ตอนที่ 338 เคล็ดวิชาเทียบฟ้าขั้นจงซรือ
เมื่อพิษร้ายแรงซึมเข้าสู่กระแสเลือดของเขา ลู่ชงรู้สึกว่าได้มาถึงขีดสุดของตัวเองแล้ว
ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เข้าจู่โจมเขานั้นรุนแรงเกินกว่าจะทนทานได้
“พ่อ แม่ พี่สาว น้องชาย…”
มีร่างของผู้คนมากมายแวบเข้ามาในหัวของเขา ราวกับพยายามจะร้องเรียกเขาให้ข้ามไปยังอีกฝั่ง พละกำลังหนักหน่วงที่เข้าปะทะนั้นเหมือนจะดึงจิตวิญญาณของเขาให้ดำดิ่งลงสู่ความมืดมนอนธการ สถานที่ที่เขาไม่มีวันจะได้กลับมาอีก
“ไม่ เราจะถอยไม่ได้ ถ้าถอยเมื่อไหร่ ความเหนื่อยยากของอาจารย์ก็จะสูญเปล่า…แล้วเราจะไปสู้หน้ากับพ่อแม่พี่น้องของเราและคนอื่นๆได้อย่างไร?”
ลู่ชงกำหมัดแน่นและตะโกนก้องอยู่ในใจ
2 ปีมาแล้วที่เขาต้องเล่นบทคนใบ้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากพูด แต่เพราะศัตรูของเขาแข็งแกร่งและมีอิทธิพลมากเกินไป ลู่ชงไม่อยากถูกฆ่าตายเสียก่อนที่จะมีพละกำลังมากพอจะแก้แค้น
เขาอยู่ในวัยที่แสนจะอยากคบหาสมาคมกับคนหมู่มาก แต่เขาก็ยับยั้งตัวเองไว้ และแยกตัวออกมาจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน โดยทำตัวเหมือนกับชายแก่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขามีความเครียดอย่างหนักหน่วงถมทับอยู่ในใจ
แล้วทำไมเขาถึงต้องอดทนกับมัน?
ก็เพราะความหดหู่ในหัวใจไม่เคยปล่อยให้เขาได้พักเลย!
ทั้งพ่อ แม่ พี่สาว และน้องชาย…ทั้งครอบครัวของเขาเป็นส่วนหนึ่งของ 137 คนที่ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน…ถ้าไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่ทำให้เขาไม่ได้อยู่ในโศกนาฏกรรมครั้งนั้น เขาก็คงเป็นศพไปแล้ว
เขาเคยคิดว่าการแก้แค้นคงเป็นแค่ความหวังเลื่อนลอย เมื่อดูจากความสามารถที่แสนจะธรรมดาของเขา…แต่อาจารย์หลิวได้ยื่นโอกาสให้ เขาจะปล่อยให้มันหลุดมือไปไม่ได้!
“อดทน! เราต้องอดทนไว้!”
แม้จะกู่ร้องโหยหวนอยู่ในใจ แต่ความตั้งใจมั่นตลอด 2 ปีที่ผ่านมานั้นมีผลมากกว่า ความหดหู่และความอ่อนแอหายวับไป มีความอดทนเข้ามาแทนที่
“ไม่เลวเลย!”
เห็นอีกฝ่ายยังอดทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัสนั้นได้ จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
เขาประเมินลู่ชงได้ถูกต้อง จิตใจที่เข้มแข็งของฝ่ายนั้นช่างน่าประทับใจเหลือเกิน หากเขาอดทนได้ขนาดนี้ ก็น่าจะฝึกฝนวิชากายพิษได้สำเร็จ และจากนั้นพละกำลังของเขาก็จะพุ่งพรวด
“ยาพิษจะออกฤทธิ์ตลอดทั้งคืน คืนนี้จะต้องเป็นคืนที่ทุกข์ทรมานมาก หาทางอดทนกับมันให้ได้ และอย่ากังวลไป เดี๋ยวคุณก็จะรู้เองว่าความทรมานครั้งนี้ไม่สูญเปล่า!”
เมื่อสั่งการแล้ว จางเซวียนก็ห่มผ้าให้ลู่ชง และเดินออกจากห้องเรียน
การฝึกฝนวิชากายพิษได้เริ่มแล้ว และไม่มีทางหยุดยั้งได้ ลู่ชงจะทนไหวหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับจิตใจอันแข็งแกร่งของเขาเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครช่วยได้ ในเมื่อจางเซวียนอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงตัดสินใจออกจากห้อง
เมื่อออกจากห้องมา ก็พบว่าพระอาทิตย์ตกแล้ว
ดังนั้นเขาจึงแวะร้านอาหารเพื่อหาอะไรกิน
“พรุ่งนี้เราต้องถ่ายทอดเพลงดาบให้จ้าวหย่า และเพลงกระบี่ให้มู่เสว่คิง เราควรจะทดลองก่อน…”
จางเซวียนได้รับปากสองสาวไว้ว่าจะถ่ายทอดเทคนิคการต่อสู้ให้ แต่สำหรับตัวเขาในเวลานี้ ใช้อาวุธไม่เป็นสักอย่าง จึงต้องรีบฝึกฝนวรยุทธและเทคนิคการต่อสู้สำหรับอาวุธเหล่านี้ให้เชี่ยวชาญเสียก่อนถึงจะถ่ายทอดให้คนอื่นได้
“เราควรเริ่มจากศิลปะการใช้ดาบ!”
จางเซวียนดำดิ่งเข้าไปในหอสมุดเทียบฟ้า และเริ่มพลิกดูเทคนิคการต่อสู้เกี่ยวกับศิลปะการใช้ดาบที่เขาได้พบในสภาปรมาจารย์
“ถูกต้อง!”
ไม่ช้า เคล็ดวิชาเพลงดาบฉบับสมบูรณ์ก็ปรากฏขึ้น
“ดาบ, เจ้าแห่งอาวุธทั้งปวง ว่องไวและยืดหยุ่นเหมือนงูหรือปีศาจ…”
รายละเอียดของเคล็ดวิชาเพลงดาบฉบับสมบูรณ์มีระบุไว้ในหนังสือ
เมื่อหากิ่งไม้เหมาะๆจากพื้นมาได้ 1 กิ่ง จางเซวียนก็ขับเคลื่อนพลังปราณตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในหนังสือ
แต่ครู่ต่อมา เขาก็หยุดและขมวดคิ้ว
“มันไม่ถูก…ศิลปะการใช้ดาบนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่ มันยังไม่สมบูรณ์เลย…”
เทคนิคการต่อสู้ที่มีในสภาปรมาจารย์นั้นอยู่ในขั้นสูงกว่าที่มีในอาณาจักรเทียนเซวียน แม้แต่เทคนิคขั้นต่ำสุดก็ยังเป็นระดับมนุษย์-ขั้นสูงสุด และส่วนใหญ่จะเป็นระดับปีศาจ-ขั้นต่ำเสียด้วยซ้ำ
ยิ่งเทคนิคการต่อสู้ล้ำลึกมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งหายากและมีมูลค่ามากขึ้นเท่านั้น มีหนังสือเกี่ยวกับเพลงดาบอยู่แค่ไม่กี่สิบเล่มในหอสมุด ซึ่งด้วยปริมาณเพียงเท่านี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะประมวลเนื้อหาเหล่านั้นเข้าด้วยกันจนกลายเป็นกระบวนท่าอันสมบูรณ์แบบ ส่วนการเรียบเรียงเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขึ้นมานั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“หากฝึกฝนเพลงดาบที่ไม่สมบูรณ์อย่างนี้ อาจทำให้วรยุทธของผู้ฝึกถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้…”
จางเซวียนมองเคล็ดวิชาเพลงดาบที่ไม่สมบูรณ์อย่างขัดใจ
เขาคิดว่าตัวเองจะสร้างเพลงดาบเทียบฟ้าขึ้นมาจากหนังสือเกี่ยวกับดาบที่มีอยู่ในสภาปรมาจารย์ได้ แต่เท่าที่ดู ก็เหมือนว่าเขาจะประเมินเรื่องนี้ต่ำไป
โชคดีที่เขายังไม่ได้ถ่ายทอดเพลงดาบนี้ให้จ้าวหย่า เพราะไม่อย่างนั้น จ้าวหย่าอาจต้องตายจากการฝึกเทคนิคนี้เสียก่อนที่จะได้ดวลกับคู่ต่อสู้ของเธอเสียอีก
“ลืมๆมันไปก่อนเถอะ เราหาศิลปะการใช้กระบี่ก่อนดีกว่า…”
จางเซวียนข่มความละเหี่ยใจไว้ เขาหันไปสนใจกับหนังสือศิลปะเพลงกระบี่
แต่ไม่ช้าก็ต้องขัดใจยิ่งกว่าเดิม
ก็เหมือนกับศิลปะการใช้ดาบ ในนี้ก็มีหนังสือเกี่ยวกับการใช้กระบี่อยู่เพียงไม่กี่เล่ม เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างเคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์ขึ้นได้จากหนังสือเพียงเท่านี้
คนอื่นๆอาจต้องการหนังสือเคล็ดวิชาที่ล้ำลึกเพื่อฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้ แต่สำหรับจางเซวียนนั้นแตกต่างออกไป สิ่งที่เขาต้องการคือปริมาณ ส่วนคุณภาพ…จะแบบไหนก็พอๆกัน
ในฐานะที่เป็นอาชีพยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก บรรดาปรมาจารย์จึงไม่ใส่ใจเทคนิคการต่อสู้แบบทั่วไปนัก พวกเขาจึงไม่ได้สะสมมันไว้สักเท่าไหร่
เรื่องนี้อาจไม่สำคัญอะไรเลยกับปรมาจารย์คนอื่น แต่กับจางเซวียน ถือเป็นข่าวร้ายสุดๆ
“แล้วเราจะไปหาหนังสือเกี่ยวกับพื้นฐานการใช้กระบี่และดาบได้จากที่ไหน?”
คิดวกไปวนมา แล้วจางเซวียนก็ต้องเกาหัวอย่างขัดใจ
“ใช่แล้ว! เราลืมไปเลยว่าที่นี่คือโรงเรียนเทียนหวู่ จะต้องมีหนังสือเกี่ยวกับพื้นฐานการใช้กระบี่และดาบอยู่แน่ๆ!”
จางเซวียนตาโตขึ้นมาทันที
การหาหนังสือเหล่านี้ อาจจะยากถ้าเป็นที่อื่น แต่ถ้าเป็นโรงเรียนเทียนหวู่ล่ะก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในฐานะที่เป็นโรงเรียนของผู้ฝึกวรยุทธ จะต้องมีหนังสือพวกนั้นอยู่มากมายแน่
จางเซวียนจึงคว้าตัวนักเรียนที่ผ่านมาคนหนึ่งเอาไว้ แล้วถามถึงที่ตั้งของหอสมุดอาจารย์ จากนั้นก็จ้ำพรวดๆไป
ไม่ช้าก็มาถึงหอสมุดขนาดมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ
เมื่อแสดงตราสัญลักษณ์แล้ว เขาก็เดินเข้าไป
มันเป็นที่ที่หนังสือเคล็ดวิชามากมายถูกรวบรวมไว้! แม้ว่าจะไม่ใหญ่เท่ากับหอสมุดของสภาปรมาจารย์ แต่ก็ยังจัดว่ามหึมา หนังสือเกี่ยวกับเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ทุกรูปแบบอัดแน่นอยู่เต็มชั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าจำนวนของมันน่าจะเกินกว่า 1 ล้านเล่ม
ที่สภาปรมาจารย์นั้นมีหนังสือเกี่ยวกับหลากหลายอาชีพ แต่สำหรับที่นี่ หนังสือส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ ส่วนหนังสือเกี่ยวกับอาชีพอื่นๆนั้นมีอยู่ไม่มาก
เทคนิควรยุทธที่ต่ำกว่าขั้นจงซรือนั้นไม่มีประโยชน์กับจางเซวียน เขาจึงเดินตรงไปยังบริเวณของหนังสือศิลปะการใช้ดาบ
ไม่ช้าก็พบชั้นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการใช้ดาบ มันมีอยู่หลายพันเล่ม
เขาจัดการถ่ายโอนพวกมันเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าอย่างรวดเร็ว
“ประมวลออกมา!”
ครั้งนี้ ศิลปะการใช้ดาบที่ถูกประมวลออกมานั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบ สามารถฝึกฝนได้อย่างปลอดภัย
จางเซวียนยังไม่ทดสอบมันเดี๋ยวนั้น เขาเดินไปยังบริเวณที่เก็บหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการใช้กระบี่ และจากนั้นก็จัดการถ่ายโอนพวกมันเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า
“ฮึ? เทคนิควรยุทธขั้นจงซรือ?”
จางเซวียนเดินไปตามชั้นหนังสือ และถ่ายโอนหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการต่อสู้อีกสองสามอย่าง ก่อนที่จะบังเอิญเห็นชั้นหนังสือชั้นหนึ่งและตาโตขึ้นมา
ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีหนังสือเกี่ยวกับเทคนิควรยุทธขั้นจงซรืออยู่ที่นี่!
ที่โรงเรียนหงเทียน หนังสือเกี่ยวกับวรยุทธขั้นจงซรือนั้นจัดเป็นของล้ำค่าอย่างยากจะหาอะไรเทียบ ดังนั้นจึงถูกแยกไว้ต่างหาก และมีแต่ผู้อาวุโสเท่านั้นที่จะเข้าไปดูได้ จางเซวียนไม่คิดเลยว่าหนังสือเกี่ยวกับเทคนิควรยุทธขั้นจงซรือจะวางไว้ในที่ที่อาจารย์ทุกคนในโรงเรียนเทียนหวู่เข้าถึงได้แบบนี้
เขาหยิบขึ้นมาพลิกดูคร่าวๆ แต่แล้วก็ต้องยิ้มอย่างเจ็บกระดองใจ
นึกว่าที่โรงเรียนเทียนหวู่จะให้การศึกษาอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสหรืออาจารย์ทั่วไปก็เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้แบบเดียวกัน แต่หลังจากพลิกดูหนังสือเล่มหนึ่งแล้ว ก็รู้ตัวว่า…เขาหลงละเมอเพ้อพกไปเอง
แม้ว่ามันจะเป็นหนังสือเทคนิควรยุทธขั้นจงซรือจริงๆ แต่ก็เป็นเทคนิคขั้นพื้นฐานแบบง่ายที่สุด ในเชิงของคุณภาพนั้น ก็อยู่แค่ในระดับมนุษย์-ขั้นต่ำ
หากฝึกฝนเทคนิควรยุทธเหล่านี้ ต่อให้ปราดเปรื่องแค่ไหนก็คงต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าวรยุทธจะก้าวหน้าขึ้นไปสักขั้น
ดูเหมือนว่าเทคนิควรยุทธที่น่าทึ่งจริงๆจะถูกเก็บไว้อีกที่หนึ่ง ที่มีอยู่ตรงนี้ล้วนแต่ใช้การไม่ได้
จะทิ้งไปก็น่าเสียดาย แต่ก็ไม่มีใครฝึกมันเหมือนกัน
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังจัดเป็นขุมสมบัติมหึมาสำหรับจางเซวียน
เขาไล้นิ้วไปตามหนังสือเหล่านั้นและถ่ายโอนพวกมันเข้าไว้ในสมองอย่างว่องไว
“ถูกต้อง!”
เขาได้ถ่ายโอนหนังสือเทคนิควรยุทธขั้นจงซรือไว้จำนวนหนึ่งแล้วเมื่อตอนที่อยู่ในเมืองบัวแดง เมื่อรวมหนังสือพวกนั้นเข้ากับที่มีอยู่ตอนนี้ หอสมุดเทียบฟ้าก็สามารถประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขั้นจงซรือขึ้นมาได้ในทันที
“ต้องออกไปก่อน แล้วค่อยฝึก!”
จางเซวียนระงับความอยากฝึกฝนวรยุทธเดี๋ยวนั้นเอาไว้ เขาเดินชมไปทั่วหอสมุดและถ่ายโอนหนังสือที่ดูมีประโยชน์ไว้ได้อีกจำนวนหนึ่งก่อนจะออกมา
เมื่อกลับไปถึงห้องเรียน จางเซวียนแวะไปดูอาการของลู่ชง และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามสุดตัวที่จะต้านทานพิษร้ายนั้น ก็ต้องพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในห้องเรียนห้องเล็ก และลงนั่งขัดสมาธิ
จางเซวียนพลิกเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขั้นจงซรือที่ประมวลขึ้นใหม่ เขาหลับตาแล้วเริ่มฝึกฝนตาม
ฟิ้ววววววววว!
ด้วยกระแสพลังปราณของเขา พลังจิตวิญญาณที่อยู่ในอากาศเริ่มซึมซาบเข้าสู่ร่างกาย มันไหลไปตามจุดชีพจรและอวัยวะต่างๆในร่างกายของเขา
“ฮึ?”
หลังจากฝึกไปได้ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ลืมตาขึ้นอย่างปุบปับ
การฝึกวรยุทธครั้งนี้ไม่ราบรื่นเหมือนเคย ก่อนหน้านี้ การฝ่าด่านวรยุทธช่างง่ายดายเหมือนกับการดื่มน้ำ แต่มาตอนนี้เขากลับรู้สึกหิวโหยขึ้นมา มันเหมือนกับเขาได้พยายามสุดตัวที่จะคว้าเอาสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นก็ไม่เพียงพอที่จะบำบัดความหิวของเขาได้เลย
“ต้องเป็นที่พลังจิตวิญญาณ…”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ได้ข้อสรุป
สำหรับวรยุทธ 7 ขั้นแรกคือ จวีซี, ตันเถียน, เจิ้นซี่, ผีกู่, ติ่งลี่, พี่เชวี่ย และทงฉวน การฝึกฝนวรยุทธในขั้นเหล่านี้ไม่ได้ต้องการพลังจิตวิญญาณมากนัก ยกตัวอย่างขั้นติ่งลี่ ก็แค่กระตุ้นสภาวะร่างกายให้ตื่นขึ้นมา ขั้นพี่เชวี่ย ผู้ฝึกก็แค่ต้องเปิดจุดชีพจรเพื่อเพิ่มพละกำลัง ส่วนขั้นทงฉวน ก็ต้องรวบรวมสภาวะร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียวให้ได้เท่านั้น…
แต่สำหรับขั้นจงซรือนั้นแตกต่างออกไป การสะสมพลังจิตวิญญาณและพลังปราณที่มีอยู่ถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด
แม้การเพิ่มระดับวรยุทธขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็ยังต้องการพลังจิตวิญญาณในปริมาณมหาศาล
ด้วยตรรกะนี้ วรยุทธของนักรบขั้นจงซรือจึงเหมือนกับทะเลสาบ ในขณะที่พลังจิตวิญญาณในอากาศเทียบได้กับลำธารที่ไหลลงสู่ทะเลสาบนั้น หากผู้ใดต้องการจะเติมให้เต็ม ก็แน่นอนว่ายิ่งลำธารไหลแรงกว่าก็ย่อมดีกว่า
การฝึกฝนเทคนิควรยุทธขั้นที่สูงกว่าย่อมทำให้ลำธารนี้กว้างใหญ่ขึ้น ด้วยเคล็ดวิชาเทียบฟ้า ‘ลำธาร’ ของจางเซวียนก็ไม่ต่างอะไรกับแม่น้ำกว้างใหญ่ ดังนั้นปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจึงมีมากกว่าลำธารเล็กๆอยู่มาก…แต่ก็แน่นอนว่ามันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีน้ำมากพอที่จะเติมเต็มให้แม่น้ำนั้นตั้งแต่ต้น
ถ้ามีน้ำไม่มากพอ ต่อให้แม่น้ำนั้นกว้างใหญ่แค่ไหน มันก็ไม่อาจเติมเต็มทะเลสาบได้เร็วไปกว่าลำธารเล็กๆสายหนึ่ง
พูดอีกอย่างก็คือ…แม้เคล็ดวิชาเทียบฟ้าจะไม่มีข้อบกพร่องใด แต่ด้วยพลังจิตวิญญาณที่มีไม่มากพอ จางเซวียนจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคนิควรยุทธนี้ได้อย่างเต็มที่
พูดให้ง่ายเข้าก็คือ จางเซวียนไม่สามารถยกระดับวรยุทธได้อีกหนึ่งขั้นภายในเวลาแค่ 2 ชั่วโมงอย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน!
“ด้วยพลังจิตวิญญาณในอากาศที่เบาบางขนาดนี้ คงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ถึง 5 เดือนกว่าเราจะสำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุด!”
จางเซวียนคิดอย่างละเหี่ยใจ
ประสิทธิภาพของเคล็ดวิชาเทียบฟ้านั้นยังคงน่าทึ่งอยู่ แต่มันไม่มีทางสำเร็จได้หากพลังจิตวิญญาณในอากาศยังมีเบาบางขนาดนี้ ด้วยระดับการซึมซาบเท่าที่เป็นอยู่ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ถึง 5 เดือนกว่าเขาจะเข้าถึงขั้นสูงสุดของวรยุทธขั้นจงซรือได้
แต่ก็แน่นอนว่าหากคนอื่นล่วงรู้ความคิดของเขา คงจะคว้าไฟฉายกับสามง่ามเตรียมกระซวกแล้ว
สำเร็จวรยุทธจงซรือขั้นสูงสุดได้ภายใน 3 ถึง 5 เดือน ก็น่าทึ่งขนาดไหนแล้ว ไม่รู้หรือไง? ยังจะมีหน้ามาไม่พอใจอีก…
“ช่างมันเถอะ พรุ่งนี้เราจะไปที่สมาคมนักปรุงยาเพื่อดูว่าพอมียาอะไรที่ทำให้ควบคุมพลังจิตวิญญาณได้บ้าง หากได้ยาช่วย ก็น่าจะยกระดับวรยุทธได้เร็วขึ้น…”
รู้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกฝนวรยุทธไปตามปกติ จางเซวียนจึงตัดสินใจวางเรื่องนั้นไว้ก่อน
พลังจิตวิญญาณที่มีอยู่เบาบางถือเป็นปัญหาใหญ่ของเขา แต่มันก็อาจใช้ยาบางชนิดช่วยได้ ที่สมาคมนักปรุงยามียาเม็ดอยู่หลายชนิดที่มีคุณสมบัติช่วยเก็บกักพลังจิตวิญญาณ
ดังนั้น จางเซวียนจึงละความสนใจจากเทคนิควรยุทธขั้นจงซรือไปหาเคล็ดวิชาเพลงดาบและเพลงกระบี่ที่อยู่ในหอสมุดเทียบฟ้า
4 ชั่วโมงต่อมา
ฟึ่บ!
จางเซวียนคว้าดาบที่อยู่ในคลังอาวุธของห้องเรียนขึ้นมา เขาถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปตามขั้นตอนที่อยู่ในหัว และขยับดาบในมือเล็กน้อย
ฟิ้ววววว!
พลังปราณที่จางเซวียนถ่ายทอดเข้าไปในดาบก่อตัวเป็นรังสีที่ส่วนปลายของมัน
และด้วยการพุ่งออกไปเพียงเบาๆ…!
ดาบฉีปลิวไปไกลกว่า 12 เมตร ก่อนที่จะร่วงลงมา เกิดรอยแตกแคบๆแต่ลึกอยู่บนพื้นอันแข็งแกร่งนั้น
……
ตันเถียนคือพื้นที่บริเวณท้องน้อย เป็นจุดศูนย์กลางที่พลังงานของนักรบคนหนึ่งจะพุ่งออกมา เหมือนกับการที่เลือดของเราถูกสูบฉีดออกจากหัวใจ สำหรับนักรบขั้น 2-ตันเถียน สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือ ต้องเปิดจุดตันเถียนนี้ให้ได้เพื่อจะได้เริ่มการสะสมพลังปราณ
ดาบฉี หมายถึงรังสีที่แผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัดจากปลายดาบเมื่อมันพุ่งออกไป
ทั้งอาวุธ เทคนิคการต่อสู้ และเทคนิควรยุทธล้วนมีการจัดระบบแบบเดียวกัน
ไล่จากขั้นต่ำไปสูงคือ มนุษย์ ปีศาจ จิตวิญญาณ เซียน และเทพเจ้า โดยแต่ละระดับก็ยังแบ่งออกเป็นขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสูงสุด มันมีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกันคือ หากมีความแตกต่างระหว่างขั้นอยู่มาก ในกรณีนั้นก็จะมีขั้นย่อยเพิ่มขึ้นมา
สำหรับเทคนิคการต่อสู้ ก็มีการจัดระดับความเชี่ยวชาญเหมือนกัน ยิ่งเทคนิคการต่อสู้อยู่ในขั้นสูงขึ้นเท่าไหร่ การจะมีความเชี่ยวชาญก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ระดับความเชี่ยวชาญแบ่งออกเป็น มือใหม่ ขั้นริเริ่ม การประสบความสำเร็จเบื้องต้น การประสบความสำเร็จในภาพรวม และความเชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์



