Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 803

I Shall Seal The Heaven Chapter 803

ตอนที่ 803

ไปยังตระกูลจี้เพื่อทวงหนี้

ตระกูลจี้ไม่ได้มีคฤหาสน์โบราณเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่มีอยู่มากมาย คฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ภายในป้อมปราการเป็นแค่หนึ่งในคฤหาสน์เหล่านั้น

มันมีขนาดใหญ่โตและเหยียดยาว ปกคลุมพื้นที่สามในสิบส่วนของป้อมปราการทั้งหมด เมื่อมองมาจากด้านนอกก็ดูค่อนข้างจะธรรมดา แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ก็จะมองเห็นพื้นหินอ่อนและราวลูกกรงที่ถูกแกะสลักอย่างงดงาม อย่างที่ยากจะอธิบายออกมาได้

ความเก่าแก่โบราณกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง ทำให้แผ่นไม้และก้อนศิลาทั้งหมดดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นมา เป็นสิ่งที่พิเศษไม่ธรรมดาโดยสิ้นเชิง ซึ่งแม้แต่ตระกูลฟางแห่งดินแดนตะวันออกก็ไม่อาจจะเทียบได้

เมิ่งฮ่าวเดินไปตามเส้นทางที่อยู่ในแผนที่ และในที่สุดก็ไปอยู่ที่ประตูใหญ่ของตระกูลจี้ เขาเดินไปที่ประตูและกระแอมไอออกมา ขณะที่มองไปรอบๆ บริเวณนั้น ก็ไม่เห็นใครยืนเฝ้ายามอยู่

เขาเคาะประตู และเมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ออกมาจากภายใน ก็บินขึ้นไปในอากาศและเตรียมตัวที่จะบินตรงไปยังคฤหาสน์ แต่แรงกดดันอันมหาศาลก็กดทับลงมา ในทันทีที่เขาพุ่งขึ้นไปในอากาศ เห็นได้ชัดว่าด้านบนขึ้นไปในที่แห่งนี้เป็นเขตหวงห้าม

ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็ได้ยินใครบางคนหัวเราะเบาๆ อยู่ที่ด้านหลัง

“สหายเต๋า, อย่าได้เสียเวลาเลย! มีบุคคลเช่นท่านมายังที่แห่งนี้ทุกวัน ด้วยความหวังว่าจะมาแสดงความคารวะต่อตระกูลจี้”

มีผู้ฝึกตนสองคนมองมายังเมิ่งฮ่าว ขณะที่พวกมันกำลังจะเดินผ่านไป

“ตระกูลจี้เป็นตระกูลอันดับหนึ่งในดินแดนแห่งดาวหนานเทียน” หนึ่งในสองกล่าว “และที่นี่ก็เป็นหนึ่งในคฤหาสน์โบราณของพวกมัน เจ้าคิดว่าจะเดินเข้าไปได้อย่างง่ายดาย? มีทางเดียวที่จะเข้าไปได้ก็คือ ต้องได้รับการเรียนเชิญจากตระกูลจี้เท่านั้น”

“ทำไมไม่ลองดู?” คนที่สองหัวเราะเบาๆ กล่าวขึ้น “เจ้าอาจจะไปทำให้คนใดคนหนึ่งในตระกูลจี้รู้สึกรำคาญ จากนั้นก็จะตกอยู่ในอันตรายอันร้ายแรง”

อันที่จริง ด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาของเมิ่งฮ่าว และท่าทางที่ติดดินของเขา ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งสองรู้สึกดีต่อเขา ดังนั้นพวกมันจึงพยายามที่จะช่วยเขาอย่างแท้จริง

“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อแสดงความคารวะ” เมิ่งฮ่าวกล่าว กระแอมไอออกมาเบาๆ “ข้ามาที่นี่เพื่อทวงหนี้” ดวงตาเขาทันใดนั้นก็สาดประกายเจิดจ้า ขณะที่มองเห็นห่วงเหล็กสองห่วงที่ประดับอยู่บนประตูใหญ่

ห่วงเหล็กทั้งสองดูเหมือนจะเป็นห่วงธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อใช้เวทสายตาเซียนมองไป เขาก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของสัญลักษณ์เวทที่เก่าแก่โบราณ ซึ่งกระจายออกมาจากห่วงทั้งสองเป็นระยะ

“นั่นเป็นของวิเศษ!” เมิ่งฮ่าวคิด เดินตรงไป คว้าจับไปที่หนึ่งในห่วงเหล็ก และจากนั้นก็กระชากออกมาอย่างรุนแรง แต่น่าเสียดายที่ประตูไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่ครึ่งชุ่น สองผู้ฝึกตนมองดูด้วยความตื่นตระหนก

“สหายเต๋า, ท่าน…ท่านกำลังทำอะไรอยู่?”

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจลึกๆ และแสงแปลกๆ ก็ปรากฏขึ้นในดวงตา ขณะที่เขาเตรียมจะกระชากห่วงเหล็กออกมาเป็นครั้งที่สอง ผู้ฝึกตนซึ่งมีดวงตาที่เบิกกว้างด้านหลังทั้งสองคนก็เริ่มถอยออกไปไกล พวกมันมายังป้อมปราการแห่งนี้บ่อยๆ เพื่อเลือกหาซื้อของ และมักจะเห็นผู้ฝึกตนเดินไปเดินมาอยู่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลจี้อยู่ตลอดเวลา ด้วยความหวังว่าจะเข้าไปด้านในเพื่อแสดงความคารวะ

แต่พวกมันไม่เคยเห็นใครบางคนโลภมาก อยากได้ห่วงเหล็กบนประตูใหญ่มาก่อน แค่มองไปก็ทำให้หนังศีรษะพวกมันต้องด้านชา ขณะที่พวกมันถอยไปทางด้านหลัง เมิ่งฮ่าวก็ดึงห่วงเหล็กออกมาอย่างเต็มกำลัง

ที่ห่างออกไปไกล มีกลุ่มวัยรุ่นเจ็ดถึงแปดคนกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ที่มุมถนน ส่งเสียงพูดคุยหัวเราะกันไปมา เมื่อพวกมันสังเกตเห็นสิ่งที่เมิ่งฮ่าวกำลังกระทำอยู่ หนึ่งในพวกมันก็อ้าปากค้างไปชั่วขณะ จากนั้นก็ส่งเสียงแผดร้องด้วยโทสะออกมา ฉับพลันนั้นมันก็บินฝ่าอากาศตรงมายังเมิ่งฮ่าวในทันที

“บังอาจ! เจ้ากินหัวใจมังกรมาหรืออย่างไร?! ทำไมถึงกล้ามาแสดงท่าทีเย่อหยิ่งอยู่ที่หน้าตระกูลจี้!?!?”

สองผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้เมิ่งฮ่าว รู้สึกหวาดกลัวจนไม่อาจจะพูดออกมาได้ และเริ่มถอยไปทางด้านหลังเร็วมากขึ้น

“แย่แล้ว! นั่นคือจี้เสวียหมิง! มันเป็นศิษย์ลำดับขั้นแห่งตระกูลจี้!”

มือของจี้เสวียหมิงแวบขึ้นด้วยการขยับร่ายเวท ขณะที่มันพุ่งผ่านอากาศมาจนเกิดเป็นเสียงแหลมเล็ก แสงเจิดจ้ากระจายออกมาจากร่างมันเป็นระยะ จากนั้นก็กลายเป็นหอกยาวซึ่งกระจายพลังอันแข็งแกร่งออกมาราวกับเป็นลมพายุ มันแทงหอกตรงมายังเมิ่งฮ่าวโดยไม่ลังเล

ขณะที่เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นตรงประตูทางเข้าของตระกูลจี้ เขาก็หันหน้ามองไปยังหอกที่พุ่งเข้ามา จากนั้นก็แค่นเสียงเย็นชา ชี้นิ้วขวาออกไป ทำให้หอกเหล็กสั่นสะท้าน และจากนั้นก็ระเบิดออกเป็นชิ้นๆ กระแสคลื่นพลังอันน่าตกใจ ไม่เพียงแต่จะทำให้เส้นผมของเมิ่งฮ่าวลอยพริ้วขึ้นไปเท่านั้น แต่จี้เสวียหมิงยังถูกทำให้ลอยละลิ่วปลิวไปทางด้านหลัง กระแทกลงไปบนพื้นห่างออกไปเกือบหนึ่งร้อยจ้าง กระอักโลหิตออกมาพร้อมกับใบหน้าที่ซีดขาวราวกระดาษ

ใบหน้าสหายของมันเต็มไปด้วยโทสะ ขณะที่มองมายังเมิ่งฮ่าว

“เจ้ารนหาที่ตาย!?!?” จี้เสวียหมิงแผดร้องออกมา คลานขึ้นมายืน พื้นฐานฝึกตนของมันอยู่ในขั้นสุดท้ายวิญญาณแรกก่อตั้ง ถึงแม้ว่ามันจะมองไม่เห็นพื้นฐานฝึกตนของเมิ่งฮ่าว แต่ก็มีโทสะขึ้นอย่างแรงกล้า

“เจ้าคือจี้เสวียหมิง?” เมิ่งฮ่าวถาม “รอสักครู่…” ด้วยเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวตบไปที่ถุงสมบัติหยิบเอาตั๋วสัญญาออกมาปึกใหญ่ หลังจากที่พลิกไปมาอยู่ชั่วขณะ ดวงตาก็แวบขึ้นและดึงออกมาหนึ่งแผ่น

“เจ้ารู้จักจี้เสวียหลินหรือไม่?” เขากล่าวต่อ ด้วยน้ำเสียงมุ่งหวัง

“มันเป็นพี่ใหญ่ข้า! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้มาแสดงความหยาบช้าที่ตระกูลจี้! เจ้าต้องตาย!!” พร้อมกับเสียงแผดร้อง มันโบกสะบัดมือขวา ทำให้พลังลมปราณพุ่งขึ้นไปในกลางอากาศ เกิดเป็นระลอกคลื่นที่มีแต่ผู้ฝึกตนเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้

เมิ่งฮ่าวยิ้มอย่างเขินอายออกมา ไม่สนใจจี้เสวียหมิงและมองกลับไปยังห่วงเหล็ก เขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเกี่ยวกับห่วงทั้งสองชิ้นนี้

“นี่คือของวิเศษที่น่ารักอย่างแท้จริง!” เขาคิด ทำให้พื้นฐานฝึกตนเริ่มโคจรหมุนเวียน ภาพแห่งธรรมแวบขึ้นมาอยู่ที่ด้านหลัง จากนั้นก็ยื่นมือออกไปคว้าจับที่ห่วงเหล็กและกระชากมัน

เสียงระเบิดได้ยินมา ขณะที่ประตูใหญ่สั่นสะท้านไปมา แม้แต่พื้นดินก็สั่นสะเทือนขณะที่ห่วงเหล็ก…ถูกเมิ่งฮ่าวดึงออกมาจากประตู

สองผู้ฝึกตนที่เพิ่งจะพยายามไล่ตามเมิ่งฮ่าวเพื่อบอกให้เขาจากไป ตอนนี้กำลังมองมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

สหายของจี้เสวียหมิงก็มีดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อด้วยเช่นกัน ราวกับว่าพวกมันกำลังมองเห็นภูติผี สำหรับจี้เสวียหมิง เสียงแผดร้องแหลมเล็กของมันที่ดังออกมาอย่างต่อเนื่องหยุดชะงักลงในทันที และมันก็อ้าปากค้างมองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยความตื่นตระหนก

เสียงระเบิดขนาดใหญ่เมื่อครู่นี้ได้ดังก้องออกไปทั่วทั้งเมือง และผู้ฝึกตนไม่น้อยต่างก็รีบมาดูว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เมื่อพวกมันได้เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ก็เริ่มร้องตะโกนออกมาด้วยความตกใจขึ้นในทันที

“มัน…มันดึงห่วงประตูออกมา?”

“นั่น…นั่นเป็นไปไม่ได้…”

“คนผู้นั้นบ้าไปแล้ว!? ทำไมถึงได้กล้าไปมีเรื่องกับตระกูลจี้!!”

“นี่คือคฤหาสน์โบราณของตระกูลจี้ เป็นตัวแทนหน้าตาของตระกูลพวกมันทั้งหมด! แต่…มันก็ยังกล้าดึงห่วงประตูออกมาจริงๆ!!”

“มันกำลังหาเรื่องสวรรค์แล้ว!!”

เสียงพูดคุยดังก้องออกไปในทันที

สีหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย ขณะที่เดาะห่วงเหล็กอยู่ในมือเพื่อดูว่ามีน้ำหนักอยู่เท่าใด จากนั้นดวงตาก็สาดประกายด้วยแสงแห่งความพอใจ

“เป็นของวิเศษที่น่ารักอย่างแท้จริง” เมิ่งฮ่าวคิด ในตอนนี้เองที่เขาหันหน้ามองไปยังห่วงเหล็กที่เหลือ กำลังจะยื่นมือออกไปคว้าจับมันไว้ แต่เสียงแค่นอย่างเย็นชาก็ดังก้องออกมาจากภายในตระกูลจี้ ต่อมาประตูก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ และบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินออกมา

เส้นผมที่ยาวของมันกระจายไปทั่วแผ่นหลัง และมีหน้าตาที่หล่อเหลาถึงแม้ว่าจะเย็นชาไปบ้างก็ตามที กลิ่นอายตัดวิญญาณหมุนวนอยู่รอบๆ ตัว ขณะที่มันก้าวเดินเนิบนาบออกมา ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มก็ดังเต็มอยู่ในอากาศ ราวกับว่าระลอกคลื่นแปลกๆ กำลังกระจายออกมาจากร่างของมัน

“จากกฎของตระกูล” บุรุษหนุ่มกล่าวขณะที่เดินออกมา “ใครก็ตามที่มาทำลายประตูใหญ่ จะถูกกำจัดไปเก้าชั่วโคตร” มันมองมายังเมิ่งฮ่าวอย่างเย็นชา แต่ทันใดนั้นก็ต้องอ้าปากค้าง

จี้เสวียหมิงที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยจ้าง ไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องนี้ มันรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งและร้องตะโกนออกมา “พี่ใหญ่ สังหารเจ้าผู้นั้น!”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายด้วยแสงแปลกๆ ทันทีที่เขามองไปยังผู้ที่มาใหม่ ก็ต้องรู้สึกดีใจขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เขาหัวเราะออกมาเป็นเสียงดังและกล่าวว่า “สหายเต๋าเสวียหลิน จำข้าได้หรือไม่?”

ตอนแรกบุรุษหนุ่มผู้นั้นมีกิริยาท่าทางเย็นชาและเย่อหยิ่ง แต่หลังจากที่มองไปยังเมิ่งฮ่าวโดยละเอียดและได้ยินคำพูดของเขา ใบหน้าก็ซีดขาวราวคนตายขึ้นมาในทันที ถึงแม้ว่ามันจะมีกำลังขวัญที่กล้าแกร่งไปกว่านี้ ก็ยังต้องแผดร้องเป็นเสียงแหบแห้งออกมาด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่เป็นเช่นนั้น ทำให้มันต้องโซเซถอยไปทางด้านหลังหลายก้าวอย่างช่วยไม่ได้

“ไม่รู้จัก!” มันร้องตะโกนออกมา จากนั้นก็กระแทกประตูปิดลงเป็นเสียงปัง

เมิ่งฮ่าวมีดวงตาที่สาดประกาย ยกเท้าขวาขึ้นและเตะไปบนประตูใหญ่อย่างรุนแรง เสียงระเบิดดังก้องออกมา ขณะที่ประตูถูกกระแทกให้เปิดออก จี้เสวียหลินที่ยืนอยู่หลังประตู ลอยละลิ่วปลิวไปทางด้านหลัง พ่นโลหิตออกมาจากปาก จากนั้นมันก็เริ่มแผดร้องตะโกนขึ้นเป็นเสียงดัง

“เมิ่งฮ่าวมาแล้ว! เมิ่งฮ่าวมาแล้ว!!”

เสียงแผดร้องอย่างเร่งรีบของมัน ทำให้สีหน้าของผู้อาวุโสตระกูลจี้มากมายเปลี่ยนไป สำหรับผู้ถูกเลือกที่อยู่ภายในคฤหาสน์ พวกมันไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือกจากตระกูลจี้ทั้งหมดที่เป็นหนี้เขา แต่ก็มีสี่ถึงห้าคนที่เป็นหนี้หินลมปราณเมิ่งฮ่าว และใบหน้าพวกมันก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

เมื่อกลุ่มคนที่มารวมตัวกันอยู่ที่ด้านนอกของตระกูลจี้ ได้ยินเสียงร้องตะโกนของจี้เสวียหลิน พวกมันก็ผงะไปโดยสิ้นเชิง หลายคนไม่อาจจะรู้ว่าคืออะไร แต่ก็มีบางคนที่สีหน้าเปลี่ยนไปด้วยความเข้าใจ

“เมิ่งฮ่าว? คนผู้นั้นเป็นผู้ที่ทำให้สงครามระหว่างดินแดนด้านใต้และดินแดนทางเหนือต้องจบลง! มันอยู่ห่างจากเซียนแท้แค่ครึ่งก้าวเท่านั้น และเป็นบุคคลอันดับหนึ่งในรุ่นของมัน!”

“มันนั่นเอง…มันมายังดินแดนตะวันออกแล้วจริงๆ บัดซบ! ตอนนี้ข้าคิดขึ้นได้ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสำนักได้ออกคำสั่งลงมาว่า ห้ามพวกเราไปมีเรื่องกับเมิ่งฮ่าวโดยเด็ดขาด! ก่อนหน้านี้ข้าไม่เข้าใจ เพราะคิดว่ามันอยู่ในดินแดนด้านใต้ แต่กลายเป็นว่ามันมาอยู่ในดินแดนตะวันออกแล้ว!”

“มัน…มันคือเมิ่งฮ่าวจริงๆ!”

เรื่องราวการทำสงครามของดินแดนด้านใต้ ได้กระจายออกไปทั่วในทุกดินแดนมานานแล้ว และนามของเมิ่งฮ่าวก็ได้ยินไปทั่วในทุกแห่งหน เขาได้ผนึกพื้นฐานฝึกตนของผู้ฝึกตนดินแดนทางเหนือไปมากกว่าหนึ่งแสนคน ตัดเส้นทางที่จะก้าวไปสู่ขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งของพวกมัน และลดพวกมันให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้เรียกภูเขาขนาดใหญ่เพื่อมาสะกดห้าผู้แข็งแกร่งขั้นสูงสุดค้นหาเต๋าไว้อีกด้วย

เนื่องจากทั้งหมดนี้ ทำให้ชื่อเสียงของเมิ่งฮ่าวโด่งดังไปทั่วทั้งดินแดนแห่งดาวหนานเทียนอยู่ในตอนนี้

จี้เสวียหมิงยืนสั่นสะท้านอยู่ที่นั่น ใบหน้าซีดขาวและดวงตาเบิกกว้าง มันจำได้อย่างเลือนลางว่าเมื่อนานมาแล้ว ทางตระกูลได้ออกคำสั่งห้ามทุกคน ไปตอแยหาเรื่องเมิ่งฮ่าว

ทุกสิ่งทุกอย่างสั่นสะเทือนขณะที่เมิ่งฮ่าวผ่านเข้าไปในตระกูลจี้ ขณะที่เขาผ่านประตูที่เกือบจะพังทลายลงไป เขาก็ยื่นมือออกไปดึงเอาห่วงเหล็กอีกชิ้นออกมา จากนั้นก็เก็บมันเข้าไปในถุงสมบัติ

ภาพที่เขากระทำเช่นนี้ ทำให้มีเสียงหอบหายใจดังขึ้นมา จากกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านนอกซึ่งกำลังมองมา กิริยาท่าทางของเมิ่งฮ่าวได้ประทับลงไปอยู่ภายในจิตใจพวกมันอย่างลึกล้ำ แต่กลับกัน มองเห็นเปลวไฟแห่งโทสะกำลังลุกไหม้อยู่ในดวงตาของสมาชิกตระกูลจี้

นอกจากนี้…จริงๆ แล้วก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นหนี้หินลมปราณเขา สำหรับสมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลจี้ทั้งหมด การกระทำของเมิ่งฮ่าวเมื่อครู่นี้ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามเป็นอย่างยิ่ง

ทันใดนั้น แปดผู้อาวุโสของตระกูลก็แค่นเสียงเย็นชาและจากนั้นก็ก้าวเท้าตรงมา โบกสะบัดมือและความสามารถศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏขึ้น แต่เมื่อพวกมันเข้ามาใกล้เมิ่งฮ่าว ดวงตาเขาก็แวบขึ้นและโบกสะบัดชายแขนเสื้อ เสียงกระหึ่มดังก้องออกมา ขณะที่ลมพายุพุ่งขึ้นไป กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง ทำให้แปดผู้อาวุโสของตระกูลลอยละลิ่วปลิวไปทางด้านหลัง พร้อมกับโลหิตที่พ่นกระจายออกมาจากปากพวกมัน

เมิ่งฮ่าวกระแอมไอ และหยิบเอาตั๋วสัญญาบางส่วนออกมา

“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อก่อความวุ่นวาย” เขากล่าว ขณะที่เริ่มอ่านตั๋วสัญญาอย่างรวดเร็ว “ข้าแค่มาทวงหนี้จาก จี้เสวียหลิน, จี้เทียนอี, จี้เซี่ยวเซี่ยว…” ในช่วงสั้นๆ เขาก็ท่องรายนามออกมาเจ็ดถึงแปดนาม

ในที่สุดเขาก็มองขึ้นไป

“เมื่อไหร่พวกเจ้าจะนำหินลมปราณสิบล้านก้อนที่เป็นหนี้ข้ามาคืน?! ส่งพวกมันออกมา!!”

เสียงเมิ่งฮ่าวดังกระหึ่มออกไปทั่ว ไม่ใช่เพียงแค่ภายในตระกูลจี้ทั้งหมดเท่านั้น แต่ทุกคนที่อยู่ด้านนอกก็ได้ยินด้วยเช่นกัน ทันใดนั้นคนทั้งหมดที่เขาท่องชื่อออกมา ยกเว้นคนที่ไม่อยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ ฉับพลันนั้นก็เริ่มมีโทสะขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ พวกมันจะไม่มีโทสะได้อย่างไรกัน? นอกจากนี้ ด้วยจำนวนหนี้หินลมปราณเช่นนั้น…พวกมันไม่มีทางที่จะจ่ายคืนออกไปได้

“เจ้ามันไร้ยางอาย เมิ่งฮ่าว! เจ้าบังคับให้พวกเราเขียนตั๋วสัญญานั่น!”

“พวกเราไม่ได้เขียนมัน! เจ้าเป็นคนเขียนเอง!!”

“ใช่แล้ว เจ้าขู่กรรโชกพวกเรา! พวกเราไม่มีทางเลือก ได้แต่ต้องยอมรับตั๋วสัญญานั่น ดังนั้นไม่อาจจะนับได้!”

เมื่อสมาชิกตระกูลจี้คนอื่นๆ ได้ยินสิ่งที่พวกมันแผดร้องออกมา ต่างก็ตกตะลึงขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านนอกต่างก็มองมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างด้วยเช่นเดียวกัน

“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมิ่งฮ่าวกล้าทำเรื่องเช่นนั้น! มันบังคับให้ผู้ถูกเลือกตระกูลจี้เขียนตั๋วสัญญานั่นจริงๆ!!”

“หินลมปราณสิบล้านก้อน! มัน…มันบังคับให้ใครบางคนยอมรับตั๋วสัญญาเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?!”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสลัวลง “พวกเจ้าไม่ยอมรับ!?”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: