ตอนที่ 430 อาจารย์ของกู้มู่ก็อยู่นี่
“ท่านอาซุนฉาง?”
เว่ยยู่ฉิงกำลังจะอธิบาย แต่เมื่อได้ยินคำนั้น เขาก็ปากสั่นและเกือบกัดลิ้นตัวเอง
ในฐานะหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอีกฝ่ายย่อมมีทั้งพละกำลังและความเชี่ยวชาญในการใช้ยาพิษ ต่อให้หัวหน้าเซี่ยจิ่วเฉินมาด้วยตัวเอง ก็ยังไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเขาจะไม่ถูกอีกฝ่ายทำร้าย
ขนาดเว่ยยู่ฉิงเองก็ยังโค้งคำนับด้วยความเคารพและยำเกรงในตัวอีกฝ่าย
แต่หมอนี่กล้าประกาศออกไปว่า ‘ท่านอาอยู่นี่’ ทันทีที่มาถึง
เอาความคิดแบบนั้นมาจากไหน.
ต่อให้กู้มู่เป็นศิษย์หลานของปรมาจารย์หยางจริงๆ ก็ไม่ควรเล่นใหญ่ขนาดนั้น!
เป็นแค่นักรบติ่งลี่ แต่กล้าประกาศตัวว่าเป็นท่านอาของนักรบขั้นจื้อจุน…
แถมยังวางท่าสง่าผ่าเผยเสียขนาดนั้น…
เว่ยยู่ฉิงถึงกับหน้าเขียว
เขาคิดว่าการพาซุนฉางมาตามหาใครสักคนที่นี่คงเป็นเรื่องง่ายๆ ใครจะไปรู้ว่าเจ้าซุนฉางคนนี้จะเป็นเพื่อนร่วมทางที่ไว้ใจไม่ได้เลย?
“แกว่าอะไรนะ?”
“ไอ้งั่งตัวนี้มาจากไหน!”
ก็ตามคาด ทันทีที่ซุนฉางพูดจบ ทุกคนก็เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที
ทุกคนให้ความเคารพหัวหน้ากู้มู่เพราะพละกำลังอันเหนือชั้นของเขา แล้วจะให้ทนฟังคนแปลกหน้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งมาประกาศตัวว่าเป็นท่านอา เป็นศิษย์พี่ของพวกเขานี่นะ? มันหยามกันเกินไป!
อีกอย่าง หากหัวหน้ากู้มู่จะมีอาสักคน อย่างน้อยอีกฝ่ายก็น่าจะเป็นนักรบเหนือมนุษย์ เจ้าคนหน้าไม่อายที่มีวรยุทธแค่ติ่งลี่จะเป็นอาของเขาได้อย่างไร?
“บังอาจ!”
ซุนฉางเคยชินกับสถานการณ์แบบนี้ เขาเลิกคิ้วและประกาศกร้าว “รีบไปเรียกเขาออกมา ไม่อย่างนั้นจะกล่าวหาข้าไม่ได้นะ ถ้าข้าบอกให้เจ้าหนุ่มกู้มู่นั่นฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ !”
“เจ้าหนุ่ม? กู้มู่?”
เว่ยยู่ฉิงหน้าตาเหยเกไปอีกรอบ
เขารู้สึกเหมือนโรคหัวใจกำเริบขึ้นมากะทันหันเมื่อได้ยินคำพูดของซุนฉาง
“แก…”
ใบหน้าของกูรูยาพิษทุกคนถมึงทึงด้วยความโกรธ หากไม่ระงับเอาไว้ คงพุ่งเข้าจัดการซุนฉางเสียแล้ว แต่ก็พอดีกับที่เสียงหนึ่งดังขึ้น
“มีอะไรกันน่ะ? คนพวกนี้คือใคร?”
เมื่อหันไปทางต้นเสียง ชายหนุ่มที่มีรูปร่างสง่างามคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามา
เสียงระฆังครั้งก่อนเพิ่งดังขึ้นไม่นาน และวันนี้ก็ดังถึง 2 ครั้งแล้ว ห้องโถงแห่งยาพิษวุ่นวายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
“กูรูยาพิษอู๋ฉี่ ท่านมาได้เวลาพอดี สองคนนี้โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ และประกาศตัวว่าเป็นท่านอาของหัวหน้ากู้มู่…” กูรูยาพิษทั้งกลุ่มรีบอธิบายให้ชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฏตัวฟัง
“ท่านอาของท่านอาจารย์? ไม่เคยรู้เลยว่าท่านอาจารย์มีญาติพี่น้องที่ไหน…”
อู๋ฉี่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย
แต่ถึงจะสงสัย เขาก็เลือกที่จะรับมืออย่างสุขุม จึงประสานมือและตั้งคำถาม
“ข้าคืออู๋ฉี่ ส่วนหัวหน้ากู้มู่คืออาจารย์ของข้า ขอทราบหน่อยได้ไหมว่าควรจะเรียกท่านสองคนอย่างไร และมาจากไหนกัน ข้าจะได้นำไปรายงานท่านอาจารย์”
เห็นทีท่าเคารพนบนอบของอีกฝ่าย ซุนฉางพยักหน้าอย่างพอใจ “จะเรียกอย่างไรน่ะหรือ ข้าคือท่านอาของอาจารย์ของเจ้า เรียกข้าว่าท่านปู่ก็ได้!”
อู๋ฉี่เลิกคิ้วและถึงกับเซ
ในฐานะศิษย์สายตรงของหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษ เขามีสถานภาพสูงส่งในที่แห่งนี้ แต่เจ้าคนที่มีวรยุทธแค่ติ่งลี่กล้าประกาศตัวว่าเป็นท่านปู่ของเขา…
อู๋ฉี่แน่นหน้าอกจนแทบจะระเบิด
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าอีกฝ่ายเป็นอาของท่านอาจารย์จริงๆ การจะเรียกเขาแบบนั้นก็ไม่ใช่ปัญหา
“ท่านอ้างว่าเป็นท่านอาของอาจารย์ของข้า…มีอะไรยืนยันตัวตนหรือเปล่า?”
อู๋ฉี่ประสานมือคารวะอีกครั้งและพยายามข่มความโมโหไว้
“นี่ไง!”
ซุนฉางสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง และยื่นตราสัญลักษณ์ที่จางเซวียนให้ไว้ออกมา
“นี่มันตราของท่านอาจารย์…”
เมื่อเห็นตรานั้น อู๋ฉี่ก็หน้าถอดสี
เขาเคยเห็นตราสัญลักษณ์ของท่านอาจารย์อยู่ครั้งหนึ่ง มันเป็นของสำคัญและล้ำค่ามาก นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้เห็นอีกครั้งในมือของชายอ้วนคนนี้…หรือว่าชายที่ดูไม่เอาไหนคนนี้จะเป็นอาของท่านอาจารย์จริงๆ ?
“ผู้อาวุโส ได้โปรดรอสักครู่ ข้าจะไปรายงานเรื่องนี้ให้ท่านอาจารย์ทราบ!”
เมื่ออีกฝ่ายแสดงตราสัญลักษณ์ของท่านอาจารย์ ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะพูดเรื่องจริง ดังนั้น อู๋ฉี่จึงรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม พร้อมกับเปลี่ยนสรรพนามเป็น ‘ผู้อาวุโส’
“ดี ไปเลย!”
เมื่อเห็นอู๋ฉี่ผู้สง่างามแสดงกิริยาเคารพนบนอบแบบนั้น บรรดากูรูยาพิษคนอื่นๆ ก็อึ้งไป
พวกเขาคิดว่าไอ้หมอนี่เป็นคนขี้โม้ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง!
เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เองที่มีใครคนหนึ่งปรากฏตัว และอ้างว่าเป็นอาจารย์ของท่านหัวหน้า ด้วยบุคลิกและท่วงท่าสง่างามของเขา ทุกคนจึงเชื่อโดยไม่สงสัย
และตอนนี้ ท่านอาก็โผล่มาอีกคน แต่ว่า…ทำไมท่านอาคนนี้ถึงดูเหยาะแหยะและไม่เอาไหนเลย?
ในห้องนั่งเล่นของห้องโถงแห่งยาพิษ กู้มู่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เขามีสีหน้าที่แสดงถึงความเคารพและถ่อมตัว
ในช่วง 20 วันที่ผ่านมา ระดับวรยุทธของเขาได้พุ่งขึ้นอย่างพรวดพราด ใครที่มองผ่านๆ ก็บอกได้ว่า เขายังห่างจากการเป็นนักรบกึ่งเหนือมนุษย์อีกก้าวเดียวเท่านั้น
ดูเหมือนว่า อีกไม่นานกู้มู่ก็คงจะฝ่าด่านวรยุทธเข้าสู่โลกใบใหม่ได้
ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาคือผู้อาวุโสผมขาวคนหนึ่ง นัยน์ตาของเขาล้ำลึกและเปี่ยมด้วยความเข้าใจในการผันแปรของชีวิต ทำให้ทุกคนที่ได้เห็นเกิดความประทับใจอย่างล้ำลึก
ส่วนที่นั่งอยู่ข้างผู้อาวุโสคือชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมสีขาว ชายหนุ่มคนนั้นมีริมฝีปากสีชมพูและถือพัดไว้ในมือ
เมื่อมองใกล้ๆ เขาดูหมดจดและโดดเด่นยิ่งกว่าคุณชายจี้โม่ผู้เป็นขวัญใจสาวๆ แทบทุกคนในเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่เสียอีก
อันที่จริง รูปลักษณ์และบุคลิกของชายหนุ่มคนนี้งดงามกว่าจี้โม่มาก แตกต่างกันราวสวรรค์กับโลกมนุษย์ทีเดียว
ความโดดเด่นของชายหนุ่มคนนั้นคือผิวพรรณที่ขาวผ่องและเรียบเนียน แม้แต่จางเซวียนที่ได้ฝึกฝนวิชาร่างนวโลหะขั้น 2 มาแล้ว ก็ยังมีผิวพรรณที่เทียบกับเขาไม่ได้ บางที คนที่เทียบได้อาจจะมีแต่จ้าวหย่าเท่านั้น
ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ข้างผู้อาวุโส แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ก็แผ่ความกดดันที่ทำให้ผู้อาวุโสผมขาวรู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย ไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากนัก
“ท่านอาจารย์ นี่คือเมล็ดบัวแดงเดือด เมื่อกินเข้าไป มันจะเพิ่มโอกาสที่ผู้นั้นจะฝ่าด่านวรยุทธเข้าสู่ขั้นกึ่งเหนือมนุษย์ได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์!”
หัวหน้ากู้มู่สะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง และหยิบกล่องหยกออกมามอบให้ผู้อาวุโส
เมื่อเปิดกล่อง วัตถุสีแดงก่ำขนาดเท่าเม็ดถั่วก็ปรากฏต่อสายตาทุกคน มันเปล่งพลังจิตวิญญาณอันเข้มข้นอย่างน่าอัศจรรย์ออกมา ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกกระชุ่มกระชวยในชั่วพริบตา
เมล็ดบัวแดงเดือด!
นี่คือของล้ำค่าที่เขาได้มาเมื่อครั้งอยู่ที่สันเขาบัวแดง
“อือ!”
ผู้อาวุโสพยักหน้าและยื่นกล่องนั้นให้ชายหนุ่ม “คะ-คุณชาย !”
“นี่คือเหตุผลที่ท่านมาที่นี่?”
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ‘คุณชาย’ มองเมล็ดบัวแดงเดือดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปิดกล่อง
เมล็ดบัวแดงเดือดซึ่งล้ำค่าเสียจนบรรดานักรบยอมฆ่าแกงกันเองเพื่อให้ได้มา ดูจะไม่มีค่าเลยในสายตาของเขา
“ข้ารู้มาว่ามันจะมีประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของคุณชาย” ผู้อาวุโสรีบอธิบาย
“ยุ่งยากเปล่าๆ !”
เมื่อรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของเขา คุณชายก็พยักหน้า เขาเก็บกล่องหยกไว้และเงียบไปอีกครั้ง
“ดี”
เมื่อเห็น ‘คุณชาย’ ผู้มากเรื่องรับเมล็ดบัวแดงเดือดไว้ ผู้อาวุโสก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็หันไปทางหัวหน้ากู้มู่และพยักหน้าอย่างพอใจ
“ท่านอาจารย์ทำอะไรให้ข้ามามาก ก็สมควรแล้วที่ผมจะได้ตอบแทนบ้าง”
กู้มู่รีบประสานมือคารวะอย่างถ่อมตัว
ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ตรงหน้าคืออดีตอาจารย์ของเขา จินชงไห่, กูรูยาพิษ ระดับ 4 ดาว
เมื่อครั้งที่จินชงไห่ยังเป็นกูรูยาพิษระดับ 3 ดาว เขาได้รับกู้มู่เป็นศิษย์ และดูแลเป็นอย่างดี แต่หลังจากนั้น เมื่อเขาฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ เขาก็ออกจากอาณาจักรชวนหยวนและหายไปถึง 20 ปี
แต่ถึงอย่างนั้น คำชี้แนะของเขาก็มีบทบาทอย่างมากต่อความสำเร็จของกู้มู่
ไม่อย่างนั้น กู้มู่ก็คงยังงมโข่งในฐานะกูรูยาพิษระดับ 2 ดาวต่อไป
รู้ดีว่าเมล็ดบัวแดงเดือดเป็นของล้ำค่า เขาจึงรีบส่งข่าวให้อาจารย์ ด้วยเหตุนี้ ท่านอาจารย์ของเขาจึงกลับมาที่ห้องโถงแห่งยาพิษของอาณาจักรชวนหยวนอีกครั้ง
“ในเมื่อได้ของที่เราต้องการแล้ว ก็กลับเถอะ!”
คุณชายดูจะไม่แยแสการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบหรืออะไรทำนองนั้น เขาโบกพัดในมือและลุกขึ้นยืน
“ได้” จินชงไห่พยักหน้า
“ท่านอาจารย์ ขอข้าทราบหน่อยได้ไหมว่า ท่านจะรีบเดินทางไปที่ไหน ถ้าอยู่ในขอบเขตที่ข้าทำได้ ข้าจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่…”
หัวหน้ากู้มู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถาม
เขาคิดว่าท่านอาจารย์น่าจะอยู่อีกสักพัก เพื่อที่เขาจะได้ขอคำชี้แนะในการฝ่าด่านวรยุทธได้อีก แต่ในเมื่ออีกฝ่ายคิดจะกลับทันทีหลังจากที่เพิ่งมาถึง เขาก็ออกจะผิดหวัง
“คุณชายกำลังจะมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรขั้น 1 ที่อยู่ในสังกัดของอาณาจักรชวนหยวน ไม่มีอะไรที่พวกเราต้องการความช่วยเหลือ อย่ากังวลเลย!”
จินชงไห่โบกมือและยิ้มให้ ขณะที่ปฏิเสธความช่วยเหลือของอีกฝ่าย
“มีอาณาจักรขั้น 1 ถึง 27 อาณาจักรที่อยู่ในสังกัดของอาณาจักรชวนหยวน ไม่ทราบว่าคุณชายและท่านอาจารย์ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปที่ไหน ข้าคุ้นเคยกับบางอาณาจักรดี บางทีอาจจะนำทางไปได้”
รู้ดีว่าอาจารย์ของเขายำเกรง ‘คุณชาย’ คนนี้ กู้มู่จึงถามความเห็นของคุณชายด้วย
“อาณาจักรเทียนหวู่!” จินชงไห่ตอบ
“เทียนหวู่? ข้าเพิ่งกลับมาจากที่นั่นเมื่อไม่กี่วันก่อน อันที่จริงเมล็ดบัวแดงเดือดก็มาจากห้องโถงแห่งยาพิษที่นั่น ผมคุ้นเคยกับเส้นทางดี หวังว่าจะได้รับอนุญาตให้นำทางพวกคุณไป”
กู้มู่ตาโตด้วยความตื่นเต้น
เพราะเขาเพิ่งกลับมาจากอาณาจักรเทียนหวู่ จึงยังจดจำแผนผังของดินแดนนั้นได้
“ท่านเพิ่งกลับมาจากอาณาจักรเทียนหวู่?”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้มู่ คุณชายที่ดูไม่สนใจอะไรทั้งนั้นก็หันขวับมาตั้งคำถาม “ดีเลย ข้ามีอะไรอยากถามคุณสักหน่อย”
“เชิญคุณชายพูดได้เลย!” กู้มู่ตอบอย่างนอบน้อม
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ‘คุณชาย’ ก็กำลังจะอ้าปากถาม ก็พอดีกับที่มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นข้างนอก จากนั้นอู๋ฉี่ก็โผล่เข้ามา “ท่านอาจารย์!”
“มีอะไร?”
อีกฝ่ายเข้ามาขัดจังหวะการสนทนาของ ‘คุณชาย’ กู้มู่จึงมีสีหน้าเคร่งเครียด
“มีชายคนหนึ่งอยู่ข้างนอก เขาอ้างตัวว่าเป็นท่านอาของท่าน และยืนกรานจะพบท่านให้ได้…” อู๋ฉี่ละล่ำละลัก
“ท่านอาของข้ารึ?”
กู้มู่งง “ข้ามีท่านอาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ท่านพ่อของเขาเป็นบุตรชายคนเดียวในครอบครัว แล้วเขาจะมีอาได้อย่างไร
“แต่…เขามีตราสัญลักษณ์ของคุณ!”
อู๋ฉี่รีบหยิบตราสัญลักษณ์ที่ซุนฉางมอบให้ออกมา
เมื่อเห็นตรานั้น กู้มู่ก็นึกขึ้นได้ “จะเป็นคนที่ศิษย์ปู่ส่งมาหรือเปล่า?”
เมื่อไม่กี่วันนี้เองที่เขาได้มอบตราสัญลักษณ์ให้กับ ‘ศิษย์ปู่’ ผู้ลึกลับ
แม้อีกฝ่ายจะยังหนุ่ม แต่ก็มีวิธีการที่ล้ำลึกเกินหยั่ง เหตุผลที่เขาก้าวหน้าจนเกือบจะสำเร็จเป็นนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ในช่วงเวลาแค่ยี่สิบวัน ก็เพราะคำชี้แนะของศิษย์ปู่คนนี้
อีกฝ่ายยังรักษาอาการบาดเจ็บให้เขา และช่วยเขาฝึกอสูรลาวาให้เชื่องด้วย ทำให้เขามีอายุขัยยืนยาวพอที่จะจุดประกายความหวังในการแก้แค้นให้ภรรยาขึ้นมาอีกครั้ง
ถ้าจะพูดกันตามตรง ความสำนึกในบุญคุณที่เขารู้สึกต่อศิษย์ปู่ผู้ลึกลับคนนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าที่รู้สึกต่อท่านอาจารย์ของเขาเลย
“ศิษย์ปู่อะไรนะ?”
เมื่อได้ยินกู้มู่พึมพำ จินชงไห่ก็หันขวับ
“ผมกำลังจะรายงานเรื่องนี้ให้ท่านอาจารย์ทราบอยู่พอดี..”
กู้มู่รีบตั้งคำถาม “ข้าอยากรู้ว่า…ท่านอาจารย์มีศิษย์อาที่ยังดูหนุ่มอยู่ไหม?”
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นศิษย์ปู่ของเขา ก็ต้องเป็นศิษย์อาของอาจารย์ของเขาโดยอัตโนมัติ
“ศิษย์อา?”
จินชงไห่ถึงกับงง “ยังดูหนุ่ม? เขาชื่ออะไร?”
“ชื่อของเขาคือไป๋ชาน…แต่ผมคิดว่านั่นเป็นชื่อปลอม ข้าไม่รู้ชื่อจริงของเขาด้วยซ้ำ!” กู้มู่ตอบ
กู้มู่สั่งการให้เหลี่ยวฉวินสืบเสาะเรื่องนี้ ซึ่งผลก็ปรากฏว่าไป๋ชานตัวจริงเป็นแค่นายแพทย์ธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่ในเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ ซึ่งก็แน่นอนว่าศิษย์ปู่ของเขาคงไม่อยากให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริง จึงเลือกที่จะปกปิดชื่อเอาไว้
ในเมื่อกู้มู่ก็ยังไม่กระจ่าง จินชงไห่จึงถามว่า “แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
เป็นธรรมดาที่ในช่วงชีวิตของนักรบคนหนึ่งจะมีอาจารย์หลายคน แต่คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับความนับถือในฐานะกึ่งอาจารย์มากกว่า ซึ่งก็แปลว่าอาจารย์ที่แท้จริงจะมีเพียงคนเดียว
ท่านอาจารย์ของเขาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว และไม่เคยได้ยินว่ามีศิษย์น้องอยู่ที่ไหน แล้วศิษย์อาคนนี้โผล่มาจากไหนกัน
“หลังจากที่ออกมาจากสันเขาบัวแดง ข้าก็ไม่เคยพบเขาอีก แต่ได้มอบตราสัญลักษณ์ให้เขาไว้ และใครสักคนหนึ่งที่มาตามหาผมก็นำมันมาด้วย เป็นไปได้ว่าอาจเป็นศิษย์น้องหรือลูกศิษย์ของเขา!” กู้มู่พูด
ในเมื่ออีกฝ่ายอ้างตัวว่าเป็นท่านอาของเขา ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจเป็นศิษย์น้องของศิษย์ปู่คนนั้น
“ท่านอาจารย์ของข้า, จินเฉินเสว่ เสียชีวิตไป 13 ปีแล้ว เขาไม่เคยพูดถึงใคร ข้าจึงไม่รู้รายละเอียดเรื่องนี้เหมือนกัน แต่หากเขามีความเกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์จริง ข้าก็น่าจะรู้…”
จินชงไห่ขมวดคิ้ว และนึกอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่า ‘ศิษย์อา’ คนนี้เป็นใคร หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หันไปมอง ‘คุณชาย’
“ข้าตั้งใจจะมุ่งหน้าไปอาณาจักรเทียนหวู่ก็จริง แต่หากจะยืดเวลาออกไปสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในเมื่อปัญหานี้เกี่ยวข้องกับการสืบเชื้อสายของท่าน ก็ควรจะตรวจสอบให้ถี่ถ้วนเสียก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาแอบอ้างชื่อของท่านได้ !”
รู้ดีว่าจินชงไห่คิดอย่างไร ‘คุณชาย’ ส่ายหน้าอย่างไม่คิดมาก
“ขอบคุณ คุณชาย!”
เมื่อได้การตอบรับจากอีกฝ่าย จินชงไห่ก็หันมาสั่งการกู้มู่
“ให้เขาเข้ามา ข้าอยากรู้ว่าศิษย์อาคนนี้เป็นตัวจริงหรือเปล่า…”
“ได้”
กู้มู่พยักหน้าก่อนสั่งการอู๋ฉี่
ชายหนุ่มเดินออกไป ไม่ช้าก็กลับมาพร้อมกับชายอีก 2 คน
คนที่เดินนำหน้าเป็นชายร่างตุ้ยนุ้ยที่มีวรยุทธแค่ติ่งลี่ เขาเดินอกกระเพื่อม สองมือไพล่หลังไว้ และมีทีท่าของความเป็นผู้นำ
ซุนฉาง
ส่วนอีกคนเป็นผู้อาวุโสที่เป็นนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด เขามีบุคลิกอันงามสง่าและนัยน์ตาคมปลาบ
ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิง
ทันทีที่ทั้งสามเดินเข้ามา ยังไม่ทันที่อู๋ฉี่จะได้แนะนำพวกเขา ซุนฉางก็กวาดสายตาไปทั่วห้องและถามว่า “คนไหนคือกู้มู่?”
เห็นเขาวางท่าเย่อหยิ่งและถึงกับเรียกชื่อของหัวหน้าดื้อๆ แบบนั้น อู๋ฉี่และคนที่เหลือก็หน้าตึง
“ข้าเอง”
กู้มู่ก็ขมวดคิ้ว แต่เขาก็ยังประสานมือคารวะและตอบอย่างสุภาพ
“ข้าเชื่อว่าท่านคงได้เห็นตราสัญลักษณ์แล้ว นายท่านอยากให้ท่านเดินทางไปเมืองหลวงแห่งอาณาจักรชวนหยวน”
ซุนฉางทรุดตัวลงนั่งและโบกมืออ้วนใหญ่ของเขาโดยปราศจากความลังเล
“ท่านควรรีบหน่อยนะ ไปเตรียมตัวได้แล้ว!”
“ขอข้าทราบหน่อยได้ไหม ว่าทำไมศิษย์ปู่ถึงอยากให้ข้าเดินทางไปเมืองหลวงแห่งอาณาจักรชวนหยวน แล้วข้าควรจะเตรียมอะไรบ้าง?” กู้มู่ถามอย่างงงจัด
ในเมื่ออีกฝ่ายมีตราสัญลักษณ์ของเขา ก็เป็นไปได้ว่าเจ้าอ้วนคนนี้คงเป็นตัวแทนของศิษย์ปู่ และอีกอย่าง กู้มู่ก็ได้ให้คำมั่นไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นใคร ตราบใดที่เขามาพร้อมกับตราสัญลักษณ์ในมือ ก็จะได้รับการช่วยเหลือให้สมความปรารถนา ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม
ซุนฉางให้คำตอบ “ในฐานะลูกน้อง ข้าไม่บังอาจก้าวก่ายกิจธุระของนายท่าน และขอแนะนำให้ท่านทำแบบเดียวกัน ไปถึงเมืองหลวงแห่งอาณาจักรชวนหยวนเมื่อไหร่ เขาก็จะบอกรายละเอียดที่เหลือกับท่านเอง!”
“เอ่อ…ได้สิ!” กู้มู่พยักหน้า
ไม่เพียงแต่เจ้าคนที่มีวรยุทธแค่ติ่งลี่ผู้นี้จะไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย ขนาดอยู่ต่อหน้าตัวเขาที่เป็นทั้งหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษและนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด หมอนี่ยังใช้น้ำเสียงในเชิงสั่งสอนด้วย
ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงก็มึนหัวเสียจนพูดอะไรไม่ออก
เขาคิดว่า ด้วยระดับวรยุทธอันอ่อนด้อยและภูมิหลังที่เละเทะของซุนฉาง คงไม่มีทางที่เขาจะรับมือกับเรื่องใหญ่แบบนี้ได้ ดังนั้น ตัวเขาในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งดงอสูรและนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุด จึงตั้งใจที่จะพาซุนฉางมาและสอนอะไรให้เขา 2-3 อย่าง…
แต่ลงท้าย…เขาก็กลายเป็นตัวประกอบของหมอนี่เสียเอง…
ขนาดอยู่ต่อหน้าหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษผู้น่าพรั่นพรึง ตัวเขาเองกลัวเสียจนไม่กล้าพูดอะไร แต่อีกฝ่ายกลับพูดน้ำไหลไฟดับ แถมยังสั่งสอนเอาตามใจ ไม่ไว้หน้าหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษแม้แต่น้อย
จะกล้าไปไหน!
เอาความมั่นอกมั่นใจขนาดนี้มาจากไหนกัน?
คิดบ้างหรือเปล่าว่าอีกฝ่ายกุดหัวเขาได้โดยไม่ต้องไตร่ตรองสักนิด?
แม้แต่ ‘คุณชาย’ ก็ยังอดตาค้างไม่ได้
เขาเคยเห็นคนอวดดื้อถือดีมาก็มาก แต่เจ้าอ้วนคนนี้กินเรียบ
ด้วยพละกำลังน้อยนิดที่เขามี แม้แต่ผู้ช่วยกูรูยาพิษที่นี่ก็สังหารเขาได้อย่างง่ายดาย แต่หมอนั่น กล้าพูดฉอดๆ โดยไม่มีความยำเกรงแม้แต่น้อย ภูมิหลังของหมอนี่ใหญ่โตมาจากไหน? แน่ใจหรือว่ากู้มู่จะไม่เอาเรื่อง ถึงได้ทำตัวเก่งกล้าเสียขนาดนี้?
“สหาย ไม่ทราบว่าข้าควรจะเรียกนายท่านของเจ้าว่าอย่างไร?”
จินชงไห่อดไม่ไหวจนต้องตั้งคำถาม
ความมั่นอกมั่นใจและอาจหาญของซุนฉางทำให้เขาสงสัย
ถ้าหมอนี่เป็นตัวปลอม ก็น่าจะแสดงความหวาดหวั่นออกมาบ้าง แต่จินชงไห่รู้สึกได้ว่าเจ้าอ้วนคนนี้มั่นอกมั่นใจสุดๆ และไม่มีความกลัวแม้แต่น้อย
นั่นหมายความว่าเขาจะต้องมีคนหนุนหลัง…
ตัวปลอมไม่อาจวางท่าเก่งกล้าได้ขนาดนี้
“บังอาจ! คิดว่าตัวเองเป็นใคร ผมกำลังพูดกับหัวหน้ากู้มู่ ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องสอด!”
ซุนฉางเลิกคิ้วอย่างโกรธเกรี้ยว
ฉิบหายแล้ว!
เว่ยยู่ฉิงแทบกระอักเลือด เขาอยากเผ่นหนีจนแทบจะยั้งตัวไว้ไม่ได้
ด้วยพละกำลังอันน้อยนิดของซุนฉาง ไม่มีทางที่เขาจะวัดกับผู้อาวุโสคนนี้ได้ ทันทีที่เว่ยยู่ฉิงเดินเข้ามา เขาก็สัมผัสได้ถึงความพิเศษของผู้อาวุโส ด้วยรังสีอันสุขุมเยือกเย็นที่ถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิดเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเป็นนักรบเหนือมนุษย์!
ก็เพราะผู้อาวุโสคนนี้ที่ทำให้ตัวเขาไม่กล้าขยับหรือพูดอะไรเลย แต่ไอ้อ้วนนี่…กล้าดูถูกเขา!
ก็พังสิ!
เว่ยยู่ฉิงคิดว่าการตามหากู้มู่เป็นภารกิจง่ายๆ แต่เท่าที่ดู ภารกิจง่ายๆ นี้อาจต้องแลกด้วยชีวิตของเขา…
ไม่ใช่เขาคนเดียวที่จังงัง ทั้ง ‘คุณชาย’ และกู้มู่ก็จังงังจนแทบกัดลิ้นตัวเอง
นักรบขั้น 5-ติ่งลี่กล้าพูดกับนักรบเหนือมนุษย์แบบนี้ได้อย่างไร…
นี่ไม่ใช่กล้าแล้ว มันบ้า!
“เจ้า…”
เมื่อถูกตวาด จินชงไห่ก็หน้าตึง เขาสะบัดแขนเสื้อและพูดว่า “ข้าคืออาจารย์ของหัวหน้ากู้มู่ จินชงไห่, กูรูยาพิษระดับ 4 ดาว ข้ามีสิทธิ์พูดได้หรือยัง?”
“อาจารย์ของกู้มู่? กูรูยาพิษระดับ 4 ดาว?”
ซุนฉางถึงกับผงะ
เขานึกว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ลูกกระจ๊อก นึกไม่ถึงว่าจะเก่งกาจขนาดนี้
แต่ถึงรู้แล้ว ซุนฉางก็ยังไม่ตระหนก เขาจ้องหน้าจินชงไห่อย่างดูถูก
“ท่านเป็นกูรูยาพิษระดับ 4 ดาว แล้วไงล่ะ? ขนาดปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวอย่างสู่วฟันและหลิวหยู่เหิงก็ยังต้องเคารพนบนอบนายท่านราวกับนักเรียนเคารพอาจารย์ เขาจะตำหนิติเตียนอะไร ก็ไม่กล้าเถียงสักคำ แล้วทำไม? ท่านคิดว่าตัวเองเหนือกว่าปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวหรือ?”
จะทำให้เรากลัวใช่ไหม?
ขอบอกนะ ข้า, พี่ฉาง ไม่ใช่ไอ้บ้านนอก!
ก่อนหน้านี้ ขนาดปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวอย่าง ‘สู่วน้อย’ ยังนอบน้อมต่อนายท่าน ไม่กล้าพูดจาบุ่มบ่ามหรือขัดขืนคำสั่งแม้แต่น้อย เจ้าก็เป็นแค่กูรูยาพิษ ต่อให้น่าทึ่งสักแค่ไหน คิดว่าจะเทียบชั้นกับอาชีพหมายเลข 1 ของโลกได้หรือ?
ข้าก็พูดชัดแล้วนะ ยังจะโม้หาอะไร?
“สู่วฟัน? หลิวหยู่เหิง? เจ้าหมายถึงผู้อาวุโสสู่วและผู้อาวุโสหลิวจากสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นาอาณาจักรหรือ?”
จินชงไห่กำลังโมโหเดือด แต่เมื่อได้ยินสองชื่อนั้นก็หน้าถอดสี
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ทั้งสู่วฟันและหลิวหยู่เหิงเป็นคนดังของสมาพันธ์นานาอาณาจักร ไม่เพียงแต่จะเก่งกาจ แต่ยังเป็นผู้มีอิทธิพลในหมู่ผู้อาวุโสของสภาปรมาจารย์ด้วย ตำแหน่งของพวกเขาเทียบเท่ากับชนชั้นสูงของเชื้อพระวงศ์แห่งสมาพันธ์นาอาณาจักรทีเดียว
แต่ปรมาจารย์ทั้งสองก็ยังให้ความเคารพต่อนายท่านของไอ้อ้วนนี่ นอบน้อมราวกับเป็นนักเรียน…เอาจริงๆ สิ?
ถ้านี่เป็นเรื่องจริง…แล้วนายท่านของเขาเป็นใครกัน?
จินชงไห่หน้าตาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที



