ตอนที่ 391 ไอ้เด็กตัวแสบพวกนั้น!
ถ้าจะพูดกันตามเหตุผล วิชาร่างนวโลหะขั้น 2 เป็นวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุดในการซึมซับเลือดอสูรวิเศษเข้าร่างกาย ร่างกายของจางเซวียนซึมซับพลังจากเลือดนั้นอย่างตะกละตะกรามราวกับต้นไม้ที่กระหายน้ำมานานหลายปี
เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง
ตู้ม!
เกิดเสียงตู้มดังสนั่นราวกับมีบางอย่างระเบิด ความแข็งแกร่งและพละกำลังของจางเซวียนฝ่าด่านคอขวดไปได้ และก้าวสู่ขั้นใหม่อย่างสมบูรณ์
หลังจากระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ออกมา จางเซวียนก็รู้สึกสดชื่นและกระชุ่มกระชวยไปทั้งตัว ผิวพรรณของเขากระชับและเรียบเนียนกว่าเดิม รูปลักษณ์หน้าตาก็หมดจดและโดดเด่นขึ้นเล็กน้อย ส่วนสรีระของเขาก็ยิ่งเข้าใกล้สัดส่วนทองคำมากขึ้นอีก
เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาร่างนวโลหะขั้น 2 สำเร็จแล้ว!
เลือดอสูรวิเศษ 2 หยดที่จางเซวียนถูมันเข้ากับจุดชีพจรนั้น ได้ซึมซับเข้าไปในร่างของเขาจนหมดเกลี้ยง
“ได้เวลาทดสอบพละกำลังแล้ว!”
จางเซวียนเดินไปที่เสาหินวัดพลังซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก เขาเงื้อกำปั้นขึ้นและปล่อยหมัดออกไป
ตึ้ง!
เสาหินสั่นสะท้านและเกือบแตกเป็นเสี่ยงๆ ตัวเลขแถวหนึ่งค่อยๆปรากฎ
“9999 ติ่ง? อีกแค่หนึ่งก็จะถึง 10000 แล้ว?”
วรยุทธขั้นจื้อจุนนั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ขั้นหมื่นติ่ง’ ในเมื่อจางเซวียนมีพละกำลังที่ 9999 ติ่ง จึงหมายความว่าไม่มีนักรบขั้นต่ำกว่าจื้อจุนคนไหนจะสามารถเอาชนะเขาได้!
“เสียดายที่เลือดอสูรวิเศษมีน้อยไป หากมีอีกสักหลายสิบหยด เราต้องสำเร็จวรยุทธขั้นจื้อจุนได้แน่…”
จางเซวียนรำพึง
แม้เขาจะสำเร็จเคล็ดวิชาร่างนวโลหะขั้น 2 แล้ว แต่ก็รู้ดีว่าพละกำลังของเขายังพุ่งขึ้นไปไม่ถึงจุดสูงสุด ดังนั้น หากมีเลือดอสูรวิเศษเพียงพอ เขาก็จะสามารถฝึกปรือเทคนิคนี้ต่อไปเพื่อให้พละกำลังเพิ่มขึ้นได้อีก
แต่ได้เท่านี้ จางเซวียนก็พอใจแล้ว
หลินโหลวเทียนติดแหง็กอยู่ที่วรยุทธจงซรือขั้นสูงสุดมานานแล้ว และแม้จะได้พลังจากหยดเลือดอสูรวิเศษ แต่ความแข็งแกร่งจากพลังปราณของเขาก็อยู่ที่ราว 9000 ติ่งเท่านั้น
แต่สำหรับจางเซวียน สิ่งที่เขาฝ่าด่านไปได้คือความแข็งแกร่งของร่างกาย ซึ่งตอนนี้พละกำลังทางกายของเขาก็อยู่ที่ 9999 ติ่ง สิ่งที่จางเซวียนทำได้นั้นยากกว่าที่หลินโหลวเทียนทำได้หลายเท่า
ในระหว่างการต่อสู้ พลังปราณของนักรบคนหนึ่งอาจหมดลงกลางคันได้ แต่พละกำลังทางร่างกายนั้นเป็นสิ่งคงทน อีกอย่าง ผู้ที่สำเร็จการฝึกวรยุทธเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกาย จะถือว่าเป็นผู้ที่แทบไม่มีนักรบในวรยุทธขั้นเดียวกันคนไหนจะเอาชนะได้ ทำให้พวกเขาสามารถรับมือกับนักรบที่ฝึกฝนเพียงพลังปราณอย่างเดียวจำนวน 3-4 คน อย่างง่ายดาย
แต่ก็แน่นอนว่า ต้องเป็นกรณีที่ทักษะและเทคนิคการต่อสู้ของทั้งคู่ไม่เหลื่อมล้ำกันจนเกินไป
“ด้วยพละกำลังระดับนี้ เราสามารถเอาชนะนักรบจื้อจุนขั้นต้นได้สบาย หรือต่อให้นักรบจื้อจุนขั้นกลางก็เถอะ ก็ยังพอรับไหว!”
ก่อนหน้านี้ ตอนที่พละกำลังของจางเซวียนยังอยู่ที่จงซรือขั้นสูงสุด เขาก็ยังเอาชนะหลินโหลวเทียนซึ่งเป็นนักรบขั้นกึ่งจื้อจุนที่มีพละกำลังมากกว่า 9000 ติ่งได้สบาย มาตอนนี้ที่พละกำลังของเขาพุ่งขึ้นอย่างพรวดพราดแล้ว ก็แน่นอนว่าความสามารถในการต่อสู้ย่อมพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
นักรบจื้อจุนขั้นต้นจะมีพละกำลังที่ 10000 ติ่ง และสำหรับทุกขั้นวรยุทธที่ฝึกฝนได้สำเร็จ ก็จะได้พละกำลังเพิ่มขึ้นอีกขั้นละ 10000 ติ่ง ซึ่งก็หมายความว่านักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดจะมีพละกำลังอยู่ที่ 40000 ติ่งทีเดียว!
ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายที่ 9999 ติ่ง บวกกับความแข็งแกร่งของพลังปราณอีก 5000 ติ่ง รวมแล้วก็อยู่ที่ 14999 ติ่ง ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ จางเซวียนสามารถเทียบชั้นกับนักรบจื้อจุนขั้นกลางคนไหนๆก็ได้
เมื่อเห็นพละกำลังของตัวเองพุ่งพรวด จางเซวียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ก่อนหน้านี้ หลินโหลวเทียนบอกว่าได้แจ้งข่าวให้หลินหลงซึ่งเป็นชายาขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวนรู้เรื่องแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่าเธอจะต้องส่งคนมา แม้จางเซวียนจะทำท่าเหมือนไม่แยแส แต่อันที่จริงเขาก็กังวลใจอยู่ไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด จางเซวียนจึงยกภูเขาลูกโตออกจากอกได้
เมื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้ว จางเซวียนก็พลันนึกขึ้นได้ว่าลู่ชงยังอยู่ในห้อง เขารีบเบนความสนใจจากแหวนเก็บสมบัติและหันมาทางลู่ชง แต่ก็เห็นอีกฝ่ายจ้องเขาตาค้างพร้อมกับอ้าปากหวอ
แน่นอนว่าลู่ชงได้เห็นการฝ่าด่านเล็กๆนั้นเต็มสองตา
หลังจากที่เขายื่นแหวนเก็บสมบัติของตระกูลหลินให้ท่านอาจารย์ ฝ่ายนั้นก็เข้าภวังค์ทันที หลังจากผ่านไปอีกครู่ใหญ่ อาจารย์ก็ลุกขึ้นอย่างพรวดพราดราวกับถูกอะไรทิ่มแทง และพุ่งเข้าไปต่อยเสาหินวัดพลัง…
ซึ่งเสานั้น…ก็ปรากฏตัวเลข 9999 ติ่ง!
นี่มันอะไรกัน?
อาจารย์ของเขาแค่หยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมา หยดของเหลวสีแดงก่ำลงบนผิวหนัง และเข้าภวังค์ แล้วจากนั้นพละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด ไม่เพียงแต่จะฝ่าด่านวรยุทธได้ แต่ยังเกือบสำเร็จวรยุทธขั้นจื้อจุนด้วย…
นี่มันบ้าบออะไร?
ที่ผ่านมา ลู่ชงคิดว่าตัวเขาก็ก้าวหน้าได้อย่างสุดแสนจะพรวดพราดแล้วด้วยการใช้ยาพิษ แต่เมื่อเห็นท่านอาจารย์ ก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาทำได้นั้น…แสนจะธรรมดา
นักรบคนอื่นๆพากันแก่หงำเหงือกแล้วกว่าจะสำเร็จขั้นกึ่งจื้อจุน แต่อาจารย์ของเขาแค่เข้าภวังค์แป๊บเดียว…ภวังค์นั้นก็ทำให้เขาเข้าถึงขีดสุดของวรยุทธขั้นกึ่งจื้อจุน…หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป บรรดาอัจฉริยะผู้หลงใหลการประกาศศักดาของตัวเองคงจะต้องขายหน้าจนขาดใจตายกันไปข้าง
วีรกรรมแบบนี้มันไม่ใช่อัจฉริยะแล้ว แต่คือ…ปีศาจ!
ขณะที่เขากำลังอึ้งทึ่งจนไปไม่ถูก ก็เห็นท่านอาจารย์ผู้มีทีท่าสุขุมเยือกเย็นมองมาที่เขาด้วยนัยน์ตาวาววับ “เอาล่ะ คุณยังมีศัตรูอีกไหม ผมน่าจะ…ช่วยคุณจัดการคนพวกนั้นด้วย! หรือไม่ก็ช่วยถามมู่เสว่คิงกับคนอื่นๆให้ทีว่าพวกเขามีศัตรูหรือ…”
จากนั้น จางเซวียนก็นับนิ้ว “ถ้ายังมีตระกูลพรรค์นี้อีกสัก 2-3 ตระกูลล่ะก็ ผมจะต้องได้ทรัพย์สมบัติและเคล็ดวิชาอีกมาก รวยไม่รู้เรื่อง…”
“….” ลู่ชง
ท่านอาจารย์ คุณคือผู้ปราดเปรื่องและหยั่งรู้ ซึ่งหลุดพ้นจากความหลงใหลในของนอกกายแล้วไม่ใช่หรือ?
นึกว่าคุณคืออัจฉริยะผู้ไม่ใส่ใจกับวัตถุพวกนั้น?
นี่คิดแก้แค้นใครต่อใคร…เพื่อยึดครองทรัพย์สมบัตินี่นะ?
ทำไมเริ่มจะห่างจากการเป็นผู้หยั่งรู้เข้าไปทุกที แต่กลายเป็นนักเลงหัวไม้เห็นแก่ได้?
ลู่ชงรู้สึกว่าเขาควรจะประเมินความรู้สึกของตัวเองที่มีต่ออาจารย์คนนี้เสียใหม่…
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจางเซวียนถึงตื่นเต้นนักหนา ในตอนแรก เขาเข้าจัดการกับพวกตระกูลหลินเพราะรู้สึกเจ็บแค้นในความอยุติธรรมที่ลู่ชงได้รับ ไม่ได้รู้สักนิดว่าจะได้ทรัพย์สมบัติมีค่ามหาศาลขนาดนี้
หากเขาหาเลือดอสูรวิเศษได้อีกสัก 2-3 หยด, ด้วยเคล็ดวิชาร่างนวโลหะขั้น 2 เขาจะต้องฝ่าด่านคอขวดจนสำเร็จวรยุทธขั้นจื้อจุนได้แน่!
และเมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เขามุ่งหน้าไปอาณาจักรชวนหยวน ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว จางเซวียนจะกลายเป็นผู้ทรงพลังและนักรบแถวหน้าของอาณาจักรนั้นเช่นกัน
ขณะที่ยังนิ่งเงียบกันอยู่ จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูห้องเรียน
“อาจารย์หลิวอยู่ไหม?”
“ลู่ชง คุณพักก่อนก็แล้วกัน”
จางเซวียนเรียกสถานภาพความเป็นอาจารย์กลับมา เขาโบกมือให้ลู่ชงออกไปและนั่งลงกับที่ จากนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นั่นอาจารย์ซุนหรือ? เข้ามาเลย!”
เขาจำเสียงของคนที่อยู่ข้างนอกได้ นั่นคือโม่หงอีซึ่งอยู่ในคราบของอาจารย์ซุนเฉิง
ดูเหมือนยาพิษที่อยู่ในร่างของเขาจะถูกเจือจางและกลับสู่สภาพปกติ เขาน่าจะหายดีแล้ว
แอ๊ด!
ทันทีที่จางเซวียนพูดจบ ร่างหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามาและจ้องหน้าจางเซวียนอย่างโมโห เขาตวาด ด้วยน้ำเสียงที่มีแววกล่าวหา “อาจารย์หลิว คุณรู้ใช่ไหมว่ามียาพิษอยู่ในน้ำชานั่น!”
“ผมรู้หลังจากที่เกิดเรื่องแล้ว พูดตามตรงเลยนะ ผมก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน…”
เห็นสีหน้าและสายตาของอีกฝ่าย จางเซวียนพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “จะต้องมีใครสักคนอยากฆ่าผม แล้วคุณก็บังเอิญเข้าไปอยู่ตรงนั้นและดื่มชาที่ปนเปื้อนพิษเข้าไป จึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น…อย่าห่วงเลย ผมจะสะสางเรื่องนี้และชดเชยความสูญเสียให้คุณเอง!”
“ชดเชยความสูญเสีย? เหยื่อ? เหยื่อกะผีอะไร…”
เมื่อได้ฟังคำพูดของจางเซวียน โม่หงอีก็โมโหจนผมทุกเส้นชี้โด่ชี้เด่ไปหมด ราวกับแมวที่ทำหางชี้ เมื่อมันไม่พอใจ
เหยื่อกะผีอะไร! ลงท้ายคุณก็ไม่เป็นอะไรเลย ส่วนผมที่เป็นถึงอัจฉริยะหมายเลขหนึ่ง, ไม่เพียงแต่จะถูกวางยา ยังหัวทิ่มลงไปในบ่อเกรอะด้วย…
อีกอย่าง…ชดเชยความสูญเสียนี่นะ? คุณจะชดเชยอีท่าไหน ในเมื่อลูกศิษย์ของคุณเองที่เป็นคนวางยาผม?
“มีอะไร?” เห็นอีกฝ่ายเดือดปุดขึ้นเรื่อยๆ จางเซวียนถึงกับงง
ก็ใครจะอยากโดนวางยาล่ะ? และเอาตรงๆนะ ผมจะไปรู้ได้อย่างไรว่าคุณจะเข้ามาดื่มชาในห้องผม…
“คุณ…เอาเถอะ!”
เมื่อรู้แล้วว่าหมอนี่ก็เป็นเหยื่อและไม่รู้อะไรเลยกับเรื่องที่เกิดขึ้น โม่หงอีจึงพยายามระงับอารมณ์ และพูดว่า “ไม่ต้องสะสางอะไรหรอก ผมรู้แล้วว่าใครเป็นตัวการ!”
“ใคร?”
จางเซวียนถึงกับขมวดคิ้ว
เขาครุ่นคิดเรื่องนี้มานานแล้ว และแน่ใจว่าด้วยตัวตนของหลิวเฉิน เขายังไม่ได้ทำให้ใครขุ่นเคืองเลยสักคน แล้วมันเรื่องอะไรถึงมีคนต้องการวางยาเขา? ถ้าจางเซวียนรู้ว่าใครเป็นตัวการล่ะก็ เขาไม่ปล่อยไว้แน่!
“ก็…เจิ้งหยางกับพรรคพวกน่ะสิ! เมื่อคืนผมเห็นเองกับตา!” โม่หงอีไม่รู้ว่าจางเซวียนกำลังคิดอะไร เขาตอบอย่างหงุดหงิด
“เจิ้งหยาง?”
จางเซวียนกำลังคิดอยู่ว่าจะสั่งสอนไอ้ตัวการนั่นอย่างไร แต่สิ่งที่โม่หงอีพูดออกมาทำให้เขาถึงกับซวนเซ และแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น
คนที่วางยาเขาคือลูกศิษย์ของเขาเอง?
นี่มันอะไรกัน?
จางเซวียนช็อกไป แต่ไม่นานเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ซึ่งก็ทำให้ยิ่งหน้าดำคร่ำเครียดหนักกว่าเดิม
“ไอ้เด็กตัวแสบพวกนั้น…”
จางเซวียนคำรามกร้าวและลุกพรวดขึ้นด้วยอาการโมโหเดือด
ลูกศิษย์ของอาจารย์คนอื่นเขามีแต่ว่านอนสอนง่าย แล้วลูกศิษย์ของเขานี่เป็นอะไร? ถ้าไม่สู้กับใครหรือสร้างปัญหา ก็วางยาอาจารย์ของตัวเอง…
จะบ้าตาย!
ถ้าไม่สั่งสอนสักหน่อยล่ะก็ ไม่ใช่จางเซวียนแล้ว!
“จ้าวหย่า เธอเป็นอะไร? มู่เสว่คิงปากดีเสียขนาดนั้น ทำไมไม่สั่งสอนเสียหน่อย? อีกอย่าง คนที่เก่งน่ะอาจารย์หลิวนะ, ไม่ใช่แม่นั่น แล้วมีสิทธิ์อะไรมาอวดอ้างวางโตขนาดนั้น?”
ระหว่างทางกลับคฤหาสน์ เจิ้งหยางบ่นจ้าวหย่าไม่หยุด
ชื่อเสียงของอาจารย์จางต้องถูกกลบไปโดยสิ้นเชิงเพราะอาจารย์หลิวคนนั้น ในฐานะลูกศิษย์นอกจากจะไม่พูดสนับสนุนอาจารย์ของตัวเองแล้ว ยังมีหน้าไปชมเชยอาจารย์ของฝ่ายตรงข้ามอีก เธอเพี้ยนไปหรือเปล่า?
“สั่งสอน? ฉันว่านายคิดเสียก่อนเถอะว่าจะเอาตัวรอดจากการถูกลงโทษได้อย่างไร!”
เห็นอีกฝ่ายยังไม่ตาสว่างสักที จ้าวหย่าได้แต่ตอบอย่างหมดปัญญา
“เอาตัวรอดจากการถูกลงโทษ? ลงโทษเรื่องอะไร?”
เจิ้งหยางถามอย่างสงสัย ส่วนหลิวหยางกับหยวนเทาก็มองมาด้วยสายตาอยากรู้
พวกเขาสติปัญญาเฉียบแหลมก็จริง แต่ก็เป็นแค่เด็กอายุ 15-16 ปี ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องการผู้ชี้แนะ กว่าที่พวกเขาจะเข้าใจ
“หวังหยิ่ง เธออธิบายเถอะ ฉันจะพยายามคิดหาทางว่าพวกเราจะขอโทษท่านอาจารย์อย่างไร…”
จ้าวหย่ากุมขมับอย่างท้อใจ
ความตั้งใจเดิมของเธอคือการปกป้องศักดิ์ศรีของอาจารย์ และนำความรุ่งโรจน์มาให้เขา ซึ่งเธอก็…ได้ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมาจริงๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่ตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกเปิดเผย ก็มีแต่จะกลายเป็นตัวตลก
วุ่นวายอะไรได้ขนาดนี้!
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องแบบนี้ก็มีด้วย
จ้าวหย่านึกไม่ออกจริงๆว่าจะสู้หน้าอาจารย์จางได้อย่างไร
“หวังหยิ่ง มีอะไรหรือ?”
ยิ่งฟังก็ยิ่งชักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ เจิ้งหยางมองหน้าหวังหยิ่งอย่างกระวนกระวาย
“เอ่อ…” หวังหยิ่งหน้าแดงก่ำ “ฉันสงสัยว่า…อาจารย์จางน่ะปลอมตัวเป็นอาจารย์หลิว!”
“อาจารย์หลิวคืออาจารย์จาง?”
เจิ้งหยางกับคนอื่นๆถึงกับผงะ
“จริงๆนะ ตอนที่สู้กับหัวหน้าตระกูลหลินน่ะ อาจารย์จางสำแดงศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าและศิลปะการใช้ขาเทียบฟ้าออกมา ฉันเห็นเต็มๆเลย ไม่มีทางผิดพลาดไปได้ อีกอย่าง เทคนิคที่เขาใช้หลังจากยืมดาบของจ้าวหย่าก็คือเพลงดาบเทียบฟ้าที่อาจารย์ปู่ถ่ายทอดให้เธอ…และยังแถมด้วยการที่เขาดุพวกเราอีก…”
เห็นทั้งสามหนุ่มยังมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ หวังหยิ่งรีบอธิบาย
“อาจารย์หลิวคืออาจารย์จาง?”
“แล้ว…ถ้างั้น คนที่เราวางยาก็คืออาจารย์จาง?”
“แถมพวกเรายังด่าทอเขาอย่างหน้าชื่นตาบาน…”
หยวนเทา เจิ้งหยาง และหลิวหยางต่างตัวสั่นงันงกด้วยความตกตะลึง พวกเขาหน้าซีดเผือดและใกล้ทรุดเต็มที
ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง แล้วสิ่งที่พวกเขาทำลงไปในช่วง 2-3 วันนี้ล่ะ?
อาจารย์ทำอะไรต่อมิอะไรให้พวกเขามากมาย แต่ในใจของพวกเขามีแต่คิดจะทำร้ายอาจารย์…
ทั้งสามคนแน่นหน้าอกจนแทบกระอักเลือดออกมา
“เราต้องไปที่โรงเรียนเทียนหวู่เพื่อขอโทษอาจารย์…”
หลังจากเงียบกันไปนาน เจิ้งหยางก็พูดขึ้นด้วยเสียงอ่อยๆ ใบหน้าของเขาซีดเผือด
“ฉันไปด้วย!”
“พวกเราก็เหมือนกัน!”
หยวนเทากับหลิวหยางรีบพยักหน้า
“ตามนั้น…”
เมื่อตกลงใจเป็นมั่นเหมาะแล้ว ทั้งกลุ่มก็รีบมุ่งหน้าไปโรงเรียนเทียนหวู่
เพราะรู้ดีว่า…ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเจอกับเรื่องนี้ จ้าวหย่ากับหวังหยิ่งจึงไปด้วย
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะถึงโรงเรียน เสียงระฆังก็ดังกึกก้อง
“มาจากสภาปรมาจารย์…”
ทุกคนหันขวับไปทางต้นเสียง



