ตอนที่ 424 ภาษาลึกลับ
“เจ้าอยากดูหนังสือพวกนั้น?”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินและผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงมองหน้ากันอย่างงุนงง
เรื่องราวเกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ฟังดูน่าทึ่งก็จริง แต่สิ่งที่ตกทอดกันมาก็สูญหายไปเกือบหมดแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะเรียนรู้มันจึงเท่ากับศูนย์
ต่อให้เนื้อหาที่ปรากฏในหนังสือเป็นเรื่องจริง แต่หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะ ก็ไม่มีทางที่จะออกเสียงแต่ละคำได้อย่างถูกต้อง
ที่ทำให้ยากเย็นยิ่งกว่าเดิมก็คือ ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์แต่ละคำนั้นต้องใช้วิธีการหมุนเวียนพลังปราณแบบพิเศษเพื่อการออกเสียง ซึ่งหากทำไม่ได้ ก็ไม่มีทางออกเสียงได้ถูกต้องเลย โดยเฉพาะจากกล่องเสียงของมนุษย์
บรรพบุรุษของดงอสูรคนแล้วคนเล่าได้อุทิศชีวิตให้กับความพยายามเลียนแบบภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ ซึ่งก็ไม่มีใครทำสำเร็จ แต่ชายหนุ่มคนนี้พูดออกมาง่ายๆ ว่าจะขอดูหนังสือพวกนั้น เพื่อจะได้เรียนภาษานี้ได้…นี่เขาคิดจริงๆ หรือว่าแค่อ่านก็จะเชี่ยวชาญ?
“ใช่!” จางเซวียนพยักหน้า
“คือ…” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินลังเล เขารู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ จึงพยายามหว่านล้อมจางเซวียน “การเรียนภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้แบบปุบปับ ถ้าปราศจากคำชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญ ข้าเกรงว่าเจ้าอาจพลาดพลั้ง และทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ…”
“ข้าก็แค่อยากดู ถ้าเกิดทำได้ บางทีก็อาจจะฝึกเจ้าตัวนี้ได้!” จางเซวียนยิ้ม
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายยืนกราน หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
การที่จางเซวียนผ่านด่านกรงสิบอสูรไปได้อย่างง่ายดาย ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าความปราดเปรื่องและพละกำลังของเขานั้นเป็นเลิศ แล้วมันเรื่องอะไรที่อัจฉริยะแบบเขาถึงเลือกทำอะไรโง่เง่าและเสียเวลาแบบนี้?
เจ้าคิดว่าภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ง่ายดายถึงขนาดแค่อ่านก็รู้เรื่องหรือ?
ถ้าเป็นอย่างนั้น นักฝึกอสูรทุกคนมิเข้าใจกันหมดแล้วหรือไง?
ถ้าเกิดทำได้…ถ้า…ถ้า…ถ้ามันสำเร็จกันง่ายๆ ล่ะก็ พวกเขาคงไม่ต้องลำบากลำบนแบบนี้
ล้อเล่นแล้ว!
“ก็ได้ ผู้อาวุโสเว่ย พาเขาไปที่นั่นที เจ้าเลือกอ่านหนังสือได้ตามใจเลยนะ บางที หลังจากนี้ข้าอาจจะไม่ต้องทนดูเจ้าสร้างความปั่นป่วนให้กับกรงสิบอสูรอีก!” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินพูดอย่างพยายามระงับความหงุดหงิด
“ได้สิ!” จางเซวียนพยักหน้า
แม้ดงอสูรจะมีอสูรอยู่ในครอบครองหลายตัว แต่ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะรวบรวมอสูรให้ได้มากพอ สำหรับการที่จางเซวียนจะเข้าท้าทายกรงสิบอสูรอีก 19 ครั้ง เหตุผลที่เขายืนกรานเรื่องนี้ก็เพื่อบีบให้อีกฝ่ายยอมประนีประนอมเท่านั้นเอง
หลังจากสำรวจอสูรฝันสะพรึงอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ยังหาวิธีการที่ดีกว่านี้ไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจจะตามผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงไปยังหอสมุด
“มีหนังสือเกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วหอสมุด เชิญเจ้าเลือกดูตามสบาย!”
เมื่อทั้งคู่มาถึงหอสมุด ผู้อาวุโสเว่ยก็ชี้ให้จางเซวียนดูหนังสือจำนวนมากมายที่อยู่ข้างใน
ตัวเขาเองก็มีความคิดเหมือนหัวหน้าเซี่ย นั่นคือการจะเรียนรู้ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์จากการอ่านหนังสือนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้…เจ้าฝันไปแล้ว!
ถ้ามันง่ายดายขนาดนั้น นักฝึกอสูรที่เชี่ยวชาญภาษาอสูรดึกดำบรรพ์คงไม่เป็นที่ต้องการมากขนาดนี้
ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงเดินออกไปด้วยสีหน้าที่ยังหงุดหงิด จางเซวียนก็รู้แต่ไม่ใส่ใจ เพราะถึงอย่างไรเขาก็อยากอยู่คนเดียวอยู่แล้ว
หอสมุดของดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวนนั้นใหญ่โตกว่าที่ดงอสูรในหุบเขาเชียนหลัวมาก หนังสือจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนอัดแน่นอยู่ทั่วทุกชั้นหนังสือที่ยืดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา ในเมื่อจางเซวียนมาถึงนี่แล้ว ก็แน่นอนว่าต้องจัดการถ่ายโอนหนังสือทุกเล่ม เขาเริ่มแตะนิ้วลงบนหนังสือเล่มแรกของชั้นหนังสือชั้นแรก และจากนั้นก็ออกวิ่ง
“ดูเหมือนเขาจะยังหนุ่มเกินไป ความสำเร็จอย่างน่าทึ่งที่ได้รับทำให้เขาหลงตัวเอง!”
เมื่อกลับมาที่สนาม ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ดูจากการที่เขาได้เป็นนักฝึกอสูรระดับ 2 ดาวและสามารถเผชิญหน้ากับอสูรขั้นจื้อจุนได้ ก็ไม่แปลกใจหรอกที่เขาจะหลงตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าคิดว่าจะเรียนรู้ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ได้เพราะอ่านหนังสือล่ะก็ เขาประเมินอาชีพนี้ต่ำไป!”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินพูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
ตอนแรก เขาคาดหวังในตัวชายหนุ่มคนนี้ไว้สูงมาก แต่เมื่อได้ฟังวิธีแก้ไขที่อีกฝ่ายเสนอมาความรู้สึกดีทั้งหมดที่เคยมีก็หายวับไป
อัดอสูรฝันสะพรึงให้สลบ…ล้อเล่นแล้ว!
ในการจะทำให้อสูรตัวหนึ่งยอมจำนน ผู้นั้นจะต้องเรียนรู้นิสัยใจคอ ความชอบไม่ชอบ และรายละเอียดอื่นๆ ของมัน การใช้กำลังและความรุนแรงมีแต่จะทำให้มันไม่พอใจ
เจ้าตัวนี้มีนิสัยหยิ่งผยอง การจะทำให้มันยอมจำนนก็ยากพออยู่แล้ว ขืนใช้กำลังกับมันจริงๆ ความเป็นไปได้คงเหลือศูนย์
“ใช่!” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เลิกพูดถึงเขาเถอะ มีคนเข้าท้าทายกรงสิบอสูรกี่คน?” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินถาม
ตอนที่พวกเขาเข้ามาดูอสูรฝันสะพรึง ที่กรงสิบอสูรก็วุ่นวายเอาการ
อัจฉริยะมากมายที่มารวมตัวกันที่อาณาจักรชวนหยวนล้วนแต่เกิดความฮึกเหิมจากสุนทรพจน์ของหัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉิน พวกเขาจึงกระตือรือร้นที่จะเข้าทดลอง
“ข้าไปดูแล้ว แต่พวกนั้น…ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่!” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงยิ้มเจื่อนๆ
หลังจากที่พาจางเซวียนไปหอสมุด เขาก็กลับมาดูสถานการณ์ที่กรงสิบอสูร ซึ่งภาพที่เห็นก็ทำให้เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ
นักฝึกอสูรจางจัดการหมาป่าลมกรดซึ่งเป็นด่านแรกได้อย่างง่ายดาย ถึงขนาดเอาชนะใจและทำให้พวกมันยอมรับในตัวเขาได้ด้วย ซึ่งหลังจากนั้น ผู้เข้าท้าทาย 2-3 คนแรกก็พุ่งเข้าใส่หมาป่าลมกรดแบบเต็มๆ แต่ผลที่ได้รับก็คือ…คนหนึ่งถูกอัดเสียน่วม ส่วนอีก 2 คนก็ร่อแร่ใกล้ตาย
แต่ก็มีอัจฉริยะคนหนึ่งที่ดูจะเข้าท่ากว่าคนอื่นที่ผ่านด่านหมาป่าลมกรดไปได้ และเข้าเผชิญหน้ากับอสูรหัวเสือ
เขาเลียนแบบยุทธวิธีของจางเซวียน โดยพุ่งเข้าโจมตีหน้าท้องของมัน แต่ผลลัพธ์น่ะหรือ? แขนของเขาเกือบหักจากแรงกระแทกนั้น และชั่ววินาทีเดียวที่เผลอก็เกือบจะทำให้เขาถูกฉีกเป็นชิ้นๆ
ในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง อัจฉริยะมากกว่าสิบคนก็โดนสอยร่วง และที่แย่กว่านั้น…ส่วนใหญ่ไม่อาจผ่านไปได้แม้แต่ด่านแรก
แม้แต่คนดังอย่างอย่างเจียงหนานผิง ฟางจิ้น และหลัวถังก็เข้าทดลอง พวกนั้นแข็งแกร่งกว่าจางเซวียนด้วยซ้ำ แต่ก็ไปไม่รอดตั้งแต่ด่านแรก
หมาป่าลมกรดทำตัวว่านอนสอนง่ายกับจางเซวียนราวกับหมาปั๊ก ผู้เข้าท้าทายคนอื่นๆ จึงไม่เห็นพวกมันเป็นตัวอันตราย แต่พอเข้าประชิดตัว หมาป่าพวกนั้นก็แสดงพละกำลังที่แท้จริงตามแบบของผู้ล่าแห่งพงไพรออกมา
“ก็ถ้ากรงสิบอสูรจะง่ายแบบนั้น เราคงไม่ปราศจากผู้ชนะมากกว่าพันปีหรอก!”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินดูจะคาดหวังกับผลลัพธ์ แต่เขาก็ได้แต่ส่ายหน้า
รู้ดีว่ากรงสิบอสูรนั้นยากเย็นแค่ไหน
เขาจึงไม่ประเมินมันต่ำไปเพียงเพราะจางเซวียนสามารถผ่านด่านไปได้อย่างง่ายดาย
“ถูกต้อง!” ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงพยักหน้า เขานึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นและพูดต่อ “อันที่จริง ความอึกทึกครึกโครมที่นักฝึกอสูรจางสร้างขึ้นจากการเข้าท้าทายกรงสิบอสูรนั้นจัดว่ายิ่งใหญ่มาก ข้ากลัวแต่ว่า…ถ้าเราจัดการประลองนักฝึกอสูรขึ้นตอนนี้ คงจะไม่มีใครให้ความสำคัญเท่าไหร่!”
“ฮะ?” หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินครุ่นคิด
“นักฝึกอสูรจางยังหนุ่ม และมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดไว้ในการเข้าประลองนักฝึกอสูร…เมื่อเขาผ่านด่านกรงสิบอสูรได้ ชื่อเสียงเกียรติยศของเขาก็เป็นที่ร่ำลือ ในสภาวะแบบนี้ ตำแหน่งผู้ชนะการประลองก็คงไม่เป็นที่ตื่นเต้น…”
ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงยิ้มเจื่อนๆ
“เจ้าหมายความว่า…ทุกคนถือเอานักฝึกอสูรจางเป็นเป้าหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าเราจัดการประลองนักฝึกอสูรขึ้นมา แต่ผู้ที่ชนะการประลองไม่สามารถผ่านด่านกรงสิบอสูรเหมือนนักฝึกอสูรจางได้ ฝูงชนก็จะไม่ยอมรับเขาใช่ไหม?”
เซี่ยจิ่วเฉินถึงบางอ้อ
ถ้าหยกที่มาก่อนมีประกายสุกใสกว่า หยกที่ตามมาก็จะหมองไป
นักฝึกอสูรจางคนนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน
เขาผ่านด่านกรงสิบอสูรได้ในรวดเดียว ทำลายสถิติที่ผ่านมากว่าพันปีของดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวน ต่อให้ใครสักคนคว้าตำแหน่งผู้ชนะในการประลองนักฝึกอสูรได้ แต่หากเขาไม่สามารถผ่านด่านกรงสิบอสูร ศักดิ์ศรีของผู้ชนะและศักดิ์ศรีการประลองก็ย่อมเป็นที่กังขา
“ใช่!” เว่ยยู่ฉิงพยักหน้า
“เอ่อ…”
หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินยิ้มเรี่ยเต็มที
อันที่จริง ก็ใช่ว่าเขาจะไม่คิดเรื่องนี้ เพียงแต่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีใครผ่านด่านกรงสิบอสูรไปได้ แถมยังรวดเร็วและง่ายดายแบบนั้น!
“ถ้าอย่างนั้นก็ถ่ายทอดคำสั่งลงไปว่า…การประลองนักฝึกอสูรครั้งนี้คือด่านกรงสิบอสูร ใครที่ผ่านการท้าทายไปได้ก็จะได้เป็นผู้ชนะ หลังจากใคร่ครวญอีกครู่หนึ่ง หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินก็พูดต่อ” ตรวจสอบด้วยว่านักฝึกอสูรจางมาจากสาขาไหน ถ้าไม่มีใครผ่านด่านกรงสิบอสูรไปได้…เขาก็จะได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการประลอง!”
“ได้” เว่ยยู่ฉิงพยักหน้า
ก็เหลือทางออกแค่ทางเดียว
ถ้าจางเซวียนรู้ตัวว่าในการผ่านด่านกรงสิบอสูรครั้งนี้ นอกจากจะได้รับหยดเลือดอสูรวิเศษแล้ว ยังอาจได้เป็นผู้ชนะการประลองด้วย ก็คงบอกได้ยากว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร
แต่ตอนนี้ ริ้วรอยแห่งความจนปัญญากำลังฝังลึกบนหน้าผากของเขา
หลังจากเหน็ดเหนื่อยเกือบทั้งวัน ในที่สุดจางเซวียนก็ถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดของดงอสูรเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้สำเร็จ
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว เขาคิดว่าการประมวลหนังสือเกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ขึ้นมาเล่มหนึ่งคงเป็นเรื่องง่าย แต่…หลังจากที่ได้อ่าน สุดท้ายก็เข้าใจว่าทำไมเซี่ยจิ่วเฉินและผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงถึงไม่ค่อยจะปลื้มเขานัก
บรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ ได้ทิ้งมรดกที่เป็นหนังสือเกี่ยวกับภาษาดึกดำบรรพ์ไว้หลายเล่ม และสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเหล่านั้นก็คือความเข้าใจส่วนบุคคลในเรื่องถ้อยคำและการออกเสียง แต่หลังจากที่ใช้หอสมุดเทียบฟ้าตรวจสอบความถูกต้อง จางเซวียนก็ได้รู้ว่าจำนวนคำที่ถูกต้องจริงๆ นั้น…มีน้อยกว่า 10 คำ!
ด้วยคำพูดแค่ไม่ถึง 10 คำ…จะสื่อสารกับอสูรได้อย่างไร!
ไม่น่าเชื่อว่าในจำนวนหนังสือเกี่ยวกับภาษาอสูรดึกดำบรรพ์หลายร้อยเล่ม จะมีคำที่ถูกต้องแค่ไม่ถึง 10 คำ…
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมถึงไม่มีใครทำสำเร็จ ด้วยอัตราความถูกต้องที่มีริบหรี่แค่นี้ การจะร่ำเรียนมันได้คงต้องอาศัยปาฏิหาริย์
“ดูท่าการเรียนภาษาอสูรดึกดำบรรพ์จะเป็นไปไม่ได้จริงๆ …”
จางเซวียนส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
หากเขาใช้หอสมุดเทียบฟ้าทำให้ตัวเองเชี่ยวชาญภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ได้ การจะทำให้อสูรฝันสะพรึงยอมจำนนคงง่ายกว่าเดิมมาก แต่เท่าที่ดู เขาคงประเมินเรื่องนี้ต่ำไปจริงๆ
ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ขงคิดค้นขึ้นมา ซึ่งถ้าร่ำเรียนกันได้ง่ายๆ ขนาดนั้น นักฝึกอสูรจำนวนมากมายคงไม่ต้องสะดุดอย่างทุกวันนี้
“ฮึ? ดูเหมือนยังมีอีกเล่มอยู่ตรงนั้น…”
จางเซวียนกำลังจะออกจากหอสมุดเพื่อโน้มน้าวใจให้เซี่ยจิ่วเฉินอัดอสูรฝันสะพรึงให้สลบ แต่แล้วก็เห็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งตรงมุมห้อง
มันเป็นหนังสือเล่มหนาที่มีอักษรโบราณเป็นคำว่า ‘ภาษา’ อยู่บนหน้าปก มันวางอยู่ในมุมอับ เขาจึงไม่เห็นตั้งแต่แรก
จางเซวียนเดินไปหยิบมาดู
หนังสือเล่มนี้หน้าราวๆ 10 นิ้ว มีฝุ่นจับเขรอะ หน้ากระดาษก็เหลืองและเก่าคร่ำ ทำให้รู้ว่าคงมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานอยู่เบื้องหลัง ดูเหมือนมันจะถูกวางอยู่ตรงนี้มาหลายต่อหลายปีโดยไม่เคยมีใครเห็น
“ข้อบกพร่อง!”
เมื่อจางเซวียนแตะหนังสือ หนังสือที่เหมือนกันเป๊ะอีก 1 เล่มก็ปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า
“เอ๊ะ? นี่ไม่ใช่ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์นี่?”
เมื่อพลิกดู จางเซวียนก็ถึงกับผงะ
ที่อยู่ในหนังสือคือรายละเอียดเบื้องต้นของภาษาพิเศษชนิดหนึ่ง รวมถึงวิธีการออกเสียง แต่มันก็แตกต่างจากภาษาอสูรดึกดำบรรพ์อย่างชัดเจน
หนังสือไม่ได้ระบุไว้แน่ชัดว่ามันเป็นภาษาอะไรกันแน่ และรายละเอียดที่หอสมุดเทียบฟ้าให้ไว้ก็ไม่ได้บอกต้นกำเนิดของมัน
“มีคำที่ถูกต้องทั้งหมด 3 คำ!”
จางเซวียนพลิกดู
หนังสือหนา 10 นิ้วเล่มนี้มีถ้อยคำอยู่หลายพันคำ แต่หลังจากใช้หอสมุดเทียบฟ้าตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ก็เหลือคำที่ถูกต้องเพียงสามคำเท่านั้น
“ประมวล!”
จางเซวียนปะติดปะต่อชิ้นส่วนที่ถูกต้องให้กลายเป็นหนังสือเล่มใหม่
“เราต้องทดลอง 3 คำนี้ก่อน…”
เขาสูดหายใจลึกและรวบรวมพลังปราณเข้าสู่การหมุนเวียนตามวิธีที่ระบุไว้ในหอสมุดเทียบฟ้า
“มู!”
เสียงนั้นดังกึกก้อง โลกรอบตัวจางเซวียนดูจะสั่นสะท้านอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ร่างของเขาโงนเงน ภาพที่เห็นวูบดับไป
“นี่…นี่มันภาษาพรรค์ไหน ทำไมน่ากลัวขนาดนี้?”
พลังมหาศาลที่แผ่ออกมาจากการออกเสียงแค่คำเดียวเกือบทำให้เขาสลบ
จางเซวียนรีบตั้งสติ
แค่การออกเสียงเพียงครั้งเดียวก็ทำเอาพลังปราณของเขาเกือบหมดตัว สัญชาตญาณของจางเซวียนบอกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะพลังปราณเทียบฟ้าที่บริสุทธิ์มาก ต่อให้มีความรู้เรื่องการออกเสียงที่ถูกต้อง เขาก็ไม่อาจออกเสียงมันได้
หลังจากศึกษาภาษาลึกลับที่เพิ่งเจออีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็รู้ว่าแม้การออกเสียงแต่ละคำจะยาก แต่การจะพูดให้คล่องนั้นก็ไม่ได้ยากเกินไปหากมีวิธีการหมุนเวียนพลังปราณที่ถูกต้อง ตรรกะนี้สามารถประยุกต์ใช้กับภาษาลึกลับอื่นๆ ได้เช่นกัน
แค่ออกเสียงคำเดียวก็เล่นเอาเขาเกือบสลบแล้ว น่าสะพรึงจริงๆ !
“ว่ากันว่า ยิ่งภาษานั้นทรงพลังมากขึ้นเท่าไร การออกเสียงก็ยิ่งยากขึ้น รวมถึงต้องการพลังปราณที่บริสุทธิ์ขึ้นด้วย หรือว่าภาษานี้จะมีเรื่องราวน่าทึ่งบางอย่างอยู่เบื้องหลัง?”
จางเซวียนตาโต
แม้เขาจะยังงงๆ กับภาษาลึกลับแบบนี้ แต่ความงุนงงก็ไม่ได้ลดความกระตือรือร้นของเขาลงไป
หลังจากได้อ่านหนังสือมากมาย จางเซวียนก็รู้ว่ามนุษย์ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวที่มีอยู่ในทวีปแห่งปรมาจารย์ แต่ยังมีเผ่าพันธุ์อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งแต่ละเผ่าก็มีภาษาเฉพาะของตัวเอง ยิ่งเผ่าพันธุ์นั้นเก่งกาจมากขึ้นเท่าไร ภาษาของพวกเขาก็ทรงพลังมากขึ้นตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ภาษาที่ทรงพลังก็ต้องการพลังปราณอันบริสุทธิ์เพื่อให้ออกเสียงคำเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ พลังปราณเทียบฟ้าถือเป็นพลังปราณชั้นยอด เหนือกว่าพลังปราณพิเศษเสียอีก
แต่ถึงจะมีของดี จางเซวียนก็ยังไม่อาจรับมือกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการออกเสียงแต่ละคำได้ ภาษาพรรค์ไหนกันนะ ที่คำแค่ 3 คำจะทรงพลังขนาดนี้?
หลังจากนั่งงมอยู่อีกครึ่งวัน จางเซวียนก็รู้ตัวว่าไม่สามารถตีความเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้
อันที่จริง อ่านสักคำก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงได้แต่ส่ายหน้าและถอดใจ
“ใช้เวลาตั้งนาน เรียนรู้ได้แค่สองสามคำเอง คงพึ่งพาภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ไม่ได้แล้วล่ะ…”
“แต่ถึงอย่างไรเราก็ควรจะลองดูสักหน่อย ดูซิว่าจะหลอกล่อเจ้าอสูรฝันสะพรึงด้วยคำพวกนี้ได้หรือเปล่า ถ้าทำสำเร็จก็ดีไป ถ้าไม่…ก็ค่อยหาทางอื่น!”
จางเซวียนบิดขี้เกียจ เขาเดินออกจากหอสมุดและมุ่งหน้าไปยังสนามที่อสูรฝันสะพรึงนอนอยู่
แม้จะได้เรียนรู้แค่สองสามคำ แต่ด้วยหอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนก็แน่ใจว่าคำเหล่านั้นเป็นภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ที่แท้จริง บางที ด้วยคำสองสามคำนี้ เขาอาจจะโน้มน้าวใจอสูรตัวนั้นได้
ถ้า…ถ้านะ ถ้าเขาทำสำเร็จ ก็จะได้เลือดอสูรวิเศษทันที
แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็แค่หาทางอื่น หรือไม่ก็อัดมันให้สลบ
“นักฝึกอสูรจาง!”
ทันทีที่มาถึงสนาม ยังไม่ทันจะได้เดินเข้าไป ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาอย่างรีบร้อน
พวกนั้นคือกลุ่มนักฝึกอสูรที่เฝ้าดูการฝ่าด่านกรงสิบอสูรของจางเซวียน
“มีอะไร?”
จางเซวียนเดินเข้าไปอย่างงงๆ และเห็นสองใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่ท่ามกลางฝูงชน
“นักฝึกอสูรจาง!”
อีกฝ่ายก็เห็นเขาเช่นกัน ทั้งคู่รีบเดินเข้ามา
“หัวหน้าเฟิงกับนักฝึกอสูรหวัง ทำไมคุณสองคนถึงมาอยู่ที่นี่?”
จางเซวียนก็งง
ทั้งคู่คือนักฝึกอสูรจากดงอสูรสาขาหุบเขาเชียนหลัว หัวหน้าเฟิงกับนักฝึกอสูรหวัง
“ทำไมถึงอยู่ที่นี่?” หัวหน้าเฟิงกับนักฝึกอสูรหวังไอ “การประลองนักฝึกอสูรถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น แต่พวกเราติดต่อเจ้าไม่ได้ ก็เลยเดินทางมาล่วงหน้า!”
“การประลองนักฝึกกอสูรถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น?” จางเซวียนกระพริบตาอย่างงงๆ
ถ้าอีกฝ่ายไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็ลืมไปแล้ว
ทันที่ที่มาถึงดงอสูรแห่งอาณาจักรชวนหยวน จางเซวียนก็ตรงไปที่กรงสิบอสูรทันที จากนั้นก็มาที่สนามเพื่อพบกับอสูรฝันสะพรึง ก่อนจะเข้าไปงมอยู่ในหอสมุด
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่รู้เลยว่าการประลองนักฝึกอสูรได้ถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น
อีกอย่าง เขาก็ไม่ได้คิดจะเข้าประลองอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ใส่ใจมากมาย
“เจ้าไม่รู้?”
เห็นหน้าตางงงันของคู่สนทนา นักฝึกอสูรทั้งสองคนถึงกับเซ
“ข้าไม่รู้จริงๆ !” จางเซวียนยืนยัน
“แต่…เจ้าคือผู้ชนะการประลองนะ!” ทั้งคู่เกาหัวอย่างงงจัด
เอาจริงๆ สิ? เมื่อครู่นี้เอง หัวหน้าเซี่ยจิ๋วเฉินเพิ่งประกาศว่าจางเซวียนคือผู้ชนะการประลองนักฝึกอสูร!
ถึงกับเจาะจงเดินมาหาพวกเขาเพื่อแสดงความยินดีด้วย…
แต่ทั้งๆ ที่เป็นผู้ชนะ จางเซวียนยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าการประลองนักฝึกอสูรถูกเลื่อนให้เร็วขึ้น
สมองจะสับสนไปกว่านี้อีกได้ไหม?
“ผู้ชนะ ผู้ชนะอะไร?”
ไม่ใช่แค่ทั้งคู่ที่งงงัน จางเซวียนก็ไม่เข้าใจ
ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการประลองจัดขึ้นตอนไหน แล้วอยู่ๆ กลายเป็นผู้ชนะได้ไง?
“เงื่อนไขของการประลองนักฝึกอสูรครั้งนี้คือกรงสิบอสูร ในบรรดาผู้เข้าประลองทั้งหมด เจ้าคือคนเดียวที่ทำสำเร็จ…เพราะฉะนั้น เจ้าจึงเป็นผู้ชนะ!”
เมื่อเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายไม่รู้เหนือรู้ใต้สักอย่าง หัวหน้าเฟิงจึงได้แต่อธิบายอย่างจนปัญญา
ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนสับสนอย่างหมอนี่จะเป็นผู้ชนะ ไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ …
ในการประลองทุกครั้ง ดงอสูรสาขาหุบเขาเชียนหลัวของพวกเขาต้องตระเวนไปทั่วเพื่อหาตัวอัจฉริยะมาเข้าร่วมการประลอง แต่ก็ไม่เคยได้อันดับดีๆ …
มาครั้งนี้พวกเขาทำได้ แต่ตัวผู้เข้าประลองเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น!
“ข้าเข้าใจละ…แล้วมีรางวัลสำหรับผู้ชนะหรือเปล่า?”
เมื่อรู้ตัวว่าได้เป็นผู้ชนะเพราะสามารถผ่านด่านกรงสิบอสูรไปได้ จางเซวียนก็พูดไม่ออก แต่ไม่ช้าก็ตาโตเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้
การได้เป็นผู้ชนะการประลองแทบไม่มีความหมายกับเขาเลย สิ่งที่เขาสนใจคือรางวัลต่างหาก!
ถ้าการเป็นผู้ชนะจะทำให้ได้หยดเลือดอสูรวิเศษสัก 20-30 หยด ก็จะเบาแรงไปได้มาก
“รางวัลคือหินวิเศษ 5 ก้อน ข้ารับมาให้แล้ว เจ้าตรวจสอบได้เลย!”
จากนั้นหัวหน้าเฟิงก็หยิบกล่องหยกใบเล็กออกมา เมื่อเปิดดู ก็มีหินวิเศษ 5 ก้อนเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงหน้าจางเซวียน
“แค่นี้?”
จางเซวียนนึกว่ารางวัลสำหรับผู้ชนะการประลองจะมีมากมาย ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีแค่หินวิเศษ 5 ก้อน ดงอสูรที่นี่ช่างขี้เหนียวเสียจริง
แต่ก็เอาเถอะ จะรางวัลเล็กน้อยแค่ไหนก็ยังมีประโยชน์อยู่ดี ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
หลังจากเก็บหินวิเศษไว้ในแหวนเก็บสมบัติแล้ว จางเซวียนก็มองไปรอบๆ และตั้งคำถาม “แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมคนเยอะแยะมาอยู่ที่นี่?”
เมื่อวานนี้ ตอนที่เขามาก็ยังมีการจัดวางค่ายกลอยู่ คนนอกจึงไม่สามารถเข้าไปได้ แล้วทำไมถึงไม่เหมือนเดิม?
“ทางดงอสูรเพิ่งจับอสูรที่มีวรยุทธขั้นกึ่งเหนืออสูรได้ตัวหนึ่ง พวกเขาอยากให้มันยอมจำนน แต่หาวิธีเหมาะๆ ไม่ได้ เหตุผลที่เลื่อนการประลองนักฝึกอสูรให้เร็วขึ้นก็เพื่อจะได้ระดมความคิดของบรรดาหัวหน้าดงอสูร ผู้อาวุโส และนักฝึกอสูรที่เก่งกาจจากทั่วทั้งอาณาจักรชวนหยวน เผื่อจะได้วิธีเหมาะๆ ในการฝึกอสูรฝันสะพรึงให้เชื่อง!” หัวหน้าเฟิงอธิบาย
เหตุผลที่การประลองถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นก็เพราะอสูรตัวนี้ ในเมื่อการประลองสิ้นสุดแล้ว หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินจึงตัดสินใจรวมพลนักฝึกอสูรทั้งหมดมาที่นี่เพื่อระดมความคิด
ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดความอื้ออึงเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งสนาม
“อ๋อ!” จางเซวียนเพิ่งเข้าใจ
ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่คิดว่าเขาจะเรียนรู้ภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ได้สำเร็จ
แต่ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น เพราะขนาดมีหอสมุดเทียบฟ้า
จางเซวียนยังเรียนรู้ได้แค่สองสามคำ การที่ใครสักคนจะทำความเข้าใจมันได้ คงต้องใช้ปาฏิหาริย์จริงๆ
“แล้วมีใครทำสำเร็จหรือยัง?” จางเซวียนถาม
“ยังเลย อสูรที่มีวรยุทธขั้นกึ่งเหนืออสูรนั้นแข็งแกร่งเกินไป โอกาสที่จะทำสำเร็จมีน้อยมาก…”
หัวหน้าเฟิงถอนหายใจและส่ายหน้า
แม้แต่นักฝึกอสูรระดับ 3 ดาวอย่างหัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินยังหมดปัญญา แล้วนักฝึกอสูรธรรมดาๆ อย่างพวกนั้นจะไปมีความคิดอะไร?
ความคิดมากมายถูกหยิบยกขึ้นมา แต่ก็ถูกปัดตกไปหมด
“ดูนั่น อัจฉริยะเว่ยโหย่วเต้ากำลังจะลอง!”
“เว่ยโหย่วเต้า? อัจฉริยะที่เข้าไปถึงด่านที่ 3 ของกรงสิบอสูรเมื่อวานน่ะหรือ?”
“ใช่ เขานั่นแหละ…”
ขณะที่ทั้งสามกำลังคุยกัน ก็เกิดเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ขึ้นในหมู่ฝูงชน จางเซวียนหันกลับไปดู และเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินตรงเข้าหาอสูรฝันสะพรึงที่อยู่ในกรงโลหะ
ที่กำลังยืนอยู่หน้ากรงโลหะคือหัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉิน ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิง และนักฝึกอสูรอีกสองสามคน พวกเขาล้วนแต่มีสีหน้าเคร่งเครียด
ทุกคนรู้ดีว่าแทบไม่มีทางที่ใครจะทำสำเร็จ และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว



