ตอนที่ 438 ค่ายกลเก๋าแห่งชวนหยวน
เงียบกริบ
ติงมู่เพิ่งประกาศยึดครองอำนาจของอาณาจักร แต่แล้ว ในพริบตาต่อมา คำประกาศของผู้แทนก็มาถึง ทุกคนถึงกับอึ้ง
สมาพันธุ์นานาอาณาจักรอยู่ไกลจากอาณาจักรชวนหยวนไปหลายแสนกิโลเมตร ต่อให้ขี่อสูรจื้อจุนขั้นสูงสุด ก็ยังต้องใช้เวลาหลายสิบวันกว่าจะมาถึง ผู้แทนคนนี้…ก็ช่างแน่จริง…
“เป็นไปไม่ได้! จะเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร…”
ติงมู่อ้าปากค้าง ฟางเส้นสุดท้ายของความมีสติขาดผึงลงไป
นี่แกเแกล้งฉันใช่ไหม?
ฉันเพิ่งจะประกาศตัวเป็นฮ่องเต้ และกำลังกดดันให้ทุกคนยอมก้มหัวให้ ชัยชนะอยู่แค่เอื้อมแล้ว แต่แกก็มาหักมุมเอาวินาทีสุดท้าย ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ก็ไม่มีทางได้การรับรอง อย่างเป็นทางการ!
อาณาจักรอันทรงเกียรติอยู่ในสังกัดของสมาพันธุ์นานาอาณาจักร ถ้าทางสมาพันธุ์ไม่รับรองตำแหน่งของเขา ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ไร้ประโยชน์!
“ฝ่าบาท นั่นเป็น…คำประกาศของจริงจากผู้แทนแห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร ผมเคยเห็นมาก่อน…”
เมื่อเห็นติงมู่ยังแคลงใจ ข้าราชบริพารคนหนึ่งก็เดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
คำประกาศของผู้แทนนั้นไม่อาจลอกเลียนกันได้ คำว่า ‘สมาพันธุ์นานาอาณาจักร’ มีอำนาจพิเศษบางอย่างที่ทำให้ไม่มีผู้ใดเลียนแบบได้สำเร็จ
มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นของจริงหรือเปล่า
“พวกแก เจ้าเสนาบดีฝ่ายซ้ายพล่ามเรื่องไร้สาระ และกำลังสั่นคลอนความมั่นคงของอาณาจักร ฆ่ามันซะ!”
ติงมู่บ้าคลั่งไปแล้วเรียบร้อย และคำพูดของข้าราชบริพารก็ทำให้เขาปรี๊ดขั้นสุด เขาตวาดออกคำสั่งดังลั่น
“ฝ่าบาท…”
ฝูงชนมองหน้ากันอย่างลังเล ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
“พวกแก…”
เห็นทุกคนทำเฉยต่อคำสั่งของเขา ติงมู่ตาแดงก่ำด้วยความโมโห ขณะที่กำลังจะตวาดซ้ำ เสียงเนิบๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ในเมื่อสมาพันธุ์นานาอาณาจักรไม่ยอมรับคุณ ก็แปลว่าตำแหน่งนี้ไม่ถูกต้อง ไม่มีใครฟังคำสั่งของฮ่องเต้ตัวปลอมหรอก!”
เมื่อหันขวับไป ก็เห็นจางเซวียนกำลังจ้องหน้าเขาด้วยนัยน์ตาเย็นเยียบ
อันที่จริง จางเซวียนก็งงเหมือนกัน
ก่อนที่จะมา เขาได้เตรียมตัวรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะได้เป็นฮ่องเต้หรือไม่ เขาก็จะลุย
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ จางเซวียนก็นึกไม่ถึงว่าสมาพันธุ์นานาอาณาจักรจะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง
การปรากฎขึ้นของคำประกาศนั้นหมายความว่า การยึดครองราชบัลลังก์ของติงมู่ไม่ถูกต้อง และทางสมาพันธุ์นานาอาณาจักรก็คงจะไม่ใส่ใจอะไรแม้ว่าเขาจะถูกฆ่า
“พวกแกฝ่าฝืนคำสั่งของฉัน แล้วไงล่ะ? แกคิดว่าเรื่องแค่นี้จะทำให้ฉันกลัวหรือ? พวกแกอาจจะแข็งแกร่งก็จริง แต่ฆ่าฉันไม่ได้ง่ายๆ หรอก!”
ทั้งสูญเสียบัลลังก์และการหนุนหลังจากสภาปรมาจารย์ สั่งการอะไรลูกน้องก็ไม่ได้ ติงมู่รู้ดีว่าเขาไม่เหลือทางเลือกอื่น นอกจากต้องใช้กำลัง
สีหน้าของเขาแข็งกร้าวราวกับหมาป่าล่าเหยื่อขณะจับจ้องชายหนุ่มซึ่งยืนอยู่ตรงหน้า แล้วติงมู่ก็ตรงเข้าคว้าตราหยกอันหนึ่ง
เมื่อมีตราหยกอยู่ในมือ บุคลิกและท่วงท่าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ในตอนนั้น เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขุนเขาสูงตระหง่านที่ตั้งท้าทายสายตาของทุกคน
ต่อให้นักรบกึ่งเหนือมนุษย์ก็ยังต้องถอย หากได้เจอกับรังสีอันทรงพลังที่เขาแผ่ออกมาในตอนนั้น
“เหตุผลที่ตระกูลติงของเราสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่ขนาดนี้ขึ้นได้โดยไม่มีอาณาจักรไหนกล้าเข้ารุกราน และพวกเราก็สืบเชื้อสายกันมากว่าพันปีได้นั้น ไม่ใช่เพราะพละกำลังเพียงอย่างเดียว…แต่เป็นเพราะค่ายกล!”
“สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในอาณาจักรชวนหยวนนั้นสร้างขึ้นตามตำแหน่งที่เชื่อมโยงกันกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และหมู่ดาว ก่อเกิดเป็นค่ายกลเกรด 4 ขั้นต้น! แกอยากฆ่าฉันหรือ? ฝันไปเถอะ! ถ้าฉันไม่ได้เป็นฮ่องเต้ ฉันก็จะฉุดแกลงนรกไปด้วย!”
ติงมู่หัวเราะอย่างบ้าคลั่งและขว้างตราหยกในมือออกไปเพื่อเปิดใช้งานค่ายกล ทันใดนั้น ก็ดูเหมือนทั้งเมืองจะมีชีวิตขึ้นมา แรงกดดันมหาศาลโถมลงมาจากท้องฟ้า
ฝูงชนต่างรู้สึกเหมือนมีบางอย่างสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของพวกเขาเอาไว้ แรงกดดันนั้นมหาศาลเสียจนอาจสังหารพวกเขาได้หากทำอะไรผิดที่ผิดทางลงไป
“นี่มัน…ค่ายกลเก๋าแห่งชวนหยวน เขาเปิดใช้งานค่ายกลเก๋าจริงๆ !”
ข้าราชบริพารคนหนึ่งที่ยืนท่ามกลางฝูงชนถึงกับหน้าซีด เขาตัวอ่อนปวกเปียกจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
“ค่ายกลเก๋าแห่งชวนหยวน? มันคืออะไร?”
ยังมีคนอีกมากที่ไม่รู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ หนึ่งในฝูงชนตั้งคำถามอย่างกระวนกระวาย
“ว่ากันว่า บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งอาณาจักรชวนหยวนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่เก่งกาจมาก หลังจากกำหนดเขตแดนและสร้างอาณาจักรแล้ว เขาก็เลือกพื้นที่บริเวณนี้ให้เป็นที่ตั้งของเมืองหลวง ด้วยภูเขา แม่น้ำ และสิ่งปลูกสร้างที่ทำหน้าที่เหมือนธงค่ายกล เขาได้สร้างค่ายกลขนาดมหึมาขึ้น แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ก็ตายได้ง่ายๆ ถ้าหลงเข้าไปติดกับ”
“ค่ายกลนี้จะถูกเปิดใช้งานได้ด้วยสัญลักษณ์ของฮ่องเต้เท่านั้น ถือเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ทำหน้าที่ปกป้องอาณาจักร ไม่มีใครจะสามารถต้านทานพละกำลังของมันได้…”
ข้าราชบริพารคนนั้นพูดไปตัวสั่นไป
เพราะก่อนหน้านี้ ตอนที่ติงมู่สั่งให้ทุกคนฆ่าผู้บุกรุก ก็ไม่มีใครฟังเขาเลย ตอนนี้เขาเปิดใช้งานค่ายกลและขังทุกคนที่นี่ไว้ข้างในแล้ว หากเขาคิดจะแก้แค้นขึ้นมาจริงๆ ใครกันจะต้านทานได้?
เมื่อได้รู้ถึงอานุภาพของค่ายกลที่กักขังพวกเขาไว้ ทุกคนก็หน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาคิดว่า ถึงอย่างไรปรมาจารย์คนอื่นๆ ก็มีพละกำลังเหนือกว่าองค์รัชทายาทติงมู่ ต่อให้ไม่มีใครฟังคำสั่งของเขา ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก ไม่นึกเลยว่าติงมู่จะซ่อนไม้ตายเอาไว้
ค่ายกลเกรด 4 นั้นสามารถสังหารได้แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ แล้วนักรบธรรมดาสามัญอย่างพวกเขาจะเอาอะไรไปสู้?
หากไม่มีพละกำลังที่แข็งแกร่งมากพอ ก็ไม่มีทางทำลายมันได้
ดูเหมือนว่าพวกเขา…ตายแน่!
“คุณคือผู้แทนของสมาพันธุ์นานาอาณาจักร?”
ท่ามกลางความโกลาหลด้านล่าง บนหลังอสูรพาหนะที่อยู่กลางอากาศ เว่ยยู่ฉิงกำหมัดแน่นและจ้องมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
ด้วยทีท่าที่คนอื่นๆ ปฏิบัติต่อ ‘คุณชาย’ คนนี้ เขาก็รู้ว่าสถานภาพของอีกฝ่ายจะต้องสูงส่งเอาการ ไม่อย่างนั้น อาจารย์ของกู้มู่ที่เป็นถึงกูรูยาพิษระดับ 4 ดาว คงไม่แสดงกิริยานอบน้อมเสียขนาดนั้น
แต่ก็นึกไม่ถึงว่า…เขาจะเป็นถึงผู้แทนของสมาพันธุ์นานาอาณาจักร
ผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ คือตัวแทนของหัวหน้าสมาพันธุ์นานาอาณาจักร หากมีใครขัดขืนคำสั่งของเขา เขาก็สามารถสังหารผู้นั้นได้ทันที!
พูดอีกอย่างก็คือ ในทุกดินแดนที่อยู่ในสังกัดของสมาพันธุ์นี้ เขาคือผู้มีอำนาจอย่างที่ไม่มีใครคัดค้านได้
ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่มีอำนาจล้นฟ้าขนาดนี้จะเป็นแค่เด็กวัยรุ่น…
ถ้าเขาไม่ได้เห็นกับตาว่าอีกฝ่ายขว้างตราสัญลักษณ์ออกไป จะไม่มีทางเชื่อเลย
“ใช่!”
‘คุณชาย’ พยักหน้า สายตาของเขาจับจ้องที่ค่ายกลด้านล่าง ริ้วรอยของความกังวลปรากฎขึ้นมา
อีกครู่หนึ่ง เขาก็หันกลับไปหาผู้อาวุโสที่อยู่ข้างๆ
“คุณมีวิธีทำลายค่ายกลนี้ไหม?”
“คุณชายก็น่าจะรู้ว่าผมไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องค่ายกล!”
จินชงไห่หน้าแดงก่ำ
แม้เขาจะเป็นนักรบเหนือมนุษย์ แต่อาชีพของเขาคือกูรูยาพิษ ส่วนความรู้เรื่องค่ายกลนั้นถือว่าจำกัดมาก
อีกอย่าง ค่ายกลที่อยู่ด้านล่างก็มีอานุภาพเหนือชั้น ต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวขั้นต้นก็คงหยุดการทำงานของมันได้ยาก
“ค่ายกลนี้ใช้ภูเขา แม่น้ำ และทุกสิ่งที่อยู่ล้อมรอบเป็นตัวเพิ่มอานุภาพของมัน ทั้งยังไม่เคยเปิดใช้งานเลยตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยเวลาที่ผ่านไปนานปี พลังจิตวิญญาณปริมาณมหาศาลจึงสะสมอยู่ในนั้น ไม่ใช่แค่ผมนะ ผมคิดว่า…ต่อให้ประธานคังก็ทำอะไรไม่ได้!”
หลังจากใคร่ครวญอยู่คู่หนึ่ง จินชงไห่ก็วิเคราะห์ออกมา
แม้เขาจะไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกล แต่ในฐานะนักรบเหนือมนุษย์แห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร ทักษะการเรียนรู้ของเขาย่อมเหนือชั้น
บอกได้ไม่ยากว่าค่ายกลที่อยู่ด้านล่างนี้น่าสะพรึงแค่ไหน
ต่อให้ประธานสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร, ประธานคัง ก็ไม่น่าจะทําอะไรได้
ประธานคังคือผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่เก่งกาจที่สุดในสมาพันธุ์นานาอาณาจักร!
เห็นได้ชัดว่าค่ายกลนี้น่าสะพรึงแค่ไหน
“ผมรู้ว่ามันมีอานุภาพมาก แต่…คุณมีวิธีช่วยชีวิตเขาไหม?” ‘คุณชาย’ ยังถามต่อ
การหยุดการทำงานของค่ายกลนั้นยากกว่าการช่วยชีวิตใครสักคนจากค่ายกลมาก
จินชงไห่ส่ายหน้าและตอบว่า “ค่ายกลนี้ถูกบ่มเพาะมายาวนาน ทำให้มีพละกำลังสูงมาก ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมค่ายกลเท่านั้น การทำลายมันต้องใช้นักรบเหนือมนุษย์ 16 คนกระจายกำลังกัน 16 จุด ต่อให้แค่ช่วยใครสักคน ก็ยังต้องใช้ปฏิบัติการของนักรบเหนือมนุษย์แบบผมอย่างน้อย 5 คน…”
นอกจากเกรดของมัน ขนาดก็ยังเป็นตัวกำหนดความแข็งแกร่งของค่ายกลด้วย
ยิ่งมีขนาดใหญ่กว่า ก็ทรงพลังกว่า
นี่คือเหตุผลที่แผ่นค่ายกลมีอานุภาพไม่สูงนัก
ค่ายกลด้านล่างครอบคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงของอาณาจักรชวนหยวนซึ่งกว้างใหญ่หลายร้อยกิโลเมตร แถมยังมีพลังงานมหาศาลที่สะสมมาตลอดระยะเวลากว่าพันปี มันจึงมีอานุภาพที่น่าสะพรึงมาก
หากนักรบเหนือมนุษย์สักคนหลุดรอดจากค่ายกลนี้ได้ก็จัดว่าบุญโขแล้ว การจะช่วยใครชีวิตใครสักคนนั้นเป็นเรื่องที่…เป็นไปไม่ได้เลย!
“แล้ว…เราควรทำอย่างไร? คุณก็รู้ว่าเขาคือหลิวเฉิน!”
เมื่อได้รู้ว่าแม้แต่ผู้คุ้มกันของเขาก็ยังทำอะไรค่ายกลนี้ไม่ได้ ‘คุณชาย’ ถึงกับตระหนก
“อย่าห่วงเลย ถ้าถึงขั้นนั้นจริงๆ ผมจะหาทางบุกเข้าไป…” จินชงไห่กัดฟันแน่น
เขารู้ดีว่า ‘คุณชาย’ มีความสำนึกในบุญคุณของนายแพทย์หลิวเฉินแค่ไหน ถึงกับออกเดินทางจากสมาพันธุ์นานาอาณาจักรเพื่อมาตามหาเขา ถ้าหลิวเฉินต้องมาตายลงตรงหน้า เขาคงจะเสียใจอย่างหนัก
“ที่ว่าบุกรุกเข้าไปนั้น คุณหมายความว่าอย่างไร?”
เสียงที่บ่งบอกถึงความแคลงใจเสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อหันไป ทุกคนก็เห็นซุนฉางที่ฝึกฝนวรยุทธเสร็จแล้ว กำลังลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
ด้วยการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของจางเซวียน นอกจากซุนฉางจะปรับวรยุทธขั้นพี่เชวี่ยที่เพิ่งสำเร็จใหม่ได้เข้าที่เข้าทางแล้ว เขายังเปิดจุดชีพจรไปได้อีก 3 จุดด้วย ตอนนี้จึงสดชื่นกระชุ่มกระชวยมาก
ซุนฉางใกล้จะฝ่าด่านจนพ้นวรยุทธขั้น 5 -ติ่งลี่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว แปลว่าการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ของจางเซวียนให้ผลดีกับเขาอย่างมาก
“นายน้อยของคุณถูกค่ายกลของติงมู่กักขังไว้ และเขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเต็มที หากคุณติดต่อปรมาจารย์หยางได้ ก็ควรรีบติดต่อเดี๋ยวนี้ ผมเกรงว่า…ปรมาจารย์จางอาจไปต่อไม่ไหว!”
เห็นซุนฉางสำเร็จวรยุทธแล้ว ‘คุณชาย’ รีบแนะนำ
อันที่จริง เขานึกเสียใจที่ไม่ได้สั่งจินชงไห่ให้จัดการติงมู่เสียตั้งแต่ตอนที่เขาขว้างตราสัญลักษณ์ของผู้แทนเข้าใส่
หากได้ทำแบบนั้นลงไป ก็คงไม่เกิดสถานการณ์อย่างนี้
เขาตั้งใจเดินทางมาเพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่นอกจากจะไม่ได้ทำอะไรเลย ยังปล่อยให้ผู้มีพระคุณของเขาตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมด้วย แล้วจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร ถ้าอีกฝ่ายตายไปจริงๆ ? คุณชายรู้สึกว่า หากเขาไม่ได้ขว้างตราสัญลักษณ์ออกไป ติงมู่ก็คงไม่ถูกกดดันจนต้องเปิดใช้งานค่ายกล
“ค่ายกล?”
ซุนฉางมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อสังเกตเหตุการณ์ด้านล่าง จากนั้นก็บอกปัดอย่างไม่แยแส “เห็นพวกคุณหน้าดำคร่ำเครียดกันขนาดนั้น ก็นึกว่าเกิดเรื่องใหญ่ เรื่องแค่นี้เองหรือ ไม่ต้องห่วง นายน้อยไม่เป็นอะไรหรอก!”
เมื่อได้ยินแบบนั้น จินชงไห่ถึงกับผงะและเกือบลมจับ “คุณรู้หรือเปล่าว่าค่ายกลนี้มีอานุภาพแค่ไหน?”
คนที่อยู่ข้างล่างน่ะ นายน้อยของคุณนะ! เขาถูกกักไว้ในค่ายกลที่แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ยังทำลายไม่ได้ จะมัวนิ่งเฉยแบบนี้ได้อย่างไร นี่คุณกล้าหาญชาญชัยขนาดนั้น หรือว่าเสียสติไปแล้ว?
“ผมไม่รู้หรอก!”
ซุนฉางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “แต่รู้ไม่รู้ก็ค่าเท่ากัน ค่ายกลขี้ปะติ๋วแบบนี้ไม่มีทางทำอะไรนายน้อยได้อยู่แล้ว!”
ที่อาณาจักรเทียนเซวียนไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลแม้แต่คนเดียว ซุนฉางจึงไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรทั้งนั้น ต่อให้ค่ายกลในแบบพื้นฐานที่สุดมาวางอยู่ตรงหน้า เขาก็จัดการมันไม่ได้
แต่ถึงเขาจะไม่รู้อะไรเลย จ้าวหย่ากับพรรคพวกก็เล่าเหตุการณ์ที่คฤหาสน์ตระกูลหลินให้เขาฟัง อย่างน้อยก็สองสามร้อยครั้ง แถมเขายังได้เห็นนายน้อยเตะค่ายกลที่คฤหาสน์ของบรรพบุรุษของลู่ชงให้หยุดแบบเต็มสองตา
ซุนฉางรู้ดีว่าในเรื่องค่ายกล ไม่มีใครสู้นายน้อยได้
สำหรับคนอื่นอาจจะน่าสะพรึง แต่สำหรับนายน้อย…ก็ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่? ค่ายกลขี้ปะติ๋ว? คุณพูดแบบนั้นออกมาได้อย่างไร?”
‘คุณชาย’ โมโหจนหน้าเขียวหน้าเหลือง



