ตอนที่ 448 ระดับของนักรบเหนือมนุษย์
อสูรวิเศษขนาดมหึมาเคลื่อนตัวไปท่ามกลางปุยเมฆขาว จางเซวียนอยู่ในห้องโดยสารบนหลังของอสูรวิเศษตัวนั้น เขาเหม่อมองออกนอกหน้าต่างไปแสนไกล
อสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูร-ขั้น 3 ตัวนี้เป็นอสูรพาหนะของ ‘คุณชาย’ จ้าวเฟยอู่
เมื่อรู้แล้วว่ามีเงื่อนงำเรื่องมรดกตกทอดของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณอยู่ในเมืองหงไห่ จางเซวียนก็รวบรวมพลพรรคของตัวเองออกเดินทางไปยังเมืองหงไห่ทันที
ตอนนี้ โม่หยู่ได้เป็นจักรพรรดินีของอาณาจักรชวนหยวนแล้ว มีภารกิจที่ต้องทำอีกมากมาย เธอจึงต้องรักษาการณ์อยู่ในเมืองหลวง แต่ก่อนที่จะจากมา จางเซวียนก็สั่งการและฝากฝังหลัวเฉียนหงให้ช่วยดูแลเธอ
ตอนแรก เขาคิดจะขี่เจ้าเขี้ยวเหล็กเหินฟ้าไปเมืองหงไห่ แต่พอรู้ว่ามันอยู่ห่างออกไปกว่า 1 ล้านกิโลเมตร ก็ต้องล้มเลิกความคิดนั้น
เจ้าเขี้ยวเหล็กเป็นอสูรขั้นจื้อจุน ต่อให้เดินทางทั้งวันทั้งคืนไม่หยุด ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนกว่าจะถึงที่หมาย
ส่วนอสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูร-ขั้น 3 ของจ้าวเฟยอู่นั้นเดินทางได้รวดเร็วกว่ากันมาก แถมแผ่นหลังของมันก็กว้างใหญ่ ขนาดที่พลพรรคของเขาทั้งกลุ่มขึ้นไปอยู่บนนั้นแล้วก็ยังไม่แออัด อีกอย่าง จ้าวเฟยอู่ก็ยืนกรานจะช่วยเหลือจางเซวียน จึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะปฏิเสธเธอ
วันนี้ก็เป็นวันที่ 5 แล้ว นับตั้งแต่พวกเขาออกเดินทางจากอาณาจักรชวนหยวน
“ท่านอาจารย์ คุณเป็นกูรูยาพิษไม่ใช่หรือ ทำไมถึงกลายเป็นบริวารของผู้แทนไปได้…”
กว่ากู้มู่จะได้พบกับอาจารย์ของเขานั้นไม่ง่าย ทั้งคู่จึงตั้งต้นคุยกัน กู้มู่แสดงความคับข้องใจของเขาออกมาทันทีที่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของ ‘คุณชาย’
กูรูยาพิษเป็นอาชีพที่ทำให้ใครๆ หวาดกลัว ผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ให้ห่างเข้าไว้ แล้วท่านอาจารย์ของเขากลายเป็นบริวารของ ‘คุณชาย’ คนนี้ได้อย่างไรกัน?
“เหตุผลที่ผมออกจากห้องโถงแห่งยาพิษไปในครั้งนั้นก็เพื่อไปล้างแค้น แต่ผมกลับเข้าไปติดกับดักที่ศัตรูวางไว้ ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะสังหารเขาได้ แต่ผมก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ท่านพ่อของ ‘คุณชาย’ ได้ช่วยชีวิตผมไว้…และเพื่อไม่ให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของผมในฐานะกูรูยาพิษ ผมจึงไม่เคยใช้ยาพิษในที่สาธารณะอีก นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา!” จินชงไห่ตอบ
ก็อย่างที่กู้มู่พูด แทบไม่มีกูรูยาพิษคนไหนที่จะยอมเป็นบริวารของใคร และอีกอย่าง ต่อให้กูรูยาพิษ เต็มใจยอมรับใช้ แต่ด้วยชื่อเสียงอันน่าสะพรึงของพวกเขาที่เลื่องลือไปทั่วทั้งทวีป ใครเล่าจะยินดีรับเป็นบริวาร?
ตั้งแต่ท่านพ่อของ ‘คุณชาย’ ได้ช่วยชีวิตจินชงไห่ไว้ เขาก็อยู่รับใช้อีกฝ่ายตลอดมา และเพื่อไม่ให้ใครๆ ล่วงรู้ว่าแท้ที่จริงเขาคือกูรูยาพิษ จินชงไห่จึงไม่ใช้ยาพิษอีกเลย ซึ่งก็ผ่านมานานหลายปีแล้ว ในสายตาของผู้อื่น เขาคือบริวารผู้ขยันหมั่นเพียรและจงรักภักดี น้อยคนเหลือเกินที่จะรู้ว่าภายใต้เปลือกนั้นคือกูรูยาพิษระดับ 4 ดาวผู้น่าพรั่นพรึง
“ท่านอาจารย์!”
อีกด้านหนึ่ง หยวนเทาและพรรคพวกก็เดินเข้ามาคารวะจางเซวียน
ตั้งแต่ได้รับหยดเลือดอสูรวิเศษ สายเลือดจักรพรรดิของหยวนเทาก็ถูกปลุกขึ้นมา ทำให้ระดับวรยุทธของเขาพัฒนาขึ้นอีกมาก ตอนนี้เขาเป็นนักรบจงซรือขั้นสูงสุดแล้ว เทียบเท่ากับจ้าวหย่าซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม
สำหรับเจิ้งหยาง หวังหยิ่ง หลิวหยาง และซุนฉาง จางเซวียนได้มอบเมล็ดบัวแดงเดือดให้พวกเขาคนละเมล็ด
จางเซวียนไม่ได้ใช้วิธีการถ่ายทอดวรยุทธเพื่อยกระดับวรยุทธให้คนเหล่านี้ แต่ได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับปรับปรุงให้เรียบง่ายให้กับพวกเขาแทน
ด้วยเหตุนี้ ระดับวรยุทธของทุกคนจึงสูงขึ้นอีก ในเวลาแค่ 5 วัน พวกเขาก็ฝ่าด่านวรยุทธไปได้คนละหลายๆ ขั้น จนได้เป็นนักรบจงซรือขั้นต้น
แม้สี่คนนี้จะยังมีระดับวรยุทธที่อ่อนด้อยกว่าจ้าวหย่าและหยวนเทา แต่พื้นฐานวรยุทธของพวกเขาแข็งแกร่งและมั่นคงมาก ทั้งที่ยังไม่ได้รับพลังงานที่บรรจุอยู่ภายในเมล็ดบัวแดงเดือดเลย
เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาซึมซับพลังงานจากเมล็ดบัวแดงเดือดเข้าไปอย่างเต็มที่ ทุกคนจะต้อง กลายเป็นนักรบจื้อจุนขั้นสูงสุดแน่
จ้าวเฟยอู่และคนอื่นๆ ถึงกับอึ้งเมื่อเห็นจางเซวียนมอบเมล็ดบัวแดงเดือดให้ลูกศิษย์และลูกน้องอย่างง่ายๆ เพื่อยกระดับวรยุทธให้คนเหล่านั้น และพร้อมๆ กันกับความตกตะลึงนั้น ทุกคนก็ค่อยๆ ชินกับพฤติกรรมและวีรกรรมที่ไม่เหมือนใครของจางเซวียนไปทีละน้อย
สำหรับพวกเขา จางเซวียนไม่ใช่คนที่จะใช้สามัญสํานึกมาตัดสินอะไรเขาได้เลย
แทนที่จะปวดประสาทตาย ควรยอมรับอย่างที่เขาเป็นจะดีกว่า
“เมืองหงไห่อยู่ตรงหน้าแล้ว!”
ไม่ช้า เมืองขนาดใหญ่ก็ปรากฎแก่สายตาของทุกคน
ด้วยความสูงระดับนั้น ตึกรามบ้านช่องที่อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ดูไม่ต่างอะไรกับจุดเล็กจุดน้อยที่เปล่งประกายวาววับ
เมืองหลวงของอาณาจักรชวนหยวนก็ว่าน่าอัศจรรย์แล้ว แต่เทียบไม่ได้เลยกับเมืองหงไห่แห่งนี้ ราวกับเอาหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงในหุบเขาสักแห่งมาเปรียบเทียบกับเมืองหลวงอันพลุกพล่าน
สมกับที่เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของสมาพันธุ์นานาอาณาจักร แค่ความใหญ่โตโอ่อ่าของสิ่งปลูกสร้างก็บ่งบอกถึงความมั่งคั่งที่เหนือชั้นกว่าอาณาจักรอันทรงเกียรติมาก
“เมืองหงไห่เป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนที่พ่อค้าจากทั่วทุกดินแดนของสมาพันธุ์นานาอาณาจักรจะมารวมตัวกัน ทั้งอาณาจักรชวนหยวน อาณาจักรสื่อเหอ อาณาจักรหลิ่วซู่…สินค้าทุกชนิดจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อนำมาวางขายที่นี่ บรรดาพ่อค้าจากอาณาจักรอันทรงเกียรติต่างๆ จึงพากันส่งออกสินค้าของตัวเองมาที่เมืองนี้ เพื่อให้ได้ผลกำไรดีกว่าเดิม เมื่อเวลาผ่านไป เมืองหงไห่ก็กลายเป็นเมืองค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของทั่วทั้งสมาพันธุ์นานาอาณาจักร!” จ้าวเฟยอู่อธิบาย
จางเซวียนพยักหน้า
มีข้อมูลบางส่วนของเมืองหงไห่อยู่ในหนังสือที่หอสมุดในพระราชวังแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ เมืองนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเมืองค้าขาย การติดต่อซื้อขายและแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างอาณาจักรในสังกัดของสมาพันธุ์นานาอาณาจักรมักเกิดขึ้นที่นี่
ในแง่ของความมั่งคั่ง เมืองหงไห่นี้เหนือกว่าเมืองหลวงของสมาพันธุ์นานาอาณาจักรเสียอีก
“สมาพันธุ์นานาอาณาจักรมีสถานภาพสูงกว่าอาณาจักรชวนหยวน แม้คุณจะเป็นถึงนักรบกึ่งเหนือมนุษย์และจัดว่าแข็งแกร่งกว่านักรบรุ่นเดียวกัน แต่เก็บเนื้อเก็บตัวไว้ก็น่าจะปลอดภัยกว่า”
จ้าวเฟยอู่แนะนำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ผู้กุมอำนาจของสภาปรมาจารย์แห่งเมืองหงไห่เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว แม้จะเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นกลาง แต่แท้ที่จริงแล้วเขามีพละกำลังสูงส่งถึงขนาดเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -หยินหยาง ไม่ใช่คนที่ใครๆ ควรจะเข้าไปแตะต้อง”
“ขั้น 3 -หยินหยาง?” จางเซวียนตั้งคำถาม
เขารู้ว่า นอกเหนือจากวรยุทธ 9 ขั้นของนักรบทั่วไปแล้ว ก็ยังมีวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์อีก 9 ขั้น แต่ไม่รู้รายละเอียด
“วรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์มีทั้งหมด 9 ขั้น ขั้น 1 -อายุขัยยืนยาว, ขั้น 2 -พลังต้นกำเนิด, ขั้น 3 -หยินหยาง, ขั้น 4 -ขจัดสิ่งมัวหมอง, ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง, ขั้น 6 -สะพานจักรวาล, ขั้น 7 การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ, ขั้น 8 -การเรียงร้อยสวรรค์ และขั้น 9 -ตัวดักแด้”
รู้ว่าจางเซวียนไม่รู้รายละเอียดเรื่องวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ จ้าวเฟยอู่จึงตั้งต้นอธิบาย “ตอนนี้คุณควรทำความเข้าใจขั้น 1 -อายุขัยยืนยาวก่อน นักรบที่สำเร็จวรยุทธขั้นนี้จะมีพละกำลังหนึ่งแสนติ่ง และทุกๆ การฝ่าด่านวรยุทธจะทำให้เขามีอายุขัยยืนยาวขึ้นอีก อายุขัยโดยเฉลี่ยของนักรบอายุขัยยืนยาวขั้นสูงสุดจะอยู่ราว 200 ปี”
“ในขั้น 2 -พลังต้นกำเนิด พลังปราณของนักรบผู้นั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังต้นกำเนิด ทำให้มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะควบคุมพลังงานธรรมชาติที่มีอยู่ในสภาพแวดล้อม เมื่อมีต้นกำเนิดใหม่ก็เท่ากับเปิดโลกใบใหม่…พลังปราณกับพลังต้นกำเนิดนั้นแตกต่างกันมาก พลังปราณจะมอบความแข็งแกร่งและศักยภาพให้ ในขณะที่พลังต้นกำเนิดจะทำให้ผู้นั้นเข้าถึงอำนาจของธรรมชาติ ได้รู้จัก ความลึกลับและเวทมนตร์ทั้งหมดทั้งมวลของโลกใบนี้”
“ยกตัวอย่าง หากถ่ายทอดพลังต้นกำเนิดเข้าไปในกระดาษธรรมดาแผ่นหนึ่ง กระดาษแผ่นนั้นจะได้รับ ‘จิตวิญญาณ’ ที่ทำให้มันสามารถล่องลอยไปในอากาศและร่ายลีลาได้ด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ พลังต้นกำเนิดจึงเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นพลังแห่งเวทมนต์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ พลังเวทย์มนต์เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกพลังต้นกำเนิด”
“สำหรับขั้น 3 -หยินหยาง ธรรมชาติของความเป็นคู่ตรงข้ามระหว่างพลังหยินกับหยางในตัวของนักรบผู้นั้นจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน เป็นการเติมเต็มข้อบกพร่องและยกระดับพลังของเขาให้สูงขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้ นักรบเหนือมนุษย์ขั้นหยินหยางจึงมีพลังทำลายล้างที่รุนแรงอย่างเหลือเชื่อ สามารถทำลายทั้งหน้าผาได้ด้วยหมัดเดียว”
จ้าวเฟยอู่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวรยุทธขั้นต่างๆ ของนักรบเหนือมนุษย์ เธอร่ายยาวให้จางเซวียนฟังไปทีละขั้น
“ทำลายทั้งหน้าผาได้ด้วยหมัดเดียว?”
เจิ้งหยางและคนอื่นๆ ถึงกับอึ้ง
พวกเขาคิดว่าแค่ทำลายก้อนหินที่หนักกว่า 1000 กิโลกรัมได้ด้วยวรยุทธขั้นจงซรือก็เป็นวีรกรรมที่แสนจะน่าทึ่งแล้ว
ความแข็งแกร่งของมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด และการทำลายทั้งหน้าผาได้ด้วยหมัดเดียวก็เป็นเรื่องที่เหนือกว่าวิถีทางที่มนุษย์จะทำได้ มันก้าวไปถึงระดับเทพแล้ว
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมนักรบเหนือมนุษย์จึงเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่านักรบขั้นเทพ พละกำลังและความแข็งแกร่งที่นักรบเหนือมนุษย์มีนั้นไม่ใช่สิ่งที่นักรบธรรมดาหรือแม้แต่นักรบกึ่งเหนือมนุษย์จะทำได้
“ส่วนขั้น 4 -ขจัดสิ่งมัวหมอง อย่างที่คนส่วนใหญ่รู้กัน นักรบแต่ละคนจะมีระดับความบริสุทธิ์ของพลังต้นกำเนิดและความหนักแน่นของจิตวิญญาณที่ต่างกัน หากฝึกฝนวรยุทธในขั้นนี้อย่างหนัก ผู้นั้นก็จะสามารถยกระดับความบริสุทธิ์ของพลังต้นกำเนิดของตัวเองได้ พูดอีกอย่างก็คือ ในขั้นนี้จะเป็นโอกาสให้นักรบได้ชำระพลังต้นกำเนิดหรือพลังปราณของตัวเองให้บริสุทธิ์ ผมเชื่อว่าคุณคงเข้าใจดีถึงความแตกต่างระหว่างพลังปราณขั้นต่ำกับพลังปราณขั้นกลาง!”
จ้าวเฟยอู่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “ประธานคังซึ่งเป็นประธานสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธุ์นานาอาณาจักรนั้นเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด และวรยุทธของเขาก็อยู่ในระดับนี้ มีแต่ผู้สำเร็จวรยุทธขั้นนี้เท่านั้นที่สามารถเดินทางไปทั่วทั้งดินแดนของสมาพันธุ์นานาอาณาจักรได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวอะไร ส่วนนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง ผมก็ได้แต่ฟังเขาเล่าลือกันมาเท่านั้น มันเป็นระดับที่เหนือไปกว่าที่สมาพันธุ์นานาอาณาจักรมี ผมจึงไม่แน่ใจในรายละเอียดเท่าไร”
“เข้าใจแล้ว!”
จางเซวียนพยักหน้า
วรยุทธ 9 ขั้นของนักรบเหนือมนุษย์ก็เหมือนกับวรยุทธทั้ง 9 ขั้นของนักรบทั่วไป การจะก้าวหน้าขึ้นไปในแต่ละขั้นนั้นถือเป็นขั้นตอนที่ต้องเรียงลำดับกันไป ไม่มีทางลัด วิธีเดียวที่จะพัฒนาได้ก็คือต้องหมั่นเพียรฝึกฝนด้วยความอดทน
แต่สำหรับจางเซวียน มันเป็นแค่การเสาะหาหนังสือเทคนิควรยุทธให้ได้มากพอที่จะประมวลเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขึ้นมาเท่านั้น
“เรามาถึงแล้ว ไปดูกัน!”
