Skip to content

Library Of Heaven’s Path 453

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 453 ซื้อสมุนไพรในราคาย่อมเยา (2)

ถึงเขาจะร่ำรวย แต่ก็ใช่ว่าจะได้ความรวยนั้นมาง่ายๆ

C

และไม่มีทางที่เขาจะโง่เง่าจนขายของราคาเท่ากับหินวิเศษ 500 ก้อนโดยแลกกับ 500 เหรียญทอง

หมอนี่สติดีหรือเปล่า? ไม่อย่างนั้น จะพูดจาเลอะเทอะขนาดนี้ได้อย่างไร?

ผู้อาวุโสหันไปมองหน้าชายหนุ่มและเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ “ถูกต้อง!”

“คุณพูดจบหรือยัง? รู้ไหมว่าอาจารย์ของผมเป็นใคร? กล้าดีอย่างไรมาพูดจาจองหองอวดดีที่นี่?”

เห็นอีกฝ่ายกำเริบเสิบสานถึงขนาดยั่วโมโหอาจารย์ของเขา นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้าวออกมา

“อาจารย์ของคุณเป็นใครน่ะหรือ? ดูจากสายตาแหลมคมของเขาที่มองเห็นแก่นแท้ของสิ่งล้ำค่าได้ในปราดเดียว ถ้าผมคิดไม่ผิด เขาต้องเป็นนักตรวจสอบสมบัติ!”

จางเซวียนมองหน้านักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชาง

“ก็ดีแล้วที่คุณรู้ อาจารย์ของผมคือ…”

หลิ่งวชางกำลังจะแนะนำว่าอาจารย์ของเขาเป็นใคร ก็พอดีกับที่ผู้อาวุโสขัดขึ้นมา “เอาล่ะ ในเมื่อคุณรู้ว่าผมเป็นนักตรวจสอบสมบัติ ก็คงจะรู้ว่าผมไม่ได้ขัดสนเงินทอง ไม่มีทางที่ผมจะเอาของที่ตัวเองซื้อแล้วมาขายต่อ!”

เขาลงความเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้สติไม่ดี และคร้านจะโต้เถียงกับคนโรคจิต จึงหันไปพูดกับพนักงานต้อนรับ “ห่อสินค้าพวกนี้ให้ผม และส่งไปที่คฤหาสน์ของผมด้วย”

“ขอรับ!” พนักงานต้อนรับพยักหน้า

ไม่ช้า ทั้งสมุนไพรและข้าวของอีกหลายชิ้นก็ถูกบรรจุลงหีบห่อ

จ้าวหย่าและคนอื่นๆ ชำเลืองมองอย่างอัศจรรย์ใจ

แม้ผู้อาวุโสจะไม่ได้ซื้ออะไรมากมาย แต่ของทุกชิ้นก็แพงหูฉี่ ไม่มีชิ้นไหนที่ราคาต่ำกว่าหินวิเศษ 300 ก้อนเลย

รวมราคาทุกชิ้นแล้วก็ปาเข้าไป 2000 ก้อน ใช้จ่ายเงินรวดเดียวได้มากขนาดนี้โดยไม่ลังเลสักนิด เขาคงร่ำรวยเหลือเชื่อ

เจอกับคนระดับนี้ แต่อาจารย์ของพวกเขาก็ยังกล้าขอซื้อสมุนไพรราคาเท่ากับหินวิเศษ 500 ก้อนด้วยเงิน 500 เหรียญทอง…

จะเกินไปหน่อยไหม?

ทุกคนมองจางเซวียนอย่างสงสัยว่าเขาจะทำอะไรต่อไป แต่ก็เห็นชายหนุ่มยืนเอาสองมือไพล่หลังและส่ายหน้าอย่างเห็นใจ

“เฮ่อ! ไอ้เราก็นึกว่านักตรวจสอบสมบัติจะรอบคอบกว่านี้เวลาจะซื้ออะไร ไม่น่าเชื่อว่าคุณยอมควักเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อของปลอม รสนิยมของคุณนี่…เข้าใจยากจริงๆ !”

น้ำเสียงนั้นทั้งบ่นทั้งผิดหวังในการกระทำของอีกฝ่าย

“ปลอม? คุณรู้ไหมว่าอาจารย์ของผมเป็นใคร? กล้าพูดจาเลอะเทอะแบบนั้น…”

นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางคิดว่าอีกฝ่ายจะยอมลดราวาศอกหลังจากที่อาจารย์ของเขาไม่เอาเรื่อง แต่หมอนั่นยังพล่ามไม่เลิก หลิ่วชางหน้าตาถมึงทึงขึ้นมาทันที

เมื่อไหร่แกจะจบ?

ท่านอาจารย์อุตส่าห์ปล่อยแกไป แกยังกล้าพูดว่าเขาซื้อของปลอมอีก รนหาที่ตายใช่ไหม?

“เฮ่อ!” จางเซวียนไม่แยแสคำตำหนิของอีกฝ่าย เขาส่ายหน้าและถอนหายใจอีกรอบ “ไอ้การที่ใครสักคนจะตาไม่ดีมันก็เรื่องหนึ่ง แต่ถึงกับไม่ยอมรับเสียด้วย…”

“หนักกว่านั้นอีก เอาแต่ป่าวประกาศว่าตัวเองเก่งกาจอยู่นั่น น่าสมเพชเหลือเกิน แต่เอาเถอะ ในเมื่อคุณไม่เต็มใจจะฟังคำแนะนำของผม ถ้ายืนยันจะซื้อของปลอมให้ได้ ผมก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวแล้ว เชิญ!”

เมื่อพูดจบ จางเซวียนก็เตรียมตัวจะพาพลพรรคเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน! คุณพูดว่าใครซื้อของปลอม ถ้าไม่อธิบายให้กระจ่างล่ะก็ อย่าหวังว่าจะกลับไปได้!” เห็นอีกฝ่ายพูดเป็นนัยๆ ว่าท่านอาจารย์ของเขาซื้อของปลอม แถมยังปฏิเสธอย่างหน้าด้านๆ นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางหมดความอดทน เขาก้าวเข้าขวางจางเซวียนทันที

รังสีพลุ่งพล่านของเขาแผ่ออกมา คลื่นพลังปราณเข้าโอบล้อมร่างนั้น บ่งบอกถึงพละกำลังมหาศาล

นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -อายุขัยยืนยาว!

แม้เขาจะมีวรยุทธขั้นเดียวกับติงหง แต่เพราะเป็นนักรบของสมาพันธุ์นานาอาณาจักร ได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนวรยุทธสมบูรณ์กว่า ดังนั้นจึงแข็งแรงกว่าติงหงมาก

ถ้าเขาลงมือล่ะก็ จางเซวียนคงไม่อาจต้านทานพละกำลังนั้นได้ง่ายๆ

แต่ถึงอย่างนั้น จางเซวียนก็ยังทำตัวไม่รู้สึกรู้สาต่อไป เขามองอีกฝ่ายอย่างเหยียดๆ และถามว่า “ทำไมล่ะ? ไม่เพียงแต่คุณจะสายตาไม่ดี แยกไม่ออกว่าอะไรจริงอะไรปลอม ยังพยายามจะปิดปากคนที่แนะนำคุณด้วยความหวังดีอีกหรือ?”

การปลอมตัวเป็นหยางชวนทำให้จางเซวียนเจอสถานการณ์แบบนี้มาหลายครั้งหลายหน หากไม่มีความมั่นอกมั่นใจมากพอ เขาคงตบตาใครไม่ได้

“สายตาไม่ดี? นี่คุณรู้หรือเปล่าว่าอาจารย์ของผมเป็นใคร? ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนในเมืองหงไห่ต่างร้องขอให้อาจารย์ของผมช่วยเหลือบแลสมบัติล้ำค่าของพวกเขา…”

หลิ่วชางโพล่งออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค ผู้อาวุโสก็เข้าขวาง

“พอได้แล้ว!”

เขาโบกมือให้หลิ่วชางหยุดพูด จากนั้นก็หันมาทางจางเซวียน “คุณบอกว่าผมซื้อของปลอม ชิ้นไหนล่ะ? พิสูจน์ได้หรือเปล่า?”

แม้ผู้อาวุโสจะตั้งคำถามพื้นๆ แต่น้ำเสียงของเขาก็บ่งบอกความมั่นใจเต็มเปี่ยม ซึ่งทำให้จางเซวียนรู้สึกกดดันไม่น้อย มันเหมือนกับว่าถ้าเขาพูดอะไรผิดสักหน่อย คงต้องถูกลงโทษแน่

“พิสูจน์? คุณแน่ใจหรือว่าอยากรู้?”

จางเซวียนยิ้ม

“ถ้าเหตุผลของคุณฟังขึ้น และมีหลักฐานยืนยันล่ะก็ ผมก็จะยอมรับว่าตัวเองสายตาไม่ดี แต่สุดท้าย ถ้ากลายเป็นว่าคุณแค่พล่ามอะไรเลอะเทอะเพื่อดึงดูดความสนใจของคนอื่น ผมก็พอจะมองข้ามได้นะ…แต่เกรงว่าหลิ่วชางจะไม่คิดแบบนั้น!”

น้ำเสียงของผู้อาวุโสเปี่ยมไปด้วยอำนาจ

ในฐานะนักตรวจสอบสมบัติ การถูกกล่าวหาว่าประเมินผิดพลาดถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าอีกฝ่ายพูดจาเหลวไหลเลอะเทอะจริงๆ ต่อให้เขาไม่ทำอะไร แต่หลิ่วชางซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเขาคงไม่มีทางปล่อยหมอนี่ไปแน่

“คุณก็ช่างสร้างปัญหาจริงๆ …”

จ้าวเฟยอู่กลอกตาเมื่อเห็นภาพนั้น

ในความคิดของเธอ ถ้าจางเซวียนอยากได้หญ้าสงบใจจริงๆ แค่ควักเงินออกมาจ่ายก็จบเรื่อง การทำตัวเป็นศัตรูกับคนใหญ่คนโตเพราะเรื่องแค่นี้ถือเป็นการตัดสินใจโง่เง่าที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะทำได้

มันเรื่องอะไรถึงต้องสร้างปัญหาในทุกที่ที่ตัวเองไป อยู่นิ่งๆ ไม่เป็นหรือ?

แค่ควักเงินออกมาจ่าย มันจะจบง่ายกว่าไหม?

ถ้าจางเซวียนรู้ความคิดของจ้าวเฟยอู่ คงปล่อยโฮแน่

คุณเป็นถึงลูกสาวของหัวหน้าสมาพันธุ์ เป็นองค์หญิงของจักรวรรดิ ก็พูดได้สิ ไม่เคยขัดสนเงินทองนี่ ถ้าผมมีเงินขนาดนั้น คุณคิดว่าผมจะยอมเสี่ยงตายด้วยการวางท่าแบบนี้หรือ…

…..

“พล่ามอะไรเลอะเทอะเพื่อดึงดูดความสนใจของคนอื่น? คุณคิดมากไปแล้วล่ะ!”

จางเซวียนส่ายหน้าและชี้กองสินค้าที่ผู้อาวุโสเพิ่งซื้อ “ไผ่เขียวสดนี่คุณก็เพิ่งซื้อใช่ไหม?”

“ใช่ ท่านอาจารย์ซื้อไผ่เขียวสดต้นนี้ด้วยหินวิเศษ 300 ก้อน จะบอกอะไรให้นะ ทั้งเมืองหงไห่ก็มีต้นเดียวนี่แหละ!” หลิ่วชางคำรามเยาะ “ทำไม มีปัญหาหรือ?”

ของก็อยู่ตรงนี้ ตราสัญลักษณ์ก็มี จะต้องพูดอะไรอีก

ตัวหลิ่วชางเองก็ไม่คิดว่าของสิ่งนี้จะมีปัญหา เขาได้พิจารณามันใกล้ๆ และตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติ

จางเซวียนไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย เขาเดินวนรอบรอบต้นไผ่ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสมันราวกับพยายามจะยืนยันอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ยิ้มและตั้งคำถาม “ขอผมทราบหน่อยได้ไหมว่าไผ่เขียวสดมีสรรพคุณอะไรบ้าง และคุณตั้งใจจะเอามันไปใช้ทำอะไร?”

“ไผ่เขียวสดเป็นยาวิเศษ ใบของมันคือส่วนผสมหลักของการหลอมยาเม็ดผลึกเขียว ยาเม็ดนี้สามารถเยียวยาหัวใจของผู้ที่กินเข้าไป ขับไล่ตัวตนด้านมืดของเขาออกมา ทำให้จิตใจของเขาเข้าสู่ภาวะสงบนิ่ง ใช้ได้ผลแม้กระทั่งกับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -หยินหยาง”

“ส่วนลำต้นของมันก็แข็งแกร่งถึงขนาดที่นำไปหลอมเป็นคันธนูเขียวขจี และลูกศรทะลุทะลวงซึ่งเป็นอาวุธขั้นจิตวิญญาณ คันธนูเขียวขจีเป็นอาวุธระดับจิตวิญญาณขั้นต่ำ เมื่อใช้คู่กับลูกศรทะลุทะลวง จะสามารถเจาะเข้าร่างกายของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ด้วยความเร็วอันน่าทึ่งของลูกศร เมื่อใช้งานทั้งคู่พร้อมกัน มันสามารถสังหารคู่ต่อสู้ได้โดยไม่ทิ้งรอยแผลไว้เสียด้วยซ้ำ จัดเป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่เหล่านักรบเหนือมนุษย์เต็มใจจ่ายเงินสูงลิ่วเพื่อซื้อหามัน”

“และแน่นอนว่ายังมีประโยชน์ข้อสุดท้าย คือใช้เป็นแกนกลางค่ายกล แต่สรรพคุณข้อนี้ก็ไม่สำคัญเท่าสองข้อก่อนหน้า จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึง”

ผู้อาวุโสลูบเคราและตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมอยู่ในเสียงนั้นขณะที่เขาเปิดเผยความรอบรู้ออกมา

ผู้คนส่วนใหญ่รู้ว่าไผ่เขียวสดเป็นของล้ำค่า แต่น้อยคนที่จะรู้ประโยชน์ใช้สอยของมัน ก็เพราะเขาเป็นนักตรวจสอบสมบัติ จึงพอรู้ประโยชน์ของมันอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ยอมจ่ายหินวิเศษถึง 300 ก้อนเพื่อซื้อมันมา

“จริงด้วย คนส่วนใหญ่รู้ว่าใบไผ่เขียวสดนำไปใช้หลอมยาเม็ดได้ แต่มีแค่ไม่กี่คนที่รู้ว่าสามารถนำมันไปทำเป็นคันธนู ลูกศร และแกนกลางค่ายกลได้ด้วย น่าประทับใจที่คุณรู้เรื่องพวกนี้!”

หลังจากยกยออีกฝ่ายแล้ว จางเซวียนก็พูดต่อ “ในเมื่อคุณรู้ประโยชน์ของไผ่เขียวสดตั้งหลายอย่าง ไม่ทราบว่าคุณกำลังจะเอามันไปใช้เป็นแกนกลางค่ายกล ทำคันธนูและลูกศร หรือหลอมยาเม็ด?”

เพราะลำต้นและใบก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน คุณสมบัติทางยาของใบไผ่จึงแสดงออกมาได้ดีที่สุดหากลำต้นของมันถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการหลอมยา

และในอีกแง่หนึ่ง หากจะนำไปใช้ทำเป็นคันธนูและลูกศร จะต้องแช่ไผ่เขียวสดไว้ในของเหลวพิเศษบางอย่างตั้งแต่ตอนที่มันยังสดใหม่ ซึ่งเมื่อทำแบบนั้น ใบของมันก็จะเกิดการปนเปื้อนจนไม่บริสุทธิ์ และนำไปใช้หลอมยาไม่ได้

เช่นเดียวกัน หากจะนำไผเขียวขจีไปทำแกนกลางค่ายกล ก็จะต้องมีการสลักตัวอักษรลงบนนั้น ซึ่งจะเป็นการทำลายคุณสมบัติของใบและลำต้นของมัน ทำให้นำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าไผ่เขียวสดจะมีประโยชน์ถึง 3 ข้อ แต่ผู้ใช้ก็จะต้องเลือกเพียงข้อเดียวต่อการใช้ไผ่เขียวสดแต่ละต้น หากพยายามจะใช้ไผ่ต้นเดียวทำประโยชน์หลายอย่าง ก็มีแต่จะลงเอยด้วยการทำไม่สำเร็จแม้แต่อย่างเดียว

“แน่นอนว่าต้องเอาไปใช้หลอมยา! ถึงแม้ว่าจะใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ไม่เลวนักก็เถอะ แต่ยาเม็ดผลึกเขียวมีค่ามากที่สุดในบรรดา 3 อย่างนี้”

ผู้อาวุโสขมวดคิ้วจนเป็นร่องลึก เขาไม่รู้ว่าจางเซวียนคิดอะไร แต่ก็ตอบคำถามอย่างอดทน

ยาเม็ดผลึกเขียวเป็นยาบำรุงที่ใช้ได้ดีแม้แต่กับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -หยินหยาง ทุกเม็ดมีราคาสูงลิ่วอย่างที่คันธนูเขียวขจีหรือค่ายกลก็เทียบไม่ได้

หากต้องการจะใช้ประโยชน์จากไผ่เขียวสดให้ได้มากที่สุด ก็แน่นอนว่าจะต้องเลือกหลอมยาเม็ดผลึกเขียว

เมื่อได้คำตอบ จางเซวียนก็ประกาศ “ในเมื่อคุณตั้งใจจะนำไปหลอมยาเม็ดผลึกเขียว ผมก็บอกได้ตรงนี้เลยว่าสิ่งที่คุณซื้อไปเป็นของปลอม!”

“ปลอม? ไผ่เขียวสดมีผิวเรียบสีเขียวเหมือนหยก แต่ละใบห่างจากกันมาก แม้แต่ใบมีดที่คมที่สุดก็ทำให้ต้นไผ่เป็นรอยไม่ได้ ทุกข้อมีสามใบ และแต่ละใบมีท่อน้ำเลี้ยงเจ็ดท่อ…”

ครั้งนี้ หลิ่วชางเป็นผู้ตอบ เขาร่ายยาวถึงคุณลักษณะของไผ่เขียวสดของแท้ออกมาหลายสิบข้อและทุกข้อก็ตรงกับต้นไผ่ที่เขาถืออยู่ “นี่คือวิธียืนยันไผ่เขียวสดของแท้ ขนาดผมก็ยังบอกได้ว่ามันเป็นของแท้ แต่คุณจะบอกว่ามันปลอม? ก็ได้, ปลอมก็ปลอม แล้วทำไมไม่บอกผมล่ะว่ามันปลอมอย่างไร?”

“วิธีประเมินของคุณถูกต้องทั้งหมด” จางเซวียนพยักหน้ายิ้มๆ ไม่แย้งคำพูดของอีกฝ่าย

“อ้าว? ก็รู้อยู่นี่ แล้วทำไมถึงบอกว่ามันปลอม?” หลิ่วชางถึงกับผงะ

“คุณจำได้แม่นยำ และวิธีการประเมินของคุณก็ถูกต้อง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือไผ่เขียวสด!” จางเซวียนหัวเราะหึๆ

“สิ่งเหล่านี้ได้รับการยืนยันมาจากบรรพบุรุษของพวกเรา คุณกล้าปฏิเสธได้อย่างไร…ฮะ? คุณว่าอะไรนะ? ก็ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงบอกว่ามันปลอม…”

“นี่จะปั่นหัวพวกเราหรือ?”

ทุกคนคิดว่าจางเซวียนจะต้องปฏิเสธ แต่เขาก็ยอมรับหน้าตาเฉย จึงพากันงงงันไป

จ้าวเฟยอู่กับจินชงไห่ก็เลิกคิ้ว

คุณพูดอยู่ปาวๆ ว่าอีกฝ่ายซื้อของปลอม แต่แล้ว…อีกแป๊บเดียวก็พลิกกลับมาบอกว่ามันเป็นของจริง คนสองบุคลิกยังไม่พลิ้วเท่าคุณเลย!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!