Skip to content

Library Of Heaven’s Path 389

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 389 จดหมายลับของปรมาจารย์ขง

มีการจัดวางค่ายกลชนิดพิเศษไว้บนกำแพงสื่อสาร ทำให้ผู้ใช้งานสามารถส่งข้อความไปยังอีกฝ่ายได้ทันทีแม้จะอยู่ไกลกันมาก

C

ทั้งกำแพงคาใจและกำแพงสูตรยาก็ใช้แนวคิดแบบเดียวกัน

เครื่องมือจำพวกนี้มีราคาสูงมาก แม้จะเป็นแค่กำแพงอันหนึ่ง แต่มีค่ายกลเกรด 3 ขั้นสูงสุดอยู่บนนั้นด้วย ซึ่งการส่งข้อความจากผู้ที่อยู่ด้านหนึ่งของกำแพงไปยังอีกฟากจะทำได้โดยผ่านค่ายกลนี้

แค่กำแพงนี้อันเดียวก็มีราคาสูงถึงขนาดที่ราชวงศ์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ไม่มีปัญญาซื้อ

มีแต่สมาคมวิชาชีพที่มีเกียรติมากๆเท่านั้นถึงจะซื้อหามาได้

คงไม่มีใครนึกถึงว่าตระกูลหลินจะมีเครื่องมือชนิดนี้

เพื่อปกป้องครอบครัวของเธอ หลินหลงซึ่งเป็นถึงชายาขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวนจึงเต็มใจจ่ายเงินมหาศาลเพื่อซื้อมันมา

หลินโหลวเทียนกัดฟันแน่นและคว้าพู่กันมาเขียนถ้อยคำลงไปบนนั้น

“ตระกูลหลินถูกคุกคามโดยไอ้สารเลวที่ชื่อหลิวเฉิน, หลินหลั่งและพ่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอความช่วยเหลือด่วน!”

พรึ่บ!

เกิดแสงสว่างวาบ ถ้อยคำนั้นค่อยๆจางไป

จากนั้น หลินโหลวเทียนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ประกายดุดันวาบขึ้นมาในดวงตาของเขา

“ไอ้หลิวเฉินและราชวงศ์เทียนหวู่…พวกแกต้องชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้!”

…..

ที่ด้านข้างพระราชวังหลวงแห่งอาณาจักรชวนหยวน มีพระราชวังขนาดมหึมาอีกหลังหนึ่ง

มันคือวังตะวันออก หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘วังรัชทายาท’

มันคือสถานที่ที่องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวนพำนักอยู่

ในห้องซึ่งอยู่มุมหนึ่งของพระราชวัง มีกำแพงสีขาวตั้งอยู่ มันไม่ได้ถูกใช้งานมานานแล้ว แต่วันนี้เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมา และข้อความแถวหนึ่งปรากฏขึ้น

“เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นแล้ว รีบแจ้งพระชายา…”

องครักษ์ที่เฝ้ากำแพงมีสีหน้าตระหนกขึ้นมาทันที เขารีบบอกบรรดาข้าราชบริพาร

คนอื่นอาจไม่รู้ว่ากำแพงมีไว้ทำอะไร แต่เขารู้ดีว่ามันเชื่อมต่อกับบ้านเกิดขององค์หญิง เมื่อไรก็ตามที่มันสว่างวาบขึ้นมา จะเป็นข้อความอะไรก็ช่างเถอะ นั่นหมายความว่า…มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น!

ไม่ช้า สุภาพสตรีที่ดูสง่างามคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

ชายาของรัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวน, พี่สาวของหลินหลั่ง…หลินหลง!

“ท่านพ่อ…น้อง!”

เมื่อเห็นข้อความบนนั้น เธอก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว รังสีอันก้าวร้าวดุดันแผ่ออกมา

หลินหลงเป็นห่วงเป็นใยครอบครัวของเธอมาก นึกไม่ถึงว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นทั้งที่เธอเพิ่งออกจากอาณาจักรเทียนหวู่มาได้ไม่นาน

“หลิวเฉิน? หลิวเฉินคนนี้คือใคร?”

เธอตวาดกร้าวด้วยสีหน้าไม่พอใจสุดขีด “เร็วเข้า ไปเชิญนายพลเหลียงมาเดี๋ยวนี้!”

“ขอรับ!”

องครักษ์รีบเดินออกไป

นายพลเหลียง, เหลียงชิงหมิง คือนายพลที่อยู่ใต้บังคับบัญชาขององค์รัชทายาทโดยตรง เขาเป็นนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดที่รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของวังตะวันออก มีแต่องค์รัชทายาทกับพระชายาเท่านั้นที่สามารถออกคำสั่งกับเขาได้

ไม่นาน ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา

เสื้อผ้าชุดดำและนัยน์ตาคมปลาบนั้นทำให้เขาดูเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด ผู้ที่ได้เห็นแม้เพียงแวบเดียวย่อมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“องค์หญิงเรียกตัวผมหรือ?”

เหลียงชิงหมิงประสานมือและคำนับอย่างนอบน้อม

“นายพลเหลียง หานักรบ 2 คนไปกับฉัน ฉันจะไปเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่!” หลินหลงสั่งการ

“เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่?” เหลียงชิงหมิงทวนคำอย่างสงสัย

“ใช่แล้ว ตระกูลหลินของฉันถูกคนรุกราน ทั้งน้องชายและท่านพ่อของฉันก็บาดเจ็บสาหัส ไปให้เร็วที่สุด…” หลินหลงสั่งการอย่างกระวนกระวาย “ไม่สิ นักรบ 2 คนก็ไม่พอ คุณต้องไปกับฉันด้วย! มีแต่พละกำลังของคุณเท่านั้นที่ฉันไว้ใจ!”

“ผม?”

เหลียงชิงหมิงลังเล “แต่องค์รัชทายาทยังไม่กลับมา ผมควรจะรอขออนุญาตเสียก่อนไหม?”

“อนุญาตอะไรเล่า? หากคุณไม่รีบไป ตระกูลหลินของฉันคงเหลือแต่ซากแน่!” หลินหลงสะบัดแขนเสื้ออย่างเดือดดาล

“ขอรับ!”

รู้ดีว่าองค์รัชทายาทตามใจพระชายามาก หากตระกูลของเธอต้องล่มสลายจริงๆ เขาคงเดือดร้อนไปด้วย เหลียงชิงหมิงจึงพยักหน้าโดยไม่รีรอ “หากคุณรีบร้อนขนาดนั้น เราใช้ ‘อสูรสายฟ้าสีทอง’ ซึ่งเป็นพาหนะขององค์รัชทายาทก็ได้ มันสำเร็จวรยุทธจื้อจุนขั้นกลาง และเดินทางได้ด้วยความเร็วสูง เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ก็ไม่ได้อยู่ไกลมากนัก สองวันก็คงถึง!”

“ได้!” หลินหลงพยักหน้า

ด้วยการที่เป็นอสูรขั้นจื้อจุน อสูรสายฟ้าสีทองซึ่งเป็นอสูรพาหนะขององค์รัชทายาทสามารถเดินทางได้หลายหมื่นลี้ต่อวัน

หากใช้มัน ก็คงไปได้ทันเวลา

“ให้บรมครูนักฝึกอสูรโจวตามเราไปด้วย บอกเขาให้ไปเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!” หลินหลงสั่งการเพิ่ม

“ขอรับ” เหลียงชิงหมิงรับคำก่อนจะออกไปเตรียมการ

ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ก้านธูป อสูรอารักขาขนาดมหึมาก็ปรากฏตัวในลานพระราชวัง หลินหลงก้าวเข้าไปในห้องโดยสารที่อยู่บนหลังของมัน อสูรตัวนั้นกระพือปีกและพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้า

…..

ปั้ก! ตึ้ง!

จางเซวียนเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ และทำลายค่ายกลไปได้ 7-8 อัน ก่อนจะมาถึงห้องที่หลินโหลวเทียนหลบอยู่

เหลี่ยวฉวินที่เดินตามหลังจางเซวียนไปก็ได้เห็นความแข็งแกร่งของชายหนุ่มคนนี้อย่างเต็มตา

ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลชนิดไหน แค่มองปราดเดียว ศิษย์ปู่ก็หยุดมันได้ด้วยการเตะเข้าไป 1 ครั้ง…สิ่งที่เขาได้เห็นกับตา ไม่อาจใช้คำอื่นบรรยายได้นอกจาก ‘น่าสะพรึง’

โชคดีเหลือเกินที่เขาตัดสินใจหันหลังให้พวกตระกูลหลินได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้น คงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายไปตอนไหน

“พวกแกก็มากันเร็วเหลือเกิน!”

รู้ดีว่าฝ่ายตรงข้ามจะต้องปรากฏตัว หลินโหลวเทียนจึงไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เมื่อประตูเปิดออก เขากลับขู่ด้วยสีหน้าดุดัน “เอาเถอะ ต่อให้พวกแกมาถึงนี่ แกกล้าฆ่าฉันหรือเปล่า? ฉันส่งข่าวให้ชายาขององค์รัชทายาทรู้เรื่องแล้ว ไม่ช้าคนของเธอก็ต้องมาถึง หากพวกแกกล้าแตะต้องแม้แต่ปลายผมของฉันล่ะก็ ไม่เพียงแต่แกจะตาย ทั้งอาณาจักรเทียนหวู่ก็จะถูกฝังไปด้วย!”

“คุณหมายความว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรคุณ องค์หญิงจะปล่อยให้พวกเราลอยนวลไปอย่างนั้นสิ?”

เห็นอีกฝ่ายทำท่ามั่นใจและเอาแต่ได้ขนาดนั้น จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้า

ก็ในเมื่อความขัดแย้งมันเกิดแล้ว ถึงจางเซวียนปล่อยหลินโหลวเทียนไป อีกฝ่ายก็ไม่เอาเขาไว้แน่

“แก…” หลินโหลวเทียนคิดว่าหมอนี่จะต้องลังเลเมื่อได้ยินคำพูดของเขา แต่ฝ่ายนั้นกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนเดิม เขาถึงกับผงะ

“ลู่ชง จัดการแก้แค้นเอาเองก็แล้วกัน เสร็จเมื่อไหร่ก็ไปหาผมที่โรงเรียน! เหลี่ยวฉวิน, คุณคอยช่วยเหลือลู่ชงด้วย!” จางเซวียนสั่งการ ไม่แยแสกับความหยิ่งผยองของหลินโหลวเทียน

“ขอรับ!”

ลู่ชงกับเหลี่ยวฉวินพยักหน้า

ผู้อาวุโสที่เก่งกาจทั้งหลายแหล่ก็หมดสภาพแล้ว ที่เหลือก็หนีหายหรือไม่ก็แตกฉานซ่านเซ็นไป ในตระกูลหลินไม่เหลือใครที่พอจะสู้กับลู่ชงและเหลี่ยวฉวินได้อีก

เมื่อสั่งการเรียบร้อย จางเซวียนก็เดินทอดน่องออกจากคฤหาสน์ตระกูลหลินไป

ในตอนนั้น บรรดาผู้ชมที่รออยู่ด้านนอกก็ยังไม่ไปไหน เมื่อเห็นจางเซวียน ทุกคนก็มีสีหน้ายกย่องชื่นชม

“ผมขอขอบคุณอย่างจริงใจสำหรับการสนับสนุนของพวกคุณ!”

จางเซวียนรู้ว่าที่คนเหล่านั้นมารวมตัวกันที่นี่ก็เพราะการรบเร้าจากบรรดาลูกศิษย์ของเขา ต่อให้พวกนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ความจริงที่ว่าทุกคนต่างก็เต็มใจจะต่อสู้กับตระกูลหลิน ถึงกับเข้ามาสนับสนุนเขาในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ทำให้จางเซวียนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างมาก

“อาจารย์หลิว (ประธานหลิว) ช่างถ่อมตัวเหลือเกิน พวกเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย…”

ฝูงชนพากันคำนับและหน้าแดงก่ำอย่างเขินๆ

พวกเขาตั้งใจมาช่วยหลิวเฉิน แต่ลงท้ายอีกฝ่ายก็จัดการด้วยตัวเองทั้งหมด

“ผม, หลิวเฉิน คือผู้ที่ต้องตอบแทนพวกคุณ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมจะจัดการบรรยายขึ้นเพื่อเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือของพวกคุณทุกคน!”

ด้วยสิ่งที่คนเหล่านี้ได้แสดงออกมา ทำให้จางเซวียนไม่อาจนิ่งเฉยได้

“การบรรยาย?”

ทุกคนตาวาววับด้วยความดีใจ

แม้ประธานหลิวคนนี้จะไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่เขาก็เป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุดผู้เข้าถึงหัวใจเพลงดาบ

การบรรยายของประธานหลิวจะต้องเป็นประโยชน์ในการยกระดับวรยุทธของพวกเขามาก

“แก่นแท้ของการฝึกวรยุทธนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคน…”

จางเซวียนเริ่มบรรยายโดยไม่รีรอ เสียงของเขาพุ่งเข้าจับหัวใจของผู้ฟัง ทำให้ทุกคนต่างเต็มตื้น

เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเขาไว้ จางเซวียนจึงไม่ได้ใช้การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้ฟังหลายคนที่สามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ระหว่างที่เขากำลังบรรยายอยู่

กลุ่มคนที่เข้ามาสนับสนุนจางเซวียนมีอย่างน้อย 100 คน ซึ่งมีถึง 7 คนที่สามารถฝ่าด่านวรยุทธได้!

“แค่การบรรยายครั้งเดียวก็ทำให้ผู้ฟังสามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ สมกับเป็นปรมาจารย์ที่เก่งที่สุดในอาณาจักรเทียนหวู่…”

ประธานเจียงประทับใจมากกับภาพที่เห็น

ขนาดเขาเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุด ก็ยังทำไม่ได้แบบนี้

การบรรยายของอีกฝ่ายเรียบง่ายแต่ละเอียด แนวคิดที่ยากต่อการทำความเข้าใจกลับกลายเป็นเรื่องง่ายเมื่อได้ฟังคำอธิบายของเขา เขาทำราวกับการฝึกวรยุทธของผู้ฟังเป็นลูกบอลขนสัตว์ขนาดใหญ่ที่เขาสามารถนำมาฟั่นให้เป็นเส้นเชือกที่เป็นระเบียบได้เส้นแล้วเส้นเล่า

เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเขา ผู้ฟังต่างรู้สึกเหมือนกับได้แตะต้องบางเศษเสี้ยวของหัวใจการฝึกวรยุทธ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ การพัฒนาตัวเองย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

“น่าทึ่งจริงๆ…ไม่นึกเลยว่าการสอนของอาจารย์หลิวไม่ได้ด้อยกว่าปรมาจารย์จางเลย!”

“จริงด้วย! ผมเจอไอดอลคนใหม่แล้ว!”

เมื่อได้ฟังการสอนของอาจารย์หลิว ทั้งเจิ้งหยาง หยวนเทา และหลิวหยางก็อึ้งไป

ที่ผ่านมา พวกเขาคิดมาตลอดว่าปรมาจารย์จางคืออาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าอาจารย์คนไหนก็ล้วนด้อยกว่าทั้งนั้น แต่มาตอนนี้ก็รู้แล้วว่า ยังมีโลกภายนอกที่กว้างใหญ่อีกมากมายซึ่งพวกเขายังไม่รู้จัก

ปรมาจารย์จางเก่งกาจมากก็จริง แต่หากเขาจะเอาชนะอาจารย์หลิวคนนี้ ก็คงทำได้ยาก

น่าหัวเราะเหลือเกินที่พวกเขาคิดมาตลอดว่าอาจารย์หลิวไม่คู่ควรกับการได้รับชื่อเสียงนี้

“เธอคิดว่าการสอนของใครดีกว่า อาจารย์จางหรืออาจารย์หลิว?”

เห็นทีท่าของพรรคพวกแล้ว จ้าวหย่าก็ส่ายหน้าและตั้งคำถามด้วยสีหน้าประหลาด

“ก็ดี…ทั้งคู่!”

เจิ้งหยางตอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ

เขาอยากจะตอบว่าการสอนของอาจารย์จางดีกว่า แต่สิ่งที่เพิ่งได้ฟังจากอาจารย์หลิวก็ไม่ได้ด้อยกว่าอาจารย์จางเลยแม้แต่น้อย

“ช่างมันเถอะ พวกนายก็ตัดสินเอาเองแล้วกัน!”

ในเมื่ออาจารย์ไม่พูด จ้าวหย่าก็ไม่ควรอธิบาย เธอกับหวังหยิ่งหันหลังกลับและเดินจากไป ปล่อยให้สามหนุ่มยืนเซ่ออยู่ที่เดิม

…..

เมื่อบรรยายจบแล้ว จางเซวียนก็กลับโรงเรียนเทียนหวู่

ไม่นานลู่ชงก็ตามมาสมทบด้วยนัยน์ตาแดงก่ำและอาการตัวสั่นเล็กน้อย เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น

ทุกสิ่งที่เขาอยากพูดดูเหมือนจะรวมอยู่ในคำคำเดียว “ท่านอาจารย์…”

เป็นเพราะอาจารย์ของเขาที่ทำให้เขาได้มีโอกาสแก้แค้นและรู้เป้าหมายของการมีชีวิตอยู่

เป็นเพราะอาจารย์ที่ทำให้พ่อแม่ของเขาได้สงบสุขอยู่ในปรโลก และเขาก็จะไม่รู้สึกอับอายขายหน้าอีกต่อไปเมื่อเขาตายและได้กลับไปพบกับคนเหล่านั้น

การได้เจออาจารย์ที่แสนดีขนาดนี้ถือเป็นพรวิเศษที่สุดที่สวรรค์ประทานให้

“ลุกขึ้นเถอะ!”

จางเซวียนมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน “คุณควรบอกผมได้แล้วว่าทำไมพวกตระกูลหลินถึงต้องกำจัดตระกูลของคุณ?”

แม้พี่สาวของลู่ชงจะทำร้ายหลินหลั่ง แต่ด้วยชื่อเสียงที่ต้องรักษาไว้ พวกตระกูลหลินไม่จำเป็นจะต้องทำการใหญ่ถึงขั้นฆ่าล้างตระกูลที่มีสมาชิกมากกว่า 100 คน

แสดงว่า…ต้องมีเหตุผลใหญ่กว่านั้น!

เมื่อตอนที่อยู่ในพระราชวัง โม่เทียนเชว่กับโม่หยู่ก็อยู่ด้วย ลู่ชงจึงไม่พูดอะไรมาก และสองคนนั้นก็ไม่รู้สึกอะไร แต่จางเซวียนรู้สึกได้ว่าบางสิ่งขาดหายไป

“ท่านอาจารย์ เรื่องจริงก็คือตระกูลหลินไม่ได้สังหารตระกูลฉู่ของผมด้วยเรื่องนั้น…แต่เป็นเพราะมรดกตกทอดของตระกูลผม!”

อาจารย์ทำให้เขาเสียมากมายขนาดนี้ ลู่ชงจึงตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ปิดบังสิ่งใดอีก

“มรดกตกทอด?”

จางเซวียนขมวดคิ้ว

“ใช่ มันคือจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบรรพบุรุษ!” ลู่ชงตอบ

“จดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบรรพบุรุษ?”

จางเซวียนถึงกับงง “แล้วมันเรื่องอะไรพวกตระกูลหลินถึงอยากได้จดหมายที่บรรพบุรุษของคุณเป็นคนเขียน?”

จดหมายนี้ย่อมเป็นจดหมายที่บรรดาบรรพบุรุษของลู่ชงเขียนไว้ให้ลูกหลานและทายาท พวกตระกูลหลินจะต่อสู้เพื่อแย่งชิงมันทำไม ถึงกับต้องฆ่าล้างตระกูลเพื่อสิ่งนั้น?

“จดหมายที่เขียนด้วยลายมือของบรรพบุรุษของพวกเรานั้นไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย แต่…สิ่งที่อยู่ในจดหมายคือลายมือที่ปรมาจารย์ขงเป็นผู้เขียนตอบ!” ลู่ชงอธิบาย

“ลายมือปรมาจารย์ขง?” จางเซวียนถึงกับผงะ เขาคิดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!