Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 930

I Shall Seal The Heaven Chapter 930

ตอนที่ 930

ข้าคิดถึงพวกท่านนัก!

นี่คือการปะทะกันระหว่างทองและโลหิต!

มันคือการดิ้นรนต่อสู้ระหว่างพลังของการเกิดใหม่ และไข่มุกดำขาว!

นี่คือการต่อสู้ของฟางเว่ย…และเมิ่งฮ่าว! เป็นการต่อสู้กันครั้งแรกของคนทั้งสอง!

เสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่สีของทองและโลหิตกระแทกเข้าหากัน ท้องฟ้ายามราตรีจู่ๆ ก็เริ่มเกิดเป็นแสงเจิดจ้าขึ้น ขณะที่พลังแห่งการเกิดใหม่ และไข่มุกดำขาวพุ่งเข้าไปปะทะกัน ทำให้สวรรค์สะท้านปฐพีสะเทือน เสียงกระหึ่มขนาดใหญ่ดังก้องออกไปในทั่วทุกทิศทาง

ศีรษะอสูรโลหิตพังทลายลงไป และโลกสีทองก็แตกละเอียด ความรู้สึกแห่งการเกิดใหม่จางหายไป…และไข่มุกดำขาวของเมิ่งฮ่าวก็แตกกระจายไปเช่นเดียวกัน

แรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านไปทั่วร่างเมิ่งฮ่าว อาณาจักรความเป็นนิรันดร์มีปฏิกิริยาขึ้นมาในทันที ทำให้เขาสามารถจะขจัดแรงปะทะนั้นออกไปได้ สิ่งที่คนทั้งหมดมองเห็นก็คือฝ่ามือที่ฟาดออกไปของฟางเว่ย ไม่อาจจะหยุดเขาไว้ได้! เขาไม่หยุดชะงักนิ่งแม้แต่น้อย…ก้าวเท้าขวาลงไปบนศาลารุ่งบูรพาในทันที!

ดวงตาฟางเว่ยสาดประกายขึ้นด้วยความเย็นเยียบราวน้ำแข็ง และใบหน้ามันก็เปลี่ยนเป็นซีดขาวขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้ว่ามันจะหลบจากฝ่ามือที่โจมตีมาของเมิ่งฮ่าวได้ แต่ก็ยังคงต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ

ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นก็คือว่านี่คือทะเลสาบจันทร์เจิดจ้า เป็นสถานที่ที่ฟางเว่ยใช้ฝึกตน มันได้สร้างพลังสะท้อนอยู่ภายในน้ำของทะเลสาบ ดังนั้นจึงอยู่ในสภาวะที่เหนือกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเมิ่งฮ่าวยังต้องปกป้องฟางซีไว้อีกด้วย

ในที่สุด ก็ยากที่จะบอกได้ว่าใครมีความแข็งแกร่งมากกว่ากัน!

แทบจะในทันทีที่เมิ่งฮ่าวก้าวเท้าลงไปในศาลา ผู้คุ้มกันจันทราดำสิบกว่าคนก็บินผ่านทะเลสาบตรงมาที่เขา

เมิ่งฮ่าวไม่สนใจพวกมันโดยสิ้นเชิง แต่สายตาอันเย็นชาแวบผ่านกลุ่มฝูงชน ตกกระทบลงไปบนร่างของฟางเว่ย

“ฟางเว่ยตี้ตี่ (น้องฟางเว่ย) ทำไมข้าถึงไม่คู่ควรที่จะมายังศาลาแห่งนี้?”

