Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 926

I Shall Seal The Heaven Chapter 926

ตอนที่ 926

เต๋าและเครื่องมือ!

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และมุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขา เมื่อไปถึงก็มองเห็นชายชราในชุดสีขาว ถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มหมอกที่หมุนวนไปมา ท่านยืนอยู่ที่ด้านบนสุดของภูเขา หันหลังให้กับเมิ่งฮ่าว ขณะที่เมิ่งฮ่าวเข้าไปใกล้ ท่านก็หันหน้ามาและยิ้มให้

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเบิกกว้าง ในทันทีที่มองเห็นท่าน

ความรู้สึกที่เขาได้รับ เมื่อมองไปยังชายชราผู้นี้ ช่างเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่เขามองไปยังตานกุ่ย!

มันช่างเหมือนกันอย่างถึงที่สุด จริงๆ แล้ว มีแต่รูปร่างหน้าตาเท่านั้นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าในแง่ของพลังที่อยู่ภายในร่างของท่าน ก็ดูแทบจะเหมือนกันโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ท่านยืนอยู่ที่นั่นโดยมีกลุ่มหมอกลอยคลอเคล้าไปรอบๆ ร่าง เมิ่งฮ่าวแทบจะคิดว่ากำลังมองไปยังท่านอาจารย์ของตนเอง

คนทั้งสองต่างก็สวมใส่ชุดขาว และมีผมสีขาวที่ยาวเหมือนกัน ทั้งอายุ และกลิ่นหอมของตัวยาที่ลอยไปมาอยู่รอบๆ ร่าง ช่างดูเหมือนกันโดยสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าคนทั้งสองจะมีความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความมุ่งหวังเช่นเดียวกัน

ชายชรามองมายังเมิ่งฮ่าวและกล่าวว่า “ฟางฮ่าว การที่จะสามารถปรุงเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้าขึ้นมาได้ โดยเฉพาะเพื่อพิจารณาว่าได้ถูกปรุงขึ้นมาในช่วงเวลาของปีและวันที่ไม่เจาะจงตามสูตรยา นั่นก็หมายความว่าเต๋าแห่งการปรุงยาของเจ้าได้บรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว”

จากคำพูดของชายชรา ทำให้เมิ่งฮ่าวสามารถจะบอกได้ว่า ข่าวลือที่เกี่ยวกับว่าผู้เฒ่าโอสถไม่อาจจะปรุงสามเม็ดยาศักดิ์สิทธิ์นั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่จริง

จุดสำคัญของเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้าคือต้องเข้าใจเกี่ยวกับว่า ‘ไม่เจาะจง’ วันเวลา สำหรับคำพูดที่ผู้เฒ่าโอสถกล่าวออกมาสามารถบ่งชี้ได้ว่า ท่านมีความเข้าใจต่อเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้าอย่างลึกซึ้ง

เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ขณะที่มองไปยังผู้เฒ่าโอสถ เสียงหึ่งๆ ของเซียนเขาเดียวดังเต็มอยู่ในหู บางครั้งพวกมันทั้งหมดก็ทำเสียงดังขึ้นมาในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นเสียงดังเข้มข้นขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ บางครั้งก็มีเสียงเพียงแผ่วเบาเท่านั้น อย่างไรก็ตามเสียงนั้นก็ยังคงดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

“ฟางฮ่าว มองไปที่นั่น และบอกเหล่าฟูว่าเจ้าเห็นอะไร” ผู้เฒ่าโอสถจ้องมองออกไปยังที่ห่างไกล ตรงไปยังยอดเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยกลุ่มเมฆ

ทันใดนั้นเมิ่งฮ่าวก็ตระหนักว่าจิตใจของตัวเองเริ่มเยือกเย็นลง หลังจากที่มองไปยังผู้เฒ่าโอสถ เขารู้สึกเป็นอิสระและสบายใจ ราวกับว่าการได้ฟังคำพูดของชายชรา ทำให้เขาผ่านเข้าไปยังขั้นที่แปลกๆ

ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวไม่อาจจะอธิบายมันได้ชัดเจนนัก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้จิตใจเขารู้สึกเยือกเย็นลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่มองออกไปยังที่ห่างไกลยังภูเขาและกลุ่มเมฆเหล่านั้น

แทนที่จะตอบคำถาม เขากลับสอบถามขึ้น “ท่านผู้เฒ่าโอสถ ข้าขอถามว่าท่านกำลังดูอะไรอยู่ได้หรือไม่? บางทีท่านอาจจะบอกข้าได้ว่าสิ่งที่ท่านต้องการให้ข้าดูคืออะไร?”

ผู้เฒ่าโอสถหัวเราะยังคำพูดที่เจ้าเล่ห์ของเมิ่งฮ่าว แต่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่ใส่ใจ และอันที่จริงก็ดูเหมือนจะพอใจด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าท่านไม่ได้ต้องการคำตอบจากเมิ่งฮ่าวจริงๆ

“เหล่าฟูมองไปยังภูเขา มองไปยังกลุ่มเมฆ มองไปยังผู้ฝึกตนของแผนกเต๋าแห่งการปรุงยา และก็มองไปยังโลกที่เป็นของแผนกเต๋าแห่งการปรุงยาของพวกเรา” ผู้เฒ่าโอสถกล่าวขึ้น พร้อมกับถอนหายใจออกมา

เมิ่งฮ่าวยังคงนิ่งเงียบ ไม่แน่ใจถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผู้เฒ่าโอสถ

“สิ่งเหล่านี้ก็คือเครื่องมือ พวกมันเป็นทั้งรูปธรรมและไร้ตัวตน มองเห็นได้และไม่อาจจะมองเห็น พวกมันคือเครื่องมือของแผนกเต๋าแห่งการปรุงยา หรือบางทีอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบทางกายภาพของมัน”

“สามหมื่นปีก่อน เป็นยุคทองของแผนกเต๋าแห่งการปรุงยา เต๋าและเครื่องมือของพวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน และดูเหมือนว่าจะคงอยู่ไปชั่วกาลนาน…อย่างไรก็ตาม ท่านปรมาจารย์มากมายของแผนกเต๋าแห่งการปรุงยาได้ตายไปในช่วงของการเข้าฌาณ จากนั้นปรมาจารย์คนสุดท้ายจากยุคนั้นก็ได้แตกหักกับเต๋าแห่งการปรุงยาของพวกเรา และไปก่อตั้งสำนักเย่าเซียนขึ้น”

“ในเวลานั้นพวกเราได้ถูกโจมตีจากทฤษฎีของเต๋าแห่งการปรุงยาอื่นๆ จากโลกด้านนอก นับจากเวลานั้นเป็นต้นมา เครื่องมือของแผนกเต๋าแห่งการปรุงยา…ก็แตกกระจายไป”

“หลังจากนั้นอีกหนึ่งหมื่นปี นักปรุงยารุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ครุ่นคิดการปรุงยา และพยายามที่จะฟื้นฟูความสำเร็จก่อนหน้านี้ของพวกเรา แต่…เต๋าแห่งการปรุงยาของพวกมันก็ได้ลืมเลือนไปนานแล้วเกี่ยวกับเครื่องมือที่คงอยู่ของพวกเรา และตกอยู่ใต้อิทธิพลของเต๋าแห่งการปรุงยาจากโลกด้านนอก”

“ราวกับว่าเต๋าแห่งการปรุงยาของพวกมันไร้ตัวตนไปแล้ว”

“ราวกับว่าวิญญาณของพวกมันได้หายไป ทิ้งไว้แต่ร่างที่ว่างเปล่า”

“ราวกับว่าแผนกเต๋าแห่งการปรุงยาของตระกูลฟาง กำลังเดินเข้าไปในความฝัน วิญญาณของมันถูกผูกติดอยู่กับความโหดร้ายของโลกภายนอก และได้รับอิทธิพลจากปรัชญาการปรุงยาที่มากมายเกินไป ร่างของตระกูลฟางไม่มีวิญญาณ ดังนั้นจึงได้ฝากความหวังทั้งหมดอยู่ในการค้นหาที่ปราศจากจุดมุ่งหมาย…ในท่ามกลางปรัชญาของโลกภายนอก”

“ถ้าเหตุการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เต๋าแห่งการปรุงยาของตระกูลฟางก็จะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่หายสาบสูญไป และจะจางหายไปจนไม่เหลืออะไรเลย”

“เต๋าและเครื่องมือจะต้องหลอมรวมเข้าด้วยกัน ต้องกอบกู้เต๋าแห่งการปรุงยาของตระกูลฟาง และฟื้นฟูให้มันกลับไปสู่จุดสูงสุดเหมือนเดิม นั่นคือวิถีทางที่แท้จริง ที่จะทำให้แผนกเต๋าแห่งการปรุงยาของตระกูลฟางมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วขึ้นอีกครั้ง”

“ดังนั้น จึงต้องมีสามเม็ดยาศักดิ์สิทธิ์!”

“เจ้าเข้าใจหรือไม่?” สายตาของท่านได้เลื่อนจากที่ห่างไกลมาหยุดอยู่ที่เมิ่งฮ่าว สายตาดูเหมือนจะเสียดแทงลึกเข้าไปในดวงตาของเมิ่งฮ่าว เพื่อมองให้ทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของเขา

เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบอยู่เป็นเวลานาน และจากนั้นก็พยักหน้าให้กับผู้เฒ่าโอสถ กล่าวว่า

“ข้าคิดว่า พอจะเข้าใจในความหมายของท่าน ผู้อาวุโส เครื่องมือทั้งมีตัวตนและไร้รูปร่าง แผนกเต๋าแห่งการปรุงยาของตระกูลฟางใช้พวกมันมานานหลายปี หลังจากนั้นพวกมันก็ก่อตัวกันเป็นวิญญาณ วิญญาณนั้นต้องกลับเข้าไปในร่าง เพื่อไม่ให้แผนกเต๋าแห่งการปรุงยาจมอยู่ในความไม่รู้”

ผู้เฒ่าโอสถยืนอย่างเงียบๆ อยู่ที่นั่น ไม่พูดอะไรออกมา

“แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่ข้ายังไม่เข้าใจ ผู้อาวุโส” เมิ่งฮ่าวกล่าวต่อด้วยเสียงราบเรียบ “ผู้คนที่เข้าใจในเต๋า และดูดซับความคิดจากแหล่งความรู้จากที่ต่างๆ มามากมาย ในที่สุดก็จะก่อตัวเป็นเต๋าของตนเอง ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเต๋า?”

“การดูดซับความคิดจากแหล่งความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเต๋าแห่งการปรุงยา เพื่อที่จะบรรลุเต๋าของตนเอง คือวิถีแห่งความเข้าใจเกี่ยวกับเต๋าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม…หลักฐานก็คือว่าท่านก็มีเต๋าของตนเองอยู่ตั้งแต่แรก ถ้าทำเช่นนั้น ก็แน่นอนว่าท่านได้ดูดซับความคิดมาจากแหล่งต่างๆ แต่ถ้าไม่ และพยายามจะใช้เครื่องมือของความคิดจากที่อื่นมาอย่างวุ่นวาย ท่านก็ไม่อาจจะดูดซับพวกมันเข้าไปได้ ท่านก็จะถูกพวกมันหลอมรวมเข้าไป”

“เครื่องมือก็เหมือนบ้าน เต๋าก็คือจิตใจ เมื่อเจ้าหลอมรวมเครื่องมือด้วยเต๋า จิตใจเจ้าก็คือบ้าน! ฟางฮ่าว…เจ้าเข้าใจหรือไม่?” อีกครั้งที่ผู้เฒ่าโอสถมองมายังเมิ่งฮ่าวอย่างลึกซึ้ง

หลังจากผ่านไปชั่วขณะ ท่านก็กล่าวต่อไปตามปกติ “เหล่าฟูได้ข่าวว่าผู้เฒ่าสูงสุด มอบผลเนี่ยผานให้เจ้าสองผล”

ยากที่จะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ แต่ในทันทีที่ท่านเริ่มกล่าวคำพูดสุดท้ายเหล่านั้น เซียนเขาเดียวที่อยู่บนภูเขา จู่ๆ ก็เริ่มส่งเสียงหึ่งๆ ดังขึ้น ถ้าเมิ่งฮ่าวไม่ได้ยืนอยู่ใกล้กับผู้เฒ่าโอสถเป็นอย่างมาก เขาก็คงไม่อาจจะได้ยินชัดเจนเช่นนี้

ทันทีที่พูดจบ ผู้เฒ่าโอสถก็โบกสะบัดมือ ทำให้ถุงสมบัติลอยออกมา และไปหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว

“ในนั้นคือของรางวัลสำหรับการปรุงเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้า ยกเว้นของวิเศษเซียน เมื่อเจ้าต้องการใช้มันค่อยมาบอกในภายหลัง เหล่าฟูจะเตรียมปรับแต่งให้กับเจ้า”

เมิ่งฮ่าวสั่นสะท้าน ขณะที่คิดไปถึงคำแนะนำที่เพิ่งจะกล่าวออกมาโดยผู้เฒ่าโอสถ เขาเฝ้าสอบถามตัวเองว่าได้เข้าใจถึงความหมายของสิ่งทั้งหมดนั้นอย่างแท้จริงหรือไม่…

“บางทีความหมายที่ลึกลงไปในคำถามที่เกี่ยวกับเต๋าแห่งการปรุงยา คือการเตือนสติว่าผลเนี่ยผานนั้นไม่ใช่ของข้า หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าที่ท่านบ่งชี้มานั้นเป็นความลับที่ข้ายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับผลเนี่ยผาน?” เมิ่งฮ่าวคิด แต่ก็ไม่ได้พูดต่อในหัวข้อสนทนานี้อีก กลับกันหลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับของวิเศษเซียน ดวงตาเขาก็แวบประกายขึ้น

หลังจากที่ลังเลอยู่ชั่วครู่ เขาก็กล่าวขึ้น “ท่านผู้เฒ่าโอสถ เอ่อ…ข้าไม่ต้องการของวิเศษเซียนจริงๆ ข้าสามารถจะแลกเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่?”

ผู้เฒ่าโอสถมองมายังเมิ่งฮ่าวอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็หัวเราะหึๆ ขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านได้ยิ้มออกมาจริงๆ “เจ้าต้องการจะแลกเปลี่ยนเป็นอะไร?”

“เอ่อ…” เมิ่งฮ่าวกระแอมไอและตัดสินใจขึ้นมาในทันที “ท่านผู้เฒ่าโอสถ ข้าคิดว่าเซียนเขาเดียวช่างน่ารักยิ่ง ท่านพอจะสอนข้าเกี่ยวกับเต๋าแห่งแมลงสักเล็กน้อยได้หรือไม่?”

“โอ?” ผู้เฒ่าโอสถยิ้มออกมากล่าวว่า “เซียนเขาเดียวเหล่านี้มีพลังแห่งการปลุกบรรพบุรุษอยู่ในสายเลือดของพวกมัน เหล่าฟูเลี้ยงพวกมันมานานหลายปี ก่อนที่จะบรรลุถึงจุดที่พอจะสั่งสอนพวกมันได้ เต๋าแห่งแมลงคือเวทลับสุดยอด ถึงแม้ว่าเจ้าจะเป็นคนในตระกูล แต่ก็จำเป็นต้องได้รับการประเมินก่อนที่จะสามารถเรียนรู้มันได้”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกายขึ้น เมื่อคิดว่าผู้เฒ่าโอสถไม่ได้ปฏิเสธเขาในทันที ก็หมายความว่ายังพอมีความหวังอยู่บ้างเล็กน้อย ทันทีที่เขาเข้ามาใกล้ภูเขาลูกนี้ กลุ่มเซียนเขาเดียวเหล่านั้นก็ได้ดึงดูดความสนใจของเขา ตั้งแต่ที่เขากลับออกมาจากเศษซากเซียน ก็มีความคิดลึกๆ อยู่ภายในใจมาโดยตลอด

เขาค่อนข้างจะอิจฉาต่อกลุ่มเมฆของตัวด้วงที่เคยเห็นอยู่ในเศษซากเซียนมานานแล้ว ตั้งแต่นั้นมา เขาก็คิดว่าถ้าสามารถจะโบกสะบัดมือ ทำให้ด้วงสีดำนับสิบล้านตัวเต็มอยู่ในท้องฟ้า คู่ต่อสู้ใดๆ ที่เขาเผชิญหน้าด้วย ก็จะต้องตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อเหมือนกับตนเองในปีนั้นอย่างแน่นอน เพียงแค่คิด เขาก็จะทำให้ศัตรูกลายเป็นเถ้าธุลีไปในทันที

ความคิดที่จะสามารถทำได้เช่นนั้นในสักวันหนึ่ง ทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกตื่นเต้นขึ้นเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่าในตอนนี้ เขามีด้วงสีดำอยู่จำนวนหนึ่งที่ด้านในถุงสมบัติ พลังชีวิตของพวกมันช่างแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ และพวกมันก็ยังไม่ตายไป แต่นอนสงบนิ่งอยู่ในถุงสมบัติหลังจากที่ถูกผนึกไว้

“ผู้อาวุโส โปรดดูให้ดี ข้าคือ…ผู้ฝึกตนที่ไม่ชอบพึ่งพาอาวุธภายนอก” ขณะที่กล่าว เสียงของเขาก็ยิ่งมีความหดหู่มากขึ้น “ถ้าท่านเริ่มใช้อาวุธเวท ในที่สุดท่านก็จะเริ่มพึ่งพาพวกมัน แต่เต๋าแห่งแมลงแตกต่างกันออกไป! มันคล้ายกับเป็นความสามารถศักดิ์สิทธิ์, วิชาความรู้ และมากไปกว่านั้นมันก็คือเต๋า!”

“ผู้อาวุโส ข้าไม่ต้องการอาวุธเวทใดๆ แค่ต้องการค้นหาเต๋าเท่านั้น” ขณะที่พูดประโยคสุดท้ายนี้ออกมา เขาก็ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำ

ในจิตใจ เขารู้สึกค่อนข้างจะพอใจกับสำบัดสำนวนของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคสุดท้ายนั้น

ผู้เฒ่าโอสถมองไปยังเมิ่งฮ่าวเป็นเวลานาน จากนั้นก็โบกสะบัดมือขวา แผ่นหยกลอยออกไปอยู่ตรงหน้าเมิ่งฮ่าว เป็นแผ่นหยกสีเขียวมรกต ที่ด้านหนึ่งถูกแกะสลักเป็นภาพของเซียนเขาเดียว ซึ่งดูเหมือนจะดุร้ายอย่างไร้ที่เปรียบ พร้อมกับกลิ่นอายการฆ่าฟันที่รุนแรง

อีกด้านหนึ่งถูกแกะสลักเป็นภาพของเซียนเขาเดียวอีกสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์นี้ดูสงบนิ่งโดยสิ้นเชิง คล้ายกับไม่อาจจะทำร้ายแม้แต่แมลงตัวเล็กๆ ได้

“ลองดูที่สามบทแรกของเต๋าแห่งแมลงนั้น ถ้าเจ้ามีพรสวรรค์ เหล่าฟูก็จะสอนให้”

“เจ้าจะเห็นเหรียญคำสั่งอยู่ในถุงสมบัตินั่นเช่นเดียวกัน สืบเนื่องจากกฎของแผนกเต๋าแห่งการปรุงยา ใครก็ตามที่ปรุงเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้าได้ ก็จะกลายเป็นนักปรุงยาระดับแปดในทันที ตอนนี้ศักดิ์ฐานะของเจ้าเทียบเท่ากับเป็นผู้อาวุโสของตระกูล เจ้าสามารถจะเลือกภูเขาใดๆ ในเขตภูเขาด้านใน เพื่อเป็นถ้ำแห่งเซียนของเจ้าได้”

ด้วยเช่นนั้น ท่านก็โบกสะบัดชายแขนเสื้อ ทำให้สายลมอันอ่อนโยนก่อตัวขึ้นมา หมุนวนไปมาอยู่รอบๆ ร่างเมิ่งฮ่าว ทำให้สายตาเขาพร่าเลือน เมื่อมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เขาก็อยู่ห่างออกไปไกลจากภูเขาลูกนั้น

เมิ่งฮ่าวมองย้อนกลับไปยังยอดเขาที่อยู่ในจุดศูนย์กลางของภูเขาอื่นๆ ทั้งหมด เพียงชั่วขณะ เขาก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนถึงถ้ำทั้งหมดที่อยู่บนยอดเขาลูกนั้น พร้อมกับดวงตาที่สาดประกาย เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ประสานมือและโค้งตัวลง

จากนั้นก็จากไป

เมิ่งฮ่าวบินออกมาจากเขตภูเขาด้านใน ตลอดช่วงเวลานั้นเขาได้พบกับนักปรุงยาเป็นระยะ ทันทีที่พวกมันมองเห็นเมิ่งฮ่าว สีหน้าก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น และพวกมันก็ประสานมือแสดงความคารวะในทันที เรื่องราวที่เมิ่งฮ่าวปรุงเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้าได้สำเร็จ แพร่กระจายออกไปทั่วในตระกูลฟางแล้วตอนนี้ คนทั้งหมดรู้เรื่องนี้กันอย่างดี

มีบางคนที่ไม่เชื่อว่าเมิ่งฮ่าวได้ทำการทดสอบอยู่ในศาลาโอสถจนขึ้นไปได้ถึงชั้นเจ็ด แต่ตอนนี้…เมิ่งฮ่าวสามารถปรุงเม็ดยาในตำนานได้สำเร็จ ในแผนกเต๋าแห่งการปรุงยา ศักดิ์ฐานะของเขามั่นคงราวกับเป็นภูเขาไท่ซาน ไม่มีเสียงแห่งความสงสัยใดๆ ที่จะได้ยินมาแม้แต่น้อยเกี่ยวกับตัวเขา

ในโลกแห่งการฝึกตน มักจะให้ความเคารพต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากแผนกเต๋าแห่งการปรุงยาเลยแม้แต่น้อย!

ขณะที่เมิ่งฮ่าวกำลังจะออกไปจากเขตภูเขาด้านใน จู่ๆ เขาก็หยุดชะงักนิ่งและหันหน้ามองไปยังหนึ่งในยอดเขาที่งดงามแห่งหนึ่ง ทั่วทั้งภูเขาลูกนั้นเป็นหยกสีเขียว และมีหิมะปกคลุมอยู่บนยอดเขา ซึ่งถูกห้อมล้อมไว้ด้วยกลุ่มเมฆที่ม้วนตัวไปมา

แทบจะในทันทีที่เขาหันหน้ามองไปยังภูเขาลูกนั้น เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่าน่าอนาถใจดังก้องออกมาจากภายในภูเขาที่ดูเลือนลางนั้น

เสียงกรีดร้องนั้นไม่ใช่เสียงกรีดร้องของผู้ฝึกตน แต่เป็น…เสียงที่ดังออกมาจากปากของนกยูงที่สวยงามตัวนั้น

ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงแผดร้องด้วยโทสะก็ได้ยินขึ้นมา ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามาจากปากของหญิงชราผู้หนึ่ง

“เจ้านกบัดซบ! เหล่าเซินและเจ้ามาต่อสู้กัน! ข้าจะกลั่นสกัดเจ้าให้กลายเป็นเม็ดยา!!”

ต่อมา เสียงอันแหลมเล็กอย่างเย่อหยิ่งและเผด็จการของนกแก้วก็ได้ยินมา “เจ้ารู้หรือไม่ว่าอู่เหยียข้ามแม่น้ำผ่านทะเลสาบมานานกี่ปีแล้ว หือ? ยายเฒ่า, หลายปีก่อนโน้นอู่เหยียเจาะทะลวงสวรรค์ก่อนที่เจ้าจะเกิดซะอีก!”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าจู่เหรินของอู่เหยียคือใคร? ข้าจะบอกให้ และเจ้าก็จะต้องหวาดกลัวจนแทบตาย! จู่เหรินของอู่เหยียคือฟางฮ่าว!”

——————–

หมายเหตุ :

เหล่าเซิน (老身) คือคำเรียกตัวเองของหญิงชรา

จู่เหริน (主人) แปลว่า เจ้านายหรือเจ้าของ

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: