ตอนที่ 423 ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์
เสียงคำรามของมันดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก
หยวนเทา ซุนฉาง และคนอื่นๆ ที่มีวรยุทธไม่สูงนักถึงกับกระตุกเมื่อได้ยินเสียงนั้น พวกเขาหน้าซีด และตัวสั่นจนแทบจะทรุดลงไป
ดูเหมือนว่าแค่เสียงคำรามก็มากพอจะทำให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บแล้ว
“พวกเจ้าออกไปก่อนดีกว่า!”
เมื่อเห็นแล้วว่าอสูรตัวนี้ทรงพลังถึงขนาดใช้เสียงคำรามฆ่าคนได้ จางเซวียนจึงโบกมือให้ซุนฉาง หยวนเทา และคนอื่นๆ รีบออกไป
“นี่คืออสูรฝันสะพรึง!”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
อสูรตัวนี้แข็งแกร่งเสียจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังสู้ไม่ไหว หากไม่ใช่เพราะกรงที่แน่นหนา ค่ายกลพิเศษที่มีอานุภาพสูง และกับดักอีกหลายต่อหลายชั้นที่วางไว้ในสนาม มันคงหนีรอดไปได้แล้ว
อสูรวิเศษมีระดับสติปัญญาที่ไม่ได้ด้อยกว่ามนุษย์ ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นนี้ พวกมันก็ได้ฝึกฝนเพื่อยกระดับวรยุทธของตัวเองมาแล้ว
แม้อสูรฝันสะพรึงที่อยู่ตรงหน้าจะยังเข้าไม่ถึงระดับของอสูรวิเศษ แต่ก็ไม่ห่างกันนัก แถมมันยังมีสายเลือดมังกรที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและน่าสะพรึงของมันขึ้นอีก ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์บางอย่างที่ลงตัว ก็ไม่มีทางที่ดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวนจะจับมันได้เลย
“มันได้รับบาดเจ็บ?” จางเซวียนมองผ่านๆ ก่อนจะขมวดคิ้ว
“ใช่!” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินพยักหน้า
‘สถานการณ์ที่ลงตัว’ ก็คือเจ้าตัวนี้ได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจึงมีโอกาสเข้าโจมตี
แต่เท่าที่ดูจากความเร็วในการฟื้นตัวของมัน ไม่ถึง 1 เดือนมันก็คงหายดี ซึ่งหากระหว่างนี้ยังทำให้มันเชื่องไม่ได้ มันจะต้องหนีไปแน่
นั่นคือเหตุผลที่ทางดงอสูรเลื่อนการประลองนักฝึกอสูรให้เร็วขึ้น เพราะพวกเขาอยากหาวิธีที่ทำให้มันยอมจำนน
“อาการบาดเจ็บของมันคือความบอบช้ำภายในที่เกิดจากความพยายามฝ่าด่านคอขวดให้ไปถึงขั้นอสูรวิเศษ!” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินอธิบาย
จางเซวียนพยักหน้า
ก็เป็นไปตามนั้น ถึงไม่ใช้หอสมุดเทียบฟ้าและดวงตาหยั่งรู้ ลำพังแค่ความรู้เรื่องอสูรที่เขามี จางเซวียนก็บอกได้
ทั้งอสูรที่อยู่ในขั้นกึ่งเหนืออสูรและนักรบที่อยู่ในขั้นกึ่งเหนือมนุษย์ พวกมันและพวกเขาล้วนแต่หวังจะผ่านขั้นสุดท้ายเพื่อก้าวไปสู่ระดับที่สูงกว่าให้ได้
อสูรฝันสะพรึงตัวนี้ได้ใช้ความพยายามอย่างหนักในการฝ่าด่านคอขวด แต่ทำไม่สำเร็จ และได้รับผลตีกลับที่ทำให้มันอยู่ในสภาพนี้ มันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไม่ได้ ได้แต่คำรามให้ศัตรูของมันหวาดกลัวเท่านั้น
ถ้าอสูรที่มีวรยุทธระดับนี้เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ต่อให้นักรบกึ่งเหนือมนุษย์ก็เอาไม่อยู่ ไม่มีทางที่เซี่ยจิ่วเฉินหรือใครๆ จะจับตัวมันมาขังไว้ได้อีก
“ขอแค่เจ้าหาวิธีทำให้มันเชื่องได้เท่านั้น แล้วพวกเราจะจัดการเอง ถ้าได้ผลจริง เราก็จะมอบเลือดอสูรวิเศษให้ 30 หยด” เซี่ยจิ่วเฉินอธิบายข้อแลกเปลี่ยน
เมื่อดูจากพละกำลังของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า แน่นอนว่าเขาไม่มีทางทำให้อสูรตัวนี้เชื่องได้
ดังนั้น เขาจึงขอแค่วิธีการ
ถ้าเขาพิจารณาแล้วว่ามันน่าจะได้ผล นักฝึกอสูรระดับ 3 ดาวทั้งหมดก็จะช่วยกันลงมือ ซึ่งหากทำสำเร็จ ก็ไม่มีของแลกเปลี่ยนไหนที่จะมากเกินไป
เพราะถ้าพวกเขาทำให้อสูรที่มีวรยุทธระดับนี้ยอมจำนนได้ ความแข็งแกร่งและชื่อเสียงของดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวนก็จะก้าวไปอีกขั้น
ถ้าจะพูดไป เลือดอสูรวิเศษ 30 หยดก็ไม่ได้มากมายเลย
“ขอแค่วิธีการ?”
นึกไม่ถึงว่าข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายจะง่ายเสียขนาดนั้น จางเซวียนถึงกับอึ้ง
จากนั้นก็ตอบอย่างยินดีปรีดา “ได้เลย เข้าไปอัดมันให้สลบเสียก่อน เมื่อข้าเห็นแล้วก็จะบอกท่านได้เองว่าต้องใช้วิธีไหน!”
อสูรฝันสะพรึงตัวนี้แข็งแกร่งเกินไป จึงใช้ดวงตาหยั่งรู้กับมันไม่ได้ แต่ถ้าจะใช้หอสมุดเทียบฟ้า อีกฝ่ายก็จะต้องสำแดงเทคนิคการต่อสู้…หรือสลบไปเสียก่อน
ในเมื่อเจ้านี่จะยืนก็ยังไม่ไหว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มันสำแดงเทคนิคการต่อสู้ แค่เสียงคำรามไม่อาจนับเป็นเทคนิคการต่อสู้ได้
ดังนั้น วิธีเดียวที่จะทำให้หอสมุดเทียบฟ้าทำงานก็คือการอัดมันให้สลบ
จากนั้นจางเซวียนก็จะสามารถระบุวิธีการที่เหมาะสมได้ โดยดูจากข้อบกพร่องของมัน
“อัดมันให้สลบ?”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินและผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะมีวิธีแจ่มๆ ถึงกับยืนรอหูผึ่งว่าเขาจะพูดอะไรออกมา แต่เมื่อได้ยินคำนั้นก็ถึงกับตาค้าง
เจ้านั่นมีสายเลือดมังกรนะ! อัดมันให้สลบ?
การจะทำได้แบบนั้น ก็ต้องมีพละกำลังพอมากพอเสียก่อน!
สายเลือดมังกรมีความสามารถโดดเด่นในการฟื้นตัว และทักษะการป้องกันตัวของมันก็เหนือชั้นกว่าอสูรทั่วไป แม้แต่นักรบกึ่งเหนือมนุษย์ก็ไม่อาจทำให้มันสลบได้ง่ายๆ ป่วยการจะพูดถึงพวกเขา
“พวกท่านทำไม่ได้หรือ?”
จางเซวียนเลิกคิ้ว
ในเมื่อเจ้ายักษ์ใหญ่นี่ไม่สามารถสำแดงเทคนิคการต่อสู้ และพวกเขาก็อัดมันให้สลบไม่ได้ เรื่องนี้ออกจะยุ่งยากเสียแล้ว
“เจ้าควร…หาทางอื่น!” เซี่ยจิ่วเฉินพูด
จางเซวียนเกาหัวแกรกๆ
มีเทคนิคการฝึกอสูรอยู่มากมาย แต่ขนาดหัวหน้าดงอสูรผู้คร่ำหวอดก็ยังหาวิธีดีๆ ไม่ได้ แล้วตัวเขาจะรู้ได้อย่างไร?
โดยปกติ วิธีที่จางเซวียนใช้ก็คือกระตุ้นพละกำลังของอีกฝ่ายด้วยพลังปราณเทียบฟ้า แต่ด้วยระดับพละกำลังที่เหลื่อมล้ำกันมาก พลังปราณเทียบฟ้าคงใช้ได้ผลเพียงเล็กน้อย
เขาไม่อาจเอาชนะใจอีกฝ่ายได้ หากไม่สามารถเพิ่มพละกำลังให้มันมากๆ
“ข้าก็ยังคิดว่า…ต้องอัดมันให้สลบอยู่ดี!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ จางเซวียนก็หาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้ เขายืนกราน
“….” เซี่ยจิ่วเฉินกับเว่ยยู่ฉิง
“อันที่จริง พวกเราก็หาวิธีเหมาะๆ ได้นะ แต่เราทำไม่ได้!”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินพูดขึ้นมาหลังจากนิ่งไปครู่ใหญ่
“ฮะ?” จางเซวียนหันขวับมามองด้วยความอยากรู้
“ในเมื่ออสูรฝันสะพรึงพยายามจะฝ่าด่านคอขวด ก็แปลว่ามันต้องรู้วิธีการ วิธีการที่ว่านี้ตกทอดกันมาจากอสูรวิเศษดึกดำบรรพ์ ดังนั้น ถ้าเราหาตัวนักฝึกอสูรที่มีทักษะด้านภาษาอสูรดึกดำบรรพ์มาได้ เขาก็จะสามารถทำให้มันรู้สึกยำเกรง และถ้าเป็นอย่างนั้น การฝึกมันก็จะง่ายขึ้น” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินพูด
“ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์?”
“ใช่ การที่นักฝึกอสูรสามารถสื่อสารกับอสูรของตัวเองได้ ก็ไม่ได้ความหมายความว่าเขาจะสามารถสื่อสารกับอสูรตัวอื่นๆ ได้ดี ด้วยเหตุนี้ ปรมาจารย์เซียนขงจึงได้คิดค้น ‘วิชาภาษาอสูร’ ขึ้นมา ผู้ที่ได้เรียนจะสามารถพูดจากับอสูรวิเศษได้อย่างสบาย เจ้าตัวนี้ไม่ใช่อสูรวิเศษก็จริง แต่ก็ใกล้เต็มทีแล้ว แถมมันยังมีสายเลือดมังกรด้วย จึงพอมีความเข้าใจพื้นฐานในภาษานั้น ไม่อย่างนั้น มันคงไม่สามารถเรียนรู้วิธีการที่ตกทอดกันมาจากอสูรวิเศษดึกดำบรรพ์ได้”
นัยน์ตาของหัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินฉายแววล้ำลึก เขาพูดเนิบๆ “ถ้าใครสักคนในหมู่พวกเรามีทักษะในภาษานั้น เราก็จะสามารถสื่อสารกับมันและรู้ได้ว่ามันต้องการอะไร ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น การทำให้มันยอมจำนนก็จะง่ายขึ้น”
จางเซวียนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ที่ดงอสูรสาขาหุบเขาเชียนหลัวก็พอมีข้อมูลเกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์อยู่บ้าง
แต่คนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ก็มีอยู่เพียงน้อยนิด และส่วนใหญ่ก็เป็นนักฝึกอสูรที่อยู่ในขั้นสูงๆ
นี่คือเหตุผลที่ทำให้นักฝึกอสูรเหล่านั้นทำให้อสูรของพวกเขาไว้ใจได้อย่างง่ายดาย ทั้งพวกมันยังเชื่อฟังด้วย
“ที่นี่มีหนังสือเกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์อยู่บ้างไหม?”
จางเซวียนอดถามไม่ได้
“เราพอมี แต่ส่วนใหญ่ก็เก่าคร่ำแล้ว แถมโดยมากก็เป็นข้อสรุปจากบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า” เซี่ยจิ่วเฉินส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
มรดกตกทอดด้านภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ค่อยๆ เลือนหายไป แม้จะพอหลงเหลือบางคำที่ใช้กันอยู่…แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะนอกจากจะไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่ แค่โดยตัวถ้อยคำของมัน ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะรู้ความหมาย
บรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ ของดงอสูรได้พยายามศึกษามัน ซึ่งถ้อยคำส่วนใหญ่ก็มีต้นกำเนิดจากยุคดึกดำบรรพ์อันไกลโพ้น และความหมายก็สูญหายไปแล้ว ยิ่งกว่านั้น ตำนานเหล่านี้ก็มักคลุมเครือจนแยกแยะไม่ออกว่าเรื่องไหนจริงหรือเท็จ เมื่อดูจากความเป็นไปได้ที่ริบหรี่เต็มที สุดท้ายทุกคนก็ถอดใจ
เมื่อได้ยินแบบนั้น จางเซวียนก็ตาโต
“ท่านพาข้าไปดูหนังสือได้ไหม?”
คนอื่นอาจแยกแยะจริงเท็จไม่ได้ แต่เขาทำได้!
ด้วยความเก่งกาจของหอสมุดเทียบฟ้า ตราบใดที่อยู่ในรูปของตัวหนังสือ การแยกแยะจริงเท็จก็ง่ายดายยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น!



