ตอนที่ 105 กังวล
“ฟิ้ว! ฟึ่บ!”
เสียงฝึกวิชาของจางเซวียนดังตลอดคืน ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ราตรีนี้ช่างสั้นนัก!” จางเซวียนลืมตาและพบว่าพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว
แม้จะไม่ได้นอนทั้งคืน แต่เขาก็ไม่อ่อนเพลีย กลับรู้สึกเหมือนมีชีวิตใหม่เสียด้วยซ้ำ
ด้วยระดับความบริสุทธิ์ของพลังปราณและความเป็นหนึ่งที่ไม่เหมือนใครของเคล็ดวิชาเทียบฟ้า การฝ่าฟันไปแต่ละขั้นจึงเป็นเรื่องแสนง่าย เสียเวลานิดหน่อยตรงการระบุจุดชีพจรให้ถูกต้องเท่านั้น เพียงคืนเดียว เขาเปิดจุดชีพจรไปแล้วยี่สิบจุด!
ตามมาตรฐานทั่วไป นักรบจะเปิดจุดชีพจรในร่างกายของตัวเองได้แค่ 72 จุด โดยทุกๆ 18 จุดที่ถูกเปิดออกจะถูกนับเป็นหนึ่งขั้น
กล่าวได้ว่า ผู้ที่สามารถเปิด 1-18 จุดแรก จะอยู่ในพี่เซวี่ยขั้นต้น จุดที่ 19-36 เป็นพี่เซวี่ยขั้นกลาง จุดที่ 37-54 เป็นพี่เซวี่ยขั้นสูง และจุดที่ 55-72 เป็นพี่เซวี่ยขั้นสูงสุด!
อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่มีพลังปราณที่ค่าความบริสุทธิ์ต่ำ และจัดลำดับจุดชีพจรที่จะเปิดก่อนหลังไม่ถูกต้อง การฝึกวิชาจึงมักจะแป้กหลังจากที่เปิดจุดชีพจรไปได้ 30-40 จุด วิธีเดียวที่จะทำให้คนเหล่านั้นแข็งแกร่งขึ้นคือพยายามเข้าให้ถึงการเป็นนักรบขั้น 7 – ทงฉวน
แต่เรื่องจริงคือ การจัดลำดับอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นแค่ในทางทฤษฎี ตามมาตรฐานของอาณาจักรเทียนเซวียน นักรบขั้นพี่เซวี่ยขั้นต้นคือการเปิดจุดที่ 1-10 ขั้นกลางคือจุดที่ 11-20 ขั้นสูง 21-30 และจุดที่ 31 ขึ้นไปเป็นขั้นสูงสุด!
ดังนั้นใครก็ตามที่เปิดจุดชีพจรได้ 31 จุดขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นแค่ 31 หรือ 72 จุดก็ตาม จะได้รับการขนานนามว่าเป็นนักรบพี่เซวี่ยขั้นสูงสุดในอาณาจักรเทียนเซวียน!
ตอนที่จางเซวียนเป็นนักรบติ่งลี่ขั้นสูงสุด เขาก็มีพละกำลังถึง 8 ติ่งแล้ว และหลังจากฟื้นฟูวิชาสามขั้นแรก พละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอีก 12 ติ่ง ทำให้จางเซวียนมีพละกำลังถึง 20 ติ่งก่อนที่เขาจะเข้าถึงพี่เซวี่ย ตอนนี้เขาเปิดจุดชีพจรไปได้ยี่สิบจุด เพียงแค่พลังปราณอย่างเดียว ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มเป็น 40 ติ่ง เทียบเท่ากับนักรบพี่เซวี่ยขั้นสูงสุดเลยทีเดียว!
คนอื่นๆอาจต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือนในการเปิดจุดชีพจรเพียงหนึ่งจุด ขณะที่เขาเปิดไปแล้วยี่สิบจุดในเวลาเพียงคืนเดียว แถมเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเวลาที่ใช้นั้นยังหมดไปกับการจัดหาลำดับที่ถูกต้องอีกต่างหาก คงไม่มีใครเชื่อแน่ว่าคนคนหนึ่งจะพัฒนาได้เร็วเช่นนี้
แต่ถ้าเคล็ดวิชาเทียบฟ้าอันไร้ที่ติไม่สำแดงพลังขนาดนี้ ก็คงไม่อาจเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ‘สมบูรณ์แบบ’ ได้
หลังจากหาอะไรกินแล้ว จางเซวียนก็มุ่งหน้าไปยังห้องเรียน
“เธอกำลังจะบอกว่า…เพื่อจะหาวิธีปลุกสภาวะพิเศษของเธอ อาจารย์จางถึงกับยอมเข้าประลองวิวาทะกับเหล่านักปรุงยา เพื่อให้ได้เป็นนักปรุงยานี่นะ?”
ในห้องเรียน จ้าวหย่ากำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้หวังหยิ่งและคนอื่นๆฟัง
“อาจารย์จางคิดค้นวิธีฝึกวิชาให้พวกเรา แถมตอนนี้ยังยอมเสี่ยงเพื่อผลประโยชน์ของพวกเราอีก…”
“ไม่ว่าจะอย่างไร ในวันประลองนักเรียนใหม่ พวกเราต้องรั้งอันดับดีๆให้ได้ ไม่งั้นอาจารย์จางจะต้องผิดหวัง และความตั้งใจของอาจารย์ก็จะสูญเปล่า!”
นัยน์ตาของเจิ้งหยางและคนอื่นๆเบิกโพลงขึ้นอย่างมุ่งมั่น แม้แต่หยวนเทาผู้เอื่อยเฉื่อยก็ยังออกอาการตื่นเต้น
นักรบต่อสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องคนรัก อาจารย์จางก็ทำอะไรมากมายเพื่อปกป้องพวกเขา ถ้าถึงขนาดนี้แล้วยังไม่สำนึกบุญคุณอีก ก็เรียกว่าเนรคุณสุดๆ!
“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องเริ่มฝึกวิชาตั้งแต่ตอนนี้”
“ฉันด้วย!”
ในวินาทีนั้น ทุกคนต่างกระตือรือร้นและมีเป้าหมายเดียวกันในใจ คือนำชื่อเสียงมาให้อาจารย์จาง ด้วยการทำให้ใครๆตาค้างกับความแข็งแกร่งของพวกเขาในวันประลองนักเรียนใหม่!
“เด็กพวกนี้เป็นอะไรกันไปหมด”
เมื่อเข้ามาในห้องเรียน จางเซวียนเห็นว่าไม่เพียงแต่ทุกคนจะอยู่ครบ แต่ยังพากันฝึกวิชาอย่างแข็งขันจริงจัง นี่มันออกจะพิลึกหน่อยๆ
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอ?”
“อาจารย์!”
เมื่อจางเซวียนกำลังจะเริ่มสอน หวังเทา หวังเหยียน และเจ้าเยี่ยนเฟิงก็เดินเข้ามา
เขาเคยตกปากอนุญาตให้หวังเทาและหวังเหยียนเข้าฟังการสอนได้ ว่าแต่ทำไมเจ้าเยี่ยนเฟิงถึงมาอยู่ที่นี่?
“ผมตัดสินใจแล้วว่าจะถอนตัวจากการเป็นศิษย์ของอาจารย์ลู่ ถ้าการตัดสินใจของผมทำให้อาจารย์ยุ่งยาก ได้โปรดลงโทษผมด้วย!” เจ้าเยี่ยนเฟิงละล่ำละลักออกมาทันทีที่จางเซวียนเข้ามาในห้อง
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนก็หายสงสัยว่าทำไมวันนั้นลู่ฉวินถึงหาเรื่องเขา
เพราะเหตุนี้นี่เอง
แม้จะเป็นอาจารย์ดาวเด่นในโรงเรียน แต่กลับมีลูกศิษย์ถึงสองคนที่ถอนตัวเพื่อมาหาอาจารย์ที่ห่วยที่สุด เป็นใครก็คงรับไม่ได้ ต่อไปเขาจะสอนลูกศิษย์คนอื่นๆได้อย่างไร ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป จะทำให้นักเรียนเชื่อถือและไว้ใจได้อย่างไร?
“เอาเถอะ อยู่ฟังผมสอนได้” เรื่องมันก็เกิดไปแล้ว ถ้าเขาส่งเจ้าเยี่ยนเฟิงกลับ ใครๆก็จะพากันคิดว่าเขาเกรงกลัวลู่ฉวิน สู้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสียเลยดีกว่า อีกอย่าง เขาไม่จำเป็นต้องผูกมัดหรือให้คำแนะนำใดๆ เด็กพวกนั้นสามารถกลับไปได้อย่างอิสระ และก็ไม่ได้ทำให้เขาเสียเวลาสักนิด
“เอาล่ะ พวกคุณทุกคนคงได้ฝึกตามวิธีที่ผมสอนไปเมื่อวานแล้วใช่ไหม”
จางเซวียนละสายตาจากสามคนนั่น แล้วหันมาสนใจจ้าวหย่า หวังหยิ่ง และคนอื่นๆ
“พวกเราฝึกแล้ว!” นัยน์ตาลูกศิษย์ของเขาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
เทคนิคที่อาจารย์จางคิดค้นให้พวกเขานั้นช่างเหลือเชื่อ! ฝึกเพียงคืนเดียวก็รู้สึกได้ถึงพลังในร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น แค่หนึ่งวันหนึ่งคืนก็ได้ผลเป็นสิบเท่าของที่พวกเขาเคยฝึกมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด พวกเขาประทับใจในตัวอาจารย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้ายิ่งนัก
“อ้อ งั้นขอดูหมัดพื้นฐานหน่อย หวังหยิ่ง เริ่มจากคุณ” จางเซวียนเบนสายตาไปหาเธอ
“ค่ะ!” หวังหยิ่งก้าวออกมาข้างหน้าและออกหมัดพื้นฐานอย่างว่องไว
“ไม่เลวนี่” จากนั้นจางเซวียนก็ให้คำแนะนำและชี้ให้หวังหยิ่งเห็นจุดที่บกพร่องสองสามจุด เขาทำแบบเดียวกันกับจ้าวหย่า หลิวหยาง และคนที่เหลือ
ความรวดเร็วในการฝึกวิชาของลูกศิษย์ทั้งห้าคนของเขานั้นจัดได้ว่าเร็วทีเดียว อันที่จริงเรียกได้ว่าเร็วจนน่าตกตะลึงหากเปรียบเทียบกับนักเรียนคนอื่นๆ ซึ่งหากพวกเขาฝึกเช่นนี้ต่อไป จะต้องเหนือชั้นกว่าลูกศิษย์ของลู่ฉวินแบบเห็นได้ชัด
ลู่ฉวินเป็นอาจารย์ดาวเด่นของโรงเรียน ปกติแล้วลูกศิษย์ของเขาจะอยู่ในระดับท็อปของโรงเรียนเสมอ การสอบเข้าโรงเรียนหงเทียนนั้นจะดูทั้งวรยุทธและศักยภาพของนักเรียน ทั้งจ้าวหย่า หวังหยิ่ง และคนอื่นๆต่างก็อยู่ในอันดับ 100 คนแรกเมื่อวัดจากศักยภาพ แต่หากพิจารณาด้านความกล้าหาญในการต่อสู้ ถือว่าจ้าวหย่าโดดเด่นที่สุดในห้าคน อีกสี่คนที่เหลือนั้นคงจะจัดอยู่ในอันดับ 500 คนแรก
นี่เป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะสำหรับหยวนเทา ลำดับที่ได้เมื่อตอนสอบเข้าสะท้อนให้เห็นความแข็งแกร่งของเขา
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาลูกศิษย์จำนวนหลายร้อยคนของลู่ฉวินมาสู้กับลูกศิษย์ห้าคนของเขา นั่นไม่แฟร์ ถ้าจะสู้กัน ก็ต้องเลือกลูกศิษย์ของลู่ฉวินออกมาห้าคน
การเลือกเด็กที่อยู่ในอันดับท็อปไฟว์ออกมาจากเด็กเก่งๆหลายร้อยคนนั้น ก็แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นงานช้างสำหรับจ้าวหย่าและคนอื่นๆที่จะเอาชนะเด็กเหล่านั้น
แต่จะว่าไป เด็กที่สอบเข้าได้อันดับที่หนึ่งถึงสามก็มาเป็นลูกศิษย์ของเขา แถมทุกคนยังเป็นนักรบขั้น 2 แล้ว!
แต่ทั้งห้าคนก็ไม่อาจรับมือกับจูหง ซึ่งเป็นนักรบขั้น 4 ได้แน่ ต่อให้ห้ารุมหนึ่งก็เถอะ แล้วจะทำอย่างไร?
ถึงแม้ศักยภาพ ไหวพริบ และบุคลิกภาพจะช่วยเพิ่มอันดับให้กับผู้เข้าแข่งขันการประลองนักเรียนใหม่ แต่สิ่งที่มีน้ำหนักมากที่สุดก็ยังคงเป็นพละกำลังและความแข็งแกร่ง
หากปราศจากความแข็งแกร่ง ก็ป่วยการจะพูดถึงอย่างอื่น
ผู้แพ้ในสนามประลองจะไม่เป็นที่ยอมรับ
“ขาของหวังหยิ่งเพิ่งเริ่มฟื้นตัว และร่างกายของเธอก็ยังปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ไม่ดีนัก ทำให้ยังใช้พลังได้ไม่เต็มที่ ถ้าได้พักซักสองเดือน อาการจะต้องกระเตื้องแน่ แต่ครึ่งเดือน…มันหินเกินไป!”
“เจิ้งหยางเพิ่งหายจากอาการบอบช้ำทางใจ ความเชี่ยวชาญในเพลงหอกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นั่นแหละ มันก็มีโอกาสที่อาวุธจะถูกแบนในการประลองครั้งนี้ แล้วจะโยนให้เป็นการประลองเพลงหอกแทน
ความได้เปรียบของเขาอาจตกกระป๋อง เราต้องหาทางฟื้นฟูทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเจิ้งหยางให้ได้ ในเวลาเพียงเท่านี้นี่แหละ!”
“นี่ก็เหมือนกัน กว่าแขนขวาของหลิวหยางจะฟื้นตัวก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน แล้วหลังจากนั้นล่ะ เฮ่อ ช่างไม่มีเวลาเอาซะเลย!”
จางเซวียนอ่านสภาวะของลูกศิษย์แต่ละคนผ่านหอสมุดเทียบฟ้า มีความกังวลใจฉายอยู่บนใบหน้า