ระหว่างที่กำลังสนทนา พวกเขาก็มาถึงเมืองหงไห่ อสูรวิเศษกระพือปีกเบาๆ ก่อนจะร่อนลงจอด
ก็เหมือนกับเมืองใหญ่ทั่วไป ทุกคนจะต้องจ่ายค่าผ่านประตูก่อน ถึงจะเข้าไปในเมืองได้ จางเซวียนแสดงตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ของเขา และได้รับการยกเว้นค่าผ่านประตู
ถนนหนทางอันกว้างใหญ่ในเมืองหงไห่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีสินค้านานาชนิดวางขายอยู่ทุกหนแห่ง
อาวุธระดับปีศาจขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกตระกูลหลินอันมั่งคั่งมีไว้ในครอบครอง ก็สามารถหาซื้อได้ในทุกร้านค้าที่อยู่บริเวณนี้
“จะว่าไป เหรียญทองแทบไม่มีค่าเลยในเมืองนี้ สกุลเงินที่ใช้แลกเปลี่ยนกันทั่วไปคือตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ และหินวิเศษ” จ้าวเฟยอู่พูด “ส่วนมูลค่าแลกเปลี่ยนของตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ ก็ขึ้นอยู่กับระดับของปรมาจารย์ผู้นั้น ถ้าเป็นตราสัญลักษณ์ของปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวก็มีค่าเท่ากับตราสัญลักษณ์ของปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว 100 อัน, ตราสัญลักษณ์ของปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวก็มีค่าเท่ากับตราสัญลักษณ์ของปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว 100 อัน ลดหลั่นกันลงไปเรื่อยๆ …”
“ส่วนหินวิเศษ ตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ระดับ 3 ดาว 1 อันมีค่าเท่ากับหินวิเศษ 10 ก้อน!”
“ใช้ตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะเป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยนได้ด้วย?”
จางเซวียนตาโต
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหล่าปรมาจารย์ที่นี่ถึงเป็นที่เคารพยกย่องอย่างมาก เพราะลำพังแค่คำชี้แนะของพวกเขาก็แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้
แต่เมื่อคิดให้ดีๆ มันก็มีเหตุผลอยู่
คำชี้แนะของปรมาจารย์สามารถแก้ไขปัญหาและอาการสะดุดที่บรรดาผู้ฝึกฝนวรยุทธต้องพบเจอระหว่างการฝึกได้มากมาย อย่าว่าแต่ 2 ชั่วโมงเลย คำชี้แนะแค่ 2 – 3 นาทีก็อาจส่งผลให้ผู้ฟังฝ่าด่านวรยุทธได้แล้ว
ในเมื่อตราสัญลักษณ์เพื่อเข้ารับฟังคำชี้แนะมีค่ามากขนาดนี้ ก็ไม่แปลกใจที่มันจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้
หลังจากได้ฟังคำแนะนำเรื่องเมืองหงไห่จากจ้าวเฟยอู่ และพอจะเข้าใจอะไรๆ มากขึ้นแล้ว จางเซวียนก็ตั้งคำถาม “ได้ข่าวว่ามีการขุดพบหุ่นโลหะไร้วิญญาณที่นี่ ถ้าผมอยากรู้ว่ามันถูกขายไปที่ไหน ผมควรทำอย่างไร?”
“โดยทั่วไป สมบัติที่ประเมินค่ามิได้อย่างหุ่นโลหะไร้วิญญาณจะต้องถูกนำไปประมูลโดยสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ ถ้าผมคิดไม่ผิด ตอนนี้มันคงอยู่ในสมาคมนักตรวจสอบสมบัติแล้ว!” จ้าวเฟยอู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะให้คำตอบ
“สมาคมนักตรวจสอบสมบัติ?” จางเซวียนถาม “มันคือศูนย์รวมของบรรดานักตรวจสอบสมบัติหรือ?”
เมื่อครั้งที่ยังอยู่ในอาณาจักรเทียนเซวียน จางเซวียนเคยพบกับ ‘ผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบสมบัติ’ คนหนึ่ง…โม่หยาง
หมอนั่นเป็นแค่มือสมัครเล่น แต่ปลอมตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบสมบัติเพื่อต้มตุ๋นเอาเงินจากคนอื่น
แล้วก็โชคร้ายที่มีผู้คนตกเป็นเหยื่อมากมาย
แม้ว่าอาชีพนักตรวจสอบสมบัติจะเป็นแค่อาชีพหนึ่งในเก้าสถานะระดับกลาง แต่ด้วยความสามารถในการระบุมูลค่าของทรัพย์สมบัติ จึงถือเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมาก



