I Shall Seal The Heaven Chapter 684

ตอนที่ 684

บนเรือ

ชายชราไม่กล่าวอะไรออกมาเพื่อตอบรับ แทบจะดูเหมือนว่าแม้แต่เมิ่งฮ่าวเป็นใครมันก็ยังไม่รู้ มันแค่สัญจรผ่านไป และมาพบกับเขาโดยบังเอิญ มันอาจจะถูกกระตุ้นโดยความทรงจำที่อยู่ห่างไกลออกไป ทำให้ต้องยื่นมือมาช่วยเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“สวรรค์และปฐพี…ยังมีจุดจบของพวกมัน…”

“แต่ข้าเล่า? จุดจบของข้าอยู่ที่ไหน?” เสียงพึมพำของชายชราฟังดูแหบแห้งและเก่าแก่โบราณอย่างไร้ที่เปรียบ ในที่สุดมันก็ถอนหายใจ และหลับตาลง ดูเหมือนจะตกอยู่ในห้วงไร้ชีวิต เมิ่งฮ่าวมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ชายชรากำลังนั่งอยู่ที่นั่น หันหลังให้กับเขา แต่ก็ไม่อาจจะรับรู้ถึงการคงอยู่ของมันได้แม้แต่น้อย อันที่จริง แม้แต่การคงอยู่บนเรือลำนี้ของมันเขาก็ยังไม่อาจจะสัมผัสได้

“ผู้อาวุโส?” เขากล่าว อ้าปากค้าง ในที่สุดก็ตระหนักว่า ชายชราได้จมอยู่ในโลกของมันเอง เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอย่างเงียบๆ และจากนั้นก็มองออกไปยังที่ห่างไกล เริ่มครุ่นคิด

“พื้นฐานเต๋าของข้า…หายไปแล้ว” เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ด้านใน และไม่อาจจะรับรู้ได้ถึงพื้นฐานฝึกตน ราวกับว่ามันได้หายไปคล้ายกับเป็นกลุ่มหมอกหรือกลุ่มควัน ความอ่อนแอเต็มอยู่ในร่างเขาอย่างเข้มข้น และเขาก็รู้สึกว่าแก่ชราเป็นอย่างมาก ราวกับว่าใกล้จะตายไปได้ทุกเมื่อ

ตอนนี้เขาไม่มีพื้นฐานฝึกตนอีกแล้ว

เมิ่งฮ่าวเต็มไปด้วยความขมขื่น พยายามจะเริ่มฝึกฝนวิถีเซียนใหม่อีกครั้ง แต่ทั่วทั้งร่างเขาก็คล้ายกับเป็นกระชอน ไม่ว่าเขาจะสูดลมหายใจเข้าไปอย่างไร ก็ไม่อาจจะสร้างพลังปราณขึ้นมาได้แม้แต่น้อยนิด

อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ยอมแพ้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเขาจึงหยิบเอาถุงสมบัติออกมา ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่มีพลังลมปราณ แต่ถุงสมบัติจากเมืองไห่เฉิงก็สามารถเปิดออกได้ โดยที่ไม่ต้องใช้พลังลมปราณใดๆ

เขาได้ซื้อถุงสมบัติเช่นนี้มาหลายใบเมื่อครั้งก่อน นกแก้วและผีโต้งนอนหลับอยู่ภายในถุง ดูเหมือนว่าความอ่อนแอของเมิ่งฮ่าว จะทำให้พวกมันต้องสูญเสียความคึกคักไป

เขาหยิบเม็ดยาออกมาจากถุงสมบัติ จากนั้นก็กินลงไปและเริ่มเข้าฌาณ หลังจากที่พยายามใช้วิชารวบรวมลมปราณอยู่สักพัก เขาก็สั่นสะท้าน ใบหน้าซีดขาว อีกครั้งที่เขามีท่าทางท้อแท้หมดกำลังใจ

“ข้าไม่อาจจะฝึกฝนวิถีเซียนได้ ข้าไม่มีพื้นฐานที่จะสร้างขึ้นมาได้อีกต่อไป” เมิ่งฮ่าวพึมพำ ตอนนี้เขามั่นใจว่าพื้นฐานเต๋าของเขาได้หายไปจนหมดสิ้น

เมิ่งฮ่าวยังคงไม่อาจจะยอมรับมันได้ พยายามทดลองอีกครั้ง ในที่สุดเวลาหนึ่งเดือนก็ผ่านไป เขาพยายามด้วยวิธีที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่มีวิธีใดที่จะสร้างพื้นฐานฝึกตนขึ้นมาได้แม้แต่น้อย

มันเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เขาได้พยายามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ร่างกายก็ยังคงอ่อนแอลงไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่อีกหนึ่งเดือนได้ผ่านไป ในที่สุดเขาก็ยอมรับว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง

เสียงหัวเราะอย่างขมขื่นดังก้องออกไป ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ทำลายความเงียบของวงแหวนชั้นในแห่งทะเลเทียนเหอ ขณะที่เสียงนั้นดังก้องออกมาจากภายในลำเรือ

เสียงหัวเราะนั้นยังประกอบไปด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง “ปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวัง!”

เขาไม่มั่นใจว่าปรมาจารย์รุ่นสิบตระกูลหวังได้ตายไปแล้วหรือไม่ แต่ตอนนี้มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

“ข้าไม่มีพื้นฐานฝึกตน แต่ก็ยังคงมีชีวิตอยู่…เมื่อพิจารณาถึงพลังชีวิตในตอนนี้ของข้า ใครจะไปรู้ว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วัน…” เสียงหัวเราะอย่างขมขื่นค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ และในที่สุดเขาก็จ้องมองออกไปยังที่ห่างไกล ด้วยความว่างเปล่าและไร้ความรู้สึก

แม้แต่มองอะไรอยู่เขาก็ยังไม่รู้ จิตใจเขาว่างเปล่า ไม่ได้คิดถึงสิ่งใด ไม่ได้มองไปยังสิ่งใดๆ ในที่สุดสายตาเขาก็ตกกระทบไปบนร่างของชายชราในชุดเกราะ และความหวังทันใดนั้นก็แวบขึ้นมาในดวงตา

ชีวิตของเขาถูกช่วยไว้โดยชายชราผู้นี้ และเมื่อพิจารณาถึงความลึกลับของมัน และความแปลกประหลาดของเรือยมโลกโบราณนี้ ก็ทำให้เมิ่งฮ่าวมั่นใจว่าถ้าชายชราผู้นี้ทำอะไรสักอย่าง พื้นฐานฝึกตนของเขาก็จะสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน

เมิ่งฮ่าวลุกขึ้นยืน ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำ

“ผู้อาวุโส”

ชายชราไม่กล่าววาจา ดูเหมือนมันจะไม่รู้สึกตัวเหมือนเช่นเคย

เมิ่งฮ่าวลังเลอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็เดินอ้อมไปยืนอยู่ตรงหน้าชายชรา เขากำลังจะโค้งตัวลงอีกครั้ง แต่ทันใดนั้นดวงตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเก่าแก่โบราณและกาลเวลาอย่างไร้ขอบเขต แต่เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไป จิตใจก็ต้องสั่นสะท้าน ร่างชายชราจริงๆ แล้วก็ไม่มีตัวตน แต่เป็นเงาเลือนลางและโปร่งแสง

แต่เมิ่งฮ่าวก็จดจำได้อย่างชัดเจนว่า ก่อนหน้านี้ชายชราไม่ได้มีลักษณะเช่นนี้

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขาก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไปช้าๆ เพื่อจะไปแตะสัมผัสโดนตัวชายชรา มือเขาผ่านร่างมันไปราวกับว่าผ่านอากาศที่ว่างเปล่า และเมื่อเขาพยายามจะแตะไปเป็นครั้งที่สอง เรื่องเช่นเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ก้าวเท้าไปข้างหน้า และเดินผ่านมันไป จากนั้นก็หันหน้ากลับไปมอง และดวงตาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน

“ก่อนหน้านี้ข้าเข้าใจผิด? มันเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา? การคงอยู่ของมันผูกติดกับความหมายของชื่อเรือลำนี้? เรือยมโลก…เรือแห่งภูติผีในปรโลก?” เมิ่งฮ่าวหัวเราะอย่างขมขื่นออกมา ขณะที่เริ่มมองไปรอบๆ เรือลำนี้ผุพังคร่ำคร่า ชำรุดทรุดโทรม เต็มไปด้วยกลิ่นอายเน่าเปื่อย

ไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็ทำการสำรวจเรือลำนี้ไปจนทั่ว และไม่พบเห็นสิ่งที่แปลกผิดปกติใดๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามองเห็นและสัมผัสได้ ดูเหมือนจะเก่าแก่โบราณล้าสมัย

เมิ่งฮ่าวไปยืนที่หัวเรือ และมองออกไปขณะที่เรือยมโลกเลื่อนผ่านไปบนผิวน้ำอย่างไร้เสียง ทุกสรรพสิ่งเงียบสงบ น้ำทะเลขึ้นๆ ลงๆ แต่ก็ไม่มีคลื่น พวกเขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตใดๆ

ดูเหมือนไม่ว่าเรือลำนี้ผ่านไปยังที่แห่งใด ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลายเป็นความเงียบโดยสิ้นเชิง

“เช่นนี้ก็ดี…”

“ข้าสามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในช่วงสุดท้ายอยู่บนเรือที่ว่างเปล่าตามลำพัง”

“ข้าพนันได้เลยว่า ไม่มีใครรับรู้เกี่ยวกับความตายของข้า อย่างน้อยท่านอาจารย์ก็จะไม่เสียใจ สวี่ชิงก็จะไม่รู้สึกเศร้ามากเกินไป เจ้าอ้วน, ศิษย์พี่ และสหายทั้งหมดของข้า…จะไม่มีใครได้รู้” เขาพึมพำ นั่งลงขัดสมาธิตรงตำแหน่งที่เขาตื่นขึ้นมาในครั้งแรก และมองออกไปยังที่ห่างไกล

ขณะที่ทำเช่นนั้น จิตใจเมิ่งฮ่าวก็ค่อยๆ สงบลงอย่างช้าๆ เขาไม่ได้ลุกไหม้ด้วยความคับแค้นใจอีกต่อไป ไม่ได้ขบคิดถึงความลึกลับใดๆ อีก เหลือเพียงแค่ความอาลัยอีกเล็กน้อย เขาเสียใจที่ไม่อาจจะไปพบกับอาจารย์ได้อีกครั้ง เขาเสียใจที่ไม่อาจจะกอดสวี่ชิงอยู่ในอ้อมอกได้อีก เขาเสียใจที่ไม่ได้กลับไปยังดินแดนด้านใต้ และไปพบกับสหายต่างๆ เมื่อนานมาแล้วได้

ที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาเสียใจที่ไม่อาจจะไปยังต้าถังในดินแดนตะวันออกได้ เขาเสียใจที่ไม่อาจจะได้เห็นบิดาและมารดาได้อีกครั้ง

“เต่าชราเอกะเทวะ นับจากนี้ไป เจ้าเป็นอิสระแล้ว…”

“บรรพบุรุษแห่งสำนักผนึกอสูร ดูเหมือนว่านับจากนี้ไป จะไม่มีพันธมิตรผู้ผนึกอสูรอีกต่อไป” เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ ตอนนี้เขาค่อยๆ สงบลงอย่างช้าๆ และรู้สึกข่มใจได้เล็กน้อย

ความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก

“แย่จริงๆ ที่ข้ามีหินลมปราณอยู่มากมายในถุงสมบัติ…ช่างน่าเศร้านักที่ข้าไม่อาจจะใช้มันได้อีกต่อไป”

“ยังมีหนี้สินทั้งหมดที่คนเหล่านั้นเป็นหนี้ข้า พวกมันช่างโชคดีจริงๆ…หลังจากที่เจ้าหนี้ตายไป พวกมันก็ไม่ต้องจ่ายหนี้คืนอีก”

“อืม ข้าเดาว่าข้าก็คงไม่ต้องจ่ายหนี้สามเหรียญเงินคืนให้กับเศรษฐีโจวอีกแล้ว”

“ช่างน่าเศร้านักที่ข้ายังมีของวิเศษอีกมากมาย ในวันข้างหน้าคงจะมีสารเลวน้อยบางคนโชคดีอย่างแน่นอน” เมื่อเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ได้แต่ต้องถอนหายใจออกมาเท่านั้น

“บางทีการตายของข้า อาจจะช่วยให้โลกพ้นภัยพิบัติได้เล็กน้อย สำหรับคนทั้งหมดที่อาจจะถูกข้าหลอกลวงในวันข้างหน้า พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าช่างโชคดีมากแค่ไหน!”

“ช่างโชคดีจริงๆ!” เมิ่งฮ่าวคิดย้อนกลับไปในชีวิตทั้งหมดของเขา การศึกษาเล่าเรียนในวัยเยาว์ และเข้าร่วมการสอบแข่งขันเพื่อเป็นขุนนาง จากนั้นก็ไปเผชิญหน้ากับสวี่ชิงและเข้าสังกัดสำนักเอกะเทวะ เขาขโมยโชคชะตามาจากหวังเถิงเฟย และกลายเป็นศิษย์สายใน ปรมาจารย์เอกะเทวะหลอกลวงเขา ดังนั้นเขาจึงเอาเปรียบมันกลับไป ในที่สุด เขาก็ไปยังดินแดนด้านใต้ ไปเข้าสังกัดสำนักจื่อยิ่น และจากนั้นก็มีชื่อเสียงขึ้นมา

“สวี่ชิงที่น่าสงสาร…นางรักข้า และข้าก็รักนาง ช่างน่าเศร้าที่พวกเราไม่อาจจะแต่งงานกันได้ในตอนนี้…ข้าไม่เคยมีอะไรกับหญิงสาวเลย…” เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็รู้สึกเสียใจเป็นพิเศษ

“ยังมีฉู่อวี้เยียนอีก นางสนใจในตัวข้าเป็นอย่างยิ่ง…”

เมิ่งฮ่าวถอนหายใจและถอนหายใจออกมาอย่างต่อเนื่อง

เขาครุ่นคิดไปถึงการที่ได้สังหารผู้ถูกเลือกจากตระกูลจี้ จากนั้นก็หลบหนีไปยังทะเลทรายตะวันตก เขาจำได้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ และจากนั้นก็คิดไปถึงหานซาน และเยาหนี่ว์จื่อเซียงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ คิดไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสำนักเซียนอสูร

“ผู้อาวุโสหานซาน ข้าไม่อาจจะรักษาคำสัญญาของข้าได้…”

“จื่อเซียงเยาหนี่ว์ (หญิงสาวที่งดงาม) ท่านไม่จำเป็นต้องตอบแทนข้าอีกแล้ว”

จากนั้นก็ยังมีเคอจิ่วซือและเคออวิ๋นไห่ เมิ่งฮ่าวคิดเกี่ยวกับเรื่องราวมากมายหลายอย่าง และในที่สุดก็เริ่มคิดเกี่ยวกับการตัดวิญญาณครั้งแรกของเขา

“ข้าไม่เพียงแต่ฝึกฝนวิถีเซียนมาถึงสามร้อยปี แต่ก็ยังตัดวิญญาณครั้งแรกได้ด้วย เต๋าอันยิ่งใหญ่ได้ตกลงมา และดอกปี่อ้านก็กลายเป็นของวิเศษตัดวิญญาณของข้า สำหรับข้า, เมิ่งฮ่าวแล้ว การมีชีวิตอยู่เช่นนี้…ก็เพียงพอแล้วสำหรับข้า!”

“ในดินแดนแห่งดาวหนานเทียนทั้งหมด น้อยคนนักที่จะเทียบกับข้าได้!” ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกภาคภูมิใจในตนเองเป็นอย่างยิ่ง เสียงหัวเราะ, ความขมขื่น, โทสะ และความทรงจำตลอดชั่วชีวิตของเขา ได้กลายมาเป็นภาพที่แวบผ่านจิตใจไป

เวลาอีกครึ่งเดือนได้ผ่านไป ตลอดช่วงเวลานั้นเมิ่งฮ่าวมองออกไปยังที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง ครุ่นคิดเกี่ยวกับอดีต ในที่สุดวันหนึ่ง จู่ๆ ภาพลวงตาของชายชราในชุดเกราะก็ทำให้เขาเกิดความสนใจขึ้นมา

หลายเดือนที่ผ่านมานี้ ชายชราไม่ได้ขยับตัวเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย และดูเหมือนจะว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ตอนนี้มันยกมือขวาขึ้นมา และเครื่องหมายผนึกก็ปรากฏขึ้น มันขยับมือร่ายเวท และสองสีก็ปรากฏขึ้นในมือมันอย่างช้าๆ สีดำและสีขาว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเมิ่งฮ่าวยื่นมือไป เพื่อพยายามจะสัมผัสไปที่ชายชรา มันก็ยังคงเป็นภาพลวงตาเหมือนเช่นเคย

ขณะที่เวลาได้ผ่านไปอีก เมิ่งฮ่าวก็เริ่มให้ความสนใจต่อวิธีที่ชายชรานั่งเข้าฌาณ เขาสังเกตดูความว่างเปล่า และการขยับมือร่ายเวทของมัน ตามมาด้วยสีดำและสีขาวที่ถูกเรียกมา

อย่างช้าๆ เขาเริ่มเพ่งสมาธิไปที่สีดำและสีขาวมากขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่ามันจะประกอบด้วยบางสิ่งที่สำคัญ ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าคืออะไรก็ตามที

สีขาวนั้นดูเหมือนจะประกอบด้วยสีทั้งหมดในสวรรค์และปฐพี ดูเหมือนมันจะดูดซึมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น และกลายเป็นสีขาว สำหรับสีดำมันดูมีพลังและอยู่เหนือทุกสิ่ง โดยที่ไม่มีสีใดจะมีคุณสมบัติมาปรากฏต่อหน้ามันได้

อย่างช้าๆ เมิ่งฮ่าวได้จมตัวเองอยู่ในการสังเกตดูชายชรา โดยไม่แม้แต่จะตระหนักถึงเรื่องนี้ เขาเริ่มเข้าฌาณด้วยวิธีเดียวกัน รวมทั้งวิธีการสูดลมหายใจเข้าออก และขยับมือร่ายเวท

ในที่สุดเขายังได้ตัดสินใจที่จะไปนั่งอยู่ในตำแหน่งเดียวกับชายชรา ไปนั่งซ้อนทับกับร่างภาพลวงตาของมัน ด้วยวิธีนี้ ทำให้อากัปกิริยาทั้งหมดของเขาจะเหมือนกับชายชราทุกอย่าง

เขาหลับตาลงและจมอยู่ในขั้นตอนนี้ เพียงชั่วพริบตา เวลาสามปีก็ผ่านไป

ในช่วงสามปีมานี้ เมิ่งฮ่าวเริ่มอ่อนแอลงมากขึ้น และพลังชีวิตของเขาก็ค่อยๆ เหือดแห้งหายไป แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สนใจเกี่ยวกับมัน มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาสนใจก็คือ การลอกเลียนแบบการเคลื่อนไหวของชายชรา และพบว่าวิธีนี้ทำให้เขายังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป

ในวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็ได้เผชิญกับความว่างเปล่า ทำให้พบว่าทั้งการมีชีวิตอยู่หรือตายไปต่างก็ไม่สำคัญ ขณะที่เขาร่ายเวทด้วยมือขวา ก็เริ่มมองเห็นสีขาวขึ้นมา

ทันใดนั้น เสียงเก่าแก่โบราณก็เต็มอยู่ในจิตใจ “เมื่อเจ้าเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายแห่งเส้นทางของเจ้า เจ้าก็จะสูญเสียตัวตนไป”

ต่อมา สีดำก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือเมิ่งฮ่าว

เสียงเก่าแก่โบราณดังก้องขึ้นอีกครั้งในจิตใจ “เมื่อเจ้าเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายแห่งเส้นทางของเจ้า สิ่งทั้งหมดที่เหลืออยู่ก็คือตัวตนของเจ้า” เมิ่งฮ่าวรู้สึกได้อย่างเลือนลางว่า เขากำลังอยู่ในขั้นตอนการไขว่คว้าหาความรู้แจ้ง

มันเป็นความรู้แจ้งแห่งความเป็นไปไม่ได้อันกว้างใหญ่ และเต๋าอันยิ่งใหญ่ที่ลึกลับ

“สีขาวและสีดำ ก็เหมือนกับเวลากลางวัน และยามราตรี…” เขาพึมพำ มองไปยังมือขวา และจากนั้นก็ค่อยๆ ยกขึ้นไปในท้องฟ้า เขาสามารถรับรู้ได้ว่าถ้าเขามีพื้นฐานฝึกตน ก็คงจะพิจารณาได้ว่านี่ก็คือความรู้แจ้งแห่งเต๋า เขาสามารถที่จะเปลี่ยนท้องฟ้าให้ดำมืดราวกับยามราตรี หรือว่าจะเปลี่ยนให้สว่างสดใสราวกับเป็นตอนกลางวันได้ การเชื่อมต่อกันของดำและขาว สามารถปลดปล่อยพลังอันยิ่งใหญ่ออกมาได้

“แย่นักที่ข้าไม่มีพื้นฐานฝึกตน” เมิ่งฮ่าวคิดพร้อมกับส่ายหน้า “ถึงแม้ว่าข้าจะเข้าใจถึงเต๋านี้ทั้งหมด แต่ข้าก็ยังคงไม่สามารถใช้มันได้” เขากำลังจะลุกขึ้นมายืน แต่ทันใดนั้น เรือก็…หยุดชะงักนิ่ง

เมิ่งฮ่าวมองขึ้นไป ดวงตาเบิกกว้าง

———————-

หมายเหตุ : ในภาษาจีน 白昼 อ่านว่า ไป๋โจ้ว แปลตรงตัวว่า วันสีขาว (กลางวัน) และ 黑夜 อ่านว่า เฮยเยี่ย แปลตรงตัวว่า ราตรีสีดำ (กลางคืน) มีตัวอักษร 白 (ไป๋ = สีขาว) และ 黑 (เฮย = สีดำ) อยู่ด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น