“เป็นธรรมดาที่ใครก็ตามซึ่งถูกไล่ล่าโดยผู้คุ้มกันจันทราดำ ไม่คู่ควรที่จะก้าวเท้าเข้ามา” ฟางเว่ยกล่าวตอบเสียงราบเรียบ ผู้คุ้มกันจันทราดำกำลังใกล้เข้ามายังศาลา และอีกหลายคนกำลังมารวมตัวกันอยู่รอบๆ ทะเลสาบในตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นอีกไม่นานก็จะมีผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกมันมาถึง

ฟางเว่ยหัวเราะอย่างเย็นชาอยู่ภายในใจ มันอยากเห็นว่าเมิ่งฮ่าวจะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าในตอนนี้ได้อย่างไรจริงๆ

ใบหน้าฟางซีซีดขาวราวกระดาษ ขณะที่ยืนอยู่ตรงด้านข้างของเมิ่งฮ่าว หอบหายใจออกมา มันไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในศาลารุ่งบูรพามาก่อน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ผู้คุ้มกันจันทราดำจะเข้ามาถึงในไม่ช้าแล้ว และเมื่อมันคิดไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็ต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ และพยายามยับยั้งตัวเองไม่ให้พังทลายลงไป

มันได้ตัดสินใจแล้วว่าทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นนี้ก็เนื่องมาจากตัวมันเอง มันจะรับผิดชอบเองทั้งหมด และจะไม่ยอมให้ตระกูลไปสร้างปัญหาใดๆ ให้กับเมิ่งฮ่าว

“แค่นั้น?” เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบ ยิ้มออกมา เสียงหวีดหวิวอันแหลมคมได้ยินมาขณะที่ผู้คุ้มกันจันทราดำเจ็ดถึงแปดคนพุ่งฝ่าอากาศมาทางด้านหลัง สีหน้าพวกมันสาดประกายด้วยรังสีสังหาร และพวกมันกำลังจะโจมตีไปแต่…

เมิ่งฮ่าวได้ยกมือขึ้นและแสดงบางสิ่งให้กับผู้คุ้มกันจันทราดำที่อยู่ด้านหลัง

จากนั้นโดยที่ไม่แม้แต่จะหันหน้าไป เขาตวาดเป็นเสียงเย็นชาขึ้นว่า “ไสหัวไป!”

ขณะที่เสียงของเมิ่งฮ่าวดังก้องออกไป ผู้คุ้มกันจันทราดำที่อยู่ด้านนอกศาลา มองเห็นสิ่งของที่อยู่ในมือของเขา สีหน้าพวกมันสลดลง และหยุดชะงักนิ่งไปในทันที จ้องมองไปยังสิ่งของที่อยู่มือเมิ่งฮ่าวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

จากนั้นพวกมันก็เริ่มหอบหายใจออกมา ในเวลาเดียวกันนั้นผู้คุ้มกันจันทราดำก็มารวมตัวกันอยู่ในบริเวณนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันทั้งหมดมีปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน ราวกับว่าสายฟ้ากำลังฟาดลงมาอยู่ในจิตใจของพวกมัน

ผู้คุ้มกันจันทราดำสิบกว่าคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น และอีกนับร้อยคนที่มารวมตัวกันอยู่ในที่ห่างออกไป ทั้งหมดต่างก็จ้องมองไปด้วยความตกตะลึง จนไม่อาจจะพูดจาใดๆ ออกมาได้

เมื่อผู้ถูกเลือกในศาลารุ่งบูรพามองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ดวงตาพวกมันก็สาดประกายขึ้นด้วยแสงแปลกๆ จู่ๆ ฟางเว่ยก็ดูเหมือนว่าจะนึกถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ และใบหน้ามันก็เปลี่ยนไปอย่างน่าเกลียดขึ้นจนถึงที่สุด ฟางอวิ๋นอี้อ้าปากค้าง ไม่แน่ใจว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้

มันไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ผู้คุ้มกันจันทราดำมองเห็นคืออะไร ถึงได้ทำให้พวกมันต้องหยุดชะงักนิ่งไปในทันที และไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้อีก

ฟางหงจ้องมองไปด้วยความตกตะลึง ฟางเซียงซานลังเล ดวงตาฟางตงหานสาดประกายขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ยังไม่ไสหัวไปอีก?” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงเย็นชาขึ้น โดยไม่ยอมถ่อมตัวมองกลับไปที่ด้านหลัง

ทันทีที่คำพูดหลุดออกมาจากปากเขา ผู้คุ้มกันจันทราดำที่ด้านหลังก็อ้าปากค้าง ทันใดนั้นพวกมันก็รีบประสานมือและโค้งตัวลงให้กับเมิ่งฮ่าว จากนั้นก็หมุนตัวจากไปด้วยความขมขื่น

ท่ามกลางกลุ่มผู้ชมมากมายที่อยู่รอบๆ ทะเลสาบจันทร์เจิดจ้าซึ่งได้มองเห็นเหตุการณ์นี้ ต่างก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พวกมันเพิ่งจะได้เห็นผู้คุ้มกันจันทราดำเต็มไปด้วยรังสีสังหารด้วยสองตาของตนเอง แต่จู่ๆ ก็ต้องหยุดชะงักนิ่งและจากนั้นก็ล่าถอยจากไปทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้อีกแม้แต่ชุ่นเดียว

มีอยู่ไม่กี่คนในกลุ่มฝูงชนซึ่งมีสายตาที่ดีเยี่ยมเป็นพิเศษ สามารถจะมองเห็นสิ่งของที่เมิ่งฮ่าวถืออยู่ในมือ พวกมันอ้าปากค้างและเริ่มมีสีหน้าที่งุนงงด้วยความไม่อยากจะเชื่อปรากฏขึ้น

“เหรียญคำสั่งของนักปรุงยาระดับแปด!!”

“นั่นเทียบเท่ากับเหรียญคำสั่งผู้อาวุโสของตระกูล…เหรียญคำสั่งของนักปรุงยาระดับแปด!! ทำให้มันมีศักดิ์ฐานะเช่นเดียวกับผู้อาวุโสของตระกูล! และผู้อาวุโสของตระกูล…สามารถจะออกคำสั่งกับผู้คุ้มกันจันทราดำใดๆ ก็ได้!”

“ฟางฮ่าวปรุงเม็ดยาวิญญาณตะวันทุกชั้นฟ้าได้สำเร็จ ซึ่งหมายความว่ามันได้กลายเป็นนักปรุงยาระดับแปดในทันที!!”

เสียงสับสนวุ่นวายที่ด้านนอกลอยเข้าไปในศาลา ทำให้ผู้ฝึกตนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นั่นต้องสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนักหน่วง

ฟางซีอ้าปากค้าง แต่จากนั้นก็เริ่มยินดีอย่างแทบจะบ้าคลั่งขึ้นมาในทันที

“ตอนนี้ข้าคู่ควรแล้วหรือไม่?”

สีหน้าฟางเว่ยน่าเกลียดขึ้นอย่างถึงที่สุด ขณะที่จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว ก่อนที่มันจะทันได้กล่าวตอบ เมิ่งฮ่าวก็เดินตรงไปและยกมือขวาขึ้นมา สีหน้าฟางอวิ๋นอี้สลดลง และมันพยายามจะหลบหนีจากไป แต่ร่างกายของมันก็ลอยฝ่าอากาศตรงไปยังเมิ่งฮ่าว ซึ่งได้คว้าจับไปที่ลำคอมันไว้อย่างที่ไม่อาจจะควบคุมตนเองได้

“เจ้าเห็นข้า แต่ก็ไม่คารวะตามความเหมาะสม” เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ตบไปที่แก้มของฟางอวิ๋นอี้เบาๆ “อา, อวิ๋นอี้ ดูเหมือนว่าที่ข้าสอนเจ้าไปเมื่อครั้งที่แล้ว เจ้ายังไม่ซึมซับมัน”

รอยยิ้มของเมิ่งฮ่าวทำให้ฟางอวิ๋นอี้เริ่มสั่นสะท้าน มันกำลังจะกล่าวอะไรออกมา แต่ทันใดนั้นสีหน้าเมิ่งฮ่าวก็เริ่มดูน่ากลัวขึ้น และเขาก็กระแทกฟางอวิ๋นอี้ลงไปบนพื้นของศาลาอย่างรุนแรง

