Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 650

I Shall Seal The Heaven Chapter 650

ตอนที่ 650

พวกท่านสบายดี?

ผู้ฝึกตนก็เป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว พวกมันก็จะมีเจ็ดอารมณ์หกกามคุณด้วยเช่นกัน และการเสแสร้งคิดว่าพวกมันอยู่เหนือกว่าคนอื่นๆ ด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่าเช่นนั้น ก็มักจะทำให้พวกมันมีความสุข

บ่อยครั้งที่ความรู้สึกว่าเหนือกว่า ทำให้…เกิดความสุขขึ้นอย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกที่ตัวเรามีความปลอดภัย ในขณะที่คนอื่นตกอยู่ในอันตราย ก็ทำให้มีความสุขได้ ตัวอย่างอื่นๆ ก็คือการได้ดื่มน้ำตอนที่กระหาย ในขณะที่คนอื่นไม่มีอะไรให้ดื่ม นอกจากน้ำลายของพวกมันเอง นั่นก็สามารถถือได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน

ผู้คนที่อยู่บนเรือในตอนนี้ ต่างก็พบเจอกับความสุขเช่นนั้น

เนื่องจากความสุขนั้น ทำให้พวกมันไม่ค่อยกังวลใจมากนัก เกี่ยวกับอันตรายที่อยู่รอบๆ ตัว แต่พวกมันกำลังหัวเราะและพูดคุยเกี่ยวกับเจ้าโง่ผู้โชคร้ายซึ่งไม่รู้จักประมาณตนที่ด้านนอก

แน่นอนว่า เมิ่งฮ่าวก็คือเจ้าโง่ผู้โชคร้ายที่พวกมันกำลังเอ่ยถึง เสียงระเบิดดังก้องอยู่รอบๆ ตัว ขณะที่ภูเขาซึ่งห้อมล้อมอยู่พังทลายลงมา ในเวลาเดียวกันนั้น ขวานขนาดใหญ่นั้นก็เริ่มพังลงไปด้วยเช่นกัน

ขวานเล่มนั้นหมุนคว้างกลับไป ด้วยพลังที่ทำให้มันสั่นสะเทือน จนแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ อยู่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว แต่สัญลักษณ์เวทที่รวมตัวกันเป็นรูปขวานไม่ได้กระจายหายไป กลับก่อตัวกันขึ้นมาอีกครั้งกลายเป็นหัตถ์ยักษ์ ทำท่าคว้าจับตรงไปยังเมิ่งฮ่าวในทันที กระจายความดุร้ายและเกลียดชังอย่างรุนแรงออกมา

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่ง ขณะที่ยกมือขึ้นและชี้ตรงไป ทันใดนั้นนิ้วก็กลายเป็นสีโลหิต นี่ก็คือดรรชนีโลหิต!

ต่อมาก็เป็นดรรชนีที่สอง, สาม…และในที่สุด ก็มีห้าดรรชนีที่พุ่งออกไป กลายเป็นฝ่ามือโลหิต! มีความกว้างถึงสิบจ้าง ดูเหมือนจะเป็นภาพลวงตาแต่ในเวลาเดียวกันนั้น ก็เหมือนกับเป็นของจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ พร้อมกับพลังของวิญญาณดวงที่เก้า พุ่งตรงไปยังฝ่ามือที่ก่อนหน้านี้เป็นขวานขนาดใหญ่

เสียงระเบิดดังก้องได้ยินมา ขณะที่ทั้งฝ่ามือโลหิตและหัตถ์ยักษ์ที่ก่อตัวขึ้นมาจากสัญลักษณ์เวท ต่างก็ระเบิดออกกลายเป็นชิ้นๆ ไปทั้งคู่ เมิ่งฮ่าวไม่ลังเลแม้แต่น้อย พุ่งตรงไปข้างหน้าในทันที ร่ายเวทด้วยมือขวาและจากนั้นก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ รังสีสังหารกระจายออกไปในฉับพลัน มองเห็นแสงของต้นชิงมู่ ตามมาด้วยการทำลายล้างของทะเลม่วง, เปลวไฟอันคลุ้มคลั่ง และดินยะเยือก

นี่ก็คือวิชาเวทห้าธาตุ ซึ่งทำให้ห้าตัวอักษรปรากฏขึ้นในทันที พวกมันกระจายแรงกดดันอันดุร้าย กดทับลงไป บนสัญลักษณ์เวทที่กำลังกระจัดกระจายกันออกไปของขวานเล่มนั้น

เสียงกระหึ่มกึกก้องได้ยินมา ขณะที่สัญลักษณ์เวทนับร้อย ที่รวมตัวกันเป็นขวานเริ่มสั่นสะท้าน ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังดิ้นรนที่จะหลบหนีไป แต่ก่อนที่พวกมันจะสามารถทำได้ เมิ่งฮ่าวก็เข้าไปใกล้ กำมือแน่นจนกลายเป็นหมัด จากนั้นก็ต่อยออกไป ด้วยพลังอันรุนแรงของกายเนื้อ

อากาศสั่นไปมา และสายลมจากพายุที่อยู่รอบๆ ก็พัดกรรโชกแรงขึ้น ทำให้สัญลักษณ์เวทแตกกระจายออกไปในทันที

ครั้งนี้สัญลักษณ์เวทแวบขึ้น แต่ก็ไม่ได้รวมตัวเข้าด้วยกัน เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงเย็นชาออกมา จากนั้นก็ร่ายเวทขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันนั้นก็โคจรหมุนวนพื้นฐานฝึกตนไปด้วย จู่ๆ ก็มีภูเขาลูกน้อยๆ นับพันปรากฏขึ้น จากนั้นก็พุ่งออกไป

วิชาพันภูเขานี้มาจากเวทกลืนภูเขา ขณะที่มันตกลงไป ภูเขาแต่ละลูกก็กระจายแรงกดดันอันรุนแรงออกมาบนสัญลักษณ์เวท ทันใดนั้นสัญลักษณ์เวททั้งหมดก็ถูกสะกดไว้ เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดมือ และภูเขาก็บดขยี้ลงไปยังพวกมัน

เพียงชั่วพริบตา ภูเขาก็เริ่มรวมตัวเข้าด้วยกัน เสียงกระหึ่มได้ยินมา ขณะที่ภูเขาซึ่งมีความสูงหนึ่งพันจ้างปรากฏขึ้น อย่างน่าตกใจยิ่งมีขวานต่อสู้ถูกผนึกอยู่ด้านใน

มันพยายามดิ้นรนจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ แต่เมิ่งฮ่าวก็โบกสะบัดมือออกไปในอากาศ และภูเขาก็พุ่งตรงมาที่เขา ขณะที่เป็นเช่นนั้น ภูเขาก็เริ่มเล็กลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีขนาดเท่ากับฝ่ามือ

ขวานที่อยู่ข้างในถูกสะกดให้เล็กลงไปด้วย มันดิ้นรนอย่างดุร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเสียงปะทุแตกร้าวได้ยินมา หลังจากไม่กี่อึดใจขวานเล่มนั้นก็ทำลายภูเขาลงไปได้ จากนั้นก็เริ่มพุ่งออกไป

เมิ่งฮ่าวมีสีหน้าเยือกเย็นขณะที่กดนิ้วชี้ข้างซ้ายลงไปบนภูเขา

“ผนึกอสูร, เวทรุ่นแปด!”

คำพูดที่ราบเรียบของเขาทำให้ตัวอักษร ‘ผนึก’ ปรากฏขึ้นและปกคลุมอยู่บนยอดเขา ผนึกมันไว้ ขวานต่อสู้ส่งเสียงแผดร้องอย่างโศกเศร้าออกมา ตอนนี้มันไม่อาจจะทำให้ตัวเองหลุดออกมาได้โดยสิ้นเชิง

เมิ่งฮ่าวรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็ปล่อยเส้นใยของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกมา เพิ่มเวทผนึกให้แข็งแกร่งมากขึ้น จากนั้นก็ยิ้มออกมาและเก็บภูเขาเข้าไปในถุงสมบัติ

“เจตจำนงนี้ถือได้ว่าเป็นของวิเศษ” เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะปราบพิชิตของชิ้นนี้ แต่จริงๆ แล้วก็ต้องใช้พลังพื้นฐานฝึกตนของเขาทั้งหมด รวมทั้งการช่วยเหลือจากพลังอันน่าเหลือเชื่อของกายเนื้อ ถ้าเป็นผู้ฝึกตนขั้นตัดวิญญาณบางคนที่คล้ายกับปรมาจารย์ฮูเหยียน พวกมันก็คงไม่อาจจะพิชิตขวานต่อสู้นี้ได้อย่างง่ายดาย เหมือนที่เมิ่งฮ่าวกระทำมา

“ยิ่งข้ามีของวิเศษวิญญาณเช่นนี้มากเท่าใด ก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าข้าอาจจะขายมันได้ราคาดีในวันข้างหน้า” เมิ่งฮ่าวคิด ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า มองไปรอบๆ จนกระทั่งสายตาไปตกกระทบอยู่ที่กลุ่มของสัญลักษณ์เวทนับร้อย ที่กำลังลอยอยู่ในที่ห่างไกลออกไป

กลุ่มของสัญลักษณ์เหล่านั้นดูเหมือนจะมีความรู้สึกเกิดขึ้น หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะว่า เมิ่งฮ่าวได้สัมผัสกับกลิ่นอายของขวานต่อสู้ ทันทีที่เขามองไปยังค่ายกลเวทที่ประกอบด้วยสัญลักษณ์หนึ่งร้อยชิ้น ฉับพลันนั้นมันก็ตกตะลึง และพยายามจะหลบหนีไปในทันใด

“เมื่อสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปิดกั้นอสูรทะเล มันคงจะไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างมากสำหรับข้า ที่จะนำค่ายกลเวททั้งหมดไป นอกจากนี้ค่ายกลหนึ่งร้อยสัญลักษณ์เวท ก็ไม่อาจจะก่อตัวเป็นอะไรที่พิเศษเฉพาะได้ ดังนั้นจึงแทบจะไร้ประโยชน์ที่พยายามจะนำพวกมันไป” เมิ่งฮ่าวพึมพำกับตัวเอง หันหลังและบินจากไปในที่ห่างไกล ไม่สนใจค่ายกลเวทหนึ่งร้อยสัญลักษณ์นั้นอีกต่อไป

สถานที่ค่อนข้างอยู่ห่างออกไปไกล ผู้โดยสารบนเรือสีดำสนิท ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างเลือนลางจากที่ห่างไกล และรอยยิ้มพวกมันก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น

“คนผู้นั้นคงตายไปแล้ว”

“มันประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป และไม่มีแม้แต่หินลมปราณที่จะจ่ายค่าเรือโดยสาร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมันถึงได้เสี่ยงจะเข้ามาในวงแหวนที่สาม ช่างน่าสงสารนักที่มันไม่ค่อยฉลาดเท่าใดนัก ใครจะไปคิดว่ามันจะพยายามผ่านเข้ามาในลมพายุนี้ตามลำพัง? มันคิดว่าตัวเองเป็นหนึ่งในสามผู้ศักดิ์สิทธิ์หรืออย่างไร?”

ขณะที่คนอื่นๆ พูดคุยและหัวเราะกันไปมา สองผู้ฝึกตนที่เงียบขรึมก็หลับตาลง และไม่สนใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ สามชายชราจากสำนักหยางหุนเต้า ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเรือ มีท่าทางหยิ่งยโสมากขึ้นกว่าเดิม พวกมันเคยแล่นเรือมาหกสิบปีเต็ม และตลอดช่วงเวลานั้น ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครผ่านเข้ามาในลมพายุนี้ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม หลังจากสองสามวันผ่านไป ความสุขที่ทุกคนรู้สึกก็ลดน้อยลงเล็กน้อย แต่จากนั้น ก็มีสัญลักษณ์เวทอยู่ในบริเวณนั้นมากขึ้น รวมทั้งสายฟ้าและแม้แต่สายลมก็กรรโชกแรงขึ้น ดูเหมือนพวกมันจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทำให้มีความกังวลใจมากขึ้น เสียงระเบิดที่ได้ยินมาจากที่ห่างไกลก็มีมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

เสียงนั้นทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มมีความตื่นเต้นมากขึ้น ครั้งนี้พวกมันไม่จำเป็นต้องได้รับคำอธิบายจากสามชายชราใดๆ ทุกคนก็รู้ว่านั่นคือเสียงอะไร ถึงแม้พวกมันจะมองไม่เห็นแหล่งที่มาของเสียงนั้น แต่ก็ได้ยินเสียงพูดคุยของพวกมันดังก้องออกมา

“ฮา ฮา ฮา! อย่าบอกข้านะว่ามีคนอื่นอีก ที่พยายามจะพุ่งผ่านเข้ามา?”

“เจ้าคนอื่นที่ไม่รู้จักข้อจำกัดของตนเอง? ข้าไม่เคยคาดคิดว่าการเดินทางไปยังวงแหวนที่สามในครั้งนี้จะน่าสนใจเช่นนี้มาก่อน”

“ช่างน่าสงสารนัก ข้าหวังว่าจะได้เห็นด้วยสองตาของตัวเองบ้าง”

ทุกคนกำลังตื่นเต้น แต่จริงๆ แล้ว สามชายชราค่อนข้างจะตกตะลึง ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่พวกมันแล่นเรือจะได้ยินเสียงระเบิดเช่นนี้ แต่ก็หาได้ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ยินเสียงระเบิดอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง เหมือนกับที่ได้ยินในครั้งนี้

สามชายชราส่งยิ้มให้กันและกัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพ่งสมาธิไปที่การควบคุมเรือมุ่งไปข้างหน้าแทน

เสียงนั้นดังขึ้นไม่นานมากนัก เพียงแค่ช่วงธูปไหม้หมดไปหนึ่งดอกเท่านั้น จากนั้นก็หายไป และเสียงพูดคุยหัวเราะก็เริ่มดังขึ้นมาอีกจากบนเรือ

อย่างไรก็ตาม อีกสี่วันต่อมา ก็ยังได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นอีก กลุ่มผู้โดยสารบนเรือต่างก็ประหลาดใจ

“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงมีผู้คนถึงสามคนพยายามที่จะข้ามกำแพงลมพายุนี้มา?”

“ดูเหมือนว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง…”

“ทุกท่านคิดหรือไม่ว่า…บางทีคนจากตอนแรก จริงๆ แล้วก็ยังไม่ได้ตายไป?” คำพูดสุดท้ายนี้ กล่าวขึ้นมาโดยบุคคลที่มีพื้นฐานฝึกตนอ่อนแอมากที่สุดในกลุ่มคนทั้งหมด เป็นผู้ฝึกตนเยาว์วัยขั้นสร้างแกนลมปราณ

ทันทีที่มันกล่าวคำพูดนี้ออกมา ทุกคนก็เงียบลง สองผู้ฝึกตนที่นั่งอยู่ที่นั่นอย่างเงียบขรึมตลอดเวลา ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้นมา ดูเหมือนจะประหลาดใจต่อความหมายในคำพูดของบุรุษหนุ่มผู้นี้

สามชายชราที่ควบคุมเรืออยู่ ก็มีท่าทางตกตะลึงด้วยเช่นกัน แต่ก็รีบปกปิดสีหน้าไว้อย่างรวดเร็ว

“ห้ามพูดเพ้อเจ้ออย่างไร้เหตุผลบนเรือลำนี้!” หนึ่งในสามชายชราแผดร้องออกมา

“นี่ก็คือกำแพงลมพายุ!” อีกคนกล่าว “นอกจากสามผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งทะเลเทียนเหอแล้ว ไม่มีใครสามารถข้ามผ่านมันไปได้!”

“เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่พวกเราได้ยินมาก็คือ มีบางสำนักพยายามที่จะข้ามไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น” กลุ่มผู้โดยสารที่เหลือไม่ค่อยมั่นใจนักว่า จะเชื่อถือคำพูดของชายชราดีหรือไม่ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าความสุขของพวกมันลดลงไปอีกเล็กน้อย

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็บินผ่านลมพายุที่พัดกรรโชกอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับแส้ที่มีความยาวห้าสิบจ้าง ดูท่าทางดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง แต่มันก็ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยภูเขาขนาดใหญ่ ซึ่งค่อยๆ สะกดมันลงอย่างช้าๆ

หลังจากเวลาชั่วธูปไหม้หมดครึ่งดอกผ่านไป แส้นั้นก็ส่งเสียงแผดร้องอย่างไม่ยินยอมออกมา จากนั้นภูเขาก็กระแทกลงไป ผนึกมันไว้โดยสิ้นเชิง หดตัวเล็กลงเข้าไปอยู่ในฝ่ามือเมิ่งฮ่าว หลังจากนั้นเขาก็เก็บมันใส่ไว้ในถุงสมบัติ

“ชิ้นที่สี่!” เมิ่งฮ่าวกล่าว ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า พร้อมกับรอยยิ้ม เขาหันหลังและมุ่งหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว

อีกสองเดือนได้ผ่านไป ตลอดช่วงเวลานั้น กลุ่มคนบนเรือได้ยินเสียงระเบิดดังออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดพวกมันก็ได้ยินเป็นครั้งที่เจ็ด ตอนนี้ อารมณ์ของพวกมันเปลี่ยนเป็นความอยากรู้อยากเห็นจนน่าตกใจ

ในตอนที่เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่สิบสาม พวกมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้แต่สามชายชราก็กำลังหอบหายใจออกมา

หลังจากที่ผ่านไปสองเดือน เสียงระเบิดที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ยี่สิบก็ได้ยินมา ทุกคนที่อยู่บนเรือในตอนนี้กำลังตื่นตระหนกกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกมันตระหนักว่า…เสียงระเบิดนั้นกำลังใกล้เข้ามามากขึ้น!

ในช่วงสองเดือนมานี้ เมิ่งฮ่าวได้พบกับสัญลักษณ์เวทในรูปแบบของวิเศษมากขึ้น เมื่อไหร่ที่พบกับพวกมัน เขาก็จะโจมตีไปในทันที และใช้พลังทั้งหมดเท่าที่มีเพื่อปราบพิชิตพวกมัน

ในตอนนี้ เขาอยู่ในส่วนลึกของลมพายุ และกำลังเข้าใกล้เรือสีดำสนิทมากยิ่งขึ้น

ขณะที่เมิ่งฮ่าวอยู่ลึกเข้าไปมากขึ้น ความเร็วก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ความรุนแรงของสายลมกำลังทำให้เขาบาดเจ็บ และยังทำให้ร่างกายเริ่มมีบาดแผลอีกด้วย

ตอนนี้ เขาต้องกระจายพลังจากพื้นฐานฝึกตนออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะสู้ต่อไป

สำหรับสายฟ้า ตอนนี้เริ่มมองเห็นเป็นเงาร่างภาพลวงตาอยู่ภายใน ซึ่งดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณอยู่ด้วย ทำให้เมิ่งฮ่าวตกตะลึง

ในตอนนี้ ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นแสงเจิดจ้าสีขาวอยู่ภายในความมืดมิด ดูเหมือนมันกำลังกลืนกินสายฟ้าอยู่ ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และจากนั้นก็เปลี่ยนเส้นทาง

สิ่งที่เขามองเห็นก็คือคางคก กำลังกลืนกินสายฟ้าอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นสัญลักษณ์เวท ที่ก่อตัวเป็นรูปร่างสัตว์ คางคกตัวนี้มีความยาวอย่างน้อยก็หนึ่งร้อยจ้าง ในความคาดคะเนของเมิ่งฮ่าว มันต้องก่อตัวขึ้นมาจากสัญลักษณ์เวทที่อยู่รอบๆ นับหมื่นชิ้น

“ข้าอยากรู้นักว่า ได้อยู่ห่างจากชายขอบของสถานที่แห่งนี้อีกเท่าใดแล้ว…” เขาคิด หลีกเลี่ยงจากคางคกตัวนั้น คางคกสังเกตเห็นเขา แต่ก็ไม่สนใจโดยสิ้นเชิง ขณะที่มันกลืนกินสายฟ้าเข้าไปอย่างต่อเนื่อง

เมิ่งฮ่าวมองออกไป และกำลังจะพุ่งไปยังที่ห่างไกล แต่ทันใดนั้นเขาก็ส่งเสียงอุทานออกมาเบาๆ หันหน้าส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไป แน่นอนว่าเขารับรู้ได้ถึงเรือ ที่กำลังแล่นฝ่าอากาศมา

“ยอดเยี่ยม ข้าจะกระโดดเข้าไปในตัวเรือ และพักผ่อนไปตลอดเส้นทาง” ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย เร่งความเร็วพุ่งตรงไป

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: