ตอนที่ 1279 การเคลื่อนไหวจากรอบด้าน
ภาพที่อยู่ตรงหน้าช่างน่าพรั่นพรึง
แม้ ‘เขา’ จะใช้หอสมุดเทียบฟ้าในการเอาชนะค่ายกลล่อลวงวังวินาศ แต่ลำพังแค่กระแสพลังงานจากลำธาร ก็แรงพอที่จะทำให้ค่ายกลนั้นพังทลายแล้ว เป็นไปได้ว่าสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ลำธารนั้นมีความเก่งกาจเกินกว่าที่เขาจะรับไหว
ฟึ่บ!
ขณะที่จางเซวียนกำลังตกตะลึงอยู่ เจตจำนงเพลงดาบอันทรงพลังก็ระเบิดขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำลายค่ายกลล่อลวงวังวินาศ แล้วพุ่งสูงขึ้นไปกลางอากาศราวกับเสาหินเจิดจ้าที่เชื่อมต่อระหว่างสรวงสวรรค์กับโลกมนุษย์
ฟิ้วววว!
เมื่อลำแสงนั้นปรากฎ จางเซวียนรู้สึกว่าเจตจำนงเพลงดาบในตัวเขาถูกลดระดับลงไป ทำให้ไม่อาจใช้มันได้
จากนั้น พื้นดินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แท่นหินสีแดงก่ำค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากรอยแยกของลำธาร มีดาบเล่มหนึ่งปักอยู่บนแท่นหินนั้น
แม้จะมองจากที่ไกลๆ ก็รู้สึกได้ถึงกระแสดาบฉีอันน่าทึ่งที่อยู่ภายในดาบ มันคมกริบราวกับจะตัดพวกเขาให้แหลกเป็นชิ้นๆ
“นี่คือ…ของล้ำค่าระดับเซียนขั้นสูง?” จางเซวียนหน้าถอดสีด้วยความประหลาดใจ
รังสีอันทรงพลังที่สามารถทำลายได้แม้แต่ค่ายกลล่อลวงวังวินาศ ประกอบกับเจตจํานงเพลงดาบอันไร้เทียมทาน นั่นมีความเป็นไปได้อยู่ข้อเดียว…
คืออาวุธตรงหน้าเขาผ่านระดับของล้ำค่าระดับเซียนขั้นกลางไปแล้ว และเข้าถึงระดับเซียนขั้นสูง!
มีแต่อาวุธระดับนี้เท่านั้นที่แข็งแกร่งเพียงพอจะทำลายได้แม้แต่ค่ายกลเกรด 8 และทำให้เขารู้สึกจนปัญญา
“น่าจะต้องเป็นดาบคู่กายของผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบ!” ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิดเรื่องนั้น ‘จางเซวียน’ อีกคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แน่นอนว่าผู้ที่เอาชนะจี้หลิงเจินได้อย่างง่ายดายคือตัวโคลน และผู้ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นคือจางเซวียนตัวจริง
ก่อนหน้านี้ ตอนที่จางเซวียนตัวจริงรู้ตัวแล้วว่าเขารับมือกับจี้หลิงเจินไม่ไหว ก็รีบปกปิดตัวเองโดยใช้ม่านหมอกและถือโอกาสนั้นสลับที่กันกับตัวโคลน
ซึ่งตัวโคลนก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง หมอนั่นจัดการจี้หลิงเจินได้อย่างง่ายดาย…เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่าจี้หลิงเจินจะยังคงมีไม้ตายหลงเหลืออยู่!
เมื่อพิจารณาถึงการที่ดาบนี้อยู่ท่ามกลางสระดาบ ก็มีโอกาสที่มันจะเป็นดาบคู่กายที่ผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบ ทิ้งไว้
หรือว่าจี้หลิงเจินทำให้ดาบยอมจำนนได้สำเร็จแล้ว?
ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ พวกเขาตกที่นั่งลำบากแน่
“อย่างที่ฉันเคยบอก มีแต่เมื่อแกเข้าถึงความเข้าใจเรื่องแก่นเพลงดาบที่แท้จริงแล้วเท่านั้น ที่แกจะมีคุณสมบัติเพียงพอจะทำให้ฉันยอมจำนนและได้รับมรดกของผู้อาวุโส แล้วทำไมถึงมาปลุกฉันตอนนี้ คำพูดของฉันเป็นเรื่องตลกสำหรับแกหรือไง?” เสียงกังวานเหมือนระฆังดังออกมาจากดาบ
เสียงนั้นมีคุณสมบัติพิเศษที่ดังก้องเข้าไปในจิตวิญญาณของทุกคน
ของล้ำค่าระดับเซียนขั้นสูงมีความสามารถในการเล่นงานนักรบจิตวิญญาณต้นกำเนิดและทำลายความเข้มแข็งของสภาวะจิตได้ หากเข้าใกล้มันโดยปราศจากความระมัดระวัง ก็มีโอกาสที่สภาพจิตของนักรบผู้นั้นจะถูกทำลาย
“ผู้อาวุโส เหตุผลที่ผมวิงวอนให้คุณปรากฏตัวนั้นก็เพื่อขอให้คุณช่วยผมรับมือกับคู่ต่อสู้…ผมหวังว่าคุณจะช่วยผมสังหารเจ้านั่น” จี้หลิงเจินหันกลับมาเพื่อจะชี้ที่จางเซวียน แต่ภาพที่เห็นก็ทำให้เขาตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
เขาแน่ใจว่าก่อนหน้านี้มี ‘จางเซวียน’ แค่คนเดียว แต่ทำไมตอนนี้ถึงมี 2 คน?
“สังหาร?”
ดาบที่ปักอยู่ในแท่นหินเข้าใจอย่างรวดเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น พริบตาต่อมา จางเซวียนก็พลันรู้สึกถึงเจตจำนงเพลงดาบที่พุ่งเข้าหาเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาพยายามจะต้านทานมัน แต่พบว่าไม่อาจเคลื่อนไหวได้เลย เมื่อรู้ตัวแล้วว่าทำอะไรไม่ได้ต่อหน้าดาบนั้น เหงื่อเย็นๆ ก็ไหลท่วมหลังไปหมด
“ชะ-ใช่!” ใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนที่จี้หลิงเจินจะหายตกตะลึง เขารีบพยักหน้ารับ
“ของที่แกมอบให้เป็นบรรณาการกับฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นทำให้ฉันได้สติสัมปชัญญะฟื้นคืนมา เพื่อเห็นแก่ความเหนื่อยยากของแก ฉันจะตอบแทนความดีและสังหารเจ้านั่นให้ แต่แกยังอ่อนด้อยในเรื่องความเชี่ยวชาญเรื่องศิลปะเพลงดาบเกินกว่าที่ฉันจะยอมจำนน เราจะมาพูดกันหลังจากที่แกทำความเข้าใจแก่นเพลงดาบเรียบร้อยแล้วก็แล้วกัน”
หลังจากพูดจบ ดาบที่ปักอยู่บนแท่นหินก็สั่นสะท้านเบาๆ คลื่นเจตจำนงเพลงดาบพุ่งเข้าใส่จางเซวียนทั้งสองคน มันให้ความรู้สึกราวกับว่าหากดาบจงใจจะทำ ทั้งคู่คงถูกสังหารได้อย่างง่ายดาย
“ขอบคุณผู้อาวุโส!” เมื่อเห็นดาบตั้งใจจะช่วยเขา จี้หลิงเจินถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาส่งสายตากราดเกรี้ยวไปยังชายหนุ่มทั้งสอง ความเกลียดชังฉายชัดในดวงตา
ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าสองคนนี่ เขาคงไม่ต้องใช้ดาบแห่งเสียงกระซิบแผ่วและดาบแห่งเสียงเพรียกหา เป็นบรรณาการเพื่อเอาชนะใจดาบเล่มนั้น ซึ่งด้วยดาบทั้ง 2 เล่ม เขาอาจโน้มน้าวใจอีกฝ่ายให้มอบมรดกตกทอดให้เขาได้
แต่ตอนนี้…เขาทำได้เพียงแค่ขอร้องดาบให้ช่วยสังหารไอ้สารเลวนั่น เพราะอย่างนี้ โอกาสงามสำหรับการฝ่าด่านวรยุทธของเขาก็ถือว่าสูญเสียไป!
ขณะที่จี้หลิงเจินกำลังคิดว่าดาบจะทำการสังหาร เสียงที่แสดงความสงสัยของดาบก็ดังขึ้น “แกต้องการให้ฉันสังหารคนไหน ใน 2 คนนี่?”
“คนไหนใน 2 คนนี่?” จี้หลิงเจินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำถาม
อันที่จริง เขาก็ออกจะงงกับเรื่องนี้ ควรจะมีปรมาจารย์ที่ชื่อจางเซวียนเพียงคนเดียวไม่ใช่หรือ? ทำไมจู่ๆ ถึงมี 2 คน หรือว่าเป็นฝาแฝดกัน? แต่ฝาแฝดก็ไม่มีทางมีรูปลักษณ์ที่เหมือนกันเป๊ะ แม้กระทั่งบุคลิกและจิตวิญญาณ!
“ผมคือตัวจริง เขาน่ะตัวปลอม!”
“ผมคือตัวจริง เขาน่ะตัวปลอม!”
จางเซวียนทั้งสองคนต่างชี้หน้าอีกฝ่ายพร้อมๆ กัน ต่างคนต่างมีสีหน้าไม่พอใจ
“เอ่อ”
เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของทั้งคู่เหมือนกันเป๊ะราวกับกระจกเงา จี้หลิงเจินถึงกับงงงัน
…..
ขณะที่เรื่องราวกำลังดำเนินไปภายในค่ายกล ฝูงชนที่อยู่ด้านนอกก็เกิดความวุ่นวายขนานใหญ่
ผู้ฝึกฝนศิลปะเพลงดาบทุกคนต่างหยุดการฝึกฝนวรยุทธเพื่อจ้องมองการระเบิดของเจตจำนงเพลงดาบที่พุ่งขึ้นไปกลางอากาศ ทุกคนตัวสั่นจนหยุดไม่ได้เพราะความตื่นเต้น
“นั่นจะต้องเป็นดาบคู่กายของผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบแน่ หมายความว่า…มรดกถูกค้นพบแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ผมรอคอยวันนี้มาหลายปีดีดัก! เข้าไปดูข้างในกันเถอะ!”
“ผมจะต้องคว้าเอามรดกตกทอดมาให้ได้ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ค้นพบมันก็ตาม ไม่อย่างนั้น ความพยายามที่ผ่านมาตลอดหลายศตวรรษของผมจะต้องสูญเปล่า”
“ผมจะสังหารทุกคนที่เข้ามาขวางทางผมไม่ให้ได้รับมรดกตกทอด!”
ทุกคนนัยน์ตาแดงก่ำเมื่อเห็นภาพนั้น บางคนตื่นเต้น บางคนเกิดความอิจฉา บางคนเกิดความโลภ และบางคนก็มีความรู้สึกทั้ง 3 อย่าง
คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่มาหลายศตวรรษ พวกเขาไม่ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับสระดาบโดยปราศจากเหตุผล แน่นอนว่าเหตุผลส่วนหนึ่งก็เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจในศิลปะเพลงดาบ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พวกเขารอเวลาที่มรดกตกทอดของผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบจะเผยตัวขึ้นมาจากพื้นดิน
ไม่อย่างนั้น ต่อให้พวกเขาสามารถขัดเกลาความเชี่ยวชาญศิลปะเพลงดาบของตัวเองในสระดาบได้ ก็คงไม่มีทางเสียเวลาเป็นหลายร้อยปีอยู่ที่นี่
ผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบนั้นถือเป็นสุดยอดของจักรวรรดิเฉียนฉง มีคู่ต่อสู้นับไม่ถ้วนที่ได้ท้าทายเขา บางคนเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญจากนานาจักรวรรดิ แต่ก็ไม่อาจเอาชนะได้จนกระทั่งเขาตาย หากพวกเขาได้มรดกตกทอดมา ก็คงจะได้ฝ่าด่านคอขวดและพัฒนาวรยุทธของตัวเองไปได้ไกลกว่านี้!
“จะต้องเป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเข้าไปแน่ๆ เข้าไปดูกันเถอะ!”
ใครคนหนึ่งในหมู่ฝูงชนร้องออกมา แล้วฝูงชนที่เหลือก็รีบเข้าไปยังพื้นที่ที่อยู่ด้านหลังกำแพงหิน
ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มคนนั้นเอาชนะหม่าหมิงไห่ซึ่งเข้าถึงความเข้าใจขั้นกึ่งแก่นเพลงดาบได้อย่างง่ายดาย และเพียง 10 นาทีหลังจากที่เขาเดินเข้าไปในค่ายกล เสาเจตจำนงเพลงดาบขนาดมหึมาก็โผล่ขึ้นมาจากด้านใน สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ หมายความได้อย่างเดียวว่าชายหนุ่มผู้นั้น ได้ปลดปล่อยดาบคู่กายของผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบออกจากที่ซ่อนของมันแล้ว!
การปรากฏตัวของมรดกตกทอดของผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในช่วงชีวิตหนึ่ง ชายหนุ่มอาจมีพละกำลังอันน่าอัศจรรย์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเกรงกลัวที่จะต่อสู้กับหมอนั่นเพื่อแย่งชิงมรดกตกทอด
ไม่ช้าพวกเขาก็เข้าไปอยู่ตรงหน้าค่ายกล
โครงสร้างของค่ายกลล่อลวงวังวินาศนั้นถูกทำลายเพราะการระเบิดของเจตจำนงเพลงดาบจากการปรากฏตัวของดาบเมื่อครู่ ทำให้มันอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ พร้อมที่จะแตกสลายได้ตลอดเวลา
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะข้ามผ่านค่ายกล แต่ในช่วงเวลานี้ มันไม่อาจขวางทางพวกเขาได้อีกต่อไป
“พวกเรา สงบสติอารมณ์และหารือแผนการกันก่อน เราได้เห็นความแข็งแกร่งของหมอนั่นมากับตาแล้ว เขาไม่ใช่นักรบธรรมดา ถ้าสู้กันตัวต่อตัวล่ะก็ ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่จะรับมือกับเขาได้ ดังนั้น ผมจึงขอเสนอให้พวกเรารวมตัวกันเพื่อเอาชนะเขาให้ได้ก่อน!” ชายชราคนหนึ่งยับยั้งฝูงชนไว้และพูดขึ้น
“เขาพูดถูก พวกเราจะมีโอกาสเอาชนะหมอนั่นได้ก็ต่อเมื่อพวกเรารวมตัวกันเป็นหนึ่งเท่านั้น” อีกเสียงหนึ่งที่แสดงความเห็นด้วยดังมาจากฝูงชน
“แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามรดกตกทอดอยู่ที่ไหน?” อีกเสียงหนึ่งตั้งคำถาม
“พวกเรารู้จักกันมาระยะหนึ่งแล้ว รู้ดีว่าต่างคนเชี่ยวชาญเรื่องอะไร ดังนั้นผมจึงขอเสนอให้พวกเราร่วมมือกันเพื่อให้ได้มรดกตกทอดนั้นมาก่อน จากนั้นเราก็สามารถเรียนรู้มรดกนั้นด้วยกันได้” ชายชราเสนอ
“ผมว่าดี!”
มรดกตกทอดของผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญเพลงดาบนั้นมีความล้ำลึกอย่างน่าทึ่ง หากพวกเขาปราดเปรื่องพอที่จะศึกษามันได้ด้วยตัวเอง คงไม่ต้องลงเอยด้วยการนั่งอยู่หน้ากำแพงหินเป็นศตวรรษโดยที่ไม่อาจฝ่าด่านสุดท้ายได้สำเร็จ
อีกอย่าง พวกเขาก็รู้ดีว่า หากใครคนใดคนหนึ่งพยายามจะคว้าเอามรดกตกทอดนั้นไปเป็นของตัวเองเพียงผู้เดียว ก็คงไม่มีวันได้ออกจากที่นั่นทั้งที่ยังมีชีวิต หรือต่อให้หนีรอดออกมาได้ ทั้งเพื่อนฝูงและครอบครัวของเขาก็จะต้องพบกับการล้างแค้นจากทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่
“ดี ถ้าอย่างนั้นเข้าไปกันเถอะ!”
เมื่อได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันแล้ว ฝูงชนก็เดินหน้าเข้าสู่ค่ายกล
…..
ในเวลาเดียวกัน บนเกาะร้าง ชายหนุ่มหลายคนต่างยืนประจันหน้ากันด้วยแววตาหวาดระแวง
“ซุนกาน เราก็เป็นสหายเก่าแก่กันมานาน คุณควรจะรู้ดีว่าหากคุณคว้าเอาตราหยกสัญลักษณ์ของผมไป ก็จะต้องลงเอยด้วยการได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้นคุณก็จะถูกกำจัดอย่างง่ายดายโดยผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ทำไมเราไม่ร่วมมือกันเพื่อกำจัดคนอื่นๆ แทนล่ะ?” ชายหนุ่มคนหนึ่งยื่นข้อเสนอ
คนที่ยืนประจันหน้ากับชายหนุ่ม คือบุคคลที่หม่าหมิงไห่เรียกว่า ‘พี่ซุน’
พี่ซุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้ม “น้องหูพูดถูก ถ้าเราสู้กันเอง ผู้ชนะย่อมได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่มีประโยชน์อะไร อีกอย่าง เราก็แค่ต้องกำจัดผู้เข้าแข่งขันเพียง 10 คนเท่านั้น จึงเป็นการฉลาดกว่าถ้าเราจะร่วมมือกันกำจัดผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ไม่มีความจำเป็นจะต้องมาสู้กันเอง”
“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นมาแสดงคำปฏิญาณปรมาจารย์กันเถอะ เราจะร่วมมือกันกำจัดคนอื่นๆ และจะไม่เล่นงานกันเองจนกว่าจะจบการคัดเลือกรอบ 2” น้องหูพูด
คําปฏิญาณปรมาจารย์เป็นเพียงคำสัญญาโดยทั่วไปที่ไม่ได้ผูกมัดอะไร แต่เมื่อคำนึงถึงสถานภาพของพวกเขา ก็คงไม่มีใครคิดจะลดตัวลงไปคืนคำที่ได้สัญญาเอาไว้
“ดีเลย…พี่ซุนพยักหน้า แต่ขณะที่พูดไปได้ครึ่งประโยค ก็เกิดคลื่นพลังจิตวิญญาณรบกวนขึ้นโดยรอบ
จากนั้น เสาเจตจำนงเพลงดาบก็ระเบิดขึ้นสู่กลางอากาศ
“ขุมสมบัติปรากฏแล้ว”
ชายหนุ่มที่รวมตัวกันอยู่บริเวณนั้นต่างหรี่ตา
พวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะชั้นยอดในดินแดนของตัวเอง ทุกคนมีความรู้อย่างลึกซึ้ง เจตจำนงเพลงดาบนั้นทรงพลังมาก แต่ไม่มีความเหี้ยมโหดใดๆ ดังนั้น จึงไม่น่าจะเป็นการแผ่ออกมาจากนักรบคนใดคนหนึ่ง ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันจะเป็นการปรากฏขึ้นของขุมสมบัติ
“ผมได้ยินมาว่าจักรวรรดิเฉียนฉงมีสระดาบ และที่ซ่อนอยู่ในนั้นคือของล้ำค่าระดับเซียนที่มีพละกำลังมหาศาล ครั้งหนึ่ง มีผู้เชี่ยวชาญที่พยายามจะเข้าไปสำรวจในส่วนลึกของสระเพื่อค้นหาความลับนั้น แต่ก็ต้องถูกสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิเฉียนฉงขับไล่ออกมา เพราะในนั้นมีมรดกตกทอดของจักรวรรดิเฉียนฉงอยู่…ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมคิดว่าเป็นเพียงตำนาน แต่นี่…หรือว่าเกาะที่พวกเรายืนอยู่ตอนนี้คือสระดาบ?” น้องหูอุทานพร้อมกับกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
ทุกคนเคยได้ยินเรื่องสระดาบแห่งจักรวรรดิเฉียนฉงมาแล้ว แต่ไม่มีใครคิดว่าการคัดเลือกรอบ 2 จะเกิดขึ้นที่นี่ ยิ่งกว่านั้น เจตจำนงเพลงดาบอันทรงพลังที่แผ่ออกมาจากเสานั้นก็บ่งบอกชัดเจนว่า ขุมสมบัติที่ปรากฏขึ้นมีพลังแข็งแกร่งเหนือกว่าธรรมดา
ไม่ว่าตำนานจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หากพวกเขาสามารถนำขุมสมบัตินั้นมาได้ พละกำลังของพวกเขาต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก ด้วยการมีของล้ำค่าระดับเซียนอยู่ในมือ พวกเขาจะสามารถสร้างชื่อให้กับตัวเองได้แม้แต่ในสถานที่ที่มีการแข่งขันสูงอย่างปูชนียสถานนักปราชญ์!
“ไปดูกันเถอะ” น้องหูเสนอด้วยใบหน้าที่ปิดบังความตื่นเต้นไม่มิด
“อย่าเพิ่งรีบร้อนไป ด้วยความยิ่งใหญ่ของปรากฏการณ์นี้ ทุกคนที่อยู่บนเกาะคงจะรู้กันหมดแล้วว่ามีของล้ำค่าปรากฏขึ้น ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเกิดการต่อสู้ขึ้นที่นั่น ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ทำไมเราไม่ตกลงร่วมทีมกันก่อน ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเรา หากไม่ร่วมทีมกัน เราไม่มีทางได้เปรียบใครๆ มากนักหรอก โดยเฉพาะกับเจ้าจางเซวียนคนนั้น!” พี่ซุนรีบยับยั้งฝูงชนไว้
“จางเซวียน? กฎเกณฑ์ของการคัดเลือกรอบ 2 ห้ามไม่ให้ใช้หุ่นและอาวุธ หมอนั่นก็มีพละกำลังแค่ตามระดับวรยุทธของตัวเอง ตราบใดที่พวกเราไม่ต้องกดข่มระดับวรยุทธ เราก็เล่นงานเขาได้สบาย!” น้องหูตอบอย่างสบายใจ ไม่ได้คิดว่าจางเซวียนเป็นภัยคุกคามแต่อย่างใด
มีช่องว่างของวรยุทธระหว่างนักรบจิตวิญญาณต้นกำเนิดกับการละทิ้งช่องว่าง สิ่งนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักรบ ตราบใดที่สู้ด้วยพละกำลังเต็มพิกัด เขาก็เอาชนะจางเซวียนได้ไม่ยาก
“กฎเกณฑ์ที่ปรมาจารย์จ้าวตั้งขึ้นคือไม่ให้ใช้ของล้ำค่าเพื่อการกำจัดตัวแทนคนอื่นๆ ถ้าหากเขาใช้หุ่นของเขาเพื่อยับยั้งเราไม่ให้เข้าถึงขุมสมบัติล่ะ นั่นก็จะไม่ถือว่าผิดกฎนะ” พี่ซุนพูด
“เอ่อ” น้องหูชะงักไป
เมื่อคิดดูอีกครั้ง จ้าวชิงโม่พูดไว้ว่าห้ามใช้ของล้ำค่าในการกำจัดผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ตราบใดที่จางเซวียนไม่ได้พยายามจะใช้หุ่นทำลายตราหยกสัญลักษณ์ของพวกเขา แต่ใช้หุ่นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ก็ไม่ถือว่าเป็นการผิดกฎแต่อย่างใด
“คุณมีข้อเสนออย่างไร?” น้องหูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถาม
ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา ไม่มีทางต่อสู้กับกองทัพหุ่นได้ ต่อให้ร่วมมือกันก็เถอะ
“ง่ายมาก…ทันทีที่เราพบจางเซวียน เราก็จัดการเล่นงานให้เขายอมแพ้เสียก่อนที่เขาจะทันได้ปลดปล่อยกองทัพหุ่นออกมา ด้วยพละกำลังของพวกเรารวมกัน น่าจะมีโอกาสสำเร็จอยู่มากทีเดียว!” พี่ซุนพูดด้วยนัยน์ตาวาววับ