ศาลานี้มีความแข็งแกร่งอย่างน่ามหัศจรรย์ และไม่มีทางจะถูกทำลายลงไปด้วยการกระทำเช่นนี้ได้ มันมีความเหนียวแน่นมากเป็นพิเศษ ทำให้ฟางอวิ๋นอี้ต้องส่งเสียงแผดร้องอย่าน่าอนาถใจออกมา ต่อมาเมิ่งฮ่าวก็กระแทกมันลงไปบนพื้นอีกเจ็ดถึงแปดครั้ง

โลหิตพ่นกระจายออกมาจากปากของฟางอวิ๋นอี้ และมันก็แผดร้องออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า มันยังได้ร้องขอความเมตตาออกมาอีกด้วย ฟางเว่ยขมวดคิ้วกล่าวขึ้น

“พอได้แล้ว!”

เมิ่งฮ่าวยิ้มออกมา และมองไปยังฟางเว่ย

“ภายใต้สิทธิ์ของข้าในฐานะผู้อาวุโส ข้ากำลังตำหนิคนในตระกูล ฟางเว่ยตี้ตี่ เจ้ามีสิทธิ์อะไรที่จะมาพูดจาเช่นนี้กับข้าถึงสองครั้ง?”

ด้วยเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวก็คว้าจับไปที่เส้นผมของฟางอวิ๋นอี้ เหวี่ยงมันไปรอบๆ และจากนั้นก็โยนมันออกไปที่ด้านข้าง โลหิตกระจายออกไปทั่วทุกที่ ผู้ถูกเลือกที่อยู่ในศาลามองมาและไม่พูดจาอะไร แต่ในขณะที่พวกมันสังเกตดูการกระทำของเมิ่งฮ่าว แต่ละคนต่างก็ครุ่นคิดในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งซุนไห่ที่กำลังสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย

สีหน้าฟางเว่ยดูน่ากลัวอย่างถึงที่สุด ขณะที่มองไปยังเมิ่งฮ่าว มันกำลังจะกล่าวอะไรออกมา แต่เมิ่งฮ่าวก็หัวเราะขึ้นกล่าวว่า

“แต่คืนนี้ไม่มีแสงจันทร์ และดวงดาวก็ดูริบหรี่ พรุ่งนี้คือการโผล่ขึ้นมาของตงเซิงจือหยาง (ตะวันรุ่งบูรพา) ซึ่งถือว่าเป็นวันมงคล นอกจากนั้นข้ายังได้เห็นสหายเก่าหลายคนอยู่ในที่แห่งนี้ ทำให้ข้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ข้าจะไม่สร้างความลำบากใจให้กับเจ้า” เมิ่งฮ่าวมองไปยังผู้ถูกเลือกทั้งหมด ซึ่งแต่ละคนก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป

ซุนไห่ก้มศีรษะลงโดยไม่รู้ตัว หลี่หลิงเอ๋อร์จ้องมองมาด้วยโทสะ สีหน้าฝานตงเอ๋อร์แวบรังสีสังหารขึ้นมา และหวังมู่ก็ดูเหมือนต้องการจะต่อสู้ด้วย ซ่งหลัวตานและไท่หยางจื่อต่างก็จ้องมาที่เขาพร้อมกับกัดฟันแน่น

ประสบการณ์เมื่อในอดีตของพวกมันกับเมิ่งฮ่าว เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะลืมเลือนไปได้

เมิ่งฮ่าวมีท่าทางอึดอัดใจอยู่เล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ ด้วยท่าทางเขินอาย ขณะที่มองลงไปยังฟางอวิ๋นอี้ ซึ่งกำลังนอนกองด้วยความหวาดกลัวอยู่บนพื้นและกระดูกได้หักไปหลายแห่ง

“เขียนตั๋วสัญญามาให้ข้า” เมิ่งฮ่าวกล่าวขึ้น หรี่ตาเล็กลงและยิ้มออกมา ทันใดนั้นเขาก็หยิบเอาพู่กันและกระดาษออกมาจากถุงสมบัติ ยื่นออกไปที่เบื้องหน้าฟางอวิ๋นอี้ “เจ้ารู้จักข้าดี และรู้ว่าควรจะเขียนอะไร”

ด้วยเช่นนั้น เขาก็ตบลงไปบนศีรษะของฟางอวิ๋นอี้

ใบหน้าฟางอวิ๋นอี้ซีดขาว สำหรับมันแล้ว เมิ่งฮ่าวคืออสูรกายปีศาจร้ายในสวรรค์และปฐพีนี้ ขณะที่สั่นสะท้านไปทั้งร่าง มันใช้โลหิตของตัวเองเขียนลงไปบนตั๋วสัญญา

เมิ่งฮ่าวรับตั๋วสัญญานั้นไป เป่าลมหายใจลงไปเล็กน้อยเพื่อให้มันแห้ง ใส่กลับเข้าไปในถุงสมบัติด้วยความระมัดระวัง ราวกับว่ามันคือของวิเศษอันล้ำค่า จากนั้นก็ยิ้มให้กับฟางอวิ๋นอี้ และกล่าวอะไรบางอย่างที่ทำให้โลหิตของฟางอวิ๋นอี้ต้องเย็นเฉียบลง

“อวิ๋นอี้ เจ้าจะไม่มีโอกาสที่สามอีก ถ้าเจ้ายังขืนแสดงกิริยาเช่นนี้อีกครั้งเมื่อพบเห็นข้า…ข้าจะทำให้เจ้ามีชีวิตที่เลวร้ายกว่าตกตายไปมากนัก” เมิ่งฮ่าวยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกไปถึงใบหู แต่คำพูดของเขาเย็นชาราวน้ำแข็ง ช่างเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันจนทำให้ผู้ถูกเลือกทั้งหมดในศาลา มองไปเงียบๆ อย่างสงวนท่าที

ฟางอวิ๋นอี้เริ่มหอบหายใจและสั่นสะท้านขึ้น สีหน้ามันเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด มันรับรู้ได้ถึงเจตนาฆ่าฟันในคำพูดของเมิ่งฮ่าว และมันก็แน่ใจได้ว่าเมื่อเมิ่งฮ่าวพูดว่าจะทำอะไร…เขาก็ต้องทำให้ได้ตามที่พูดไว้

ฟางอวิ๋นอี้รู้ว่าถ้ามันไม่แสดงความเคารพต่อเมิ่งฮ่าวในครั้งต่อไปที่ได้เห็นเขา เมิ่งฮ่าวก็จะต้อง…ทำให้มันปรารถนาที่จะตายไปอย่างแน่นอน

มันตกใจกลัว เป็นความตกใจกลัวที่แท้จริง แม้แต่ฟางเว่ยก็ไม่อาจจะช่วยมันได้ในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ความหวาดกลัวของมันบรรลุถึงขีดสูงสุด ซึ่งแม้แต่คำว่า ‘หวาดกลัว’ ก็ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้

“ตอนนี้ให้ไสหัวไปยังหลุมที่เจ้าคลานออกมา” เมิ่งฮ่าวกล่าว คว้าจับเส้นผมฟางอวิ๋นอี้ไว้ และโยนมันออกไปจากศาลาอย่างแรง ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงกระจายไปทั่วร่างฟางอวิ๋นอี้ ขณะที่มันลอยออกไปจากทะเลสาบจันทร์เจิดจ้า และตกลงไปในท่ามกลางกลุ่มฝูงชนที่ด้านนอก

หลังจากที่ถูกช่วยเหลือให้ยืนขึ้นมาได้ มันก็จากไปในทันที พยายามที่จะอยู่ให้ห่างไกลจากเมิ่งฮ่าวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตลอดเวลานั้นจิตใจมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่หนาวเหน็บ

ย้อนกลับไปยังศาลารุ่งบูรพา เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ ยังผู้ถูกเลือกต่างๆ และรอยยิ้มอันเขินอายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ราวกับว่าเขารู้สึกอึดอัดใจอยู่เล็กน้อย ที่จู่ๆ ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับสหายเก่าหลายคน กล่าวขึ้นว่า

“ขอคารวะ สหายเต๋าทั้งหลาย! พวกเราได้พบกันอีกแล้ว! ข้าคิดถึงพวกท่านนัก!”

ด้วยท่าทางที่ค่อนข้างสบายๆ เขาเดินไปยังซุนไห่ และก่อนที่มันจะทันได้ถอยไปทางด้านหลัง เขาก็ใช้แขนโอบไปที่ไหล่ของมัน ราวกับว่าคนทั้งสองเป็นสหายสนิทกัน

“อ้าว, เสียวไห่นี่เอง! เป็นอย่างไรบ้าง?! เมื่อเร็วๆ นี้ได้พบกับเรื่องราวดีๆ มาบ้างหรือไม่? ทำไมถึงได้โกนศีรษะ? ไม่เลว ข้าคิดว่ามันค่อนข้างจะเป็นทรงผมที่โดดเด่นไม่เหมือนใครดี”

ซุนไห่เริ่มสั่นเทิ้ม และมีท่าทางราวกับว่ามันอาจจะเริ่มร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ เงาร่างของเมิ่งฮ่าวได้ประทับแน่นอยู่ในจิตใจมันไปตลอดกาล จนถึงจุดที่สามารถจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากศีรษะที่ถูกโกนไปจนล้านเลี่ยนของมัน

เมิ่งฮ่าวลูบไปที่ศีรษะที่ส่องประกายแวววาวของซุนไห่และตบลงไปสองสามครั้ง ซุนไห่มีโทสะขึ้นอย่างเงียบๆ รู้สึกสิ้นท่าอย่างถึงที่สุด ในตอนนี้เอง ที่สายตาของเมิ่งฮ่าวได้ไปหยุดนิ่งอยู่ที่หลี่หลิงเอ๋อร์ โดยไม่รู้สึกตัว เขาไม่อาจจะอดใจได้ที่จะ…มองไปยังก้นที่งอนโค้งของหลี่หลิงเอ๋อร์

“ไอ้หยา! หลิงเอ้อร์เม่ยเหม่ย ข้าไม่ได้เห็นเจ้ามานานแล้ว! เจ้าดูน่ารักกว่าก่อนหน้านี้มากนัก ก้นของเจ้า…ดูดีจริงๆ…แค่ก แค่ก…อย่าได้มองข้าเช่นนั้น! ถ้าจะว่าไปแล้ว พวกเราก็ได้หมั้นกันมาตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว!”

สีหน้าหลี่หลิงเอ๋อร์บึ้งตึงอย่างถึงที่สุด ขณะที่จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงขณะที่หอบหายใจออกมา และมีท่าทางราวกับว่าแทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ถ้าไม่ใช่ความจริงที่ว่า นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจจะต่อสู้กับเมิ่งฮ่าวได้ และกำลังอยู่ในตระกูลฟางแล้วละก็ นางก็จะต้องทุ่มออกมาจนสุดตัวเพื่อต่อสู้กับเขาอย่างแน่อน

เมื่อเห็นว่าหลี่หลิงเอ๋อร์กำลังจะระเบิดโทสะออกมา เมิ่งฮ่าวก็รีบมองไปทางอื่น หันความสนใจไปยังฝานตงเอ๋อร์ ทันใดนั้นดวงตาเขาก็สาดประกายขึ้น

“อี๋? เสี่ยวชิง! เจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วย! ตงเอ๋อร์เม่ยเหม่ย ข้าให้เจ้ายืมเสี่ยวชิงมานานแล้ว เมื่อไหร่เจ้าจะตอบแทนข้าบ้าง?”

ดวงตาฝานตงเอ๋อร์สาดประกายด้วยโทสะขึ้น และนางก็ยกมือขวาขึ้นมา เสียงแตกร้าวได้ยินขึ้นขณะที่มีดบินสีม่วงสองเล่มจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้น เปลวไฟอันลี้ลับลุกโชนออกมาจากมีดสั้น และพวกมันก็กระจายกลิ่นอายอันน่ากลัวออกมา

“เจ้าลองพูดมาอีกครั้ง!” นางกล่าวผ่านร่องฟัน

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: