บทที่ 436 : ซากวิหารสือเฉิง
“อั่ก…”
รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่เทียนอี้พลันแข็งทื่อ ปากที่อ้ากว้างรู้สึกถึงบางอย่างที่ลอยคว้างผ่านเข้าไป
อัจฉริยะจากสามสำนักที่อยู่ใกล้ๆ สมองว่างโล่งไปกับภาพนั้น ใบหน้าระบายไปด้วยความอึ้งตะลึงอย่างหนัก ยากที่จะทำใจให้เชื่อได้
เมี้ยว เมี้ยว
แมวขโมยตัวน้อยวาดแส้อสรพิษโลหิตลึกลับ ในเสี้ยววินาทีก็เคลื่อนไหวออกห่างลู่เทียนอี้ไปกว่ายี่สิบจ้าง
“นี่เป็นไปได้อย่างไร ไอ้แมวขโมยนั่นสามารถมีชีวิตรอดจากการระเบิดปราณจิตวิญญาณของลู่เทียนอี้ได้โดยบังเอิญหรือ?”
“แม้จะเป็นผู้ฝึกตนขั้นนายเหนือแท้ หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นย่อมต้องตายตก แมวขโมยนั่นกับลูกแมงป่อง หลังจากที่หายตัวไปแล้วปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งได้อย่างไร?”
อัจฉริยะจำนวนมาก ณ ที่นั้นไม่อาจที่จะทำใจให้เชื่อสายตาตนเองได้
ชั่ววินาทีก่อนหน้า แมวขโมยตัวน้อยและลูกแมงป่องยักษ์ถูกปราณจิตวิญญาณที่ระเบิดออกของลู่เทียนอี้กวาดร่างจนหายไป ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา ทั้งสองกลับปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
ที่น่าตื่นตะลึงไปมากกว่านั้นคือ แมวขโมยตัวน้อยกระทั่งโยนลูกแมงป่องยักษ์เข้าไปในปากที่อ้ากว้างของลู่เทียนอี้
ลูกแมงป่องยักษ์ได้รับสืบทอดสายเลือดจากแมงป่องยักษ์โบราณ กระทั่งมีความสามารถในการผันแปร พิษของมันนั้นรุนแรงเพียงพอที่จะคร่าชีวิตของยอดฝีมือในขอบเขตจิตวิญญาณที่แท้จริงจำนวนมากได้ตามทฤษฏี
ทว่าสถานการณ์ในยามนี้นับว่ารุนแรงยิ่งกว่าจินตนาการเอาไว้
หากลูกแมงป่องยักษ์สามารถสร้างบาดแผลขึ้นบนร่างของลู่เทียนอี้ได้ พิษของมันย่อมแทรกซึมเข้าไปในร่างของเป้าหมาย ทว่ามันก็ยังต้องใช้เวลาชั่วขณะหนึ่ง
ทว่าลูกแมงป่องยักษ์กลับเข้าไปในร่างของลู่เทียนอี้ตรงๆ
หากพิษถูกปล่อยเข้าไปภายในร่างกาย พลังของมันย่อมรุนแรงขึ้นหลายเท่า ไม่ต้องใช้เวลาก็สามารถสร้างความเสียหายได้ในทันที
แต่มันก็เท่านั้น
จะอย่างไร พิษของลูกแมงป่องยักษ์นั้น เมื่อเทียบกับแมงป่องยักษ์โบราณแล้วยังมีความแตกต่างอยู่ในระดับหนึ่ง
แต่ลู่เทียนอี้คือผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตแก่นก่อกำเนิด กระทั่งพิษของแมงป่องยักษ์โบราณตัวแม่ก็ยังสามารถต่อต้านได้
ทว่า
ตำแหน่งที่ลูกแมงป่องยักษ์เข้าไปในตัวลู่เทียนอี้นั้นพิเศษอย่างมาก
“อั่ก…”
มือหนึ่งของลู่เทียนอี้ขย้ำไปที่ลำคอของตนเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ศีรษะปรากฏหยาดเหงื่อเม็ดใหญ่ขึ้นจำนวนมาก ใบหน้าเดี๋ยวฟ้าเดี๋ยวม่วง
“บัดซบ ลูกแมงป่องยักษ์นั่นคาอยู่ที่ลำคอของศิษย์พี่ลู่”
ศิษย์จำนวนมากของสำนักจิตวิญญาณจันทร์กระจ่างอุทานออกมา ใบหน้าซีดขาว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
อัจฉริยะจากสามสำนักก็ตื่นตระหนักเสียจนใบหน้าซีดขาว
ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือในขอบเขตจิตวิญญาณที่แท้จริงหรือผู้สูงศักดิ์ในขอบเขตแก่นก่อกำเนิดที่แข็งแกร่งเพียงใด ลำคอและหัวใจก็ล้วนเป็นจุดตาย
หากหัวใจและลำคอได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้จะเป็นนายเหนือก็ยากที่จะมีชีวิตรอดไปได้
ลูกแมงป่องยักษ์นั่นติดคาอยู่ที่ลำคอของลู่เทียนอี้ สถานการณ์นับว่าเลวร้ายอย่างเกินคาดคิด
พิษถูกปล่อยออกมาจากลำคอที่เป็นส่วนสำคัญ ความรุนแรงของมันเมื่อเทียบกับการได้รับพิษจากผิวกายแล้วยังน่าหวาดกลัวกว่านับสิบเท่า
“ศิษย์พี่ลู่”
ใบหน้าของเย่หยานหยูพลันขาวซีด ร่างกลับกลายเป็นแสงสว่างจ้ายากจะแยกแยะ มุ่งหน้าตรงไปยังลู่เทียนอี้อย่างรวดเร็ว
ร่างของลู่เทียนอี้ขดอยู่กลางอากาศ สีหน้าดุดันโหดเหี้ยม นัยน์ตาทั้งสองส่องประกายจิตสังหารข้นคลั่ก
“… ข้า… ตาย…”
ชายหนุ่มกระตุ้นโคจรปราณจิตวิญญาณอย่างยากเย็น แยกฝ่ามือออกมุ่งตรงไปยังร่างของแมวขโมยตัวน้อย
เมี้ยว เมี้ยว
แน่นอนว่าแมวขโมยตัวน้อยย่อมต้องเตรียมตัวไว้ก่อนหน้า ร่างของมันจางหายไปจากที่เดิมอย่างไร้ร่องรอย
ท่ามกลางก้อนเมฆ ดวงตาสีฟ้าใสราวผลึกส่องประกาย ความเรียบเฉยที่เคยมีปรากฏความขบขันพาดผ่าน
ลำแสงจิตวิญญาณเหมันต์
เนตรสวรรค์สร้างลำแสงเย็นเยียบขึ้นพุ่งทะลวงร่างกายและดวงวิญญาณของลู่เทียนอี้
ฟุ่บ
ในเวลาเดียวกัน แมวขโมยตัวน้อยฉวยโอกาสในช่วงเวลานี้ในการทะยานร่างเข้าไปในพุ่มไม้หนาของต้นไม้ปีศาจ
“ทำได้ดี”
สตินึกคิดของจ้าวเฟิงกลับสู่ร่างกาย ใบหน้าขาวซีดลงเล็กๆ มุมปากเหยียดออกเผยรอยยิ้มบาง
ความสามารถของแมวขโมยตัวน้อยอาจกล่าวได้ว่าน่าตื่นตะลึง พลิกโต๊ะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ลู่เทียนอี้ตกลงสู่เข้าตาจนในครั้งเดียว
ในยามนี้
พิษได้แล่นไปทั่วร่างของลู่เทียนอี้จนร่างกายหดเกร็ง
“ศิษย์พี่ลู่”
เย่หยานหยูมาถึงเป็นคนแรก หญิงสาวเข้าช่วยเหลือลู่เทียนอี้
จากนั้น จงหว่านเอ๋อร์และอัจฉริยะขั้นนายเหนือแท้คนอื่นๆ จึงตามมาทันในที่สุด ล้อมร่างของลู่เทียนอี้เอาไว้ตรงกลาง
ลู่เทียนอี้ต่อต้านได้ไม่ถึง 2-3 ลมหายใจก็หมดสติไป
หลังจากหลี่หง อัจฉริยะขั้นนายเหนือแท้จากสำนักจิตวิญญาณจันทร์กระจ่างก็หมดสติไปเป็นคนที่สอง และครั้งนี้ยังเป็นอัจฉริยะขั้นนายเหนือแท้ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่าง ‘ลู่เทียนอี้’ เสียด้วย
ทว่าทั้งหมดนั้นล้วนเป็นการกระทำของเด็กหนุ่มเรือนผมสีฟ้าผู้นั้น
“จ้าวเฟิง เจ้าฆ่าคนของเราไปมากมายเพียงนี้ หยูลั่วตาย ศิษย์พี่หลี่และศิษย์พี่ลู่ก็แทบจะไม่รอด… สำนักจิตวิญญาณจันทร์กระจ่างไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่ๆ”
ฟันสีเงินของเย่หยานหยูขบกันแน่น ริมฝีปากถูกกัดจนแตกยับ ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยจิตสังหารเย็นเยียบ สีหน้าแทบจะเรียกได้ว่าบิดเบี้ยว
ทว่าเย่หยานหยูก็ยังคงมีสติอยู่ ทำเพียงเฝ้าระวังวิชาดวงตาที่ไม่อาจคาดเดาของจ้าวเฟิง ไม่เข้าไปใกล้
ความจริงแล้ว
การต่อสู้เมื่อครู่ พลังวิญญาณและสมาธิของจ้าวเฟิงแทบจะหมดสิ้นไปแล้ว ไม่กล้าที่จะใช้พลังดวงตาอีก
เนตรสวรรค์ที่อยู่ท่ามกลางหมู่เมฆเองเขาก็เก็บไปแล้ว
“มนุษย์ ความสามารถของเจ้าทำให้ข้าประหลาดใจและยินดียิ่งนัก แม้ว่าข้าจะเสียแก่นแท้จิตวิญญาณพฤกษาไปเกือบครึ่ง แต่การที่สามารถหลีกหนีจากหายนะครั้งนี้ไปได้ก็นับว่าโชคดียิ่งนักแล้ว”
หอคอยพฤกษาปีศาจราวกับปลดภาระหนักอึ้งบนบ่าลงได้
การต่อสู้ที่เข้มข้นรุนแรงเมื่อครู่ สุดท้ายแล้วจ้าวเฟิงและหอคอยพฤกษาปีศาจก็สามารถเอาชนะได้ด้วยการร่วมมือกัน
ในยามนี้
ครืนนน
เหนือศีรษะของหอคอยพฤกษาปีศาจได้ปรากฏความกระเพื่อมไหวขึ้นอย่างแปลกประหลาด อากาศสั่นสะท้านขึ้นเล็กๆ
ในเวลาเดียวกัน หมอกสีม่วงราวภาพลวงตาก็ได้ล้อมรอบส่วนบนของหอคอยพฤกษาปีศาจและช่องว่างเล็กๆ ของมันเอาไว้
เสียงดนตรีไพเราะราวกับอยู่ในความฝันดังขึ้นยาวนาน
ผ่านไปหลายลมหายใจ หมอกสีม่วงนั้นก็ได้ควบรวมกันจนเป็นรูปร่าง เผยให้เห็นราชวังสีม่วงส่องประกายเข้มขึ้นเลือนรางท่ามกลางม่านหมอก
“นั่นมัน”
อัจฉริยะจากสามสำนักจิตใจสั่นสะท้าน จ้องมองไปยังราชวังสีม่วงที่อยู่ท่ามกลางหมอกหนานั้น
“ซากวิหาร”
“นั่นมันมรดกซากวิหารสือเฉิงของเซียนจื่อเย่”
อัจฉริยะจากสามสำนักตะลึงงัน เผยสีหน้ายินดีออกมา
ครืนนน เปรี้ยง
ราชวังสีม่วงท่ามกลางหมอกหนาปรากฏขึ้นที่ช่องว่างของหอคอยปีศาจพฤกษา
ในเวลาเดียวกัน
เด็กหนุ่มผมฟ้าที่มีรูปลักษณ์ชั่วร้ายยืนอยู่ที่พุ่มไม้เบื้องหน้าช่องว่างนั้น ซึ่งเป็นเบื้องหน้าซากวิหารสือเฉิงพอดี
“มิคาดว่าเขา…”
“นี่ต้องเป็นการจงใจแน่ๆ”
อัจฉริยะจากสามสำนักเห็นภาพนั้น ในใจเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง มันเป็นความรู้สึกที่ปนเปไปด้วยความแปลกใจและอยากจะกระอักโลหิต
ในความรู้สึกของคนเหล่านี้ มันราวกับว่าจ้าวเฟิงได้เฝ้ารออยู่ที่นี่มานาน แล้วซากวิหารก็ไปเกยแทบเท้าของเขา
“ทุกท่าน หากมีโอกาสค่อยเจอกันใหม่”
มุมปากของจ้าวเฟิงเหยียดออกเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย ร่างพุ่งวูบผ่านหมอกหนาเข้าไปก่อนจะจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เวลาที่ซากวิหารมาถึงสั้นยิ่งนัก ทุกคนใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด”
จงหว่านเอ๋อร์เป็นคนแรกที่ทะยานร่างแทรกหมอกหนาเข้าไป
ความจริงแล้ว
การที่ซากวิหารมานั้นเป็นเพื่อป้องกันหอคอยพฤกษาปีศาจ ดังนั้นมันจะไม่หายไป
ทว่าอัจฉริยะจากสามสำนัก เมื่อเห็นว่า ‘ซากวิหาร’ มาถึงก็เหมือนกับได้รับโอกาสใหญ่ มีหรือที่จะมีอารมณ์ไปโจมตีปีศาจต้นไม้ ทุกคนล้วนทะยานร่างตรงไปยังซากวิหารสือเฉิง
ฟึ่บ ฟุ่บ ฟึ่บ
อัจฉริยะจากสามสำนักแข่งขันแข่งกับเวลา ใช้ความเร็วสูงสุดพุ่งไปยังซากวิหารสือเฉิง
“จ้าวเฟิงป้องกันที่นี่ถ่วงเวลา อย่างกับว่าเขารู้เวลาที่ซากวิหารจะมาถึง…”
นัยน์ตาของเย่หยานหยูส่องประกายวูบ คาดเดาได้อย่างเลือนราง
การมาถึงของ ‘ซากวิหารสือเฉิง’ ในครั้งนี้ผิดปกติอยู่บ้าง
ซากวิหารนั้นไร้ซึ่งสตินึกคิด ทว่ากลับปรากฏขึ้นที่ช่องว่างของปีศาจต้นไม้พอดี
“ก่อนอื่นต้องให้ศิษย์พี่ลู่และศิษย์พี่หลี่กลับไปด้านนอกพร้อมกับแจ้งข่าวให้ผู้อาวุโสของสำนักทราบ แล้วเราค่อยเข้าไปในซากวิหาร”
เย่หยานหยูเอ่ย
อัจฉริยะจากสามสำนักที่เข้ามาในซากปรักหักพังสือเฉิงต่างครอบครองตราคำสั่งมรดกคนล่ะชิ้น
เพียงแค่บดตราคำสั่งนี้ทิ้ง พวกเขาก็จะสามารถกลับไปด้านนอกได้
ไม่นาน
สำนักจิตวิญญาณจันทร์กระจ่างก็ให้อัจฉริยะสองคนจากสำนักรองพาร่างของลู่เทียนอี้และหลี่หงจากไป
เปรี้ยะ เปรี้ยะ
ตราคำสั่งของลู่เทียนอี้และหลี่หงถูกบดขยี้ ร่างของทั้งสองส่องประกายสีเงิน จางหายไปจากซากวิหาร
“ด้านนอกมีราชาในขอบเขตปราณเทวะอยู่ บางทีอาจช่วยศิษย์พี่ลู่และศิษย์พี่หลี่ได้”
หลังจากที่ทำทั้งหมดเสร็จสิ้น เย่หยานหยูจึงทะยานร่างเข้าไปในซากวิหาร
เพื่อที่จะป้องกันหอคอยพฤกษาปีศาจและเสริมความแข็งแกร่งให้จุดอ่อนของซากปรักหักพัง หลังจากที่ซากวิหารมาถึง อัจฉริยะจากสามสำนักจึงสามารถเข้าไปในซากวิหารได้ทุกคน
อัจฉริยะจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปในซากวิหาร
สถานการณ์นี้ แม้จะกวาดตามองหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมาก็คงเป็นครั้งแรก
ในราชวังงดงาม
ร่างหลายร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางตำหนักที่งดงามนั้นคืออัจฉริยะจากสามสำนัก
อัจฉริยะที่เข้ามาในซากวิหารส่วนมากคืออัจฉริยะจากสำนักจิตวิญญาณจันทร์กระจ่าง ตำหนักมารจันทราและ ตำหนักผาดำ ทั้งสามสำนัก
“ไอ้เด็กนั่นอยู่ข้างหน้า”
สีหน้าของศิษย์คนหนึ่งจากตำหนักผาดำเย็นเยียบ มองไปยังปีกตะวันออกของตำหนัก ในตำแหน่งนั้นมีเด็กหนุ่มผมฟ้ายืนอยู่
บนไหล่ของเด็กหนุ่มผมฟ้าคือร่างของแมวขโมยตัวใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยตัวหนึ่ง มันแสยะยิ้มแยกเขี้ยวใส่อัจฉริยะจากสามสำนัก
หนึ่งคนหนึ่งแมวนี้ย่อมเป็นจ้าวเฟิงและแมวขโมยตัวน้อยที่เข้ามาในซากวิหารสือเฉิง
“หืม? ลูกแมงป่องยักษ์นั่นยังไม่ตาย?”
จ้าวเฟิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ท่าทางผ่อนคลาย
เขาและลูกแมงป่องยักษ์ทำพันธะสัญญาโลหิตสัตว์เลี้ยงกัน หากลูกแมงป่องยักษ์ตาย จ้าวเฟิงผู้เป็นนายย่อมรับรู้ได้
เพื่อที่จะรับมือกับลู่เทียนอี้ จ้าวเฟิงเตรียมที่จะสละชีวิตของลูกแมงป่องยักษ์ไป
เด็กหนุ่มสรุปได้ว่าโอกาสที่ลูกแมงป่องยักษ์จะตายมีถึงเก้าสิบเก้าในร้อยส่วน ยากที่จะมีชีวิตรอด
ทว่าในยามนี้ จ้าวเฟิงรับรู้ได้ว่าความสัมพันธ์จากสัญญากับลูกแมงป่องยักษ์ได้อ่อนแรงลงจนถึงขีดสุด
มันคือวินาทีที่ลู่เทียนอี้และหลี่หงออกจากซากปรักหักพังสือเฉิง
จ้าวเฟิงครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นจึงคาดเดา
ในตอนนั้นเองที่อัจฉริยะจากสามสำนักเข้าไปในซากวิหารจำนวนมาก ทั้งหมดต่างมองไปยังจ้าวเฟิง
ทว่า
อัจฉริยะจากสามสำนัก ตัวอย่างเช่นจงหว่านเอ๋อร์ ชื่อกุ้ย และคนอื่นๆ ต่างใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวมองไปยังจ้าวเฟิงที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก
แม้ว่าพวกเขาจะมีจำนวนมากกว่า ทั้งยังแข็งแกร่งกว่า ทว่ากลับไม่อาจเอาชนะจ้าวเฟิงที่พลังฝึกตนยังไม่ถึงขั้นนายเหนือแท้ผู้นี้ได้ มันนับเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวจนพวกเขาไม่กล้าที่จะลงมือกับอีกฝ่ายก่อน
จ้าวเฟิงยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่สนใจอัจฉริยะจากสามสำนัก
ในสมองของเขาปรากฏเสียงหนึ่งขึ้น”จ้าวเฟิง นี่คือแผนที่ของซากวิหาร ข้าขอมอบมันให้เจ้า… บนนั้นมีเส้นทางและวิธีเปิดกลไกค่ายกลต่างๆ อยู่”
เจ้าของเสียงนั้นคือเศษเสี้ยววิญญาณสือเฉิง
ไม่นาน ในสมองของจ้าวเฟิงก็ได้ปรากฏราชวังขนาดใหญ่ในรูปแบบสามมิติขึ้น มีช่องทางเข้า รวมทั้งรูปแบบกลไกค่ายกลอยู่
“ทั่วทั้งซากวิหารแบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นแรกคือชั้นทั่วไป เป็นส่วนที่เซียนจื่อเย่รวบรวมวิชาบางส่วนไว้รวมๆ กัน มีทั้งดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวิชาต่างๆ ระดับของพวกมันเทียบได้กับมรดกทั่วไป ชั้นที่สองคือชั้นตำนาน วิชาและอาวุธวิเศษต่างๆ ล้วนนับเป็นตำนาน ชั้นที่สามคือตำหนักเซียนจื่อเย่ เป็นประตูสู่มรดกของเซียนจื่อเย่ หยูเฟ่ยอยู่ที่นั่น…”
จ้าวเฟิงใช้ดวงตาเทพเจ้าคัดลอกแผนที่และข้อมูลทั้งหมดลงไป
ในซากปรักหักพังสือเฉิง ประสาทสัมผัสของเขาถูกปิดกั้นไว้อยู่บ้าง ดวงตาเทพเจ้าจึงไม่อาจมองทะลุผ่านทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน ทว่าตอนนี้เขาได้ครอบครองแผนที่และตำแหน่งของกลไกทั้งหมดแล้ว