Skip to content

Library Of Heaven’s Path 319

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 319 เกลียดการเรียน?

“ผมรู้ว่าพวกคุณทุกคนในที่นี้มีประสบการณ์การสอนยาวนาน และเป็นอาจารย์ที่สมาคมอาจารย์รับรอง ถ้าผมตัดสินใจจากประวัติส่วนตัวของคุณและการถามแค่สองสามคำถาม ไม่ว่าผมจะเลือกใคร พวกคุณก็คงทำใจยอมรับได้ยาก”

C

อาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่มองไปรอบๆก่อนจะพูดต่อ “ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ผมจะตัดสินใจเลือกจากมาตรฐานการสอนของพวกคุณ”

“เลือกจากมาตรฐานการสอนของพวกเรา?”

ทุกคนมองอาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่อย่างงุนงง

“ถูกต้อง! ความรับผิดชอบเบื้องต้นของอาจารย์คือการถ่ายทอดความรู้และไขข้อข้องใจให้นักเรียน อาจารย์มีหน้าที่ชี้แนะนักเรียนให้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ก้าวหน้ากว่าเดิม ผมมีนักเรียนอยู่ที่นี่ 2 คน ซึ่งทั้งคู่กำลังประสบปัญหาบางอย่าง ทางโรงเรียนจะรับผู้ที่สามารถแก้ปัญหาของพวกเขาได้ หากมีคนแก้ปัญหาได้สองคน ผู้ที่ทำได้ดีกว่าก็จะได้รับเลือก!”

อาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่พูด

“ความรับผิดชอบพื้นฐานของอาจารย์คือการสอน หากละเลยการสอน ถึงจะเก่งกาจในทุกๆด้านก็ไม่มีประโยชน์!”

“ไม่ว่าผู้นั้นจะมีระดับวรยุทธสูงแค่ไหน หากถ่ายทอดออกมาไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นอาจารย์ที่ไม่ได้เรื่อง!”

เมื่อได้ยินเกณฑ์การคัดเลือก ฝูงชนต่างก็พยักหน้า

“เป็นการทดสอบที่เหมาะสม!”

โม่หงอีมีสีหน้าพึงพอใจ

ในแต่ละสาขาอาชีพก็ต้องการความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไป หากไม่มีประสบการณ์ในการสอนนักเรียนและขาดความเข้าใจเรื่องทฤษฎี ต่อให้มีระดับวรยุทธสูงแค่ไหน ก็ยากที่จะถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองรู้ให้นักเรียนเข้าใจได้

มีคนเก่งระดับสุดยอดมากมายที่เรียบเรียงบทเรียนขึ้นมา แม้ว่าพวกเขาจะสามารถสอนได้อย่างต่อเนื่องไปจนจบ…แต่ลงท้ายนักเรียนก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

“พาพวกเขาเข้ามา!”

อาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่ตะโกน และนักเรียนอายุ 15-16 ปี สองคนก็ถูกพาตัวเข้ามา

ทั้งคู่เป็นชายและหญิงอย่างละคน

นักเรียนหญิงมีทีท่าหยิ่งผยองและเย็นชา ในขณะที่นักเรียนชายมีสายตาคมกริบราวกับเหยี่ยว

ขนาดยืนต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก แววตาของทั้งคู่ก็ยังไม่ปรากฏความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดูเหมือนจะรู้ตัวว่าทำไมถึงถูกพามาที่นี่ ทั้งคู่ปิดปากเงียบ

“นี่คือนักเรียนทั้งสองคน ใครอยากจะทดลองก่อน?” เซี่ยปี่ถามฝูงชน

“ผม!”

ชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้าจางเซวียนกับโม่หงอีตะโกนขึ้น และเดินออกไปอย่างมั่นใจ

“ไม่เลวเลย อาจารย์ควรจะมีทัศนคติในแบบที่กล้าคิดกล้าลองอยู่เสมอ หากมัวแต่หวาดกลัว ก็ไม่มีทางทำให้นักเรียนพัฒนาได้!”

เซี่ยปี่พยักหน้าอย่างพอใจ

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ฝูงชนต่างก็ชะงักด้วยความเสียดาย

ถ้ารู้เสียก่อนว่าจะเป็นแบบนี้ ก็คงจะรีบพุ่งเข้าไปแล้ว เท่ากับหมอนั่นได้คะแนนพิศวาสจากอาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่ไปเต็มๆ และถ้าทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เขาจะต้องได้รับคัดเลือกแน่

เมื่อได้รับคำชม ชายหนุ่มก็ทำตาโตอย่างลิงโลด เขาเดินไปหานักเรียนทั้งคู่ และเดินวนรอบหนึ่งก่อนจะออกคำสั่ง “แสดงวรยุทธของคุณให้ผมดูหน่อย!”

“ได้!” นักเรียนหญิงเริ่มก่อนด้วยทีท่าสบายๆ

ท่วงท่าของเธอนั้นทั้งแม่นยำ ทรงพลัง และว่องไว แสดงให้เห็นถึงความปราดเปรื่องอย่างเหนือชั้น ไม่ช้าเธอก็เสร็จสิ้นการแสดงวรยุทธ และจากนั้นนักเรียนชายก็มายืนแทนที่

ท่วงท่าของเขาไม่ว่องไวอย่างนักเรียนหญิง แต่ก็พุ่งเข้าตรงเป้า แถมยังมีพละกำลังล้นเหลือ อันที่จริง ผู้ที่ได้เห็นจะรู้สึกถึงเจตนาสังหารอย่างเบาบางที่อยู่ในท่วงท่าของเขาด้วย

ขณะที่ทั้งคู่แสดงวรยุทธของตัวเอง ผู้สมัครที่เหลือต่างก็จับจ้องอย่างตั้งใจและใคร่ครวญท่วงท่าของทั้งสองอย่างเงียบๆ

ไม่ช้าก็เสร็จสิ้นการแสดงวรยุทธ พวกเขาประสานมือคารวะและกลับไปยืนที่เดิม

“เอาล่ะ คุณประเมินได้แล้ว!”

เซี่ยปี่พูด

“ได้เลย!” ชายหนุ่มตอบ เขาเอาสองมือไพล่หลังและอธิบายอย่างวางมาด “เทคนิคการต่อสู้ที่นักเรียนหญิงคนนี้ใช้คือ ‘ฝ่ามือเมฆเหินน้ำไหล’ ซึ่งเป็นที่เลื่องชื่อในท่วงท่าอันลื่นไหลและว่องไว แม้ว่าการแสดงวรยุทธของเธอจะมีความสง่างาม และเผยให้เห็นพื้นฐานของเทคนิคอันแข็งแกร่ง…แต่ก็ยังถือว่ามีพลังปราณอ่อนด้อยอยู่ ขณะเคลื่อนไหว ท่วงท่าของเธอดูจะเกร็งอยู่เล็กน้อย ถ้าผมพูดไม่ผิด เธอคงจะเพิ่งสำเร็จวรยุทธขั้น 3-เจิ้นซี่ได้ไม่นาน จึงยังไม่เชี่ยวชาญในการใช้พลังปราณเท่าไรนัก!”

จากนั้น เขาก็หันหน้าไปทางนักเรียนหญิงและตั้งคำถาม “ผมพูดถูกหรือเปล่า?”

“ฉันเพิ่งสำเร็จวรยุทธขั้นเจิ้นซี่เมื่อ 3 เดือนก่อน!” นักเรียนหญิงพยักหน้า

“เห็นชัดเจนว่าเธอได้ฝึกฝนอย่างหนักเพื่อจะแสดงเทคนิคการต่อสู้ให้ออกมาได้สมบูรณ์แบบ ท่วงท่าของเธอจัดว่ามีทักษะดี สวยงาม และแม่นยำ แต่ด้วยพลังปราณที่ยังอ่อนด้อย จึงถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ว่างเปล่า ถ้าเธอเป็นนักเรียนของผม ผมจะขอให้เธอทุ่มเทให้กับการฝึกฝนวรยุทธและการรวบรวมพลังปราณให้ดีที่สุดก่อน เมื่อพลังปราณของเธอได้ระดับแล้วก็จะสามารถแสดงเทคนิคเหล่านั้นออกมาได้อย่างเต็มกำลัง!”

ชายหนุ่มยิ้ม “เธอมีรูปร่างที่หมดจดและสง่างาม รวมทั้งรังสีอันบริสุทธิ์ ผมจึงอยากแนะนำให้เธอฝึกฝน ‘เทคนิคหยกกระจ่าง’ ซึ่งเข้ากันกับบุคลิก มันจะทำให้เธอฝึกฝนมันได้ง่าย!”

“เทคนิคที่ฉันฝึกฝนอยู่ก็คือเทคนิคหยกกระจ่าง!” เมื่อได้ยินคำพูดของเขา นักเรียนหญิงก็พูดออกมาอย่างประหลาดใจ

“ฮ่าฮ่า!”

ชายหนุ่มกระหยิ่มยิ้มย่องก่อนจะหันไปทางนักเรียนชาย “คุณมีพละกำลังที่กล้าแข็งมาก ทั้งยังมีพื้นฐานของเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ที่แข็งแกร่งด้วย ผมคิดว่า ‘ศิลปะไผ่แผดเผา’ จะเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ!”

“อาจารย์ ผมก็กำลังฝึกฝนศิลปะไผ่แผดเผาอยู่!”

นักเรียนชายพยักหน้า

“เอาล่ะ ผมประเมินจบแล้ว…”

ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อ แล้วเดินกลับไปเข้าที่ด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ขณะที่กลับไปยืนที่เดิม และเห็นจางเซวียนกับโม่หงอี เขาก็จงใจเชิดหน้าขึ้นอย่างลำพองใจ

“ผมก็เห็นแบบนั้นเหมือนกัน ควรจะอาสาเสียแต่แรก!”

“จริงด้วย! เขาได้โอกาสข้ามหัวเราไปก่อน ถึงผมขึ้นไปตอนนี้ก็จะดูเหมือนเอาอย่าง ทำให้ตัวเองดูแย่ไปเปล่าๆ!”

“บ้าชะมัด!”

เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม ฝูงชนต่างก็เสียดาย

ในฐานะอาจารย์อย่างเป็นทางการที่ผ่านการทดสอบแล้ว พวกเขาก็เห็นแบบเดียวกับชายหนุ่มคนนั้น แต่ในเมื่อมีใครคนหนึ่งพูดไปหมดแล้ว หากคนที่เหลือได้ข้อสรุปแบบเดียวกัน ก็จะถูกมองว่าลอกเลียนคำพูดของเขามา ซึ่งมีแต่จะดูเสียหาย

“อือ!”

ตรงกันข้ามกับสีหน้าของคนอื่นๆ อาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่ดูไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น ออกจะผิดหวังเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ เขามองไปรอบๆและตั้งคำถาม “มีใครอยากเสริมอะไรหรือไม่?”

“ผม!”

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชายอีกคนก็เดินออกมา

เขาเป็นชายกลางคนอายุประมาณ 40 ปี

“อาจารย์ตู้ฉวินจากโรงเรียนเถียนฉวน!”

“ผมได้ยินมาว่าเขาเป็นอาจารย์ดาวเด่น และเพิ่งจะได้เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์!”

“นั่นสิ! ผมก็เคยเรียนกับเขา เขาน่าทึ่งจริงๆ…”

“ดูเหมือนเราจะแพ้อีกแล้ว!”

ฝูงชนต่างชุลมุนเมื่อชายวัยกลางคนผู้นั้นเดินออกมา ทุกคนอดรู้สึกเกร็งไม่ได้

เขาไม่ได้โดดเด่นอะไร เมื่อเดินออกมา จึงมีฝูงชนที่จดจำเขาได้แค่หยิบมือเดียว

ด้วยการที่เป็นทั้งอาจารย์ดาวเด่นและผู้ช่วยปรมาจารย์ เขาย่อมมีความสามารถเหนือกว่าคนอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่มาเข้ารับการคัดเลือกอาจารย์ส่วนมากก็เป็นอาจารย์ทั่วไป ระหว่างเขากับคนเหล่านั้นจึงมีช่องว่างที่ใหญ่มาก

“ผมเห็นการแสดงเทคนิคการต่อสู้ของทั้งคู่แล้ว และบอกได้ว่าท่วงท่าของนักเรียนหญิงว่องไวมาก อาจารย์คนก่อนพูดถูกว่าเธอเหมาะสมกับเทคนิคหยกกระจ่าง…แต่เขามองข้ามในบางจุดไป นักเรียนหญิงคนนี้เพิ่งสำเร็จวรยุทธขั้นเจิ้นซี่ได้แค่ 3 เดือน แต่ก็สามารถแสดงเทคนิคการต่อสู้อันทรงพลังเช่นนี้ออกมาได้อย่างเชี่ยวชาญ ทั้งยังสอดประสานร่างกายและพลังปราณเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว…นั่นแสดงให้เห็นว่าเธอมีความปราดเปรื่องและความสามารถที่เหนือกว่าคนอื่น! พูดอีกอย่างก็คือ เธอเป็น…อัจฉริยะ!”

ตู้ฉวินเดินไปหาทั้งคู่ เขาสำรวจอยู่พักหนึ่งก่อนจะประเมินออกมา

“เทคนิคหยกกระจ่างจัดเป็นเทคนิควรยุทธขั้นพื้นฐานสำหรับผู้หญิง ผู้ที่มีความสามารถแค่พื้นๆ ย่อมฝึกฝนมันได้โดยไม่มีปัญหา แต่ด้วยความปราดเปรื่องและความถนัดของเธอ การฝึกฝนเทคนิคนี้ถือเป็นเรื่องสูญเปล่า ผมคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าเธอฝึกฝน ‘วิธีการของสาวโสด’!”

“สำหรับนักเรียนชาย ก็ถือได้ว่าเขามีท่วงท่าอันทรงพลัง ดังนั้นเทคนิคที่ต้องใช้พื้นฐานอันแข็งแกร่งอย่าง ‘ศิลปะไผ่แผดเผา’ จึงเหมาะสมกับเขา การเคลื่อนไหวของเขานั้นเฉียบคม และสามารถพุ่งตรงเข้าสู่จุดสำคัญของอีกฝ่ายได้อย่างจัง นั่นแสดงให้เห็นว่าเขามีประสบการณ์การต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา…”

“แม้ว่าศิลปะไผ่แผดเผาจะเป็นที่ยอมรับกันว่าสามารถยกระดับวรยุทธได้ แต่มันจะทำให้พลังปราณของผู้นั้นเคลื่อนไหวได้ช้า ซึ่งสำหรับคนแบบเขาที่มีทักษะการรุกอันยอดเยี่ยม ศิลปะไผ่แผดเผาจึงไม่ใช่ทักษะที่ดีที่สุดที่ควรเรียน ผมคิดว่าจะเหมาะสมกว่าถ้าเขาฝึกฝน ‘พลังเหนือสวรรค์’ เทคนิควรยุทธนี้จะทำให้พลังของผู้ฝึกพลุ่งพล่านขึ้นในช่วงระยะเวลาอันสั้น ซึ่งนั่นจะเพิ่มพละกำลังของเขาได้ดีกว่า!”

จากนั้น อาจารย์ตู้ฉวินก็ประสานมือคารวะและพูดว่า “จบการประเมินของผมแล้ว!”

“ดี!”

เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เซี่ยปี่ก็พยักหน้าอย่างพอใจ

ตอนที่ชายหนุ่มคนแรกพูดขึ้นมา เซี่ยปี่มีสีหน้าออกจะผิดหวัง แต่ครั้งนี้เขาชมเชยตู้ฉวิน เห็นได้ชัดว่าเขาสนใจตู้ฉวินมากกว่าชายหนุ่มคนก่อน

“โธ่เว้ย!”

เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน หน้าตาลิงโลดของชายหนุ่มก็ถึงกับหมองคล้ำไป เขากำหมัดแน่น

สมกับที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ของชายหนุ่มไม่ได้มีอะไรผิดพลาด แต่หากเปรียบเทียบกับตู้ฉวิน ก็เห็นได้ชัดว่าเขายังอ่อนด้อย ถึงตัวเขาเองก็บอกได้ว่าคำแนะนำของตู้ฉวินเหนือชั้นกว่าของเขา

“เอาล่ะ มีใครอยากเสริมอีกไหม?” เซี่ยปี่มองฝูงชนอีกครั้งหนึ่ง

มีอีกสองสามคนเดินออกมา แต่สิ่งที่พวกเขาพูดก็แทบจะเหมือนกันกับอาจารย์สองคนแรก แสดงให้เห็นถึงความจนปัญญา

“ถ้าไม่มีใครมีอย่างอื่นจะเสริม ทั้ง 2 ตำแหน่งจะตกเป็นของอาจารย์สองคนแรก!”

เซี่ยปี่พูดด้วยสีหน้าที่ออกจะผิดหวัง

“ผม!”

โม่หงอีเดินออกมา

ทุกคนหันขวับไปมองที่ต้นเสียงอย่างประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครยังอาสาอีกทั้งที่ไม่เหลืออะไรให้พูดแล้ว และเมื่อเห็นระดับวรยุทธของเขา ทุกคนก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

อาจารย์ที่มีวรยุทธทงฉวนขั้นสูงและขั้นสูงสุดหลายคนได้พูดไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครมีอะไรใหม่ แล้วอาจารย์ที่มีวรยุทธแค่ทงฉวนขั้นต้นจะมองเห็นทะลุปรุโปร่งกว่าคนเหล่านั้นได้อย่างไร?

ถึงเซี่ยปี่กับผู้อาวุโสคนอื่นๆก็ไม่หวังอะไรมากนัก

แม้ระดับวรยุทธจะไม่ได้เชื่อมโยงกับความสามารถในการสอนโดยตรง แต่มันก็เกี่ยวข้องกันอยู่

เพราะยิ่งผู้นั้นมีวรยุทธสูงเท่าไร ความเข้าใจในวรยุทธก็จะล้ำลึกขึ้นกว่าเดิม ทำให้มีความรู้ที่สามารถจะนำมาถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้มากขึ้น

โม่หงอีเดินเข้าไปหานักเรียนทั้งสองคนโดยไม่แยแสสายตาของคนอื่นๆ เขาสำรวจทั้งคู่อย่างถี่ถ้วนก่อนจะหันไปทางอาจารย์ใหญ่ “อาจารย์ใหญ่ ถ้าผมพูดไม่ผิด ปัญหาที่คุณพูดไปก่อนหน้านั้นไม่ได้หมายถึงวรยุทธของพวกเขา แต่เป็นเรื่องอื่น!”

“เรื่องอื่น?”

“อาจารย์จะสอนอะไรได้นอกจากวรยุทธ?”

“ตลกเป็นบ้า! ถ้าไม่รู้อะไรเลยก็อย่าพล่ามไร้สาระดีกว่า…”

เมื่อได้ยินคำพูดของเขา อาจารย์คนอื่นๆก็ถึงกับหน้าตึง ชายหนุ่มที่พูดเป็นคนแรกมองโม่หงอีอย่างเหยียดหยาม

นักเรียนจะมีปัญหาอะไรได้ถ้าไม่ใช่เรื่องวรยุทธ? ปัญหาทางบ้านหรือไง?

“อย่างนั้นหรือ? บอกผมมาสิ!”

อาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่ที่ดูละเหี่ยใจเงยหน้าขึ้นทันที

“ไม่ว่านักเรียนหญิงคนนี้จะฝึกฝน ‘เทคนิคหยกกระจ่าง’ หรือ ‘วิธีการของสาวโสด’ ก็ไม่ต่างกันเท่าไร เหมือนกับที่อาจารย์ตู้ฉวินพูดไปแล้วว่าเธอมีความปราดเปรื่องอย่างมาก ดังนั้นความแตกต่างในเทคนิควรยุทธจึงไม่ส่งผลต่อเธอเท่าไรนัก”

โม่หงอีมองหน้านักเรียนหญิงคนนั้น “อีกอย่าง แม้ว่าเทคนิคหยกกระจ่างจะอ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย แต่เธอก็ฝึกฝนมันมานานหลายปีจนคุ้นเคยกับมันแล้ว หากเปลี่ยนแปลงกะทันหัน อาจกระทบกับการฝึกวรยุทธของเธอได้ แต่ทั้งนี้ ตราบใดที่ได้รับคำชี้แนะที่เหมาะสม ไม่ว่าจะฝึกเทคนิคไหนก็แทบไม่แตกต่าง!”

“ดังนั้น…ในความคิดเห็นของผม ปัญหาใหญ่ของเธอจึงไม่ใช่เทคนิควรยุทธหรือการเพิ่มพลังปราณ แต่เป็นที่…ความเกลียดชังการเรียน!”

“ความเกลียดชังการเรียน?”

นัยน์ตาของอาจารย์ใหญ่เซี่ยปี่เบิกโพลง เขารีบหันมาทางโม่หงอี “ใช่เลย พูดต่อซิ!”

“เอ่อ…”

เห็นอาจารย์ใหญ่ยอมรับ ทุกคนถึงกับตะลึง

เกลียดการเรียน?

จะบ้าหรือไง! มีใครบอกได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ?

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!