ตอนที่ 460 คนจนๆ น่ะทำอะไรไม่ได้หรอก
ชื่อของภาพวาด 5 ขั้นแรกคือ การพรรณนาเสมือนจริง, ผืนผ้าใบแห่งจิตวิญญาณ, การถ่ายทอดเจตนารมณ์, ประหนึ่งหยุดลมหายใจ และ การรังสรรค์จิตวิญญาณ
สำหรับภาพที่เข้าถึงขั้นการรังสรรค์จิตวิญญาณ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่ในภาพจะสามารถซึมซับพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมเพื่อทำให้ตัวมันเข้าสู่ระดับสูงขึ้น อันที่จริง ทั้งภาพก็มีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง และสามารถเสาะหาเจ้าของที่มันพอใจได้
ไม่ต่างจากเครื่องมือขั้นจิตวิญญาณ
ฝูงนกที่บินอยู่ตรงหน้าพวกเขามีชีวิตขึ้นมาได้ด้วยพลังจิตวิญญาณ พวกมันเริงระบำและส่งเสียงจุ๊กจิ๊กกันอย่างมีชีวิตชีวา แน่นอนว่ามันได้ยอมรับผู้เข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติแล้ว
เอ่อ…
ถ้าสิ่งนี้เป็นเครื่องมือ และบุคคลผู้นั้นมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเครื่องมือเป็นอย่างดี การที่ของล้ำค่าชิ้นแรกยอมรับเขาก็พออธิบายได้ แต่สำหรับภาพวาดนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ภาพวาดคือการฝึกปรือฝีมือของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงภูมิปัญญา ต่อให้ผู้เข้าท้าทายจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน การจะทำให้ภาพวาดยอมรับเขาก็เป็นเรื่องยาก วิธีเดียวที่จะได้การยอมรับจากมันก็คือ ผู้นั้นจะต้องเข้าใจแนวคิดทางศิลปะที่อยู่ในภาพวาด รวมทั้งเข้าถึงความหมายของมันอย่างแท้จริง
แต่…สำหรับภาพวาดที่ไม่มีใครรู้แม้แต่ชื่อภาพ รายละเอียด หรือปีที่ผลงานสำเร็จเสร็จสิ้น แล้วจะเข้าใจเนื้อหาที่อยู่เบื้องหลังผลงานชิ้นนั้นได้อย่างไร?
หรือชายผู้นี้เป็นจิตรกรด้วย?
มีแต่จิตรกรตัวจริงเท่านั้นที่จะมองเห็นและหยั่งรู้ถึงแนวคิดเบื้องหลังภาพวาดที่ไม่มีการบันทึกหรือ ระบุวันที่วาดเอาไว้
ทุกคนหันขวับไปจ้องซุนฉาง อยากได้คำอธิบาย
ในเมื่อเจ้าคนรับใช้นี่มั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกินว่านายน้อยของเขาจะผ่านการทดสอบ ก็น่าจะต้องรู้อะไรบ้าง
“จิตรกร? อ๋อ นายน้อยของผมก็เป็นจิตรกร!”
เห็นสายตาฉงนสนเท่ห์ที่จับจ้องมา ซุนฉางกระหยิ่มยิ้มย่อง เขายืนเอาสองมือไพล่หลัง เชิดหน้าและยืดอกประกาศ “ยิ่งกว่านั้นอีกนะ เขาสามารถใช้อสูรวาดภาพขั้น 5 ได้ ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก!”
“ใช้อสูรวาดภาพขั้น 5?”
ทุกคนอ้าปากค้าง
คนที่จะวาดภาพขั้น 5 ได้ต้องเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาวเป็นอย่างน้อย แต่ถึงกับใช้อสูรวาด…จะต้องมีกี่ดาวกันละนั่น?
ต่อให้จิตรกรระดับ 4 ดาวก็ไม่น่าทำได้!
“แสดงว่าเขามีความรอบรู้ทั้งเรื่องเครื่องมือและการวาดภาพ แต่มันก็ไม่น่าจะส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบสมบัติมากนัก ที่ได้มาน่ะ…อาจจะดวงดีหรือเปล่า?” นักตรวจสอบสมบัติคนหนึ่งเปรย
แต่เมื่อพูดไปแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีใครเชื่อคำพูดของเขาหรือเปล่า เพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
เห็นทุกคนอึ้งทึ่งและพูดไม่ออก ผู้อาวุโสเฉินก็อยากจะลงไปกองกับพื้นเต็มที ประธานไซ่มองไปรอบๆ และพูดกับเขาอย่างเห็นใจ “พอถึงของล้ำค่าชิ้นต่อไป เราก็จะรู้เองว่าเขาดวงดีหรือเปล่า! ถ้าผมคิดไม่ผิด มันน่าจะเป็น ‘สมบัติจากฟากฟ้า’ ของล้ำค่าแบบนี้ปรากฎขึ้นไม่บ่อยนัก และไม่มีใครทำซ้ำได้ ไม่มีความรอบรู้ในอาชีพไหนจะช่วยเขาได้แล้วล่ะ…นี่คือทักษะการตรวจสอบสมบัติล้วนๆ”
ถ้าจางเซวียนแค่ดวงดี เพราะเขาเป็นช่างตีเหล็กและจิตรกรอยู่แล้ว ก็แน่นอนว่าไม่มีทางระบุของล้ำค่าชิ้นอื่นๆ ที่เหลือได้
“ผมก็ได้แต่หวังว่าเขาจะระบุของล้ำค่าชิ้นอื่นๆ ไม่ได้ เพราะทุกอย่างที่อยู่ในสายน้ำมหาสมบัติเป็นสมบัติล้ำค่าที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ ทุกชิ้นมีราคาสูงลิ่ว ตอนนี้ สองชิ้นก็ยอมรับเขาเป็นเจ้านายของมันแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ผมเกรงว่า…สมาคมนักตรวจสอบสมบัติของเราจะต้องล้มละลายแน่!” ผู้อาวุโสลู่พึมพำอย่างน่าสงสาร
“เอ่อ…ก็จริง!”
ประธานไซ่มีสีหน้าไม่สู้ดี
แค่ระบุรายละเอียดของสมบัติล้ำค่าได้ก็เพียงพอที่จะผ่านการทดสอบแล้ว แต่ชายหนุ่มคนนี้หนักข้อถึงขั้นทำให้ของล้ำค่ายอมรับเขาเป็นเจ้านายของมันด้วย…ทำให้พวกเขาสูญเสียของล้ำค่าไปถึง 2 ชิ้นแล้ว หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ต่อให้ร่ำรวยมั่งคั่งแค่ไหนก็ตาม สมาคมนักตรวจสอบสมบัติจะต้องเสียหายหนัก
“อย่าห่วงเลย ผมเคยเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติมาก่อน ชิ้นที่ 3 น่ะเป็นสมบัติจากฟากฟ้า”
ผู้อาวุโสเฉินข่มความอยากกระอักเลือดเอาไว้ เขากัดฟันกรอด “ไม่มีการบันทึกไว้ว่าของชิ้นนั้นทำจากอะไร และยังไม่ชัดเจนด้วยว่ามันมีจิตวิญญาณในตัวเองหรือไม่ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะบอกรายละเอียดของมันได้ ป่วยการจะพูดถึงการเอาชนะใจ และได้การยอมรับจากมัน…”
สมบัติจากฟากฟ้าเป็นของที่หายากมาก และไม่มีการบันทึกข้อมูลของมันไว้ในหนังสือ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ชื่อของมัน อีกอย่าง มันมีจิตวิญญาณอยู่ในตัวหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครแน่ใจ จึงแทบเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกันที่มันจะยอมรับใครให้เป็นเจ้านาย
แต่ทันที่ที่พูดจบ เสียงหัวเราะคิกคักก็ดังขึ้น
“คุณจะบอกว่านายน้อยของผมไม่มีทางระบุของล้ำค่าและได้การยอมรับจากมันใช่ไหม?”
คนพูดก็คือซุนฉาง
“อือ!” ผู้อาวุโสเฉินสะบัดแขนเสื้อ
“จะโมโหทำไมกันเล่า เอาอย่างนี้ไหม? ผมจะให้โอกาสคุณถอนทุน มาพนันด้วยหินวิเศษ 3000 ก้อนกันอีกรอบ ถ้านายน้อยของผมไม่สามารถระบุของล้ำค่าและทำให้มันยอมรับไม่ได้ ก็ถือว่าเจ๊ากันไป แต่ถ้านายน้อยทำได้ล่ะก็ คุณจะต้องเป็นหนี้หินวิเศษผมเพิ่มอีก 3000 ก้อน แบบนี้เป็นไง?”
ซุนฉางมองหน้าผู้อาวุโสเฉินด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย
“ผม…”
ผู้อาวุโสเฉินปากสั่น เขาอยากตอบตกลง แต่ก็ไม่กล้าพอจะทำแบบนั้น
เขาเพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าไม่มีทางที่หมอนั่นจะผ่านการทดสอบ แต่แล้วหมอนั่นก็ทำให้ของล้ำค่ายอมรับได้ถึง 2 ชิ้น แล้วใครจะรู้ว่าคราวนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีก?
“ปอดแหกอีกสิท่า? ผมให้โอกาสคุณแล้วนะ แต่ดูเหมือนคุณจะไม่รู้ค่าของมันเลย มีกึ๋นบ้างหรือเปล่านี่ สงสัยเหลือเกินว่าคุณเรียกตัวเองว่าเป็นนักรบเหนือมนุษย์และนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาวได้อย่างไร?” ซุนฉางมองผู้อาวุโสเฉินอย่างเยาะหยัน
“คุณ…”
นึกไม่ถึงว่าภายในไม่กี่นาที จะถูกเจ้าคนใช้ผู้นี้เหยียดหยามถึง 2 รอบ ผู้อาวุโสเฉินหน้าแดงก่ำโมโหจนดูเหมือนจะขาดใจตายได้ทุกขณะ
“พอได้แล้ว!”
ในตอนนั้น เด็กหนุ่มร่างอ้วนอีกคนหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านหลังซุนฉางแล้วตวาด
เมื่อเห็นคนเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ ผู้อาวุโสเฉินถอนหายใจอย่างโล่งอก กำลังจะเอ่ยปากขอบคุณอีกฝ่าย ก็พอดีกับที่ได้ยินเขาพูด “คุณก็ต้องมองจากมุมของผู้อาวุโสเฉินด้วย เกิดเขาแพ้ขึ้นมา จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้คุณล่ะ? พ่อบ้านซุน คุณควรจะเข้าใจอะไรๆ ให้มากกว่านี้ สำหรับเขามันก็ไม่ง่ายนะ คนจนๆ น่ะทำอะไรไม่ได้หรอก คุณก็น่าจะรู้…จะเอาอะไรกันมากมาย”
เว้ยยยยย!
เมื่อได้ยินคำนั้น ผู้อาวุโสเฉินก็กระอักเลือดออกมา ตอนนี้เขาคลุ้มคลั่งเอาจริงๆ
นักตรวจสอบสมบัติเป็นหนึ่งในอาชีพที่ร่ำรวยอู้ฟู่มากที่สุดในโลก ในฐานะนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาว เขาก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น แม้ความร่ำรวยและความมั่งคั่งของเขาจะเทียบไม่ได้กับทั้งอาณาจักร แต่ก็ไม่ได้ห่างไกลกันเท่าไหร่
มาตอนนี้ เขาถูกตอกหน้ากลางธารกำนัลว่า…เป็นคนจน
จนพ่องงงงง!
“ก็ได้ งั้นพนันกัน กลัวที่ไหน!” ผู้อาวุโสเฉินตวาด เดือดดาลจนทนไม่ได้อีกต่อไป
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลง ว่าแต่…ถ้าคุณแพ้แล้วไม่มีเงินจ่าย จะทำอย่างไร?” ซุนฉางชำเลืองมองหยวนเทาผู้สมรู้ร่วมคิดของเขา ซึ่งกำลังหัวเราะคิกคักและมองหน้าซุนฉางอย่างพอใจ
“ผมก็จะขอยืมจากผู้อาวุโสลู่ คุณไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นหรอกน่ะ!” ผู้อาวุโสเฉินสะบัดแขนเสื้อ
“ผู้อาวุโสเฉิน…คิดให้ดีเสียก่อนนะ!”
ผู้อาวุโสลู่ขมวดคิ้ว เขารีบเดินเข้ามาหว่านล้อมอีกฝ่ายให้เปลี่ยนใจ
“อย่าห่วงเลย ผมไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะระบุสมบัติจากฟากฟ้าได้ แต่ถ้าทำได้จริงๆ ผมก็จะยอมรับความโชคร้ายครั้งนี้…” ผู้อาวุโสเฉินกำหมัดแน่น
ในฐานะนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาว เขาไม่ใช่คนสะเพร่า แต่ไอ้อ้วนสองคนที่อยู่ตรงหน้าก็กวนประสาทเกินขนาดจริงๆ
และอีกอย่าง เขาเชื่อสนิทใจว่าไม่มีทางที่ชายหนุ่มจะบอกรายละเอียดของสมบัติจากฟากฟ้าได้
ใครๆ ก็รู้ว่าสำหรับของชิ้นนั้น แม้แต่นักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวก็ยังต้องสะดุด แล้วเด็กหนุ่มที่โผล่มาจากไหนสักแห่งจะรู้จักมันได้อย่างไร ส่วนเรื่องที่มันจะยอมรับเขานั้น ลืมได้เลย
ขณะที่ผู้อาวุโสเฉินยังครุ่นคิดอยู่ เสียงหึ่งก็ดังออกมาจากในห้อง มันคล้ายกับเสียงเรียกเมื่อครั้งก่อน
“การยอมรับจากสมบัติล้ำค่า, จิตวิญญาณเริงร่า…นี่สมบัติจากฟากฟ้ายอมรับเขาจริงๆ หรือ?”
ผู้อาวุโสเฉินหน้าซีด เขาปล่อยโฮออกมา
แม้แต่สมบัติจากฟากฟ้าก็ยังยอมรับหมอนั่น เขาเป็นปีศาจชนิดไหนกัน? ทำได้อย่างไร?
กิ๊ง! แก๊ง!
แต่เขาก็ไม่มีโอกาสได้อึ้งนานนัก เกิดเสียงดังประสานกันอีกหลายครั้งจนดูไม่เหมือนว่าจางเซวียนอยู่ในการทดสอบ เหมือนเขาอยู่ในห้องแสดงคอนเสิร์ตมากกว่า เสียงดนตรีเหล่านั้นสอดประสานกัน ได้อย่างไพเราะ
“ท่านประธาน…ผมว่าเรารีบจบการทดสอบเถอะ!”
เมื่อได้ยินเสียงดนตรีประสานกันอยู่ข้างใน ผู้อาวุโสลู่ก็ทนไม่ไหว เขาเสนอความคิดกับประธานไซ่
“จบการทดสอบ?”
“ถ้าไม่จบตอนนี้ล่ะก็ ผมเกรงว่า…สมาคมนักตรวจสอบสมบัติของเราจะถูกหมอนั่นทำพังแน่…”
ผู้อาวุโสลู่หน้าตาเหยเก
“เอ่อ…”
ประธานไซ่ก็มีสีหน้าไม่สู้ดี
แค่ระบุของล้ำค่าจาก 1 ใน 10 ชิ้นได้ก็น่าทึ่งมากมายแล้ว แต่ชายหนุ่มคนนี้ไม่เพียงแต่จะระบุมันได้ ยังทำให้พวกมันยอมรับเขาได้ด้วย…
ขืนเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เขาคงกวาดของล้ำค่าในสายน้ำมหาสมบัติไปเป็นของตัวเองหมด
“คุณควรรีบตัดสินใจนะ! ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ล่ะก็ เกิดเขาได้ของล้ำค่าไปหมด แล้วต่อไปเราจะทำอย่างไร? หยุดการทดสอบเสียเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็สอบผ่านแล้ว!”
รู้ดีว่าไม่มีเวลาจะเสีย ผู้อาวุโสลู่เร่งไซ่เสี่ยวหยู
“ก็ได้ งั้นหยุดการทดสอบเลย!”
ประธานไซ่กัดฟันสั่งการ ตัวเขาเองก็รู้ว่าจะเกิดความเสียหายมากแค่ไหน
ตอนแรก เขาคิดว่าจางเซวียนอยากเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติเพราะความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเมื่อรู้แล้วว่ามันยากเย็นแค่ไหน ก็คงถอยไปเอง ใครจะคิดว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะทำให้ของล้ำค่ายอมรับในตัวเขาได้เร็วขนาดนี้…
เมื่อเห็นแล้วว่าของล้ำค่าหลายชิ้นให้การยอมรับในตัวเขา ทุกคนก็พรั่นพรึงอย่างหนัก ไม่กล้าให้เขาทำการทดสอบต่อไป
แม้สมาคมนักตรวจสอบสมบัติจะเป็นที่ร่ำลือถึงความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติมากมายที่พวกเขามีไว้ในครอบครอง แต่ก็มีข้อจำกัด
และของล้ำค่าที่ไม่เคยมีใครระบุได้ซึ่งอยู่ในสายน้ำมหาสมบัตินั้นก็ถือเป็นสุดยอดของสิ่งที่พวกเขาครอบครองอยู่
หากเอาไปแค่ 1 หรือ 2 ชิ้นก็ยังพอรับได้ แต่ถ้าคว้าไปหมดทุกชิ้นล่ะก็ สมาคมนักตรวจสอบสมบัติ จะต้องยอบแยบแน่
นี่มันบ้าบออะไร?
คนๆ เดียวก็ต้อนสมาคมนักตรวจสอบสมบัติจนหลังชนฝาได้ แค่คิดก็แย่แล้ว แถมยังเกิดขึ้นปุบปับในชั่วพริบตาอีกต่างหาก
“เอากุญแจมา!”
ในเมื่อมีวิธีเปิดใช้งานสายน้ำมหาสมบัติ ก็ต้องมีวิธีหยุดมัน ซึ่งก็เป็นกระบวนการแบบเดียวกัน คือต้องใช้กุญแจพร้อมกัน 3 ดอก
“ได้!”
ผู้อาวุโสเฉินกับผู้อาวุโสลู่รีบเดินไปที่กำแพง พวกเขาวางกุญแจลงไปในช่องว่าง
เอี๊ยด!
ทันทีที่กุญแจ 3 ดอกถูกวางลงไปพร้อมกัน ค่ายกลก็หยุดทำงานทันที แสงเจิดจ้านั้นค่อยๆ จางไป
“เฮ้ย…พวกคุณทำอะไรน่ะ?” ซุนฉางขมวดคิ้ว
“ไม่ต้องตกใจ พวกเราแค่หยุดค่ายกลเท่านั้น นายน้อยของคุณไม่ได้รับบาดเจ็บหรอก” ประธานไซ่ตอบ
“หยุดการทำงานของค่ายกล…เพราะคุณไม่อยากสูญเสียทรัพย์สมบัติมากกว่านี้ล่ะสิ นี่สมาคมนักตรวจสอบสมบัตินะ หน้าไม่อายจริงๆ !” ซุนฉางบ่นพึม
ถึงเขาจะไม่ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ แต่การกระทำก็ชัดเจนพอแล้ว
แน่นอนว่าพวกนั้นกลัวว่านายน้อยจะซิวของล้ำค่าไปหมด จึงไม่กล้าปล่อยให้การทดสอบดำเนินต่อไป
“แค่ก แค่ก, การที่เราจบการทดสอบกะทันหันก็เป็นความผิดของเราจริงๆ นั่นแหละ แต่อย่าห่วง ผมจะชดเชยให้นายน้อยของคุณเอง!”
เมื่อถูกเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัล ประธานไซ่หน้าแดงก่ำ
ก็เป็นอย่างที่ซุนฉางพูด สมบัติล้ำค่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหล่าบรรพบุรุษทิ้งไว้ และจำเป็นต่อการทดสอบเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาว พวกเขาจึงยอมเสียมันไปไม่ได้
แต่การจบการทดสอบอย่างปุบปับแบบนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับอีกฝ่าย ดังนั้น สมาคมนักตรวจสอบสมบัติจึงต้องหาทางชดเชยให้
“เหอะ!”
ซุนฉางคำรามเหยียดๆ ถึงอย่างไรค่ายกลก็หยุดทำงานแล้ว และไม่มีทางเลือกอื่น
“เอาล่ะ เปิดประตู!”
ทันทีที่ค่ายกลหยุดทำงาน สายน้ำมหาสมบัติก็จะหยุดทำงานไปโดยอัตโนมัติ และของล้ำค่าก็จะไม่ปรากฎขึ้นอีก ประธานไซ่ยิ้มและถูมืออย่างโล่งใจ
บึ้ม!
แต่ในตอนนั้นเอง พื้นดินก็สั่นสะเทือน ทุกคนเกือบล้มกลิ้ง จากนั้น เสียงระฆังซึ่งดังราวสายฟ้าฟาดก็ระงมไปทั่วทั้งห้อง ทำเอาทุกคนเกือบหูดับ
“นี่มัน…สายน้ำมหาสมบัติให้การยอมรับเจ้านายของมัน บรรลัยแล้ว!”
ประธานไซ่จ้องประตูและตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง



