Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 840

I Shall Seal The Heaven Chapter 840

ตอนที่ 840

เส้นทางเจ้าทอดอยู่ในท้องฟ้า ไม่ใช่ดาวดวงนี้

ทัณฑ์สายลมกำจัดวิญญาณ เป็นรูปแบบที่สองของทัณฑ์เซียนแท้ และมีความแข็งแกร่งมากกว่าทัณฑ์สายฟ้าจากก่อนหน้านี้ เมื่อไหร่ที่สายลมพุ่งขึ้นมา กายเนื้อจะแตกสลาย และวิญญาณก็จะหายไป

ในทันทีที่ร่างของตานกุ่ยเริ่มจางหายไป เมิ่งฮ่าวก็พุ่งตรงขึ้นไปโดยไม่ลังเล ไม่มีเวลาที่จะคิดไปถึงอันตรายที่เขาอาจจะต้องพบเจอ และไม่ได้คิดไปถึงว่าการกระทำเช่นนี้อาจจะมีผลกระทบต่อเขาในอนาคต ในตอนนี้เขากำลังคิดอยู่แค่สิ่งเดียวเท่านั้นก็คือว่า…ความเมตตาที่ท่านอาจารย์ตานกุ่ยได้ปฏิบัติต่อเขามา

ความเมตตานี้ได้เริ่มขึ้นในวันที่เขาอยู่ในสำนักจื่อยิ่น และหลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย จนกลายเป็นความสัมพันธ์ของอาจารย์และศิษย์

ย้อนกลับไปในตอนที่เขาไม่รู้ว่าบิดามารดาไปอยู่ที่ไหน ย้อนกลับไปก่อนที่เขาจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของบิดาและบุตรกับเคออวิ๋นไห่ ตานกุ่ยคือผู้อาวุโสเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา ที่เฝ้าห่วงใยคอยดูแลเขา

เนื่องด้วยเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวจึงพุ่งออกไปโดยไม่ลังเลใดๆ

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวผ่านเข้าไปในทัณฑ์สายลมกำจัดวิญญาณ กายเนื้อก็เริ่มสูญหายไป วิญญาณเริ่มเลือนลางลง ดวงจิตเริ่มค่อยๆ หายสาบสูญไป แต่เขาก็ไม่สนใจต่อสิ่งใดๆ เหล่านี้

เวลาดูเหมือนจะยืดยาวออกไป แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ขณะที่เข้าไปใกล้ตานกุ่ย เขาใช้พลังทั้งหมดต่อสู้กลับไปยังความเจ็บปวดที่สายลมอันรุนแรงนี้พุ่งผ่านไป จากนั้นก็คว้าจับตานกุ่ยไว้ และใช้ร่างกายกระแทกไปที่ประตู!

ศีรษะพุ่งเข้าไปก่อน!

ตูม!

ประตูเซียนแทบจะจางหายไปแล้ว แต่ตอนนี้มันก็สั่นสะเทือนไปมา ส่วนที่ยังไม่ได้เปิดออกเพียงเล็กน้อยในตอนนี้ ได้หายไปโดยสิ้นเชิง! ประตูเปิดออกโดยสมบูรณ์! เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ แสงเซียนอันโอ่อ่าเกรียงไกรพุ่งออกมา เมิ่งฮ่าวใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดที่เขาสามารถจะรวบรวมได้ ผลักให้ตานกุ่ยพุ่งเข้าไปในประตูเซียน!

โลหิตไหลซึมออกมาจากปากของเมิ่งฮ่าว และร่างกายก็เริ่มแห้งเหี่ยวลงไปอย่างน่าเหลือเชื่อ แทบจะจางหายไปโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เขากำลังพุ่งลงมายังพื้นดินด้วยความรวดเร็วสูงสุด

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนผู้คนที่อยู่ด้านล่างไม่มีเวลาแม้แต่จะแสดงปฏิกิริยาใดๆ ออกมา เมิ่งฮ่าวกระแทกลงไปยังพื้นดินและกลิ้งไปมาอยู่หลายตลบ ร่างกายแทบจะกระจายออกเป็นชิ้นๆ ผิวหนังเริ่มเน่าเปื่อย กลิ่นอายอ่อนแอลงอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ดวงตาก็ยังคงสาดประกายเจิดจ้า ไร้ความเสียใจใดๆ ขณะที่มองขึ้นไปในท้องฟ้า

ที่ด้านบนขึ้นไป มองเห็นตานกุ่ยอยู่ภายในประตูเซียน ดวงตาท่านค่อนข้างจะว่างเปล่าในตอนแรก แต่ทันทีที่ผ่านเข้าไปในประตู ทั่วทั้งร่างก็มีปราณเซียนพุ่งขึ้นมาอย่างไร้ขอบเขต หมุนวนอยู่รอบๆ ร่างท่านอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นร่างกายท่านขึ้นมาใหม่ ในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มหมอกลงทัณฑ์ที่อยู่ด้านบนขึ้นไป ก็ไม่ได้ส่งทัณฑ์สายฟ้าให้ฟาดลงมาอีกต่อไป แต่หมุนวนตรงมายังประตูเซียน

เวลาเดียวกันนั้น แสงเซียนอันไร้ขอบเขตก็พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า ปราณเซียนพุ่งขึ้นไป และบทเพลงแห่งเต๋าก็ดังขึ้นมา ตานกุ่ยถูกปกคลุมด้วยแสงที่กำลังหมุนวนไปมา ขณะที่กลิ่นอายแห่งเซียนแท้เริ่มปรากฏขึ้นอยู่รอบๆ ร่างท่าน

“ในชาติก่อนข้าคือจื่อตง และในชาตินี้ก็คือตานกุ่ย ตลอดชั่วชีวิตข้าได้ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนเต๋าแห่งการปรุงยา…ตอนนี้ข้าคือเซียนแท้ และมีรูปแบบของปราณโอสถเซียนแท้…ปราณนี้ประกอบด้วยพลังชีวิตของข้า และข้าก็ไม่ได้บังคับให้มันต้องอยู่ภายในร่าง แต่จะส่งมอบมันให้กับศิษย์ของข้า…” ตานกุ่ยมองลงไปยังเมิ่งฮ่าวที่อยู่ด้านล่าง และสีหน้าก็เต็มไปด้วยความเมตตาและความขอบคุณ ท่านยื่นมือขวาออกไป และทันใดนั้น ลำแสงแห่งปราณสีเขียวก็พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

ขณะที่มันพุ่งผ่านอากาศไป บุปผาก็เริ่มเบ่งบาน สัตว์ที่จำศีลอยู่ก็ตื่นขึ้นมา สายรุ้งพาดผ่านท้องฟ้า ดินแดนทั้งหมดเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของตัวยา นี่คือพลังชีวิตของปราณโอสถที่ก่อตัวขึ้นมา ขณะที่ตานกุ่ยกลายเป็นเซียนแท้ และดีกว่าเม็ดยาเซียน!

เมิ่งฮ่าวไม่อาจจะปฏิเสธปราณโอสถนี้ได้ ถึงแม้ว่าเขาต้องการจะทำก็ตามที ทันทีที่มันหลอมรวมเข้าไปในร่างกาย อาการบาดเจ็บทั้งหมดก็เริ่มหายไป ยิ่งไปกว่านั้นอาณาจักรความเป็นนิรันดร์ของเขาที่ไม่เคยจะฟื้นฟูกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ในตอนนี้ก็ฟื้นกลับคืนมาโดยสิ้นเชิง

เมื่ออาณาจักรความเป็นนิรันดร์กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ร่างกายเมิ่งฮ่าวก็เต็มไปด้วยเสียงกระหึ่มกึกก้อง อาการบาดเจ็บถูกรักษาไปจนหมดสิ้น และเขาก็ลุกขึ้นมายืน มองขึ้นไปยังท่านอาจารย์ที่อยู่สูงขึ้นไปในท้องฟ้า จากนั้นก็ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำ

ขณะที่ตานกุ่ยยืนอยู่ภายในประตูเซียน ปราณเซียนก็เริ่มรวมตัวเข้าด้วยกันมากขึ้นเรื่อยๆ คนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนั้นรู้สึกได้ว่ามีปราณเซียนบางส่วนได้ไหลผ่านพวกมันไป ราวกับเป็นพิธีชำระล้างบาป และพื้นฐานฝึกตนของพวกมันก็เริ่มก้าวหน้าขึ้นไป พื้นฐานฝึกตนของใครบางคนยังได้ทะลวงผ่านขึ้นไปอีกด้วยอันเนื่องมาจากปราณเซียนนี้

กลิ่นอายเซียนแท้ที่อยู่รอบๆ ร่างตานกุ่ยเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากช่วงเวลาสูดลมหายใจเข้าออกสิบครั้ง เสียงกระหึ่มก็ดังเต็มอยู่ในอากาศ และตานกุ่ยก็เริ่มกระจายแรงกดดันอันโอ่อ่าเกรียงไกรที่เหมือนกับของเมิ่งฮ่าวออกมา

เซียนแท้!

ขณะที่พลังของท่านพุ่งขึ้นมา เซียนแท้ก็ยิ่งปรากฏเด่นชัดมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะแตกต่างไปจากเมิ่งฮ่าวก็ตามที แสงอันเจิดจ้าสาดประกายออกไปจากร่างตานกุ่ย วิญญาณท่านได้กลายเป็นวิญญาณแห่งเซียนแท้ และเต๋าของท่านก็กลายเป็นเต๋าแห่งเซียนแท้

ร่างกายท่าน…กลายเป็นร่างแห่งเซียนแท้!

ทันใดนั้น ไม่ว่าจะมองไปในแง่มุมไหน ท่านก็คือเซียนแท้ไปทุกแง่มุม!

ประตูเซียนส่งเสียงดังกระหึ่มขึ้นเช่นเดียวกัน มีโลกอยู่ภายในนั้น เป็นโลกที่คนอื่นๆ ไม่อาจจะมองเห็นได้ แม้แต่เมิ่งฮ่าวก็ไม่อาจจะรับรู้ได้ถึงรายละเอียดใดๆ มีแต่ตานกุ่ยเท่านั้นที่จะมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน เมื่อท่านมองเข้าไปในโลกที่อยู่ข้างในประตูเซียน ร่างท่านก็สั่นสะท้าน

ต่อมา ลำแสงแห่งเซียนก็โผล่ออกมาจากด้านในของประตู ภายในนั้นเป็นม้วนภาพวาด เมื่อม้วนภาพวาดถูกคลี่ออก ก็มองเห็นว่ามีรายนามนับไม่ถ้วนถูกเขียนอยู่

บางรายนามดูสลัวเลือนลาง ราวกับว่าคนที่เป็นเจ้าของนามนั้นได้ตายไปแล้วในตอนนี้ แต่รายนามอื่นๆ ก็ยังคงเปล่งแสงอันเจิดจ้าราวกับเป็นดวงตะวันออกมา เป็นไปไม่ได้ที่จะมองว่ามีรายนามอยู่มากมายเท่าใด ทั้งหมดนี้…คือเซียนแท้ที่คงอยู่ในประวัติศาสตร์อันไร้จุดสิ้นสุดของจิ่วต้าซานไห่ (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่)

ดูเหมือนจะมีอยู่มากมาย แต่อันที่จริง เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ฝึกตนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในจิ่วต้าซานไห่แล้ว เซียนแท้…เป็นสิ่งที่ยากจะพบเห็นเช่นเดียวกับขนหงส์หรือเขากิเลน

นอกจากนี้จิ่วต้าซานไห่ จะมีเซียนแท้เกิดขึ้นเพียงแค่เก้าคนเท่านั้นในทุกๆ หนึ่งหมื่นปี หนึ่งขุนเขาทะเลต่อหนึ่งคน

แน่นอนว่ายังมีเถาวัลย์ประกายเซียนอีกด้วย ซึ่งหมายความว่าจะเป็นตัวเลขที่มากไปกว่านั้น แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น จำนวนของเซียนแท้ที่ปรากฏขึ้นในจิ่วต้าซานไห่ในทุกๆ หนึ่งหมื่นปีก็จะไม่มากไปกว่าหนึ่งร้อยคน

และในตอนนี้ นามใหม่ก็ได้ปรากฏขึ้นบนม้วนภาพวาดนั้น…ตานกุ่ย!

ซึ่งหมายความว่าในตอนนี้ ตานกุ่ยก็คือเซียนแท้นั่นเอง!

ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกๆ หนึ่งพันปี จะมีผู้ถูกเลือกในจิ่วต้าซานไห่ ใช้เถาวัลย์ประกายเซียน เพื่อให้กลายเป็นเซียนแท้ด้วยเช่นกัน นามของพวกมันก็จะปรากฏขึ้นบนม้วนภาพวาดด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครในที่แห่งนี้จะมองเห็นการเกิดขึ้นนั้น มีแต่หลังจากที่ผ่านไปแล้วหนึ่งหมื่นปีเท่านั้น เมื่อมีใครบางคนได้ครอบครองโชคชะตาเซียน และกลายเป็นเซียนแท้ คนผู้นั้นถึงจะสามารถมองเห็นรายชื่อเหล่านั้นได้

ประตูเซียนจางหายไปอย่างเงียบๆ กลายเป็นลำแสงพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้าและผ่านเข้าไปในห้วงอวกาศ ขณะที่กลุ่มฝูงชนทั้งหมดที่อยู่ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่พยายามจะผ่านเข้าไปในดาวหนานเทียน พวกมันถอนหายใจออกมาและหยุดชะงักนิ่ง ไม่มีใครกล่าวคำพูดใดๆ ออกมา ขณะที่ค่อยๆ หมุนตัวจากไปอย่างช้าๆ จิตใจเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ

แน่นอนว่า คงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกมันที่จะไม่รู้สึกเคียดแค้นต่อฟางซิ่วเฟิง และบุคคลที่ด้านล่างซึ่งได้กลายเป็นเซียนแท้ไปแล้ว

ในตอนนี้เองที่ประตูเคลื่อนย้ายทางไกลขนาดใหญ่ ทันใดนั้นก็ปรากฏขึ้นในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว แสงอันเจิดจ้าไร้ขอบเขตกระจายออกไปปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ และชายชราที่นั่งอยู่บนหลังกวางสีขาวก็ปรากฏตัวขึ้น

ชายชราผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาที่ดูปกติธรรมดา และมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส กวางสีขาวที่ท่านขี่มามีเขาที่ดูน่ากลัว และมีดวงตาที่สาดประกายด้วยแสงอันโหดเหี้ยม มันเป็นแค่กวางสีขาวเท่านั้น แต่ก็กระจายกลิ่นอายอันน่าตกใจออกมา เมื่อชายชราปรากฏกายขึ้นทุกสรรพสิ่งก็สั่นสะเทือน ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวมืดสลัวดูเลือนลางลง ท่ามกลางกลุ่มคนที่กำลังจากไป มีอยู่บางคนจดจำชายชราผู้นี้ได้ และร้องอุทานออกมาในทันที

“คุนหลุนเต้าเหริน (นักพรตคุนหลุน) แห่งเต๋าคุนหลุน!”

“เต๋าคุนหลุนเป็นหนึ่งในนิกายที่ลึกลับมากที่สุดในสามนิกายหกสำนัก และคุนหลุนเต้าเหรินก็คือเจ้าสำนักของพวกมัน!!”

“ข้าไม่อยากจะเชื่อว่าท่านจะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่จริงๆ…กวางขาวนั่นต้องเป็นกวางปีศาจที่เคยสร้างความหายนะอยู่ในขุนเขาที่เก้าเมื่อห้าหมื่นปีก่อน!”

ดวงตาฟางซิ่วเฟิงสาดประกายขึ้น และม่านตาก็หรี่เล็กลงเล็กน้อย

“ขอคารวะ คุนหลุนเต้าเหริน” ถึงแม้ว่าบิดาเมิ่งฮ่าวจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน แต่ท่านก็ยังต้องประสานมือและโค้งตัวลงต่ำให้กับคุนหลุนเต้าเหริน

“ซิ่วเฟิง” ชายชรากล่าวตอบพร้อมรอยยิ้ม “ข้ามาที่นี่เพื่อนำศิษย์กลับไป มันได้รับการสั่งสอนจากข้าผ่านทางความฝัน และนามของมันก็คือจื่อตง ตอนนี้เมื่อมันได้กลายเป็นเซียนแท้ ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับไปแล้ว” คนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนั้นมองไปด้วยความตกตะลึง ดวงตาของใครหลายคนเริ่มเบิกกว้างขึ้น และความเกลียดชังที่พวกมันรู้สึกต่อบุคคลที่เพิ่งจะกลายเป็นเซียนแท้ก็หายไปโดยสิ้นเชิง

เต๋าคุนหลุนเป็นหนึ่งในสามนิกายหกสำนัก และเต็มไปด้วยความลี้ลับมากมาย พวกมันมีแต่ความลึกลับที่บุคคลภายนอกไม่อาจจะรู้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นการที่พวกมันให้ความช่วยเหลือราชันจี้ทำการเปลี่ยนแปลงสวรรค์ เต๋าคุนหลุนจึงกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และตอนนี้ก็มีมากกว่าห้าแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว

ดวงตาฟางซิ่วเฟิงเบิกกว้าง แต่ก็ไม่กล่าวอะไรออกมา คุนหลุนเต้าเหรินก็ไม่ได้กดดันท่าน เพียงแต่ยิ้มออกมาเท่านั้น

ไม่นานต่อมา ภาพของฟางซิ่วเฟิงก็ไปปรากฏขึ้นที่ด้านนอกของดาวหนานเทียน ขณะที่ท่านก้าวเท้าออกไปและเชื้อเชิญให้คุนหลุนเต้าเหรินเข้ามา คุนหลุนเต้าเหรินยิ้มและพยักหน้าให้

“ข้าจะไม่ลืมน้ำใจในครั้งนี้” ท่านกล่าว คนทั้งหมดมองไปขณะที่กวางสีขาวใกล้เข้ามายังดาวหนานเทียน และจากนั้นก็ไปปรากฏขึ้นที่สำนักจื่อยิ่นในดินแดนด้านใต้

เมื่อเมิ่งฮ่าวมองเห็นชายชรากำลังขี่กวางขาวมา ก็รู้สึกตกตะลึงด้วยความประหลาดใจ

สูงขึ้นไปในกลางอากาศ ตานกุ่ยมองเห็นชายชรา และปรากฏเป็นสีหน้าที่เหม่อลอยขึ้น ราวกับว่าทันใดนั้นท่านก็นึกขึ้นได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ท่านเข้าไปใกล้ชายชราประสานมือและโค้งตัวลงต่ำ

“ตอนนี้เจ้าจำได้แล้วหรือไม่?” ชายชรากล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“จำได้แล้ว ขอคารวะซือจุน! (ท่านอาจารย์)” ตานกุ่ยกล่าวขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

“เมื่อวัยเยาว์ของเจ้าในชาติก่อน ข้าปรากฏขึ้นในความฝัน เพื่อให้คำแนะนำสั่งสอนในการฝึกตนของเจ้า ชี้ให้เห็นถึงวิถีทางของเต๋าแห่งการปรุงยา ในชาตินั้นก่อนที่เจ้าจะมาเกิดใหม่ ข้าได้จากไปและเจ้าก็ถามว่าเมื่อไหร่ที่พวกเราจะได้พบกันอีกครั้ง”

“ในตอนนั้นข้าบอกว่าเมื่อเจ้าบรรลุกลายเป็นเซียนแท้ ซึ่งจะทำให้เจ้ากลายเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของข้า”

“วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อรับตัวเจ้าไป” ชายชรายิ้มให้

ตานกุ่ยสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็โค้งตัวลงอีกครั้ง

“ซือจุน ข้ามีศิษย์ผู้สืบทอดอยู่หนึ่งคน มัน…”

“มันมีวิถีทางของตัวเอง มาเถอะ ถึงเวลาที่ต้องจากไปแล้ว บางทีพวกเจ้าทั้งสองอาจจะได้พบกันอีกในวันข้างหน้าก็เป็นได้ แต่มีบางคนในสำนักที่เจ้าก่อตั้งขึ้นมามีพรสวรรค์ที่เหมาะสม เจ้าสามารถจะพาพวกมันไปด้วยได้” หลังจากที่มองไปยังเมิ่งฮ่าวและพยักหน้าให้ สายตาของคุนหลุนเต้าเหรินก็กวาดผ่านไปยังศิษย์สำนักจื่อยิ่นที่เหลือ ท่านยกมือขึ้นมา เจ็ดถึงแปดคนรวมทั้งฉู่อวี้เยียน ก็ค่อยๆ ลอยขึ้นไปในอากาศอย่างช้าๆ พร้อมกับสีหน้าที่ตกตะลึงของคนเหล่านั้น

“ไปกันเถอะ พวกเราจะเดินไปบนวิถีทางแห่งคุนหลุน พูดจากันด้วยเต๋าแห่งคุนหลุน นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องฝึกฝนด้วยความตั้งใจเพื่ออุทิศตนต่อคุนหลุนเท่านั้น”

คุนหลุนเต้าเหรินหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ ม้วนกวาดเอาตานกุ่ย, ฉู่อวี้เยียนและคนอื่นๆ ขึ้นไป ขณะที่ท่านหันหลังและจากไป

ตานกุ่ยมองกลับมายังเมิ่งฮ่าว พร้อมกับแววตาที่ให้กำลังใจ

ฉู่อวี้เยียนก็มองกลับมาด้วยเช่นเดียวกัน แต่นางก็มีท่าทางสับสนเหมือนเช่นเคย แววตาอันซับซ้อนปรากฏขึ้นขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว แต่จากนั้นดวงตาก็เริ่มสงบเยือกเย็นลง นางพยักหน้าให้กับเมิ่งฮ่าว และจากนั้นก็หันหน้ากลับไป

เมิ่งฮ่าวมองไปด้วยความตกตะลึง ขณะที่ตานกุ่ย, ฉู่อวี้เยียนและคนอื่นๆ ถูกคุนหลุนเต้าเหรินนำตัวไป คนทั้งหมดค่อยๆ หายลับไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวอย่างช้าๆ

จากนั้นบิดาเขาก็มาปรากฏกายขึ้นที่ด้านข้าง กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา

“ดาวหนานเทียนเล็กมากเกินไป เจ้าและอาจารย์ แม้แต่เด็กหญิงนางนั้น ต่างก็มีเส้นทางของตัวเองที่จะต้องเดินไป…ยังหมู่ดาวที่ด้านนอก ไม่ใช่ดาวดวงนี้”

“ไม่จำเป็นต้องไปคิดถึง ขุนเขาที่เก้าไม่ใช่สถานที่อันกว้างใหญ่เท่าใดนัก ในที่สุดพวกเจ้าก็จะได้พบกันอีกสักวันหนึ่ง”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: