Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1509

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 1509 สมาพันธ์นานาจักรวรรดิ

“แต่…” เซียนดาบเหมิงยังคงทักท้วง

C

ถ้าจางเซวียนเป็นลูกชายของพวกเขาจริงๆ เธอจะปกป้องอีกฝ่ายได้หรือไม่ ในเมื่อสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ตัดสินใจเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการแล้ว?

“คุณใจเย็นก่อนเถอะ สำหรับตอนนี้ เราพยายามตามหาจางเซวียนให้เร็วที่สุดจะดีกว่า ขอแค่เราเข้าถึงตัวเขาก่อนสภาปรมาจารย์ เพื่อเห็นแก่สถานภาพของพวกเรา ก็คงพอมีช่องทางให้เจรจาไกล่เกลี่ยได้” เซียนดาบชิงพูดขณะบีบมือภรรยาเพื่อสร้างความมั่นใจให้เธอ

“ใช่ คุณพูดถูก” เซียนดาบเหมิงสูดหายใจลึกและพยายามระงับสติอารมณ์ เมื่อกลับสู่สภาพปกติของตัวเองแล้ว เธอก็พยักหน้า “ถ้าเขาเป็นลูกชายของฉันจริงๆ ต่อให้สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่เข้ามายุ่งเกี่ยว ก็จะต้องข้ามศพฉันไปก่อน!”

“แน่นอน!” เซียนดาบชิงตอบยิ้มๆ “เนิ่นนานมาแล้วตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เราสองคนต่อสู้เคียงข้างกัน ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะเตือนความจำให้โลกใบนี้ได้จดจำและรับรู้ถึงอานุภาพของพวกเรา เราจะต้องทำให้พวกเขารู้ว่า ใครก็ตามที่พยายามจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับลูกชายของเซียนดาบชิงเหมิง จะต้องชดใช้อะไรบ้าง!”

ผู้อาวุโสที่ 1, จางหวู่เหิงกับปรมาจารย์จานได้แต่อ้าปากค้างมองคู่สามีภรรยาที่อยู่ตรงหน้า

นิสัยชอบสร้างความพินาศวอดวายนั้นอยู่ในสายเลือดและถูกส่งต่อถึงกันได้ใช่ไหม?

“มีค่ายกลทะลุมิติอยู่ที่สภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ ซึ่งมุ่งตรงไปสู่ศาลาว่าการที่ราบธารน้ำแข็ง เราไปกันเถอะ” ปรมาจารย์หยางโบกมือ

ขณะที่กำลังจะจากไป เขาก็พลันนึกบางอย่างได้และหันไปพูดกับปรมาจารย์จาน “ระหว่างนี้ คุมตัวซุนฉางไว้ก่อน เมื่อผมรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ผมจะกลับมาตัดสินใจเองว่าควรจะจัดการกับเขาอย่างไร!”

ถึงอย่างไร ซุนฉางก็เป็นเหยื่อคนหนึ่งของเหตุการณ์ครั้งนี้ และความคลุมเครืออีกมากมายของเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ทำให้ปรมาจารย์หยางยังไม่อยากตัดสินเขา อีกอย่าง การไว้ชีวิตซุนฉางก็อาจจะมีประโยชน์

“ผมเข้าใจ!” ปรมาจารย์จานประสานมือ

เห็นอีกฝ่ายรับคำ ปรมาจารย์หยางพยักหน้า ทั้งกลุ่มกลับไปยังค่ายกลทะลุมิติที่พวกเขาออกมา เกิดลำแสงเจิดจ้า แล้วทั้งหมดก็หายวับไป

……

จางเซวียนมองเมืองอันโอ่อ่าและตึกรามบ้านช่องสูงตระหง่านที่อยู่ตรงหน้าเขาขณะพึมพำ “ที่นี่คือสมาพันธ์นานาจักรวรรดิหรือ?”

ในป่านอกเมืองหลงหยวน เขาจับอสูรบินได้ตัวหนึ่งที่บังเอิญผ่านมา ทำให้มันยอมจำนนได้สำเร็จ และบังคับให้มันพาพวกเขามาที่นี่

ตอนนี้ทั้งคู่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเองแล้ว ทำให้ผ่านการตรวจสอบมาได้ตลอดทาง ไม่ช้าก็เข้ามาอยู่ในเมืองได้สำเร็จ

“ท่านอาจารย์ จากนี้เราจะไปไหน?” จ้าวหย่าถาม

ด้วยการเยียวยาของพลังปราณเทียบฟ้า บาดแผลส่วนใหญ่ของเธอจึงเกือบหายดีแล้ว ผิวพรรณของจ้าวหย่าดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และไม่อ่อนแรงอย่างที่เคยเป็น เพียงแต่ในร่างของเธอไม่มีพลังอยู่เลย

“เราจะไปที่สมาคมช่างตีเหล็กก่อน” จางเซวียนตอบ

หลังจากครุ่นคิดมามากมาย เขาก็รู้สึกว่ามีเพียง 2 ที่เท่านั้นที่จะช่วยให้เขาสร้างทางเดินพลังปราณชุดใหม่ให้จ้าวหย่าได้ คือสมาคมช่างตีเหล็กและสมาคมนายแพทย์

สำหรับตอนนี้ จางเซวียนคิดว่าไปสมาคมช่างตีเหล็กก่อนจะดีกว่า เขาจะได้หาวัสดุที่จำเป็นสำหรับการหลอมทางเดินพลังปราณ คงจะดีที่สุดหากเจอสิ่งที่เป็นประโยชน์จากที่นั่น

ถ้าไม่อย่างนั้น เขาก็จะมุ่งหน้าไปยังสมาคมนายแพทย์เพื่อหาวิธีอื่นในการสร้างทางเดินพลังปราณต่อไป

ทั้งคู่ตั้งต้นเดินทางไปยังสมาคมช่างตีเหล็ก แต่ระหว่างทาง ก็รู้สึกได้ว่าฝูงชนกำลังมุ่งหน้าไปยังที่แห่งหนึ่ง ต่างคนต่างมองหน้ากัน และในตอนนั้น เสียงกึกก้องเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“พลเมืองของสมาพันธ์นานาจักรวรรดิ กรุณามารวมตัวกันที่จัตุรัสหน้าหอสมาพันธ์ด้วย…”

ฟึ่บ!

ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศ ทหารในชุดเกราะจำนวนมากก็ออกมาจากตรอกซอกซอยต่างๆ และปิดกั้นพื้นที่ไว้ พวกเขาจัดการให้ฝูงชนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ดูเหมือนจะมุ่งตรงไปยังจัตุรัสที่อยู่หน้าหอสมาพันธ์ที่เสียงนั้นเพิ่งพูดถึง

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

“ผมก็ไม่รู้ แต่ทางสมาพันธ์คงจะมีข่าวสำคัญที่จะประกาศ”

“ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ ถึงหัวหน้าสมาพันธ์จะมีอำนาจสูงสุดในสมาพันธ์นานาจักรวรรดิแห่งนี้ แต่แม้ตัวเขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบังคับให้คนทั้งเมืองไปรวมตัวกันในสถานที่แห่งเดียว เป็นไปได้มากกว่าว่าสภาปรมาจารย์มีเรื่องที่จะประกาศ!”

“ก็ดูสมเหตุสมผลอยู่ เอาเถอะ ไปถึงที่นั่นก็รู้เอง…”

เสียงหารือทำนองนี้อื้ออึงอยู่โดยรอบ

“ท่านอาจารย์…” จ้าวหย่ามองจางเซวียนอย่างกังวล

“เราต้องไม่ทำตัวโดดเด่น เดินไปทางนั้นแหละ” จางเซวียนพูด

ในเมื่อพลเมืองทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่กำลังมุ่งหน้าไปยังหอสมาพันธ์ พวกเขาคงจะเป็นจุดสนใจแน่ หากหันหลังกลับ ถึงจะมั่นใจในการปลอมตัวของตัวเอง แต่ก็ไม่ควรที่จะทำตัวให้โดดเด่นจากคนอื่นและต้องเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ถึงอย่างไร ก็เป็นเรื่องดีที่จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

จ้าวหย่าคิดแบบเดียวกัน เธอพยักหน้า จากนั้นก็เดินเคียงข้างจางเซวียนไปติดๆ

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือมีผู้เชี่ยวชาญอยู่มากมายในสมาพันธ์นาจักรวรรดิ ทันทีที่เสียงสั่งการสิ้นสุดลง คลื่นพลังปราณอันทรงพลังมากมายก็แผ่ซ่านไปทั่วพื้นที่นั้น

มวลมนุษยชาติแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ภายใต้การนำของสภาปรมาจารย์ จางเซวียนคิด

กลุ่มอำนาจส่วนใหญ่มีความยำเกรงต่อสภาปรมาจารย์ แต่ก็พูดได้เลยว่าที่ไหนก็ตามที่มีสภาปรมาจารย์อยู่ มวลมนุษยชาติในพื้นที่นั้นก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับที่เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นผู้ทรงพลังไม่กล้าลงมือทำอะไร

แม้สมาพันธ์มานาจักรวรรดิจะถือเป็นหน่วยงานที่มีเอกภาพ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าอำนาจจริงที่อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้ตัดสินทุกอย่างคือสภาปรมาจารย์ คำสั่งจากสภาปรมาจารย์นั้นสามารถเรียกรวมพลผู้คนได้หลายล้าน อยู่ในระดับที่อำนาจและอิทธิพลของทางราชวงศ์ไม่อาจเทียบชั้นได้

เหล่าปรมาจารย์จะทุ่มเทเวลาและความพากเพียรในการบ่มเพาะคนรุ่นหลัง ถ่ายทอดความรู้อันประเมินค่ามิได้โดยไม่สงวนไว้ เพราะความไม่เห็นแก่ตัวของพวกเขา คนรุ่นหลังจึงสามารถสร้างองค์ความรู้ที่ก้าวไกลกว่าคนรุ่นก่อน และทำให้ตำนานของมวลมนุษยชาติยืนยาวต่อไป

ถึงตอนนี้ จางเซวียนพลันนึกได้ถึงถ้อยคำอันโด่งดังของนักประวัติศาสตร์โบราณ

หากสวรรค์ไม่ส่งปรมาจารย์ขงมา วันคืนก็คงจะมืดมิดราวกับเป็นราตรีชั่วนิรันดร์!

ระบบของปรมาจารย์และกฎเกณฑ์ในการควบคุมปรมาจารย์นั้นก็ถูกออกแบบโดยปรมาจารย์ขง ถ้าไม่ใช่เพราะการนำของเขา คงไม่มีใครหยั่งรู้ได้ว่ามวลมนุษย์จะอยู่ในสภาพทุกข์ยากสักแค่ไหน

บางที พวกเขาอาจจะต้องอาศัยอยู่ภายใต้การบีบบังคับของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น ใช้ชีวิตทั้งวันทั้งคืนอยู่กับความสิ้นหวังอันมืดมน

ปรมาจารย์ขงได้ใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองเปลี่ยนประวัติศาสตร์เสียใหม่ รวมทั้งเปลี่ยนโชคชะตาของมวลมนุษยชาติด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือนักปราชญ์ตัวจริงตลอดกาล

เรายังคิดอยู่ว่าเราคงจะสามารถแก้ไขสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดได้เมื่อได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว แต่ตอนนี้…จางเซวียนอดส่ายหัวไม่ได้

จากข้อมูลที่เขาเคยได้รับ สภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดนั้นจะถูกแก้ไขได้เมื่อเขาได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาว แต่ในเมื่อเขาละทิ้งตัวตนในฐานะปรมาจารย์แล้ว ก็ดูเหมือนว่าเขาคงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 30 ปี

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เสียใจ

ถ้าเขาไม่อาจปกป้องลูกศิษย์ของตัวเองในฐานะที่เป็นอาจารย์ได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ควรจะมีชีวิตอยู่ยืนยาว

“ท่านอาจารย์…”

ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิด ก็พลันได้ยินเสียงหนึ่งเข้าหู เมื่อหันหน้าไป ก็เห็นจ้าวหย่ากำลังมองเขาอย่างเป็นห่วง

“ผมไม่เป็นไร” จางเซวียนตอบยิ้มๆ ขณะหันไปมองตรงหน้า

ทั้งคู่มาถึงจัตุรัสที่อยู่ด้านหน้าหอสมาพันธ์แล้ว จัตุรัสนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มจะได้ติดตั้งค่ายกลมิติเอาไว้เพื่อขยายขนาดของจัตุรัสให้ใหญ่พอที่จะรองรับคนทั้งเมืองได้โดยไม่แออัด

เหมือนกับมิติลี้ลับ แต่หยาบกว่ามาก…จางเซวียนคิดขณะประเมินค่ายกลมิติที่อยู่ตรงหน้า

เขาบอกได้ว่ามันเป็นผลงานของผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 9 ดาว มันอาจเป็นผลงานที่น่าทึ่งสำหรับนักรบทั่วไป แต่กับจางเซวียน ค่ายกลมิตินี้ดูไม่ประณีตเอาเสียเลย

“พลเมืองแห่งสมาพันธ์นานาจักรวรรดิ!”

เพียงครู่เดียวหลังจากที่ทั้งคู่หาที่ยืนในจัตุรัสได้ เสียงกึกก้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง เข้าหูทุกคนที่ยืนอยู่รอบๆ

“เหตุผลที่ผมเรียกทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้ก็เพราะสภาปรมาจารย์มีเรื่องสำคัญที่จะประกาศ ตอนนี้ ผมขอเชิญปรมาจารย์จากสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่!”

ทุกคนหันไปมองที่ใจกลางจัตุรัส ไม่ช้าก็เห็นชายชราผู้หนึ่งที่สวมเสื้อคลุมปรมาจารย์กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ เขาขมวดคิ้วขณะแผ่รังสีอันทรงพลังออกมา

เขาเป็นปรมาจารย์ระดับกึ่ง 9 ดาว แม้จะยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวเต็มตัว แต่ก็เก่งกาจเกินพอที่จะเรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นยอดของสมาพันธ์นานาจักรวรรดิ

ฟึ่บ!

ชายชราสะบัดข้อมือและนำม้วนกระดาษออกมา เขาคลี่มันออกอย่างแผ่วเบา แสงเจิดจ้าระเบิดขึ้นสู่กลางอากาศทันที จากนั้น เสียงหนักแน่นและทรงอำนาจก็ดังเข้าหูฝูงชนที่อยู่ในจัตุรัส

“นั่นคือประกาศของสภาปรมาจารย์ พวกเขาคิดจะทำอะไร?” จางเซวียนเลิกคิ้ว

เขารู้จักม้วนกระดาษที่ชายชราเพิ่งคลี่ออก มันคือประกาศของสภาปรมาจารย์ เป็นคำสั่งอันทรงอำนาจที่สุดของสภาปรมาจารย์ จึงไม่มีการนำมาใช้ง่ายๆ ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นหลังจากที่เพิ่งเข้ามาในสมาพันธ์นานาจักรวรรดิ

แถมผู้ที่นำมาประกาศยังเป็นถึงปรมาจารย์ระดับกึ่ง 9 ดาวด้วย…มันเกิดอะไรขึ้น?

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!