ตอนที่ 1203 วิกฤติที่สภาปรมาจารย์
ที่สภาปรมาจารย์ของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน มีเสื่อฟางปูเรียงกัน, 8 ศพนอนบนนั้นอย่างเป็นระเบียบ แต่ละศพล้วนสวมเสื้อคลุมปรมาจารย์ ดาว 7 ดวงบนอกเสื้อของพวกเขาบ่งบอกตัวตนของแต่ละคน
จางเซวียนคุ้นเคยเป็นพิเศษกับผู้อาวุโสที่อยู่ตรงกลาง เป็นเพราะความอยุติธรรมที่ผู้อาวุโสทำกับเขาที่ทำให้เขาต้องท้าชนสภาปรมาจารย์ แถมยังถึงกับแลกหมัดกันด้วย จางเซวียนคิดว่าผู้อาวุโสคงจะถูกสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ตัดสินด้วยบทลงโทษที่รุนแรง แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะมาตายไปเสียก่อน?
จางเซวียนหันไปถามปรมาจารย์อู๋ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เกิดอะไรขึ้น?”
“มันเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่คุณมอบรายชื่อให้ผม ผมรีบสอบสวนเหล่าปรมาจารย์ที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อนั้น แต่ขณะที่ผมกำลังสอบสวนผู้ต้องสงสัยคนที่ 8 ลูกน้องของผมก็มารายงานว่าปรมาจารย์ทั้ง 8 คนของสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนได้เสียชีวิตแล้ว!” ปรมาจารย์อู๋ตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เขาสอบสวนผู้ต้องสงสัยอย่างลับๆเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามไหวตัวทัน แต่ดูเหมือนศัตรูจะล่วงรู้อะไรบางอย่างและตัดสินใจสังหารปรมาจารย์ทั้ง 7 คนที่เหลือเพื่อไม่ให้พวกเขาสืบสาวราวเรื่องได้มากกว่านั้น
ซึ่งเหยื่อทั้งหมดก็รวมถึงประธานโกวซึ่งเป็นประธานสภาปรมาจารย์ด้วย
จางเซวียนหน้าดำคร่ำเครียดเมื่อได้ยินเรื่องนั้น
มันถือเป็นการข่มขู่กันอย่างน่าละอาย
“อีกอย่าง ทุกคนเสียชีวิตในลักษณะเดียวกันกับเฉินเจ้อ ตอนที่เราไปพบ จิตวิญญาณของพวกเขาเสื่อมสลายไปแล้ว เหลือไว้แต่ร่างที่ว่างเปล่า”
จางเซวียนเงียบไป
เขาเองก็รู้ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง แม้ร่างกายเหล่านั้นจะยังคงดูปกติดี แต่ปรมาจารย์ทั้ง 8 ก็ไม่มีร่องรอยของความมีชีวิตอยู่ในตัวแล้ว มีแต่ศาสตร์การดึงจิตวิญญาณเท่านั้นที่สามารถทำให้เกิดการตายแบบนี้ได้
ต้องเป็นไอ้โหดแน่! จางเซวียนกำหมัดแน่น
มีแต่ไอ้โหดเท่านั้นที่จะมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะดึงจิตวิญญาณของประธานโกว
จากที่เขารู้ ไอ้โหดควรจะอยู่ในบึงแห่งทุ่งหญ้าทิศเหนือ แต่จากความทรงจำของฮ่องเต้ฉิงเทียน ดูเหมือนไอ้โหดจะถูกควบคุมด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้มันไม่อาจออกจากพื้นที่ได้ เมื่อดูจากระยะห่างระหว่างเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนกับบึงแห่งทุ่งหญ้าทิศเหนือ ก็แทบไม่น่าเชื่อว่ามันจะก่ออาชญากรรมแบบนี้ได้จริงๆ
จางเซวียนถามต่อ “ศพของพวกเขาถูกพบอยู่ที่ไหน?”
“อยู่ในบ้านพักของพวกเขาเอง สมาชิกในครอบครัวพากันคิดว่าแต่ละคนกำลังพักผ่อน จึงไม่ได้เข้าไปรบกวน แต่เมื่อพยายามจะเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงเข้าไปดูและพบว่าพวกเขาหยุดหายใจไปแล้ว” ปรมาจารย์อู๋ตอบก่อนจะมองหน้าจางเซวียน “เรื่องนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกับฮ่องเต้ฉิงเทียนหรือเปล่า? ฮ่องเต้ฉิงเทียนตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
ในฐานะผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ฮ่องเต้ฉิงเทียนมีทักษะด้านศิลปะเกี่ยวกับจิตวิญญาณ และได้สังหารเฉินเจ้อกับคนอื่นๆโดยใช้ศาสตร์ลับของเขา จางเซวียนเองก็รู้เรื่องนี้ และได้เปิดเผยสาเหตุของการตายอย่างลึกลับที่เกิดขึ้นในสภาปรมาจารย์เมื่อก่อนหน้านี้มาแล้ว
แต่ในเมื่อเป็นที่แน่ใจกันว่าฮ่องเต้แห่งฉิงเทียนเสียชีวิตแล้ว ใครที่จะมีความสามารถเพียงพอที่จะทำแบบเดียวกันได้?
ความตายของปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวถึง 8 คนถือเป็นเรื่องกะทันหันและลึกลับชนิดที่ทำให้ทุกคนในสภาปรมาจารย์ตกตะลึง เล่นเอาเกิดความปั่นป่วน เป็นธรรมดาสำหรับมนุษย์ที่จะหวาดกลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่อาจทำความเข้าใจได้ และสำหรับเหล่าปรมาจารย์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ประธานโกวถูกมองว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน แต่แม้ตัวเขายังถูกสังหารอย่างเงียบเชียบโดยปราศจากการต่อสู้ ดูไม่น่าจะมีใครที่จะกลายเป็นฆาตกรได้ เรื่องนี้ทำให้เหล่าปรมาจารย์พากันขนลุกขนชัน
“ฮ่องเต้ฉิงเทียนตายแล้ว แต่บุคคลที่อยู่เบื้องหลังเขายังคงมีชีวิตอยู่” จางเซวียนตอบด้วยสายตามีเลศนัย
“บุคคลที่อยู่เบื้องหลังเขา?” ปรมาจารย์อู๋ข้องใจคำพูดนั้น
เรื่องที่เกี่ยวกับไอ้โหดเป็นเรื่องใหญ่เกินไป จางเซวียนจึงตัดสินใจที่จะไม่บอกใคร ดังนั้นแม้แต่ปรมาจารย์อู๋ก็ไม่รู้เรื่องนี้
“ใช่ แม้ฮ่องเต้ฉิงเทียนจะเป็นฮ่องเต้ของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น แต่ก็น่าคิดว่าเขาร่ำเรียนมรดกตกทอดของเหล่าผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่หายสาบสูญไปหลายปีแล้วได้อย่างไร ดังนั้นผมจึงเชื่อว่าจะต้องมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ซึ่งถ่ายทอดมรดกของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณให้กับฮ่องเต้ฉิงเทียน ถ้าข้อสรุปของผมถูกต้อง เขาน่าจะเป็นตัวการ” จางเซวียนตอบ
“ผู้บงการซึ่งถ่ายทอดมรดกตกทอดของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณให้กับฮ่องเต้ฉิงเทียน?” ปรมาจารย์อู๋หรี่ตาด้วยความหวาดระแวง “คุณคิดว่าผู้บงการทรงพลังแค่ไหน? หากเขามีพละกำลังเหนือกว่าจักรวรรดิอันทรงเกียรติของเรา เราจะต้องรายงานเรื่องนี้ไปยังสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่และให้พวกเขาส่งคนมาช่วยเหลือ”
สภาปรมาจารย์มีระบบของตัวเอง หากจะพูดกันตามตรง แม้สภาปรมาจารย์สาขาจะสามารถรายงานเรื่องใหญ่ไปยังสภาปรมาจารย์ที่อยู่เหนือกว่าพวกเขาได้ แต่พวกเขาก็ยังถูกคาดหวังให้แก้ไขปัญหาภายในพื้นที่ด้วยตัวเอง
เหตุผลแรก ก็เพราะสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่มีพื้นที่ที่ตัวเองจะต้องดูแล และพวกเขาก็ไม่มีพลังงานและเวลามากพอที่จะมาตามล้างตามเช็ดเรื่องของสภาปรมาจารย์ในสังกัด ข้อ 2 ก็คือเรื่องนี้จะเป็นการบ่มเพราะเหล่าปรมาจารย์ในสาขาที่มีปัญหาด้วย หากสำนักงานใหญ่เข้าช่วยเหลือในทุกปัญหาของสภาปรมาจารย์สาขา ไม่ช้าพวกเขาก็คงต้องทำงานกันจนตาย
แต่หากปัญหานั้นเหลือบ่ากว่าแรงของสภาปรมาจารย์สาขา นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากเจอปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ที่อาจนำมาซึ่งหายนะ ในกรณีนั้นสภาปรมาจารย์สาขาสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากสภาปรมาจารย์ที่มีลำดับขั้นสูงกว่าหรือจากสำนักงานใหญ่ได้
“แล้วต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่จะส่งผู้แทนมา?” จางเซวียนถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
ปรมาจารย์อู๋คำนวณคร่าวๆก่อนจะตอบ “ถ้าผมจำไม่ผิดนะ สภาปรมาจารย์ที่อยู่ใกล้กับเราที่สุดซึ่งมีปรมาจารย์ระดับกึ่ง 8 ดาวอย่างน้อย 1 คนคือสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิเฉียนฉงอันทรงเกียรติ ถ้าสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ส่งปรมาจารย์ระดับกึ่ง 8 ดาวมาจากที่นั่น เท่าที่ดูจากระยะทาง ก็คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 วัน แต่หากเราร้องขอปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว เราจะต้องร้องขอจากผู้แทนโดยตรงของสภาปรมาจารย์จากนานาจักรวรรดิ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ต้องใช้เวลา 20 วันเป็นอย่างน้อย”
“10 วัน? 20 วัน? เราไม่มีเวลามากขนาดนั้นหรอก” จางเซวียนกุมขมับอย่างหนักใจ “กว่าผู้แทนจะมาถึง สภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนคงถูกสังหารหมู่ราบคาบไปแล้ว!”
“เราควรทำอย่างไร?” ปรมาจารย์อู๋ถามอย่างกระวนกระวาย
เรื่องจริงก็คือพวกเขาไม่อาจรอถึง 10 วัน หรือ 20 วันได้ เพราะศัตรูสังหารพวกเขาได้อย่างเงียบเชียบ เพียงคืนเดียวก็สังหารปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวไปแล้วถึง 8 คน ถ้าศัตรูยังคงใช้วิธีสังหารแบบนี้ ไม่ช้าปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวทั้งหมดของสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิฉิงหย่วนก็จะต้องถูกฆ่า!
“ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังฮ่องเต้ฉิงเทียนนั้นทรงพลังแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าความแข็งแกร่งของเขาคงไม่สูงไปกว่านักรบขั้นการละทิ้งช่องว่าง เพราะไม่อย่างนั้น ทางสำนักงานใหญ่คงจะจับจ้องการเคลื่อนไหวของเขาแล้ว” จางเซวียนวิเคราะห์
แม้สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่จะปล่อยให้สภาปรมาจารย์สาขาดูแลตัวเอง แต่พวกเขาก็ยังคงสอดส่องโดยใช้เทคนิคพิเศษบางอย่างอยู่ตลอดเวลา หากพบอะไรหรือพบใครที่มีความโดดเด่น หรือทำอะไรผิดปกติ ถ้าถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามก็จะถูกกำจัดทันที ในอีกแง่หนึ่งคือพวกเขายังคงเฝ้าดูการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
ประสิทธิภาพการต่อสู้ที่สูงสุดในจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติคือนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่าง เมื่อพิจารณาจากการที่ดวงตาของไอ้โหดสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบึงแห่งทุ่งหญ้าทิศเหนือได้โดยที่ทางสำนักงานใหญ่ไม่รับรู้ ก็แปลว่าระดับวรยุทธของมันยังไม่ถึงขั้นนั้น
“แต่ถึงความแข็งแกร่งของมันจะไม่เหนือกว่านักรบการละทิ้งช่องว่าง ก็ยังมีความแตกต่างอยู่มากระหว่างประสิทธิภาพของนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่างกับนักรบขั้นอื่นๆ ตราบใดที่ผู้บงการเป็นนักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นต้น เราก็ไม่มีวิธีรับมือกับเขาเลย” ปรมาจารย์อู๋ขมวดคิ้ว
สำหรับนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่าง ผู้นั้นจะสามารถดึงเอาจิตวิญญาณต้นกำเนิดของตัวเองออกจากร่างกายและควบคุมพลังงานโดยรอบเพื่อใช้เสริมกำลังในการต่อสู้ ทุกการเพิ่มขึ้นของระดับวรยุทธจะต้องผ่านการทดสอบสายฟ้า และตราบใดที่นักรบเอาตัวรอดมาได้ จิตวิญญาณต้นกำเนิดของเขาก็จะได้รับการบ่มเพาะและเพิ่มความสามารถในการควบคุมสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ จึงมีความแตกต่างอย่างมากในประสิทธิภาพการต่อสู้ของนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่างกับนักรบขั้นอื่นๆ
ยกตัวอย่างแม้จะมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่างขั้นต้นกับขั้นกลาง แต่นักรบขั้นการละทิ้งช่องว่างขั้นต้นจำนวน 1 โหลก็ไม่อาจสู้กับนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่างขั้นกลางเพียงคนเดียวได้!
ด้วยเหตุนี้ แม้ผู้บงการจะยังเป็นนักรบขั้นการละทิ้งช่องว่าง แต่หากวรยุทธของเขาเข้าถึงการละทิ้งช่องว่างขั้นสูงสุดแล้ว ก็จะไม่มีใครหรืออำนาจใดในจักรวรรดิฉิงหย่วนที่จะรับมือกับเขาได้เลย
“ผมเข้าใจเรื่องนั้นดี แต่ผมก็ไม่รู้ว่าพละกำลังของผู้บงการนั้นมีมากแค่ไหน เอาล่ะ เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ยังมีเรื่องสำคัญกว่าที่เราต้องทำ” จางเซวียนหันไปทางศพที่เรียงรายกันอยู่บนพื้น และพูดว่า “คุณไม่อยากรู้หรือว่าผู้บงการสังหารปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวทั้ง 8 คนนี้ได้อย่างไร?”
“ด้วยวิธีไหนล่ะ?”
“คืนนั้น ตอนที่ผมถูกฮ่องเต้ฉิงเทียนโจมตี ผมได้เรียนศาสตร์ลับเรื่องการดึงวิญญาณของพวกเขา พวกเขาใช้สื่อกลางเพื่อสกัดกั้นสติสัมปชัญญะของนักรบและดึงจิตวิญญาณของพวกเขาออกไป สื่อกลางนั้นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ อาจจะเป็นแท่นหรือเป็นเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องหาให้พบก็คือ อะไรเป็นสื่อกลางที่ผู้บงการใช้สังหารคนทั้ง 8 คุณพบอะไรระหว่างการสอบสวนเรื่องนี้หรือเปล่า?” จางเซวียนถาม
ในระยะใกล้ ไอ้โหดสามารถดึงจิตวิญญาณออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับระยะห่างหลายหมื่นลี้ มันจะต้องใช้สื่อกลางเพื่อเป็นสื่อให้กับพลังจิตวิญญาณ
อย่างแท่นที่จางเซวียนได้พบในที่พักของเฉินเจ้อ แต่แท่นนั้นก็ถูกปรมาจารย์เก็บไปแล้ว ไอ้โหดจะนำมาใช้สังหารปรมาจารย์ทั้ง 8 ได้อย่างไร?
ปรมาจารย์อู๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เรื่องนี้ผมไม่ได้ใส่ใจมากนัก”
“ลองคิดดู มันน่าจะทำให้เราได้เงื่อนงำบางอย่าง” จางเซวียนสั่งการก่อนจะเงียบไป เขาเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้และเริ่มตรวจสอบศพทั้ง 8 อย่างถี่ถ้วน
ประธานโกวมีสีหน้าพรั่นพรึงราวกับได้พบบางอย่างที่ไม่อยากจะเชื่อสายตาก่อนเสียชีวิต
หลังจากตรวจสอบ จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหัวและถอนหายใจ
สภาพภายนอกของประธานโกวนั้นเหมือนกับเฉินเจ้อ ถึงจะเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้ เขาก็ไม่พบอะไรที่ผิดปกติ
ในตอนนั้น จางเซวียนพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบถาม “เดี๋ยวก่อน แล้วราชาจงชิงอยู่ที่ไหน? ถูกคุมขังหรือเปล่า?”
“ผมส่งคนไปควบคุมตัวเขาไว้แล้ว เขาอยู่ในคุกของสภาปรมาจารย์ เมื่อคืนฮ่องเต้ฉู่เถียนฉิงก็มาขอเข้าพบ ดูเหมือนจะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับราชาจงชิง ผมจึงปฏิเสธเขาไป” ปรมาจารย์อู๋ตอบ
“ฮ่องเต้ฉู่เถียนฉิงมาขอเข้าพบคุณ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว
ราชาจงชิงเป็นเพียงบริวารคนหนึ่งของราชวงศ์แห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน ไม่ได้เป็นลูกชายของฮ่องเต้หรืออะไรทำนองนั้น มันเรื่องอะไรที่ฮ่องเต้จะต้องวุ่นวายพยายามปกป้องเขา ถึงกับมาด้วยตัวเองทุกครั้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยอมจ่ายค่าไถ่เป็นเงินจำนวนสูงเสียด้วย?
“ใช่แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ให้ทั้งคู่พบกัน อีกอย่าง เรามีเหตุผลที่สมควรในการจับตัวราชาจงชิงมากักขังไว้ ผมจึงไม่คิดว่าฮ่องเต้ฉู่เถียนฉิงจะสามารถทำอะไรได้ในตอนนี้” ปรมาจารย์อู๋ตอบ
“ผมเข้าใจ แต่ก็ดูเหมือนมีบางอย่างไม่ธรรมดาเกี่ยวกับฮ่องเต้นะ ต้องจับตาดูเขาด้วย” จางเซวียนพูดอย่างเคร่งขรึม
ตามความทรงจำของฮ่องเต้ฉิงเทียน จางเซวียนยืนยันได้ว่าราชาจงชิงร่วมมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ในเมื่อฮ่องเต้ฉู่เถียนฉิงสนิทสนมกับอีกฝ่าย ก็ยากที่จะเชื่อว่าตัวเขาไม่มีอะไรผิดปกติ
“ผมควรจะจับตัวเขามาสอบสวนหรือเปล่า?” ปรมาจารย์อู๋ก็มีข้อสงสัยแบบเดียวกัน แต่ด้วยสถานภาพของฮ่องเต้ ก็คงยากสักหน่อยที่จะทำแบบนั้น
“เราจะหุนหันพลันแล่นในเรื่องนี้ไม่ได้ จะต้องเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตแน่ถ้าเราทำอะไรฮ่องเต้ เพราะฉะนั้นต้องเตรียมการให้ดี สิ่งที่เร่งด่วนในตอนนี้คือการหาสื่อกลางที่ผู้บงการใช้ในการสังหาร จากนั้นเราค่อยมาหาทางกำจัดตัวผู้บงการกัน”
จางเซวียนครุ่นคิดอย่างเงียบงันก่อนจะเปิดเผยการวิเคราะห์ของเขา “มีแต่เมื่อผู้บงการเสียชีวิตไปแล้วเท่านั้นที่ทุกคนจะปลอดภัย”
“จริงทีเดียว” ปรมาจารย์อู๋พยักหน้า
จางเซวียนพูดถูก ถึงอย่างไรฮ่องเต้ก็เป็นหัวใจของจักรวรรดิ หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา ก็เป็นไปได้ว่าจะนำมาซึ่งความยุ่งยากวุ่นวายมากมายต่อประชาชนในจักรวรรดิ
ความยุ่งยากที่ว่านั้นก็ยังถือเป็นเรื่องเล็ก แต่หากสภาปรมาจารย์รับมือกับเรื่องนี้ไม่ได้ก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือไป
เมื่อพิจารณาจากการที่สภาปรมาจารย์ควบคุมทั้งพื้นที่อยู่ หากพวกเขาคิดจะทำอะไรกับทางราชวงศ์ ก็จะต้องมีหลักฐานที่หนักแน่นและมัดตัวจนปฏิเสธไม่ได้ ไม่อย่างนั้น จะเกิดอะไรขึ้นหากจักรวรรดิอื่นๆรู้เรื่องเข้า
พวกเขาจะรู้สึกหรือเปล่าว่าตัวเองถูกคุกคามจากอำนาจของสภาปรมาจารย์?
ดังนั้น ไม่ว่าจะมั่นอกมั่นใจแค่ไหน หลักฐานที่มีก็ยังอ่อนเกินไป
ปรมาจารย์อู๋พยักหน้า “ผมจะให้คนของผมสืบเสาะเรื่องนี้ทันที”
“อีกเรื่องหนึ่งนะ ผมอยากให้คุณส่งกลุ่มคนไปสำรวจที่บึงแห่งทุ่งหญ้าทิศเหนือด้วย”
“สำรวจบึงแห่งทุ่งหญ้าทิศเหนือ?” ปรมาจารย์อู๋ขมวดคิ้ว
“ใช่แล้ว ผมสงสัยว่าผู้บงการซ่อนตัวอยู่ที่นั่น” จางเซวียนอธิบาย
“เอาล่ะ เข้าใจแล้ว ผมจะส่งปรมาจารย์ชั้นสูงและเหล่ายอดขุนพลที่มีความเชี่ยวชาญไปที่นั่น” ปรมาจารย์อู๋พูด
“ถ้าอย่างนั้นผมขอไปเตรียมตัวก่อน” จางเซวียนพูด “ลาก่อนนะ”
มีอยู่ 2 อย่างที่เขาจะต้องทำก่อนจะมุ่งหน้าไปยังบึงแห่งทุ่งหญ้าทิศเหนือ อย่างแรกคือต้องพยายามยกระดับความแข็งแกร่งของหม้อต้นกำเนิดทองคำให้ได้ถึงขั้นการละทิ้งช่องว่าง อย่างที่สองคือต้องเร่งไอ้โหดให้กลืนกินจิตวิญญาณของฮ่องเต้ฉิงเทียนและผ่านการทดสอบการละทิ้งช่องว่างให้ได้
มีแต่ 2 สิ่งนี้เท่านั้นที่จะทำให้เขามีไพ่ไม้ตายพอที่จะรับมือกับไอ้โหดอีกตัวหนึ่ง ไม่อย่างนั้น ถ้าพิจารณาถึงระดับวรยุทธในปัจจุบัน เขายังไม่สามารถทำอะไรหุนหันพลันแล่นได้ หากเกิดอะไรผิดพลาด อาจจะต้องเพลี่ยงพล้ำให้อีกฝ่ายด้วยซ้ำ



