ตอนที่ 390 สูตรบ่มเพาะกายโลหิต
ปรมาจารย์เซียนขงคือผู้ก่อตั้งสภาปรมาจารย์ บุคคลหมายเลขหนึ่งในประวัติศาสตร์
จดหมายที่เขียนด้วยลายมือของเขาย่อมมีมูลค่ามหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้ ไม่นึกเลยว่าลายมือของเขาจะไปปรากฏอยู่ในจดหมายของบรรพบุรุษแห่งตระกูลฉู่…
ไม่เพียงแค่ตระกูลหลิน ต่อให้เป็นอาณาจักรชวนหยวน หากรู้เข้าก็คงแทบคลั่ง!
ทุกข้อสงสัยของจางเซวียนได้รับการเฉลยในทันที
ลู่ชงได้หลบซ่อนตัว เปลี่ยนชื่อ และหนักถึงขั้นแสร้งทำเป็นคนใบ้ แต่ด้วยอิทธิพลยิ่งใหญ่ของตระกูลหลินที่ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองหลวง มันง่ายเสียยิ่งกว่าง่ายที่จะตามหาร่องรอยของเขา
เป็นไปไม่ได้ที่ลู่ชงจะมีชีวิตอยู่ใต้จมูกของคนพวกนั้นมาได้ถึง 2 ปี หากเขาไม่ได้กุมความลับบางอย่างไว้
เท่าที่ดู ก็เหมือนว่าพวกตระกูลหลินจะจงใจปล่อยลู่ชงให้มีชีวิตอยู่ เพื่อจะได้ใช้เขาเป็นเครื่องมือในการตามหาจดหมายที่เขียนด้วยลายมือนั้น
พวกเขารู้ดีว่าสติปัญญาของลู่ชงก็มีแค่พื้นๆ และรู้ด้วยว่าถึงอย่างไรเขาก็ไม่เก่งกาจพอจะลุกขึ้นมาแก้แค้น จึงปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่
คงไม่มีใครนึกฝันว่าลู่ชงจะได้พบกับจางเซวียน และเจ้าเด็กไร้ค่าที่พวกเขาคิดว่าไม่สลักสำคัญอะไร ก็ลุกขึ้นมาโค่นล้มตระกูลหลินได้
“บรรพบุรุษของคุณรู้จักมักคุ้นกับปรมาจารย์ขง?” หลังจากพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ จางเซวียนก็ตั้งคำถาม
ปรมาจารย์ขงจะตอบจดหมายหรือ หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ?
“เรื่องนั้นผมก็ไม่แน่ใจ แถมไม่เคยเห็นจดหมายนั้นกับตาด้วย แต่ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังคร่าวๆ…”
ลู่ชงพูดต่อ “ตอนนี้จดหมายฉบับนั้นไม่ได้อยู่ที่ผมหรือที่ตระกูลของผม แต่บรรพบุรุษของเราซ่อนมันไว้ในหุบเขาลึกแห่งหนึ่ง ถ้าอาจารย์อยากได้ ผมจะไปเอามาให้!”
จดหมายนั้นเป็นของบรรพบุรุษตระกูลฉู่ ทั้งที่กำลังเผชิญหน้ากับความตาย พวกตระกูลฉู่ก็ยังไม่ยินยอมส่งมอบมันให้ตระกูลหลิน แต่ลู่ชงเต็มใจมอบให้อาจารย์ของเขาโดยไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย
“ไม่ต้องหรอก ถึงลายมือของปรมาจารย์ขงจะล้ำค่าแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์กับผม!”
จางเซวียนส่ายหน้า
สำหรับคนอื่นๆ ถ้อยคำที่เป็นลายมือของปรมาจารย์ขงอาจถือเป็นสมบัติล้ำค่าจนสุดประมาณ ถึงกับต้องฆ่าแกงกันเพื่อแย่งชิงมัน แต่สำหรับจางเซวียน มันไม่มีความหมายเลย
ต่อให้จดหมายน่าทึ่งสักแค่ไหน ก็จะเทียบอะไรกับหน้าหนังสือสีทองของหอสมุดเทียบฟ้าได้?
สำหรับจางเซวียน นอกจากจดหมายนั้นจะไม่ช่วยยกระดับวรยุทธของเขา มันยังเป็นแค่สมบัติชิ้นหนึ่งที่สามารถนำไปขายเพื่อให้ได้เงินมากๆเท่านั้น
แต่ในเมื่อมันเป็นของลูกศิษย์ และด้วยสิ่งนี้ที่ทำให้ทั้งตระกูลของลู่ชงถูกสังหาร จางเซวียนจึงไม่อยากเข้าไปก้าวก่ายกับโชคลาภที่ลูกศิษย์ของเขากำลังจะได้รับ
“ผมขอโทษ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์ ลู่ชงก็หน้าแดงก่ำ
เขาเห็นแล้วว่าท่านอาจารย์มอบความจริงใจให้เขา แล้วก็เห็นกันชัดๆว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อจดหมายของบรรพบุรุษอย่างที่ควรจะเป็น การพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำให้ดูเหมือนว่าลู่ชงดูถูกจางเซวียน
จางเซวียนมองหน้าลู่ชงและไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก เขาเพิ่งจะจบการบรรยายและกลับมาที่นี่ จึงไม่รู้ว่าลู่ชงจัดการกับตระกูลหลินอย่างไร
“ผมไม่ได้ฆ่าพวกเขา แต่ให้หัวหน้าเหลี่ยวถอดถอนวรยุทธของพวกเขาเป็นการถาวร…” ลู่ชงตอบ
แม้เขาจะกระหายอยากแก้แค้น เพื่อให้บรรดาสมาชิกในตระกูลของเขาได้ไปสู่สุคติ แต่ก็รู้ดีว่าการฆ่าพวกนั้นจะทำให้ทุกอย่างจบง่ายเกินไป
พวกตระกูลหลินกร่างมาหลายปีแล้ว ทั้งยังคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย เมื่อวรยุทธของพวกเขาถูกถอดถอนและไม่เหลือค่ายกลไว้ปกป้องตัวเองอีก ต่อให้ลู่ชงไม่ฆ่าพวกนั้น ไม่นานตระกูลนี้ก็ย่อมจะหายสาบสูญไป และคงเหลือไว้แค่ประวัติศาสตร์
เหนือสิ่งอื่นใด ด้วยการไม่ฆ่าพวกนั้น เขาจะสามารถปกป้องเกียรติยศของอาจารย์ไว้ได้ด้วย
“ดี!” เมื่อได้ฟังลู่ชงอธิบาย จางเซวียนก็พยักหน้าอย่างพอใจ
หลังจากที่ผ่านความยุ่งยากทั้งหลายแหล่มา ลูกศิษย์ของเขาก็เติบโตขึ้น
หากเขาฆ่าพวกตระกูลหลิน ก็มีแต่จะทำให้พวกนั้นไปสบาย
การถอดถอนวรยุทธและปล่อยให้พวกเขาต้องมีชีวิตอยู่แบบนั้น มันช่างเจ็บปวดกว่าความตายหลายเท่า
“ท่านอาจารย์ นี่คือสิ่งที่เรายึดได้จากตระกูลหลิน…”
ลู่ชงหยิบแหวนเก็บสมบัติวงหนึ่งออกมาและยื่นให้จางเซวียน
ในฐานะที่เป็นตระกูลใหญ่หมายเลขหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่ พวกเขาจึงเก็บทรัพย์สมบัติมากมายไว้ในคฤหาสน์ หากปล่อยให้คนอื่นเข้าไปชุบมือเปิบ ก็ย่อมจะเป็นการสูญเปล่าอย่างมาก ลู่ชงจึงโกยข้าวของพวกนั้นใส่ลงไปในแหวนเก็บสมบัติและนำมาให้อาจารย์
ส่วนแหวนเก็บสมบัติวงนี้ เขาถอดมันออกมาจากนิ้วของหลินโหลวเทียนด้วยตัวเอง
จางเซวียนรับแหวนมา
เขาไม่สนใจในข้าวของของลูกศิษย์ แต่ก็ไม่รู้สึกผิดอะไรที่ยึดครองทรัพย์สินของพวกตระกูลหลินมา
เพราะพวกนั้นก็คงจะทำแบบเดียวกันหากเข้ามาในถิ่นของเขา
จางเซวียนกรีดเลือดหยดหนึ่งลงไปเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ จากนั้นพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า มันใหญ่กว่าแหวนเก็บสมบัติวงเก่าของเขามาก มีขนาดกว้างยาวราว 100 เมตร
“สมฐานะตระกูลหลินจริงๆ เงินทองมากมาย…”
เมื่อกวาดสายตาดู ก็พบเหรียญทองกองสูงเป็นตั้งๆ รวมแล้วน่าจะตกพันล้านเหรียญ
แต่ก็แน่นอนว่าของล้ำค่าที่สุดย่อมไม่ใช่เหรียญทอง แต่เป็นค่ายกล อาวุธชนิดต่างๆ และยาเม็ดมากมาย
“หินวิเศษ?”
เมื่อกวาดตาดูรอบๆ จางเซวียนก็ถึงกับตาโต
ที่มุมหนึ่ง เขาเห็นหินวิเศษจำนวนหนึ่งอยู่ในกล่องหยก
นับดูแล้วน่าจะมีประมาณ 10 ก้อน มากกว่าจำนวนหินวิเศษทั้งหมดที่เขาได้จากราชวงศ์เทียนหวู่ เสียอีก
“หินวิเศษเยอะแยะขนาดนี้ เราต้องได้สำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนเป็นอย่างน้อย…”
จางเซวียนหัวเราะอย่างดีอกดีใจ
ด้วยการสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุน ซึ่งอีกเพียงนิดเดียวก็จะก้าวถึงขั้นจื้อจุนอย่างเต็มตัวแล้ว ทำให้ต้องใช้พลังจิตวิญญาณมากกว่าเมื่อครั้งที่พยายามให้สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ
จางเซวียนยังหงุดหงิดใจอยู่ว่าจะไปหาหินวิเศษได้จากที่ไหน ก็พอดีกับที่ตระกูลหลินมาช่วยแก้ปัญหาให้
“ดูซิว่ามีเทคนิควรยุทธหรือเคล็ดลับอะไรอีกหรือเปล่า!”
จางเซวียนควานหาข้าวของบริเวณนั้นต่อไป
สำหรับเขา มีของสำคัญที่สุดเพียง 2 อย่าง อย่างแรกคือหินวิเศษ และอย่างที่สองคือเทคนิควรยุทธและเคล็ดลับต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งมีปริมาณมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
“ฮึ? ดูเหมือนตรงนี้จะมีหนังสือเกี่ยวกับค่ายกลอยู่หลายเล่ม…”
ไม่ช้า จางเซวียนก็สะดุดเข้ากับหนังสือเกี่ยวกับค่ายกลจำนวนมากมายที่อัดแน่นอยู่ในชั้น
ก็สมกับเป็นตระกูลของผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล หนังสือเหล่านั้นมีปริมาณมากกว่าที่อยู่ในสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลเสียอีก
จางเซวียนรีบถ่ายโอนหนังสือเหล่านั้นเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า และหันมาสนใจหนังสือที่อยู่ในชั้นสุดท้าย
“อย่างที่คิดไว้เลย มีเทคนิควรยุทธขั้นจื้อจุนและจื้อจุนอยู่จริงๆ…”
บนชั้นหนังสือชั้นสุดท้ายคือที่เก็บหนังสือเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้อันทรงพลังที่สุดของตระกูลหลิน
ซึ่งมีเทคนิควรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนและจื้อจุนรวมอยู่ด้วย แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก
มีหนังสือวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนอยู่ราวสิบกว่าเล่ม และขั้นจื้อจุนอีกสองเล่มเท่านั้น
“เอาเถอะ แค่นี้ก็ยังดี…”
หากเป็นคนอื่น คงดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้เห็นเทคนิควรยุทธเหล่านี้ แต่มันมีประโยชน์กับจางเซวียนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรหนังสือทุกเล่มก็มีค่า เขาจึงรีบกวาดตาดูเนื้อหาของมัน
ฟึ่บ!
หนังสือทุกเล่มที่ปลายนิ้วของจางเซวียนแตะลงไป จะกลายเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่มีหน้าตาเหมือนกันอยู่ในหอสมุดเทียบฟ้า
“ประมวล!”
จากนั้น จางเซวียนก็ประมวลหนังสือวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุนสิบกว่าเล่มออกมาเป็นหนังสือเล่มเดียว
เมื่อมองแล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก
เนื้อหาที่ประมวลได้มีเพียงสองสามประโยค จึงไม่สามารถจะฝึกฝนตามได้
“ช่างมันเถอะ…”
หากต้องฝึกฝนตามเนื้อหาเหล่านี้ จางเซวียนคงจะแก่ตายเสียก่อน เมื่อคิดแล้ว เขาจึงหันไปสนใจอย่างอื่น
“นั่นมันอะไร?”
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะเลิกสนใจแหวนเก็บสมบัติแล้ว ก็พอดีเห็นขวดหยกใบหนึ่งที่วางอยู่อีกมุม
มันมีขนาดไม่ใหญ่นัก และไม่โดดเด่นเลยเมื่อเทียบกับวัตถุอื่นๆที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติ แต่มันทำจากวัตถุชั้นยอด – หยกสะกดวิญญาณ ซึ่งมีพลังของความอบอุ่น
พริบตาเดียว ขวดหยกใบนั้นก็มาอยู่ในมือของเขา
แทนที่จะเปิดมันออก จางเซวียนพึมพำในใจ
“ข้อบกพร่อง!”
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า เมื่อพลิกดู มันเขียนไว้ว่า “หลอมโดยนายช่างขั้น 7 ใช้หยกสะกดวิญญาณ, สามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของโลหิตและการสลายตัวของพลังจิตวิญญาณได้, สิ่งที่อยู่ภายในคือโลหิต 2 หยดที่ได้จากอสูรวิเศษเกรด 1-มังกรเกราะเหล็ก!”
“หยดเลือดของอสูรวิเศษ?”
จางเซวียนตาโตและแทบกระโดดด้วยความตื่นเต้น
ครั้งแรกที่เขาปะทะกับหลินโหลวเทียน หอสมุดเทียบฟ้าได้ระบุรายละเอียดไว้ว่าฝ่ายนั้นใช้เลือดอสูรวิเศษ ซึ่งช่วยทำให้เขามีพละกำลังมหาศาล
จางเซวียนคิดว่าหลินโหลวเทียนคงใช้เลือดอสูรวิเศษไปหมดแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะยังเหลืออยู่อีก 2 หยด
ดูเหมือนลูกสาวของเขาซึ่งเป็นชายาขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวน จะได้มอบเลือดอสูรวิเศษให้เขา 3 หยด แต่ด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย เขาจึงใช้ไปแค่หยดเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมากพอจะทำให้เขามีพละกำลังเทียบเท่านักรบกึ่งจื้อจุนขั้นสูงสุด
“จะต้องมีวิธีใช้บอกไว้!”
ไม่เหมือนกับหินวิเศษ เลือดของอสูรวิเศษจะต้องมีวิธีเฉพาะในการให้ร่างกายดูดซึมมันเข้าไป เพื่อให้มันหลอมรวมเข้ากับสภาพร่างกายและเพิ่มพละกำลัง
ในเมื่อหัวหน้าตระกูลหลินทำได้ ก็แปลว่าเขาต้องมีเทคนิคที่เหมาะสมด้วย
เมื่อคิดได้ จางเซวียนก็ควานหาไปทั่วแหวนเก็บสมบัติ ไม่นานก็พบเคล็ดลับเล่มหนึ่งซุกอยู่ สิ่งที่เขียนไว้บนหนังสือเล่มนั้นคือ
‘สูตรบ่มเพาะกายโลหิต!’
“ข้อบกพร่อง!”
เมื่อหนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนก็พลิกดูทันที แล้วก็ต้องอึ้งไปอีกรอบ
สูตรบ่มเพาะกายโลหิตนี้ดูเหมือนจะน่าทึ่ง แต่กลับมีข้อบกพร่องอยู่หลายร้อยข้อ
แล้วมันเรื่องอะไร หลินโหลวเทียนจึงเลือกฝึกเทคนิควรยุทธนี้?
“นึกออกแล้ว ในหอสมุดแห่งอาณาจักรเทียนหวู่มีหนังสือเรื่องเทคนิควรยุทธที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายอยู่ ถ้าเรารวมมันเข้าด้วยกัน อาจจะได้อะไรดีๆ…”
ขณะที่จางเซวียนกำลังจะโยนหนังสือกลับเข้าชั้น ก็พลันนึกขึ้นได้
เขาได้ถ่ายโอนหนังสือจากหอสมุดแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ไว้แล้ว ซึ่งที่นั่นก็มีหนังสือเทคนิควรยุทธเกี่ยวกับการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายอยู่ไม่น้อย
มันเป็นเทคนิควรยุทธขั้นสูงกว่าที่เขาเคยเห็นในบ้านของปรมาจารย์ลู่เฉินเสียอีก
หลังจากที่จางเซวียนออกจากหอสมุดแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ เขาก็พุ่งตรงไปบ้านตระกูลหลินเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ลู่ชง จึงยังไม่มีโอกาสพลิกอ่าน
จางเซวียนเรียกดูเทคนิคการฝึกวรยุทธเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายจากหอสมุดเทียบฟ้า และรวบรวมมันเข้ากับสูตรบ่มเพาะกายโลหิตที่เพิ่งได้มา
“ประมวล!”
หนังสือใหม่เอี่ยมเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น เขารีบพลิกดูอย่างกระวนกระวาย เนื้อหาที่ระบุไว้ในนั้นคือ
“ในการฝึกฝนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายและการใช้พลังปราณ ระดับความแข็งแกร่งของร่างกายอาจขึ้นไปได้เทียบเท่ากับระดับพลังปราณของผู้นั้น หรือแม้แต่เหนือกว่า แต่การฝึกฝนเทคนิควรยุทธเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายนั้นทำได้ยาก การใช้เลือดของอสูรวิเศษเข้าไปบ่มเพาะสภาพร่างกาย จะทำให้ผู้นั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งจนน่าพรั่นพรึง ราวกับอสูรวิเศษ…”
ยังมีรายละเอียดของการของเทคนิคการฝึกวรยุทธฉบับสมบูรณ์ระบุไว้ด้วย
“เจ๋ง!”
หลังจากอ่านคร่าวๆ จางเซวียนก็กำหมัดแน่น
เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ สูตรบ่มเพาะกายโลหิตสามารถประมวลเข้ากับเทคนิคการฝึกวรยุทธเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายในแบบอื่นๆได้ และสามารถประกอบขึ้นเป็นเทคนิคเทียบฟ้ารูปแบบใหม่ได้จริงๆ!
“เราจะเรียกมันว่า…วิชาร่างนวโลหะขั้น 2!”
จางเซวียนตั้งชื่อให้เสร็จสรรพ
วิชาร่างนวโลหะที่จางเซวียนประมูลขึ้นเมื่อครั้งอยู่ที่บ้านของปรมาจารย์ลู่เฉินนั้นก็จัดว่าทรงพลังไม่น้อย แต่ด้วยระดับวรยุทธของเขาที่สูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของมันลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกอย่าง เทคนิควรยุทธใหม่ที่เขาเพิ่งประมวลขึ้นนั้นก็เหนือชั้นกว่าวิชาร่างนวโลหะฉบับเดิมมาก
“ผู้ฝึกจะต้องหยดเลือดอสูรวิเศษลงบนจุดชีพจร และถูมันกับผิวหนัง เพื่อให้ร่างกายซึมซับเอาพละกำลังของมันเข้าไปเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง เมื่อทำสำเร็จแล้วก็จะมีพละกำลังในการต่อสู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก…”
เมื่อจดจำรายละเอียดได้แล้ว จางเซวียนก็เปิดขวดหยกทันที เขาเทเลือดอสูรวิเศษทั้งสองหยดออกมา และถูมันเข้ากับผิวหนังบริเวณจุดชีพจรตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในหนังสือ
ซรืดดดดดด!
ทันทีที่เลือดอสูรวิเศษสัมผัสกับผิวหนังของจางเซวียน คลื่นความร้อนอันคมปลาบก็แผดเผาผิวหนังของเขา
อสูรวิเศษมีวรยุทธที่เหนือกว่านักรบขั้น 9-จื้อจุนเสียอีก หากผู้ใดพยายามจะซึมซับเลือดของมันโดยปราศจากเทคนิคการซึมซับที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่จะพัฒนาตัวเองไม่ได้ แต่ยังอาจจะตายในทันทีด้วย



