ตอนที่ 103 พยายามเลื่อนขั้น
“อาจารย์จาง ตอนนี้ผมไม่มีเงินพอจ่ายค่าหญ้าพญาตะวันหิมะ ผมจะจ่ายส่วนหนึ่งก่อนแล้วกัน คิดเสียว่าเมืองไป๋หยูของเราขอซื้อต่อจากอาจารย์ก็แล้วกัน เราไม่อาจปล่อยให้อาจารย์ของนายหญิงน้อยหมดเนื้อหมดตัวได้…”
คาดไม่ถึงกับการเปลี่ยนแปลงในตัวจางเซวียน เหยาฮั่นก้าวออกมาและมอบเงินจำนวนสองหมื่นให้
“ไม่จำเป็นเลย ก็แค่ยาสมุนไพร เรื่องเล็กน่ะ” จางเซวียนส่ายหน้า
ความรับผิดชอบของอาจารย์ตกอยู่กับตัวเขาแล้ว เขาจะรับเงินจากลูกศิษย์ได้อย่างไร?
อีกอย่าง มันก็แค่หญ้าต้นเดียว เจ้าของร้านยังตั้งราคาแค่หนึ่งร้อยเหรียญเอง ไม่ได้แพงสักหน่อย อนาคตของเขาและเด็กๆมีค่ามากกว่านี้เป็นล้านเท่า จะมาอาวรณ์อะไรกับเงินแค่นี้
เขาก็ได้เจ้าหญ้านี้มาจากการวางท่านิดๆหน่อยๆ ไม่ได้จ่ายเงินซักแดง แล้วจะเสียดายทำไม
“มัน…” เมื่อเห็นการตัดสินใจอันแน่วแน่ของจางเซวียน เหยาฮั่นก็ทำได้เพียงเก็บเงินกลับ รู้สึกประทับใจยิ่งนัก “ท่านอาจารย์ ผมประทับใจเหลือเกินกับความมีน้ำใจของท่าน ท่านให้สมุนไพรที่มีมูลค่านับ ล้านเหรียญแก่ลูกศิษย์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย น่าหัวเราะเยาะตัวผมเองเหลือเกินที่เคยคิดว่าอาจารย์พยายามจะหลอกลวงนายหญิงน้อยของเรา…”
“อะไรนะ มูลค่านับล้านเหรียญรึ?” จางเซวียนปากสั่น
หญ้าพญาตะวันหิมะนี่ราคาจริงอยู่ล้านเหรียญเหรอ?
เอาจริงสิ โหย… ถ้ารู้อย่างนี้รับเงินดีกว่า!
เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ลูกศิษย์จะมอบของขวัญให้อาจารย์ของตัวเองเพื่อแสดงถึงความศรัทธาและกตัญญู แล้วทำไมเมื่อถึงตาเขา เขากลับไม่รับล่ะ ให้ตาย
“ก็ใช่น่ะสิครับ!” เหยาฮั่นหน้าเหวอ “หรืออาจารย์จางไม่รู้ราคาของมัน?”
“ผม…” แม้จะแทบกระอัก แต่จางเซวียนก็รู้ตัวว่าไม่อาจคืนคำ เขาเก๊กหน้าเคร่งขรึมอีกครั้ง พร้อมกับแผ่รังสีแห่งความเย่อหยิ่งและเดียดฉันท์ต่อทรัพย์สมบัตินอกกายทุกชนิด “ใช่ ผมไม่รู้ สำหรับผม เงินไม่มีความหมายอะไรเลย จ้าวหย่าเป็นลูกศิษย์ของผม และไอ้สมุนไพรราคาล้านเหรียญนี่ก็เรื่องขี้ปะติ๋ว ถ้ามันมีประโยชน์กับจ้าวหย่าล่ะก็ จะไปสนอะไรกับเงินแค่นั้น!”
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้วโว้ย จะมากลับคำตอนนี้ไม่ได้แล้ว เขาทำได้แค่เดินหน้าสร้างความประทับใจให้แก่ผู้รับเท่านั้น… ฮือๆ
“นับเป็นโชคของนายหญิงน้อย ที่ได้พบพานอาจารย์ที่แสนวิเศษเช่นท่าน!”
ได้เห็นแบบนี้ เหยาฮั่นยิ่งเกรงขามในตัวจางเซวียนขึ้นไปอีก
ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดนายหญิงน้อยจึงยกย่องนัก แค่คุณธรรมของอาจารย์จางก็เพียงพอจะทำให้ทุกคนให้ความเคารพยำเกรงแล้ว
เหวินเซวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆแสนจะอับอายขายหน้ากับสิ่งที่ได้เห็น ถ้ามีหลุมหรือโพรงอยู่แถวนี้ เธอคงมุดลงไปแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งช่างเป็นครูที่มีความประพฤติดีและเปี่ยมคุณธรรม เธอหลงผิดคิดว่าเขาตามจีบเธอ แถมยังแสดงกิริยารังเกียจเหยียดหยามใส่เขา…ช่างน่าสมเพชเสียนี่กระไร!
โชคดีที่เขาเป็นคนใจกว้างและไม่ถือสาความหยาบคายของเธอ ไม่อย่างนั้น แค่การที่เขาได้เป็นศิษย์นักปรุงยาก็เกินพอที่จะทำให้เธอถูกไล่ออกแล้ว!
“กลับกันเถอะ ผมต้องเตรียมตัวสำหรับการเข้าประลองวิวาทะกับเหล่านักปรุงยาในวันพรุ่งนี้”
คำพูดประโยคเดียวทำให้เขาชวดเงินล้านเหรียญ ยิ่งไปกว่านั้น เงินนั่นก็ไม่ได้มากมายอะไรเพราะเมืองไป๋หยูเป็นคนจ่าย ไม่ใช่จ้าวหย่าสักหน่อย
ฮือๆ… โฮๆ… จางเซวียนต้องอดกลั้นความอยากร้องไห้เอาไว้ในอก แล้วแสร้งเดินเชิดหน้าอย่างมุ่งมั่นออกไปด้านนอก
เขากลับถึงโรงเรียนหลังจากกินข้าวเย็น ตอนนั้นก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว
“ในเมื่อเรายังไม่เหนื่อย ก็น่าจะลองดูซะหน่อยว่าจะผ่านนักรบขั้น 6-พี่เชวี่ยไปได้หรือไม่” ตอนที่อยู่ในโลกใบเดิม เขาเป็นพวกนกฮูกราตรี พอมาโลกใบนี้มีวิชาแก่กล้าขึ้นอย่าง ร่างกายก็ต้องยิ่งทรหดอดทนกว่าแต่ก่อน มิน่าเล่า… ดึกดื่นขนาดนี้เขาก็ยังไม่ล้าเลยสักนิด
วันนี้เขาได้สำแดงพลังของนักรบขั้น 6-พี่เชวี่ย ออกไปแล้วในเจดีย์แห่งความประสงค์ ซึ่งทางโรงเรียนก็น่าจะหารือกันเพื่อเลื่อนชั้นให้เขาเป็นผู้อาวุโสเร็วๆนี้
หลังจากที่ได้เป็นผู้อาวุโส เขาก็จะมีสิทธิเข้าไปในหอสมุดของเหล่าผู้อาวุโส ซึ่งหมายความว่าจะได้ค้นพบความลับของพลังขั้น 6 เพื่อมาเติมเต็มเคล็ดวิชาเทียบฟ้าของเขาให้สมบูรณ์แบบ
แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น หาความรู้ไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย
เขายังได้คัดลอกเคล็ดลับสองสามประการจากปรมาจารย์ลู่เฉินเอาไว้แล้ว ถึงแม้จะใช้จริงได้แค่บางส่วน และไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างเคล็ดวิชาที่เสร็จสมบูรณ์แบบได้ แต่แค่นั้นก็คุ้มค่ากับการเรียนรู้แล้ว
ด้วยใจระทึก ตำรากว่าโหลหนึ่งที่เขาได้เห็นในที่พักของปรมาจารย์ลู่เฉินยังคงแจ่มชัดในห้วงสำนึก
“อันที่จริง วิชาของนักรบขั้น 6-พี่เชวี่ย ก็ไม่ได้ยากอะไรนักหนา ยากอย่างเดียวคือการจัดลำดับการเข้าถึงจุดชีพจร!”
หลังจากพิจารณาเคล็ดลับทั้งหมดแล้ว จางเซวียนก็เข้าใจ
ว่ากันว่าร่างกายมนุษย์มีจุดชีพจร 108 จุด แต่มีเพียง 72 จุดเท่านั้นที่เปิดได้ นอกจากนั้นยังต้องมีการจัดเรียงลำดับในการเปิดจุดชีพจร เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้น การจัดเรียงลำดับเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดในแต่ละคนจึงแตกต่างกันไปด้วย หากไม่สามารถหาลำดับที่ถูกต้อง ก็เป็นไปได้ว่าจะสามารถเปิดจุดชีพจรได้เพียงสามสิบถึงสี่สิบจุด แล้วก็จะแป้กอยู่แค่นั้นไปตลอดชีวิต
นี่เหมือนกับการกำจัดสิ่งสกปรกและโคลนเลนออกจากแม่น้ำ ต้องเริ่มทำความสะอาดจากต้นน้ำเท่านั้นจึงจะชะล้างสิ่งสกปรกเหล่านั้นออกไปได้หมด ถ้าเริ่มทำความสะอาดแม่น้ำจากจุดศูนย์กลางล่ะก็ ไม่เพียงแม่น้ำจะไม่สะอาดเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดการอุดตันอีกด้วย
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการระบุจุดชีพจรจุดแรกที่จะถูกเปิดจึงสำคัญยิ่งนัก ถ้าเปิดผิดจุดก็อาจเรียกได้ว่าหายนะ
“ตำราเล่มนี้ [เคล็ดวิชาไฟสีทอง] บอกไว้ว่าจุดชีพจรจุดแรกที่จะถูกเปิดควรเป็นจุดเซิงลี่และต้องใช้ความแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถเปิดจุดชีพจรสำคัญจุดอื่นๆได้ ส่วนอีกด้านหนึ่ง ตำรา [ศิลปะการปรับใช้แสงอาทิตย์] กล่าวว่าควรเริ่มที่จุดจงซู เพราะเป็นจุดที่อยู่ใจกลางร่างกายมนุษย์…”
ตำราแต่ละเล่มบอกจุดชีพจรจุดแรกที่ควรเปิดแตกต่างกันไป และเหตุผลสนับสนุนก็ล้วนฟังขึ้น ซึ่งสำหรับคนอื่น อ่านหมดนี่ก็อาจลงเอยด้วยความสับสน แต่สำหรับจางเซวียนผู้ครอบครองหอสมุดเทียบฟ้า มองปราดเดียวเขาก็รู้ว่า…ที่เห็นนั่น ผิดทั้งเพ!
“การหาจุดชีพจรที่ถูกต้องไม่ได้ ก็เท่ากับหาต้นน้ำไม่เจอ ถ้าผิดตั้งแต่ต้น ทู่ซี้ไปก็เหนื่อยเปล่า ช่างหัวมันเถอะ”
หลังจากอ่านอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็พบว่าเคล็ดวิชาทั้งหมดนั้นไม่อาจให้คำตอบที่ถูกต้องเกี่ยวกับจุดชีพจรจุดแรกที่ควรเปิด เขาเกือบจะเลิกล้มความตั้งใจอยู่รอมร่อ แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
“ถ้าสิ่งที่บันทึกไว้ในตำราพวกนี้ผิดทั้งหมดล่ะ มันบอกว่าจุดชีพจรของมนุษย์มี 108 จุด ถ้าเราทดสอบด้วยตัวเองทีละจุด จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะจัดลำดับจุดชีพจรที่ควรเปิดได้ด้วยตัวเอง?”
วิธีเข้าถึงจุดชีพจรนั้นไม่ยุ่งยาก แค่ใช้พลังปราณเท่านั้น แต่ปัญหาใหญ่คือจะเรียงลำดับอย่างไร ก็ในเมื่อทั้งหมดนี่มันผิด จากจุดชีพจรทั้ง 108 จุดในร่างกายของเขานี่ มันต้องมีที่ถูกซักจุดล่ะน่า!
คนอื่นอาจไม่สามารถทดสอบด้วยตัวเองทีละจุดๆได้ แต่นั่นไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา ในเมื่อเขามีหอสมุดเทียบฟ้าไว้ในครอบครอง หลังจากขจัดข้อผิดพลาดทั้งหมดออกไปแล้ว ที่เหลืออยู่ก็จะถูกต้องอย่างแน่นอน
“ลองซักตั้งน่ะ!”
มาถึงตอนนี้ จางเซวียนไม่ลังเลแล้ว เขาหยิบกระดาษและพู่กันมาบันทึกจุดชีพจรบนร่างกายมนุษย์ทั้ง 108 จุด และตัดจุดที่ ‘ไม่ใช่’ ตามที่บรรดาเคล็ดลับในตำราบอกไว้ออกไป จากนั้นก็ตามด้วยจุดที่ตำราพวกนั้นบอกว่า ‘ใช่’ ซึ่งเขาเห็นด้วย
เมื่อจบกระบวนการนี้ ก็เหลือจุดชีพจรเพียงยี่สิบจุดจากหนึ่งร้อยแปดจุด
ไม่มีอะไรยากแล้ว จางเซวียนคัดลอกจุดชีพจรทั้งยี่สิบจุดนั้น แล้วลองจัดลำดับให้แต่ละจุดขึ้นมาเป็นจุดแรก เรียงสลับกันไป
“วิ้ง!”
เคล็ดวิชารูปแบบใหม่ปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า แสดงข้อผิดพลาดและข้อบกพร่องเอาไว้ทั้งหมด
เมื่อจางเซวียนพยายามเป็นครั้งที่สิบสาม เขาใจเต้นตึกตัก แล้วเคล็ดวิชานั้นก็ปรากฎขึ้น โดยสะท้อนให้เห็นจุดชีพจรจุดแรกที่ควรเปิด ซึ่งปราศจากข้อบกพร่องใดๆ
“ฮ่าฮ่า สำเร็จแล้ว! มันคือจุดชิงเฉียวนี่เอง หอสมุดเทียบฟ้าบอกว่าไม่มีข้อผิดพลาดเลย หมายความว่านี่คือจุดชีพจรจุดแรกที่เราต้องเปิดให้ได้ เพื่อให้ผ่านไปขั้น 6– พี่เชวี่ย”
“จุดชิงเฉียวเป็นจุดชีพจรที่ซ่อนอยู่ในร่างกายมนุษย์ ถ้าปราศจากพลังปราณบริสุทธิ์ล่ะก็ เป็นไปไม่ได้เลยที่นักรบขั้น 5 ระดับสูงจะเปิดจุดนี้ได้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตำราพวกนี้ถึงไม่เขียนไว้เลยซักเล่ม…”
หลังจากรู้จุดชีพจรจุดแรกที่ถูกต้องแล้ว จางเซวียนก็ตื่นเต้นสุดๆ
จุดชิงเฉียวนั้นอยู่ลึกเข้าไปในหัวใจ เป็นหนึ่งในจุดชีพจร 36 จุดที่ถูกล็อคไว้ ถ้าไม่มีพลังปราณบริสุทธิ์มากพอ อย่าว่าแต่จะเปิดไม่ได้ คนผู้นั้นยังอาจจะถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนเป็นบ้าเป็นหลังไปในขณะที่พยายามเปิดอีกด้วย
ถ้าไม่ใช่การยืนยันของหอสมุดเทียบฟ้าล่ะก็ จางเซวียนจะไม่เชื่อเลยว่านี่คือจุดชีพจรจุดแรกที่ควรเปิด ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจัดลำดับที่ถูกต้องไม่ได้เมื่อใช้บรรดาเคล็ดวิชาที่คัดลอกมา เพราะจุดที่ถูกต้องนั้นเป็นจุดที่ถูกล็อคไว้นั่นเอง
เมื่อดูแล้ว แม้จะได้ชื่อว่าเป็น ‘จุดชีพจรที่ถูกล็อค’ แต่ด้วยการจัดเรียงลำดับที่ถูกต้อง เขาจะต้องเปิดมันให้ได้!



