ตอนที่ 436 แค่บรรยาย ก็ขับไล่ได้ทั้งกองทัพ (1)
“น่าทึ่งจริงๆ !”
บนหลังอสูรพาหนะ กลุ่มของ ‘คุณชาย’ กับคนอื่นๆ ที่เพิ่งมาถึง
และแม้แต่จินชงไห่ ก็อดอุทานออกมาไม่ได้เมื่อเห็นภาพนั้น
“ช่างเก่งกาจเหลือเกินที่มองเห็นข้อบกพร่องของการโจมตีได้ในทันที สามารถพุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางของพายุเพื่อสกัดกั้นแรงปะทะ การจะทำแบบนั้นได้…แค่มีทักษะการหยั่งรู้ที่เหนือชั้นก็ยังไม่พอ แต่จะต้องมีสภาพจิตที่แข็งแกร่งมากด้วย!” ‘คุณชาย’ พยักหน้าด้วยอาการยอมรับ
“แต่ว่า…ต่อให้หลัวเฉียนหงพ่ายแพ้ ก็ยังมีกองกำลังอีกมากมายอยู่ในพระราชวังของอาณาจักรชวนหยวนแห่งนี้ ถึงจางเซวียนจะเก่งกาจแค่ไหน แต่เขาก็ตัวคนเดียว ไม่มีทางจะรับมือกับทั้งอาณาจักรได้หรอก เราควรทำอย่างไร? ช่วยเขาดีไหม?”
จินชงไห่ถามอย่างลังเล
“เขาคงคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว เหตุผลที่ขอความช่วยเหลือกู้มู่ ก็คงเป็นเรื่องทหารพวกนี้แหละ” ‘คุณชาย’ พูด
ปรมาจารย์คือผู้ที่มีความสามารถในการโจมตีสูงสุดเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ แต่ในแง่ของการ เผชิญหน้ากับศัตรูทีละมากๆ กูรูยาพิษถือว่าเป็นสุดยอด
ขอให้มียาพิษมากพอ ศัตรูจะดาหน้ากันเข้ามาสักเท่าไร กูรูยาพิษก็ไม่เดือดร้อน
“ก็คงจะเป็นอย่างนั้น!” จินชงไห่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“อย่าเพิ่งรีบร้อนไป ในเมื่อปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวคนนี้มองเห็นข้อบกพร่องในเทคนิคการต่อสู้ของนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ได้ในทันที ก็แปลว่าทักษะการเรียนรู้และความรอบรู้ของเขาน่าทึ่งไม่ใช่เล่น
หากเขาต้องการความช่วยเหลือจากใคร ก็คงบอกปรมาจารย์หยางไปแล้ว แต่ในเมื่อไม่ทำแบบนั้น ก็แปลว่าคงอยากจัดการเรื่องนี้คนเดียว เราจะเข้าไปก็ต่อเมื่อเขารับมือไม่ไหวแล้วเท่านั้น!”
‘คุณชาย’ หัวเราะ
“นั่นสิ!” จินชงไห่พยักหน้า จากนั้นก็มองลงไปด้านล่าง เขาเลิกคิ้วสูง “หลัวเฉียนหงแพ้แล้ว!”
ขณะที่จินชงไห่พูดอยู่ บนแท่นบูชาสวรรค์ จางเซวียนมุดออกมาจาก ‘สายน้ำ’ และฟันศอกเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างจัง
ปั้ก!
ด้วยพละกำลังมหาศาลนั้น หลัวเฉียนหงถึงกับหน้าถอดสี เขากระเด็นหงายหลังไปทันที และร่วงลงมากระแทกพื้นอย่างแรง
ประธานสภาปรมาจารย์, ปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวขั้นกลาง และนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ที่รั้งอันดับ 3 ของบอร์ดใบไม้เขียว จบเห่ภายใน 2-3 อึดใจ
ฝูงชนพากันส่งเสียงอื้ออึง
หลัวเฉียนหงคือนักรบผู้เก่งกล้าที่ครองหัวใจของพวกเขาตลอดมา มีแฟนคลับก็นับไม่ถ้วน ซึ่งพวกเขาคิดว่าชายหนุ่มที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบคนนี้คงต้องหมดสภาพ แต่แล้ว คนแพ้กลับเป็นหลัวเฉียนหงเสียเอง…แถมยังแพ้ยับเยินด้วย
บนยอดโดมใบไม้เขียว ผู้อาวุโสเลี่ยวฉิงฉวิงตั้งคำถามขึ้นมาทันที “หัวหน้า อันดับ 1 ของบอร์ดใบอ่อน…ยังเป็นขององค์รัชทายาทติงมู่อยู่ไหม?”
“ติงมู่? เหลวไหลน่ะ แน่นอนว่าต้องเป็นปรมาจารย์จางเซวียน! สองคนนี้จะเทียบกันได้อย่างไร? ท่านล้อผมเล่นใช่ไหม”
หัวหน้าไต้เฟิงพูด
“แต่เจ้า…เจ้าเพิ่งจะบอกว่าตลอด 500 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครเทียบชั้นกับองค์
รัชทายาทติงมู่ได้ และคงจะเป็นอย่างนั้นต่อไปอีก 500 ปี…” ผู้อาวุโสเลี่ยวฉิงฉวิงถามอย่างงงงัน
ก็เพิ่งจะยกยอองค์รัชทายาทเสียเลิศลอยอยู่หยกๆ นี่ปันใจแล้ว?
มันเรื่องอะไรถึงเปลี่ยนใจเร็วนัก?
“ข้าพูดแบบนั้นหรือ? ผู้อาวุโสเลี่ยว อย่ามั่วสนใจเรื่องไร้สาระอยู่เลย รีบส่งคนไปสืบเสาะประวัติของเจ้าหนุ่มคนนั้นดีกว่า!” เมื่อถูกจับไต๋ได้ หัวหน้าไต้เฟิงถึงกับหน้าแดง เขารีบสั่งการ 2-3 อย่างเพื่อกลบเกลื่อน
“ได้” ผู้อาวุโสเลี่ยวฉิงฉวิงรีบเดินออกไปจัดการตามนั้น
โดมใบไม้เขียวมีหน้าที่รวบรวมทุกข้อมูลและทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในอาณาจักรชวนหยวน การที่อัจฉริยะคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นโดยที่พวกเขาไม่รู้มาก่อน อันที่จริงก็ถือเป็นความบกพร่อง
“ความแข็งแกร่งของเขา…”
ฝูงชนแทบไม่เชื่อสายตา โม่หยู่ที่อยู่บนหลังของเจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าก็ยิ่งไม่เชื่อสายตาหนักกว่าใครๆ
เธอได้เห็นความก้าวหน้าของพละกำลังของจางเซวียนมาตลอดการเดินทาง
โม่หยู่คิดว่า ถึงจางเซวียนจะสำเร็จวรยุทธจื้อจุนขั้นสูงสุดได้ภายใน 4 วัน แต่ก็น่าจะยังเป็นผู้อ่อนด้อยในบรรดานักรบขั้นเดียวกัน เพราะถึงอย่างไร การจะปรับพละกำลังของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางก็ต้องใช้เวลา และในช่วงที่สำเร็จวรยุทธใหม่ๆ พลังปราณก็ยังไม่เสถียรด้วย
แต่จางเซวียนสามารถปราบนักรบกึ่งเหนือมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย!
หมอนั่น…ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?
ไม่เพียงแต่ระดับวรยุทธจะพุ่งขึ้นอย่างพรวดพราด แต่พละกำลังก็ยังเข้าที่เข้าทางอย่างสมบูรณ์แบบด้วย ทั้งล้ำลึกและมั่นคง ไม่มีสัญญาณของความไม่เสถียรแม้แต่น้อย…หมอนั่นทำได้อย่างไรกัน?
แรงปะทะนั้นทำให้หลัวเฉียนหงได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาโมโหจนแทบจะเป็นบ้า ความเสียใจก็ไม่น้อยหน้ากัน
ทำไมเขาถึงโง่เง่าจนหลงเชื่อคำโป้ปดของติงมู่?
คนที่สามารถบีบให้ติงมู่เผ่นเข้ามาซ่อนตัวในสภาปรมาจารย์ได้ จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
หากเขาไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว อย่างน้อยก็ยังรักษาเกียรติยศของตัวเองไว้ได้ แต่ทุกอย่างที่ทำไปแล้วก็ล้วนแต่สร้างความอับอายขายหน้า หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ศักดิ์ศรีของตัวเขาในฐานะประธานสภาปรมาจารย์คงป่นปี้ไม่มีเหลือ ผู้คนมากมายคงพากันจับผิดเขา
“ข้าเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว แต่ท้าทายปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวแบบนี้ อาจถูกยัดเยียดข้อหากระด้างกระเดื่อง เสร็จเรื่องจากที่นี่แล้ว ข้าจะอธิบายกับทางสภาปรมาจารย์โดยใช้การท้าชนสภา!”
จางเซวียนสะบัดแขนเสื้อและประกาศ
การท้าชนสภา คือการที่คนๆ หนึ่งเข้าท้าทายทั้งสภาปรมาจารย์
ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้ง หรือการแสดงความกระด้างกระเดื่องโดยไม่จงใจ ตราบใดที่ไม่ผิดมนุษยธรรม ผู้นั้นก็สามารถท้าชนสภาเพื่อล้างมลทินในการกระทำของตัวเองได้ และทางสำนักงานใหญ่ก็จะไม่เอาเรื่อง
“ท้าชนสภา?”
หลัวเฉียนหงหน้าซีดเผือด
แม้การท้าชนสภาที่เป็นผลสำเร็จจะเกิดขึ้นน้อยครั้งมาก แต่หากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการล่มสลายของสภาปรมาจารย์ เพราะจะกลายเป็นที่ขบขันและสมเพชกันไปทั่วทั้งสมาพันธ์นานาอาณาจักร
แน่นอนว่าเขาจะต้องถูกกดดันให้ลงจากตำแหน่งประธานสภาปรมาจารย์ และในกรณีเลวร้ายที่สุด ทางสำนักงานใหญ่อาจเรียกตัวเขาไปสอบสวนด้วย
เพราะหากใครสักคนได้รับความกดดันจนถึงขั้นต้องเข้าท้าชนสภา ก็แปลว่าเรื่องนั้นอยู่ในขั้นวิกฤต
พลั่ก!
หลัวเฉียนหงหมดเรี่ยวหมดแรงขึ้นมาทันใด เขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
เพิ่งจะเมื่อครู่ก่อนนี้เองที่เขายังยืนอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ต่อหน้าฝูงชน แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ก็ท้อใจจนไปต่อไม่ไหว
ติงมู่ไปไขว้กับปีศาจชนิดไหนมา?
จางเซวียนไม่แยแสหลัวเฉียนหง เขามองตรงไปข้างหน้า และเมื่อเห็นว่าพิธีสถาปนาใกล้เสร็จสิ้นแล้ว จึงรีบเดินเข้าไป
“หยุดมันไว้!”
เมื่อเห็นว่าแม้แต่ประธานสภาปรมาจารย์ก็ยับยั้งอีกฝ่ายไว้ไม่ได้ แถมหมอนั่นยังประกาศเจตจำนงเข้าท้าชนสภาด้วย ติงมู่ถึงกับหน้าเครียด
พรึ่บ!
ด้วยเสียงตวาดนั้น ทหารจำนวนมากก็กรูเข้ามาล้อมจางเซวียนไว้ ดาบของพวกเขาเปล่งประกายแวววับภายใต้แสงอาทิตย์
ทหารเหล่านั้นไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ส่วนใหญ่เป็นแค่นักรบขั้น 5-ติ่งลี่เท่านั้น อาศัยจำนวนมากมายมหาศาลเข้าว่า ในแท่นบูชาสวรรค์นี้มีทหารอย่างน้อยก็หลายพัน
ค่ายกลที่ประกอบขึ้นจากทหารหลายพันนาย…แม้แต่นักรบกึ่งเหนือมนุษย์ก็ยังต้องล่าถอยหากเจอกับพละกำลังอันมากมายน่าสะพรึงขนาดนี้
“จางเซวียน…ระวังตัวด้วย!”
โม่หยู่หน้าซีด
ตัวคนเดียวจะรับมือกับทั้งกองทัพได้อย่างไร?
ทหารที่มีวรยุทธแค่ติ่งลี่คนหนึ่งไม่อาจทำอะไรจางเซวียนได้เลย และการรับมือกับพวกเขาทีละสิบคนก็ง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แต่เมื่อจำนวนพุ่งพรวดขึ้นไปถึงหลักหลายพัน ก็แน่นอนว่าสถานการณ์จะต้องเปลี่ยน
ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหน สภาพร่างกายของมนุษย์ก็มีขีดจำกัด หากต้องต่อสู้กันยาวนาน ในที่สุดจางเซวียนก็จะต้องแพ้
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมนักรบพเนจรถึงไม่กล้าเข้าโจมตีอาณาจักรไหน
เพราะไม่มีอะไรที่จะทำให้นักรบตัวคนเดียวสามารถรับมือกับพละกำลังของทั้งอาณาจักรได้
“เป็นแบบนี้ไม่ดีแน่…”
จินชงไห่ขมวดคิ้ว
แม้ตัวเขาจะเป็นถึงนักรบเหนือมนุษย์ แต่หากต้องรับมือกับนักรบที่มีวรยุทธระดับพื้นๆ ทีเดียวสองสามพันคน ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
สังหารแม่ทัพผู้บงการนั้นง่าย เผชิญหน้ากับทั้งกองทัพนั้นยากกว่า
“จริงด้วย เป็นแบบนี้ไม่ดีแน่ นอกเสียจากว่า…เขาจะใช้วิธีการของกูรูยาพิษ!”
‘คุณชาย’ ก็ขมวดคิ้ว
ขนาดจินชงไห่ก็ยังรับมือกับทหารมากมายขนาดนั้นได้ยาก นับประสาอะไรกับจางเซวียน
แม้พละกำลังที่จางเซวียนแสดงออกมาจะถือว่าโดดเด่นเอาการ แต่ก็ยังห่างไกลกับจินชงไห่ซึ่งเป็นลูกน้องของเขา
หนทางเดียวที่จะเอาชนะได้คือการใช้วิธีตามแบบของกูรูยาพิษ
ไม่อย่างนั้น ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหน เจอกองกำลังใหญ่โตขนาดนี้เข้าไป สุดท้ายก็ต้องหมดแรง
“สำหรับที่นี่ เขาใช้วิธีการของกูรูยาพิษไม่ได้ ในฐานะปรมาจารย์ การสังหารองค์รัชทายาทของอาณาจักรอันทรงเกียรติก็ถือเป็นมลทินใหญ่หลวงแล้ว ข้ากลัวว่าหากเขาใช้ยาพิษ…ทางสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่จะยิ่งไม่พอใจมากขึ้นอีก และอาจหนักข้อถึงขั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ เพราะทางสภาปรมาจารย์กับห้องโถงแห่งยาพิษไม่ถูกกัน…”
ผู้อาวุโสสูงสุดเว่ยยู่ฉิงพูด “หัวหน้ากู้มู่ ถ้ามันรุนแรงถึงขนาดนั้นล่ะก็ ข้าว่าท่านควรออกโรงได้แล้ว!”
ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของดงอสูร เว่ยยู่ฉิงมีความเข้าใจในอำนาจหน้าที่ของปรมาจารย์เป็นอย่างดี
อาชีพนี้ถือเป็นเข็มทิศคุณธรรมของทั่วทั้งทวีป
แค่สังหารองค์รัชทายาทที่กำลังเข้าพิธีสถาปนาก็ร้ายแรงพอแล้ว หากจางเซวียนใช้วิธีการของกูรูยาพิษอีก ชื่อเสียงของเขาย่อมจบสิ้น
ในฐานะปรมาจารย์ ชื่อเสียงคือทุกอย่าง ใครเล่าจะยอมรับบุคคลผู้มีประวัติด่างพร้อยเป็นอาจารย์ของตัวเอง?
เรื่องนี้จะกลายเป็นมลทินที่เขาไม่อาจล้างออกได้ชั่วชีวิต
แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จางเซวียนจะได้รับความเคารพจากปรมาจารย์คนอื่นๆ และได้รับการเลื่อนขั้น
“ตกลง!”
หัวหน้ากู้มู่พยักหน้า
เขาได้รับเชิญให้มาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้ การให้ความช่วยเหลือของเขาย่อมถือเป็นการใช้หนี้บุญคุณ ที่เขามีต่อศิษย์ปู่ด้วย
“รออีกเดี๋ยวเถอะ ดูจากสายตาของจางเซวียน ดูเหมือนเขาจะมีความคิดบางอย่าง!”
กู้มู่กำลังจะพุ่งออกไป ก็พอดีกับที่คุณชายพูดขึ้น
“สายตา?”
หัวหน้ากู้มู่ชะงัก เขารีบมองลงไป และเห็นทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทั้งที่ถูกล้อมรอบด้วยทหารมากมายขนาดนั้น ชายหนุ่มก็ยังไม่ตระหนกแม้แต่น้อย เขาเผชิญหน้ากับทุกอย่างด้วยทีท่าสุขุม
สุขุมเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นคนอื่น เจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าไป ถึงอย่างไรก็ต้องตระหนก
“เขามีแผนการบางอย่างแน่ ไม่อย่างนั้น…ไม่มีทางสุขุมได้ขนาดนี้!”
‘คุณชาย’ พูด “รอดูไปก่อน!”
“ได้” ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นพ้องและลดสายตาลงมองเหตุการณ์ด้านล่าง ขณะที่กำลังสงสัยว่า จางเซวียนคิดจะใช้วิธีการแบบไหนเพื่อรับมือกับทหารเหล่านั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“หัวใจของวรยุทธอยู่ที่ความเสมอต้นเสมอปลาย มีแต่ความขยันหมั่นเพียรเท่านั้นที่จะทำให้นักรบคนหนึ่งพัฒนาตัวเองได้ สำหรับนักรบขั้นติ่งลี่ที่กำลังจะก้าวไปสู่พี่เชวี่ย มี 3 ปัจจัยหลักที่ต้องปฏิบัติให้ได้ อย่างแรกคือ ต้องมีพละกำลังมากพอสำหรับการเปิดจุดชีพจร…”
เสียงชัดถ้อยชัดคำออกจากปากของชายหนุ่ม
“บรรยาย?”
“นั่นเขากำลังบรรยายหรือ?”
“บ้าหรือเปล่า?”
ทุกคนกำลังสงสัยว่าจางเซวียนจะใช้กลวิธีไหนรับมือกับทหารจำนวนหลายพันที่เข้ารุมล้อม แต่เมื่อเขาตั้งต้นเทศนาบรรยาย ทุกคนก็ได้แต่จ้องหน้ากันอย่างงงงัน
นี่มันอะไรกัน?
ถูกทหารรุมล้อม กลับมาเทศนา?
ทุกคนคิดว่าผู้ที่เข้าป่วนพิธีสถาปนาจะต้องดวงกุดแน่ แต่อีกฝ่ายกลับยังมั่นหน้าและสบายดี, ทุกคนคิดว่าสภาปรมาจารย์จะต้องไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้ แต่อีกฝ่ายก็ประกาศออกมาว่าจะท้าชนสภา ไม่ได้ไว้หน้าสภาปรมาจารย์แม้แต่น้อย…
มาถึงตอนนี้ ทุกคนคิดว่าแท่นบูชาสวรรค์จะต้องนองเลือด แต่หมอนั่นก็ตั้งต้นเทศนา…
นี่จะทำอะไรแบบใช้สามัญสำนึกบ้างได้ไหม?
สิ่งที่คุณทำช่างล้ำลึกเกินหยั่ง!
กลุ่มคนที่อยู่บนอสูรพาหนะก็จังงัง ไม่เข้าใจเลยว่าจางเซวียนคิดอะไร
“ไม่หรอก นี่ไม่ใช่แค่การบรรยาย…”
ในที่สุด ‘คุณชาย’ ก็เข้าใจ และถึงกับหน้าถอดสีไปทันที เขาตัวสั่นหน่อยๆ ขณะที่พูดว่า “นี่คือการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ ขับไล่ศัตรูเป็นร้อยด้วยหนึ่งคำ กำจัดทั้งกองทัพด้วยประโยคเดียว!”



