ตอนที่ 461 ค่าชดใช้
ย้อนกลับไปเมื่อ 1 นาทีก่อน
หลังจากที่ของล้ำค่า 4 ชิ้นกระโดดออกจากใบไม้มาหาเขา แม้จางเซวียนจะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรมากนัก แต่ก็ชัดเจนว่าพวกมันยอมรับให้เขาเป็นเจ้านาย และอยากอยู่ด้วย
ของล้ำค่าเหล่านั้นถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความตั้งใจ และพวกมันอยากแสดงคุณค่าของตัวเองออกมา
ดาบเล่มนั้นมีฝุ่นจับเขรอะ ไข่มุกก็มัวหมองไปหมดจนจิตวิญญาณที่อยู่ในตัวพวกมันเกิดความไม่พอใจ แต่ทันทีที่เขาระบุตัวตนของมันได้ พวกมันก็เต็มใจยอมจำนนให้เขาในทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ!”
จางเซวียนยิ้มมุมปาก เขายื่นมือออกไปกวาดของล้ำค่าทั้งหมดที่กระโดดออกจากใบไม้เข้ามาใส่ในแหวนเก็บสมบัติของตัวเอง
แม้เขาจะไม่มีความรู้เรื่องของล้ำค่ามากนัก แต่ก็บอกได้ว่าพวกมันมีมูลค่าสูงขนาดไหน โดยอ่านจากรายละเอียดที่หอสมุดเทียบฟ้าบอกไว้ อันที่จริง พวกมันมีค่ากว่าหินวิเศษสองสามร้อยก้อนมาก
เขาคงเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ หากไม่เก็บพวกมันกลับไป
เมื่อเก็บของเรียบร้อย ขณะที่จางเซวียนกำลังรอคอยให้ของล้ำค่าชิ้นต่อไปลอยมา สายน้ำมหาสมบัติก็หยุดทำงานไปดื้อๆ น้ำที่กำลังไหลเอื่อยๆ หยุดนิ่งไปทันที
“หรือว่า…มันมีอะไรผิดปกติ?”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
สายน้ำมหาสมบัติถูกขับเคลื่อนด้วยค่ายกล ซึ่งโดยทั่วไป สายน้ำไม่ควรจะหยุดไหลจนกว่าของล้ำค่าทั้ง 10 ชิ้นจะลอยไปหมด นี่เพิ่งผ่านไปแค่ 4 ชิ้นเท่านั้น ทำไมจู่ๆ ก็หยุด?
“ดูซิว่าเราจะซ่อมได้ไหม?”
จางเซวียนสงสัย เขายื่นมือออกไปแตะแท่นหินนั้น
สายน้ำมหาสมบัติก็น่าจะเหมือนกับการทดสอบขั้นต่างๆ ของปรมาจารย์ คงจะมีเครื่องมือขั้นจิตวิญญาณที่ใช้ควบคุมสายน้ำและปกป้องของล้ำค่าเหล่านั้นไว้ ในเมื่อมันหยุดทำงานไปดื้อๆ ก็แปลว่าน่าจะมีอะไรผิดพลาดในระบบของมัน
แต่จางเซวียนไม่ได้กังวลอะไร เพราะเขามีหอสมุดเทียบฟ้า หากเจอข้อบกพร่องหรือช่องโหว่ เขาก็สามารถระบุปัญหาและหาทางแก้ไขได้
ฟึ่บ!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฎขึ้นในหัว เมื่อพลิกดูแล้ว จางเซวียนก็คว้าพู่กันและตั้งต้นเขียนลงไป
“สายน้ำมหาสมบัติ เป็นเครื่องมือระดับจิตวิญญาณขั้นต่ำ มันคือส่วนหนึ่งของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ…”
หลังจากที่เขียนข้อบกพร่องไปได้แค่ 2 3 ข้อ เสียงหึ่งก็ดังขึ้นอีก พื้นที่บริเวณนั้นทั้งหมดสั่นสะท้าน ราวกับแสดงความสนิทชิดเชื้อต่อเขา
“เจ้าของเล่นชิ้นนี้ก็ไปกับเราได้หรือ?”
รู้สึกได้ว่าสายน้ำมหาสมบัติก็มีทีท่าแบบเดียวกันกับของล้ำค่าทั้ง 4 ชิ้นก่อนหน้า จางเซวียนอัศจรรย์ใจมาก
หากเขาพาสายน้ำมหาสมบัติไปด้วยได้ จะไม่หมายความว่าสมบัติของล้ำค่าทั้ง 10 ชิ้นจะต้องตกเป็นของเขาด้วยหรือ?
“ต้องลอง!”
จางเซวียนหัวเราะเบาๆ และลองออกคำสั่งกับสายน้ำมหาสมบัติ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด มันไม่ได้พยายามต่อต้านเขาเลย
ฟึ่บ!
สายน้ำมหาสมบัติทั้งสายถูกเก็บเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเขา
“จะบ้าตาย! แบบนี้ก็ได้ด้วย…”
จางเซวียนยิ้มมุมปากอีกรอบ เขากำลังจะมองหาว่าในห้องนั้นมีของล้ำค่าอื่นๆ อีกหรือไม่
แอ๊ด!
ประตูเปิดผาง ประธานไซ่ ผู้อาวุโสลู่ และผู้อาวุโสเฉินพรวดพราดเข้ามา
“คะ-คุณ…”
“คุณเอาสายน้ำมหาสมบัติไปด้วย…”
เมื่อเห็นห้องว่างเปล่า นักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาวทั้งสามคนก็ปากสั่น พวกเขาจ้องหน้าจางเซวียนราวกับเห็นปีศาจ
คุณแน่ใจนะว่ามาที่นี่เพียงเพื่อเข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติ นี่เล่นกวาดไปหมดทุกสิ่งอย่าง…
เมื่อครู่นี้ ยังมีทั้งภูเขา สายน้ำ ดอกไม้…ตอนนี้กลายเป็นห้องโล่งๆ ไม่เหลืออะไรเลย
คุณไม่ได้มาท้าทายสักหน่อย มากวาดทุกอย่างในสมาคมนักตรวจสอบสมบัติไปต่างหาก!
“ปรมาจารย์จาง สายน้ำมหาสมบัติน่ะ…เป็นทรัพย์สินของสมาคมนักตรวจสอบสมบัตินะ มันคือเกียรติยศและศักดิ์ศรีของพวกเรา ผมขอร้องให้คุณทิ้งมันไว้ที่นี่เถอะ…”
ประธานไซ่ข่มความอยากกระอักเลือดไว้ เขาเอ่ยปากด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เมื่อครู่นี้เองที่เขายังเรียกจางเซวียนว่าน้องจาง แต่ตอนนี้ก็ไม่กล้าเรียกแบบนั้นแล้ว
ไม่เพียงแต่อีกฝ่ายจะคว้าของล้ำค่าไปได้รวดเดียวหลายชิ้น ยังเอาเครื่องมือทำมาหากินของพวกเขาไปด้วย ความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบสมบัติของจางเซวียนนั้นสูงส่งกว่าพวกเขาหลายเท่า…ตัวเขาเองไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าน้องชายได้อีก
“ทิ้งไว้ที่นี่? แต่มันเต็มใจยอมรับให้ผมเป็นเจ้านายของมันนะ!” จางเซวียนมองหน้าอีกฝ่าย
ล้อเล่นน่ะ! คุณก็รู้ว่าของพวกนี้ล้ำค่าจะตาย เรื่องอะไรผมจะทิ้งไว้?
“เอ่อ…ผมรู้!” ประธานไซ่หน้าแดงก่ำ
การที่ใครสักคนจะได้เป็นเจ้าของสมบัติล้ำค่านั้นขึ้นอยู่กับคำๆ เดียว – ความถูกใจชอบพอ
การที่ของล้ำค่าเหล่านี้ยอมรับให้จางเซวียนเป็นเจ้านายของมัน ก็บ่งบอกแล้วว่าเขามีความถูกใจชอบพอกับพวกมันทุกชิ้น ในฐานะนักตรวจสอบสมบัติ ไซ่เสี่ยวหยูยิ่งกว่ารู้ดี หากเขาบังคับจางเซวียนให้ส่งมันคืน ก็เรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการขโมย
แต่…สายน้ำมหาสมบัติเป็นหนึ่งในของล้ำค่าที่สุดที่สมาคมนักตรวจสอบสมบัติของพวกเขามี จึงไม่อาจยอมสูญเสียมันไปได้ หากปล่อยให้เสียไป ก่อนที่สำนักงานใหญ่จะปลดเขาออกจากตำแหน่ง เขาก็คงต้องหลุดจากเก้าอี้ไปก่อนแล้วเพราะความไม่พอใจของนักตรวจสอบสมบัติคนอื่นๆ
มันก็เหมือนกับการที่ใครสักคนคว้าเอาเครื่องมือขั้นจิตวิญญาณที่ใช้ในการทดสอบเป็นปรมาจารย์ไปนั่นแหละ ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นกับสภาปรมาจารย์ สภาปรมาจารย์ก็ต้องกลายเป็นตัวตลก
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ประธานไซ่ก็พูดขึ้นมา “เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าปรมาจารย์จางยอมทิ้งสายน้ำมหาสมบัติไว้ให้พวกเรา ทางสมาคมนักตรวจสอบสมบัติก็พร้อมจะ…ชดใช้ค่าเสียหายให้คุณ!”
“ชดใช้? คุณจะมอบหินวิเศษให้ผมอีกหรือ? ก็ได้นะ!”
จางเซวียนตั้งต้นนับนิ้ว
“สายน้ำมหาสมบัติมีของล้ำค่าทั้งหมดสิบชิ้น ผมไม่เรื่องมากหรอก เอาเป็นว่าหินวิเศษห้าพันก้อนต่อของล้ำค่าหนึ่งชิ้น…รวมแล้วก็ห้าหมื่นก้อน ส่วนเจ้าเครื่องมือสั่งการนี่ ผมคิดหนึ่งหมื่นก้อนก็แล้วกัน! เพราะฉะนั้น ถ้าสมาคมนักตรวจสอบสมบัติมอบหินวิเศษให้ผมหกหมื่นก้อน ผมจะคืนทุกอย่างให้”
“หินวิเศษหกหมื่นก้อน…” นักตรวจสอบสมบัติทั้งสามตัวสั่นเทิ้มและนัยน์ตาแดงก่ำ
ที่นี่คือสมาคมนักตรวจสอบสมบัตินะ ไม่ใช่ธนาคาร ต่อให้เป็นธนาคาร…ก็ไม่มีปัญญาหาหินวิเศษมาได้มากขนาดนั้นหรอก
“เอ่อ…พวกเราหาหินวิเศษจำนวนมากขนาดนั้นไม่ได้จริงๆ” ประธานไซ่อับอายขายหน้าอย่างหนัก หากมีหลุมมีรูอยู่แถวนั้น เขาคงมุดเข้าไปแล้ว
บ้าบออะไรขนาดนี้
ตอนที่ไม่มีใครเอาชนะสายน้ำมหาสมบัติได้ เขาก็เฝ้ารอให้มีผู้เข้าท้าทายสักคนทำสำเร็จ แต่เมื่อมีคนทำสำเร็จเข้าจริงๆ เขากลับต้องปล่อยโฮ เฝ้าภาวนาให้มันเป็นแค่ความฝัน…
“หาไม่ได้? เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าพวกคุณหาของเหล่านี้มาได้ ผมก็พร้อมจะส่งคืน!”
เห็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 4 ดาวทั้งสามคนน้ำตานองหน้า จางเซวียนก็รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้จริงๆ ที่พวกเขาจะหาหินวิเศษได้มากขนาดนั้น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงยื่นข้อเสนอ “อย่างแรก หาหนังสือเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ของนักรบเหนือมนุษย์มาให้ผมให้ได้มากที่สุด ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี อีกอย่างก็คือ ผมต้องการหุ่นโลหะไร้วิญญาณและหนังสือเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ เหมือนเดิมนะ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี!”
อันที่จริง จางเซวียนก็ไม่ได้ต้องการของล้ำค่าที่อยู่ในสายน้ำมหาสมบัติ
เพราะถ้าเขาอยากได้หินวิเศษจริงๆ ก็ยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่จะได้มา
ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดของเขามี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการหาวิธีปลุกจิตวิญญาณหลับไหลของลู่ชงและดึงเขาออกจากสภาพออกจากภาวะโคม่า ส่วนเรื่องที่ 2 คือการยกระดับวรยุทธของตัวเองเพื่อจะได้ก้าวไปสู่การเป็นปรมาจารย์ระดับสูงขึ้น เพราะเขาต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวให้ได้ก่อนอายุสามสิบ
บรรดาของล้ำค่าและหินวิเศษเป็นแค่ปลายเหตุเท่านั้น
“เอ่อ…”
ประธานไซ่คิดว่าจางเซวียนจะขออะไรมากกว่านี้ เมื่อได้รู้ว่าสิ่งที่เขาต้องการมีแค่ไม่กี่อย่าง ก็ถึงกับอึ้ง
แม้ที่นี่จะเป็นสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ แต่พวกเขาก็มีหนังสือเทคนิคการต่อสู้และเทคนิควรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์อยู่มากมาย
ส่วนหนังสือเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แม้ว่าอาชีพนี้จะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังมีหนังสือเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณอยู่จำนวนหนึ่งที่ทางสมาคมเก็บไว้ เพียงแต่…เป็นการยากที่จะตัดสินว่าข้อมูลในนั้นจริงหรือเท็จ
ถ้าจะพูดกันตามตรง ของเหล่านี้ไม่ได้มีมูลค่ามากมาย เทียบกันไม่ได้เลยกับสมบัติล้ำค่าที่อยู่ในสายน้ำมหาสมบัติ
เพราะเคยเห็นความงกของอีกฝ่ายเต็มสองตาแล้ว ประธานไซ่จึงคิดว่าอีกฝ่ายคงหาทางกอบโกยหินวิเศษให้ได้มากที่สุด เพราะตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่า จางเซวียนคงจะร้องขอในสิ่งที่ทำให้สมาคมนักตรวจสอบสมบัติล้มละลายแน่ นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะเรียกร้องแค่ไม่กี่อย่าง
ทำไมมันดูแปลกประหลาดแบบนี้?
เห็นสีหน้าสับสนงุนงงของประธานไซ่ จางเซวียนถาม “ทำไมล่ะ? คุณทำไม่ได้หรือ?”
“ผมหาของพวกนั้นให้คุณได้ แต่สำหรับหุ่นโลหะไร้วิญญาณ มันไม่ได้เป็นของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ ใครสักคนแค่มาฝากมันไว้กับเราเพื่อใช้ในการประมูลเท่านั้น ผมเองก็บอกไม่ได้ว่ามันจะถูกประมูลอย่างไร และราคาเท่าไหร่” ประธานไซ่ตอบ
ผู้ที่นำหุ่นโลหะไร้วิญญาณมาฝากไว้กับสมาคมนักตรวจสอบสมบัติก็รู้จักกับเขาแค่ผิวเผิน ต่อให้ทางสมาคมเอ่ยปากขอซื้อให้จางเซวียน ก็บอกได้ยากว่าผู้นั้นจะเต็มใจขายให้หรือเปล่า ประธานไซ่จึงไม่กล้ารับรองเรื่องนี้
แต่ก็แน่นอนว่ายังมีวิธีที่จะเอามันมาได้ ถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มอำนาจอื่นในดินแดนนี้ อิทธิพลของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติก็ถือว่ามีล้นฟ้า อีกอย่าง ของชิ้นนี้ก็ถูกนำมาประมูลในถิ่นของพวกเขา ถ้าสมาคมนักตรวจสอบสมบัติไม่ได้ไป ก็ไม่มีทางที่คนอื่นจะได้แตะต้อง
จางเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอก คุณบอกเองไม่ใช่หรือว่าการเอาชนะสายน้ำมหาสมบัติจะทำให้ผมได้รางวัลเป็นหินวิเศษ 5,000 ก้อน ผมไปสู้ราคาประมูลเอาเองก็ได้ คุณแค่รวบรวมของอย่างอื่นที่ผมต้องการมาเท่านั้นแหละ จำนวนหนังสือจะต้องไม่ต่ำกว่า 1000 เล่มนะ!”
“1000 เล่ม?”
ประธานไซ่หน้าซีด
เขาคิดว่าจางเซวียนต้องการหนังสือแค่ไม่กี่สิบเล่ม ขอทีเดียวหนึ่งพันเล่มแบบนี้ เขาคิดจะทำอะไร?
ประธานไซ่นึกว่าจางเซวียนกำลังอ่อนข้อให้สมาคมนักตรวจสอบสมบัติด้วยการไม่ตื๊อเอาหินวิเศษ 60000 ก้อน แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนอะไรๆ จะไม่ง่ายอย่างที่คิด
“หนังสือเกี่ยวกับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณนั้นหายากมาก ต่อให้ทั่วทั้งสมาพันธุ์นาอาณาจักรก็เถอะ อย่างดีที่สุดก็คงหาได้แค่…ไม่กี่สิบเล่ม ส่วนเทคนิควรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ ถ้าเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -อายุขัยยืนยาว ผมคิดว่าเราน่าจะหาได้เกินกว่า 1000 เล่ม”
“แต่ส่วนขั้น 2 -พลังต้นกำเนิด จำนวนหนังสือคงต้องลดลงมาก จากที่ผมกะไว้ เราน่าจะหาได้ราวๆ 500 เล่ม ส่วนนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 -หยินหยาง ในเมื่อมีนักรบระดับนี้อยู่มากมายทั้งในสมาพันธุ์นานาอาณาจักรและเมืองหงไห่ เราก็น่าจะหาได้ราวๆ 100 เล่ม!”
ประธานไซ่กะคร่าวๆ ให้จางเซวียนฟัง
แม้เมืองหงไห่จะเป็นเมืองขนาดใหญ่ในสมาพันธุ์นาอาณาจักร แต่ก็ยังเป็นรองเมืองหลวงของสมาพันธุ์นานาอาณาจักรอยู่ดี ดังนั้น การจะรวบรวมหนังสือให้ได้เป็นพันเล่มจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉพาะหนังสือเทคนิควรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3 แม้จะรวบรวมจากบรรดาตระกูลใหญ่ๆ ในเมือง ก็ยากที่จะหาให้ได้ถึง 100 เล่ม อีกอย่าง ทุกตระกูลก็หวงแหนหนังสือเทคนิควรยุทธของตัวเอง ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจปล่อยให้คนนอกได้ไป ต่อให้สมาคมนักตรวจสอบสมบัติใช้อิทธิพลของพวกเขา ก็ยังถือว่ายาก
“เอาเถอะ ได้แค่ไหนแค่นั้น ไปรวบรวมมาให้ผมก็แล้วกัน”
รู้ดีว่ามีข้อจำกัดหลายอย่าง ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีแล้ว จางเซวียนจึงพยักหน้าและตอบตกลง เขาสะบัดข้อมือ และเอาสายน้ำมหาสมบัติออกมา
เขายินดีจะคืนของสิ่งนี้ให้ แต่ส่วนของล้ำค่า 4 ชิ้นแรกที่ยอมรับให้เขาเป็นเจ้าของ คงคืนให้ไม่ได้
“ขอบคุณปรมาจารย์จาง!”
ประธานไซ่ประสานมือคารวะและถอนใจยาวอย่างโล่งอก
“ไม่เป็นไร เอาล่ะ, ผมขอรับหินวิเศษ 5000 ก้อนที่ได้จากการผ่านการทดสอบด้วย”
จางเซวียนโบกมือ
“ได้เลย ผมจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้!” ประธานไซ่เดินออกไป ไม่ช้าเขาก็กลับมา เมื่อสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง หินวิเศษกองใหญ่ก็ปรากฎตรงหน้า พลังจิตวิญญาณที่อยู่โดยรอบหมุนวนอย่างหนักหน่วงทันที เกิดเป็นพายุทอร์นาโดขนาดย่อมๆ
เมื่อกะดูแล้วว่ามีหินวิเศษอยู่ราว 5000 ก้อนในกองนั้น จางเซวียนก็หัวเราะหึๆ และกวาดพวกมันเข้าไปไว้ในแหวนเก็บสมบัติ
เมื่อเก็บของเรียบร้อย เขากำลังจะอ้าปากพูดต่อ ก็พอดีกับที่ซุนฉางเดินเข้ามา “นายน้อย ผู้อาวุโสเฉินคนนี้เพิ่งแพ้พนันให้เรา เขาเป็นหนี้หินวิเศษ 6000 ก้อน!”
“พนัน? หินวิเศษ 6000 ก้อน?”
จางเซวียนถึงกับผงะ เขาหันไปอุทานกับผู้อาวุโสเฉิน “หินวิเศษตั้ง 6000 ก้อนแน่ะ ผู้อาวุโสเฉิน, คุณนี่ใจกว้างยิ่งกว่าประธานไซ่เสียอีก!”
“ใจกว้าง?” ผู้อาวุโสเฉินคราง
แบบนี้เรียกว่าใจกว้างหรือ ทำไมเหมือนฆ่าตัวตายเสียมากกว่า…



