Skip to content

Library Of Heaven’s Path 459

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 459 เสียงเรียกของจิตวิญญาณ การยอมรับจากภาพวาด

“จิตวิญญาณเริงร่า?”

C

ผู้อาวุโสเฉินกับผู้อาวุโสลู่ยืนตัวแข็งและมองหน้ากัน “ปะ-เป็นไปได้อย่างไร?”

“ปกติเสียงระฆังจะหนักแน่นและล้ำลึก แต่เสียงระฆังครั้งนี้เฉียบคมและก้องกังวานเข้าไปในหัวใจ…มีแต่จิตวิญญาณเริงร่าในตำนานเท่านั้นที่ทำให้หัวใจของทุกคนแช่มชื่นขนาดนี้ได้…” ประธานไซ่พูด

“เอ่อ…”

ทั้งคู่ยืนนิ่งอึ้ง

เมื่อย้อนนึกถึงความตื่นเต้นที่พวกเขาเพิ่งรู้สึกเมื่อครู่ก่อน คงไม่ใช่เพราะเสียงระฆัง

หรือว่าจะเป็น…จิตวิญญาณเริงร่า?

แต่ว่า…มันเป็นไปได้อย่างไร?

ผู้อาวุโสเฉินหน้าตาเหยเก ริมฝีปากเขียวซีด

เขาเพิ่งจะประกาศไปหยกๆ ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางระบุของล้ำค่าได้แม้แต่ชิ้นเดียว แต่ไม่เพียงเขาจะทำได้ ยังทำให้เกิดจิตวิญญาณเริงร่าได้ด้วย…

จะเหนือชั้นไปไหน?

“การยอมรับจากสมบัติล้ำค่า, จิตวิญญาณเริงร่า! นี่คือเสียงร้องเรียกจากอาวุธขั้นจิตวิญญาณ เวลาที่พวกมันรู้สึกตื่นเต้น!”

“มะ-มัน…”

ได้ยินคำพูดของประธานไซ่ ทุกคนที่กำลังมองซุนฉางอย่างสมเพชก็เซ่อไป ราวกับถูกใครสักคน เอาเต่ายัดปาก ต่างพากันอ้าปากค้างจนหุบไม่ลง

พวกเขาคิดว่าเจ้าอ้วนนี่ต้องล้มละลายขายตัวแน่ แต่เขาก็พลิกกลับมาเหนือชั้นกว่าเดิมอีก…

โชคดีเหลือเกินที่ไม่มีใครงี่เง่าพอจะพนันกับเขา ไม่อย่างนั้นคงได้เดินตัวเปล่ากลับบ้าน!

หลายคนเหงื่อตก และหันไปมองผู้อาวุโสเฉินโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็ได้เห็นเขาหน้าซีดและหน้าผากยับย่นไปหมด ดูพร้อมจะลมจับได้ทุกขณะ

หินวิเศษ 3000 ก้อน…ถึงเขาจะเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาว ก็น่ากลัวว่าจะต้องพลีกายถวายชีวิตเพื่อการนี้

เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริดของทุกคน ซุนฉางก็ถามอย่างงงๆ “จิตวิญญาณเริงร่าคืออะไร?”

พลั่ก!

ผู้อาวุโสเฉินทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากระอักเลือดออกมา

ไม่มีนักตรวจสอบสมบัติคนไหนที่ไม่รู้จักจิตวิญญาณเริงร่า ขนาดผู้ช่วยก็ยังรู้

แต่หมอนี่ไม่รู้อะไรเลย…

ถ้าเขาจะพ่ายแพ้ให้แก่นักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวสักคนก็ไม่แปลก แต่นี่..ต้องพ่ายแพ้ให้กับเจ้าคนใช้ที่งี่เง่ายิ่งกว่าผู้ช่วยเสียอีก

มันเรื่องอะไรเขาถึงหูหนวกตาบอดจนยอมรับคำท้าพนัน?

เห็นเจ้าอ้วนเซอะซะกำลังจะถามเซ้าซี้กับผู้อาวุโสเฉินที่ใกล้คลั่งเต็มที หลิ่วชางก็ทนดูไม่ไหว เขารีบอธิบาย “คุณควรจะรู้เสียก่อนว่าข้าวของทุกอย่างนั้นแบ่งออกเป็น 5 ขั้น คือเทพเจ้า, เซียน, จิตวิญญาณ, ปีศาจ และมนุษย์ เข้าใจใช่ไหม?”

“อือ!” ซุนฉางพยักหน้า

การแบ่งขั้นในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นความลับ แม้แต่กับที่อาณาจักรเทียนเซวียน มันคือข้อเท็จจริงที่นักรบทั่วไปรู้กัน

“เมื่อเครื่องมืออะไรสักอย่างหนึ่งเข้าถึงขั้นจิตวิญญาณ มันก็จะมีความคิดจิตใจเป็นของตัวเองเหมือนกับภาพวาดขั้นรังสรรค์จิตวิญญาณนั่นแหละ ถึงจะคิดไม่ได้เท่ากับมนุษย์ แต่มันก็จดจำและยอมรับนักรบสักคนให้เป็นเจ้าของได้ เหมือนกับการที่อสูรตัวหนึ่งยอมรับนักฝึกอสูรเป็นเจ้านายของมัน”

หลิ่วชางพูดต่อ “เครื่องมืออะไรก็ตามที่ให้การยอมรับในตัวนักรบจะส่งเสียงเริงร่าแบบนี้ออกมา เป็นที่รู้จักกันในชื่อจิตวิญญาณเริงร่า เมื่อไรก็ตามที่มันปรากฎขึ้น นักรบคนนั้นจะกลายเป็นเจ้านายที่แท้จริงของอาวุธชิ้นนั้นทันทีด้วยการให้มันดื่มเลือดหยดหนึ่งของเขา…”

“กลายเป็นเจ้านายที่แท้จริง?” ซุนฉางตาโต

“ถูกต้อง…ของล้ำค่าที่อยู่ในสายน้ำมหาสมบัตินั้นคือสิ่งที่นักตรวจสอบสมบัติจำนวนนับไม่ถ้วนไม่สามารถระบุได้ การทำให้เกิดจิตวิญญาณเริงร่าได้ทันทีที่เข้าไปก็หมายความว่า…ไม่เพียงแต่เขาจะบอกรายละเอียดของสมบัติล้ำค่านั้นได้ แต่ยังวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของมันได้ด้วย”

หลิ่วชางพูดอย่างทึ่งเต็มที

“วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน?”

“เครื่องมือหรืออาวุธชั้นยอดทุกชนิดจะมีจิตวิญญาณส่วนหนึ่งของช่างตีเหล็กหลอมรวมเข้าไปในตัวมัน แต่ด้วยข้อจำกัดของวัตถุและทักษะของช่างตีเหล็กคนนั้น แม้แต่อาวุธที่ไร้เทียมทานที่สุดจึงยังมีข้อบกพร่อง ซึ่งหากข้อบกพร่องนั้นถูกแก้ไขเมื่อไหร่ อาวุธหรือเครื่องมือที่ว่าก็จะก้าวไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้”

“เครื่องมือที่มีจิตวิญญาณในตัวเองนั้นจะรู้ข้อบกพร่องของตัวมัน แต่ไม่อาจสื่อสารกับใคร และหาวิธีแก้ไขก็ไม่ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนสามารถระบุข้อบกพร่องของมันได้อย่างง่ายดาย จึงได้การยอมรับจากจิตวิญญาณของเครื่องมือนั้น แต่นั่นแหละ มันเป็นทักษะที่มีแต่ช่างตีเหล็กขั้นสูงเท่านั้นที่จะทำได้ ทำไมมันถึง…มาอยู่ในตัวของนักตรวจสอบสมบัติ?”

หลิ่วชางยิ่งอธิบายก็ยิ่งสับสน

ความรับผิดชอบหลักของนักตรวจสอบสมบัติคือการระบุลักษณะเฉพาะและภูมิหลังของเครื่องมือชนิดนั้น ส่วนจุดแข็งและจุดอ่อนของมัน…เป็นเรื่องที่เกินความสามารถของพวกเขา

มันเป็นทักษะที่มีแต่ช่างตีเหล็กผู้มีความเข้าใจในเครื่องมืออย่างลึกซึ้งเท่านั้นถึงจะทำได้

หรือว่า…ชายหนุ่มที่อยู่ข้างในไม่ได้เป็นแค่นักตรวจสอบสมบัติ แต่ยังเป็นช่างตีเหล็กด้วย? ทำไมเขาถึงวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของมันได้ง่ายขนาดนั้น?

เมื่อหายตะลึงแล้ว ผู้อาวุโสลู่ก็หันไปปลอบใจเพื่อน “ของล้ำค่าชิ้นแรกที่ลอยมาน่าจะเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง ถ้าเขาเป็นช่างตีเหล็กล่ะก็ การที่ระบุรายละเอียดของมันได้ก็ไม่ได้น่าแปลกใจเท่าไหร่ อีกอย่าง นักตรวจสอบสมบัติต้องทำได้มากกว่าการแยกแยะอาวุธ ยังต้องมีภาพวาด, ของเก่าโบราณ, สมุนไพร และแม้แต่เทคนิควรยุทธกับเทคนิคการต่อสู้…พวกเขาจะต้องรอบรู้ทุกด้าน ของล้ำค่า 10 อย่างในสายน้ำมหาสมบัตินั้นครอบคลุมหลากหลายสาขาอาชีพ ถ้าเขาเป็นแค่ช่างตีเหล็ก ก็คงระบุได้แค่ชิ้นแรกเท่านั้นแหละ…”

ช่างตีเหล็กมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องเครื่องมือ จึงไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อมากมายที่จางเซวียนจะบอกรายละเอียดของเครื่องมือชิ้นหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งระบุจุดแข็งจุดอ่อน และเอาชนะใจจนได้การยอมรับจากมัน

ซึ่งก็น่าเสียดายที่สายน้ำมหาสมบัติทดสอบความสามารถในการตรวจสอบสมบัติ ไม่ใช่แค่ความเข้าใจในเรื่องในเครื่องมือ

ของล้ำค่า 10 อย่างนั้นไม่ได้มีแค่เครื่องมือ แต่ยังมีอย่างอื่นๆ ด้วย ต่อให้จางเซวียนรอบรู้เรื่องเครื่องมือแค่ไหน ก็น่าจะระบุได้แค่ชิ้นเดียว

ผู้อาวุโสลู่กำลังปลอบใจเพื่อน ก็พอดีกับที่ชายร่างอ้วนที่ยืนข้างๆ พึมพำขึ้นมา “ก็ใช่แหละ แต่ประธานไซ่เพิ่งพูดว่า แค่ระบุของล้ำค่าได้ชิ้นเดียวก็ผ่านการทดสอบแล้วไม่ใช่หรือ?”

ผู้อาวุโสเฉินเพิ่งจะสงบลงได้ แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็หน้าซีดอีก เขาเจ็บปวดใจเหลือเกิน

ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จในการระบุของล้ำค่าในสายน้ำมหาสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียวดังนั้น ตราบใดที่ใครสักคนระบุของล้ำค่าจาก 1 ใน 10 ชิ้นได้ก็ถือว่าผ่านแล้ว…พูดอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าจางเซวียนจะบอกรายละเอียดของสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นได้หรือไม่ ตัวเขาก็ต้องเสียหินวิเศษ 3000 ก้อนอยู่ดี

ขณะที่บรรดานักตรวจสอบสมบัติที่รออยู่ข้างนอกกำลังตะลึงพรึงเพริด จางเซวียนที่อยู่อีกฟากของประตูก็กำลังจ้องมองค้อนประหลาดอย่างจนปัญญา

“แกจะร้องหาอะไรนี่? ฉันกลัวนะ!”

หลังจากเขียนรายละเอียดของเครื่องมือตามที่หอสมุดเทียบฟ้าบอก เจ้าของเล่นชิ้นนี้ก็เริ่มส่งเสียงหึ่ง เล่นเอาเขาแทบทิ้งพู่กันด้วยความตกใจ

นี่มันบ้าบออะไร?

หน้าตาของมันก็ไม่ได้เหมือนนาฬิกา, กลอง หรืออะไรทำนองนั้น แล้วร้องเอาอะไรกันนี่!

แกไม่รู้จักมารยาทหรือ? ตะโกนในที่สาธารณะมันหยาบคาย รู้หรือเปล่า!

“ช่างเถอะ เขียนชื่อมันลงไปดีกว่า…” จางเซวียนคิด

หอสมุดเทียบฟ้าระบุข้อบกพร่องของค้อนทองแดงอันนี้ไว้ถึง 72 ข้อ หากเขาต้องเขียนลงไปทั้งหมด คงเหนื่อยตายเสียก่อน จางเซวียนจึงเขียนแค่ชื่อ ต้นกำเนิด และข้อบกพร่อง 2 – 3 ข้อของมัน เท่านี้ก็น่าจะสอบผ่านแล้ว

เมื่อวางพู่กัน จางเซวียนก็เบนสายตาไปจากค้อนทองแดงเพื่อรอคอยของล้ำค่าชิ้นต่อไป ก็พอดีกับที่ ‘ฟึ่บ!’ ค้อนอันใหญ่กระเด็นขึ้นจากสายน้ำมาอยู่ตรงหน้าเขา

“เกิดอะไรขึ้น?”

เขากระพริบตาปริบๆ อย่างตกใจ

ค้อนอย่างแกโดดผลุงขึ้นมาหาฉันทำไม ทำไมไม่อยู่บนใบไม้?

รู้ไว้ด้วยนะ ฉันไม่ใช่ค้อนผู้หญิง!

“โอ๊ย ช่างมันเถอะ…”

จางเซวียนหมดปัญญาจะทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในเมื่อใบไม้ใบแรกก็ลอยผ่านไปแล้ว และของล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่งก็กำลังลอยมา เขาจึงได้แต่ส่ายหน้า และไม่สนใจมันอีก

สิ่งที่วางอยู่บนใบไม้ใบที่สองคือภาพวาดภาพหนึ่ง มันเรืองแสงจางๆ ออกมา

พลังจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบถูกภาพวาดดึงดูดเข้าไปโดยอัตโนมัติ แล้วฝูงนกในภาพวาดซึ่งดูเหมือนจริงจนน่าทึ่งก็โผขึ้นสู่ท้องฟ้า พวกมันเริงระบําอย่างมีชีวิตชีวา

“อย่างน้อยก็ต้องเป็นภาพวาดขั้น 5!”

ในฐานะจิตรกรระดับ 3 ดาว จางเซวียนก็มีความรู้ความเข้าใจเรื่องภาพวาดอยู่ไม่น้อย แม้ของล้ำค่าชิ้นนั้นจะยังอยู่ห่างจากเขา แต่ก็พอมองเห็นได้ว่ามันน่าทึ่งขนาดไหน อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะไม่ต่ำกว่าขั้น 5

จางเซวียนใช้ดวงตาหยั่งรู้

แต่ก็เหมือนกับค้อนทองแดง เขาบอกอะไรไม่ได้เลย พูดอีกอย่างก็คือ คุณค่าของภาพวาดนี้อยู่เหนือความสามารถของดวงตาหยั่งรู้ที่เขามี

ไม่ช้า ใบไม้ก็ลอยเข้ามาใกล้ ทำให้จางเซวียนเห็นภาพวาดนั้นชัดเจนขึ้น

มันงดงามมาก แต่ไม่มีเส้นสายลายเซ็นอะไรอยู่เลย ทำให้บอกไม่ได้ว่าเป็นผลงานของใคร

ฝูงนกที่บินอยู่เหนือภาพวาดก็มีหน้าตาแปลกประหลาด ในบรรดาอสูรที่จางเซวียนเคยเห็นจากหนังสือ ก็ไม่มีตัวไหนหน้าตาแบบนี้

พูดให้ชัดก็คือ ไม่เพียงแต่ภาพวาดจะไม่มีชื่อ ยังบอกไม่ได้ด้วยว่านกพวกนั้นเป็นนกอะไร

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักตรวจสอบสมบัติจำนวนมากมายจึงระบุอะไรไม่ได้

“ข้อบกพร่อง!” เมื่อภาพวาดนั้นลอยเข้ามาใกล้ จางเซวียนก็คว้าพู่กันทันที

“ท่านอาจารย์ นอกจากจิตวิญญาณเริงร่าแล้ว ก็ดูเหมือนว่าของล้ำค่าชิ้นนั้นจะยอมรับจางเซวียนให้เป็นเจ้าของมันด้วย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น นอกจากจะต้องเสียหินวิเศษ 5000 ก้อน ของล้ำค่าชิ้นนั้นก็ยังจะ…”

เมื่อนึกขึ้นได้ หลิ่วชางก็รีบหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกับประธานไซ่

ของล้ำค่าที่มีจิตวิญญาณในตัวเองจะสามารถเลือกเจ้าของได้ตามใจ พูดง่ายๆ ก็คือ ในสายน้ำมหาสมบัตินี้ ไม่เพียงแต่จางเซวียนจะได้หินวิเศษ 5000 ก้อนจากการที่เขาผ่านการทดสอบ แต่ยังจะได้อีก 3000 ก้อนจากการที่ซุนฉางชนะพนันกับผู้อาวุโสเฉิน แถมยังอาจจะ…ได้เครื่องมือชิ้นนั้นด้วย

นี่มันอะไรกัน!

คนอื่นๆ ที่เข้ามาท้าทายสายน้ำมหาสมบัติก็มีแต่จะต้องเสียหินวิเศษ 100 ก้อน แต่หมอนี่ไม่เพียงแต่จะได้กำไรมหาศาล ยังจะเอาของล้ำค่าไปอีก…

บอกได้เลยว่า ครั้งนี้สมาคมนักตรวจสอบสมบัติถึงกับป่นปี้

“ของล้ำค่านั้นมีจิตวิญญาณของตัวเอง และพวกมันก็เลือกเจ้านายได้ตามใจ ต่อให้มันอยู่กับสมาคมของเรามาหลายต่อหลายปี แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถระบุตัวตนของมัน ในเมื่อตอนนี้มีใครคนหนึ่งบอกรายละเอียดและต้นกำเนิดของมันได้ ก็เป็นธรรมดาที่พวกมันจะตื่นเต้นและอยากยอมรับเขาเป็นเจ้านาย เราทำอะไรไม่ได้หรอก!”

ประธานไซ่ก็คิดเรื่องนี้เหมือนกัน เขาส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

ของล้ำค่าทุกชิ้นในสมาคมนักตรวจสอบสมบัติล้วนแต่มีมูลค่าสูงลิ่ว ซึ่งถ้าเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากเสียมันไป แต่ในเมื่ออีกฝ่ายได้การยอมรับจากจิตวิญญาณของอาวุธ ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะทำได้

เห็นอาจารย์จนปัญญา หลิ่วชางถามอย่างกังวล “แล้ว…ของล้ำค่าชิ้นอื่นๆ ล่ะ?

“ฮ่าฮ่า! อย่าห่วงเลย ของล้ำค่าชิ้นแรกเป็นเครื่องมือของช่างตีเหล็ก ซึ่งใครก็ตามที่มีความรู้เรื่องนี้ ย่อมเอาชนะใจมันได้ง่าย แต่นั่นแหละ ชิ้นอื่นๆ นั้นแตกต่างกันออกไป มีทั้งของเก่าโบร่ำโบราณ, ภาพวาด และสมุนไพร ไม่มีทางที่เขาจะรู้ไปหมดทุกอย่าง หรือต่อให้รู้ การที่จิตวิญญาณของพวกมันจะยอมรับเขาก็เป็นเรื่องยาก เป็นไปไม่ได้เลยก็ว่าได้!”

ประธานไซ่อมยิ้ม “ไม่ต้องกังวลให้มากหรอก!”

“จริงด้วย!”

หลิ่วชางอึ้งไปครู่หนึ่งกว่าจะตั้งตัวได้ เขาพยักหน้าและกำลังจะอ้าปากพูดต่อ ก็พอดีกับที่พลังจิตวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าเขาเกิดการหมุนวนอย่างหนักหน่วง และพุ่งผ่านประตูที่ปิดไว้

สิ่งนั้นทำให้ทุกคนตาพร่าไปชั่วขณะ จากนั้น ฝูงนกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้พลังจิตวิญญาณเข้าไปก็พากันเริงร่าและส่งเสียงจุ๊กจิ๊กอยู่ในอากาศ

“เสียงเรียกของจิตวิญญาณ, การยอมรับจากภาพวาด? ภาพวาดซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกยอมรับ การมีเจ้าของหรือ?”

ประธานไซ่ถึงกับหน้ามืด

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!