย้ายทางไกล เข้าไปใกล้ด่านที่สิบมากขึ้นเรื่อยๆ

“ชิ่งเอ๋อร์” มันพึมพำ “วันนี้บิดาจะล้างแค้นให้เจ้าครึ่งหนึ่ง ในที่สุด ข้าก็จะได้พบกับบุคคลที่สังหารเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว และคนผู้นั้นต้องตายไปอย่างโหดร้ายมากที่สุดจนไม่อาจจะจินตนาการได้”

“ชิ่งเอ๋อร์ ในโลกนี้ไม่มีใครจะคู่ควรมาสังหารเจ้าได้ มีเพียงข้า…ข้าเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์” ดวงตามันเต็มไปด้วยความเมตตา ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ความเมตตานั้นดูแปลกประหลาดไป ใครก็ตามที่เห็นมันก็จะรู้สึกหนาวเย็น และเส้นผมก็คงต้องลุกตั้งชี้ชันขึ้นด้วยความหวาดกลัว

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 217
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: