ตอนที่ 464 ผมจะลองดู!
แม้จ้าวหย่าจะอยากได้ดาบเล่มนั้นมาก แต่ก็รู้ว่าเหตุผลที่อาจารย์ของเธอเดินทางมาเมืองหงไห่ก็เพื่อหุ่นโลหะไร้วิญญาณ ถ้าเขาต้องมีเงินไม่พอเพราะประมูลดาบให้เธอก่อน เขาคงจะเสียใจไปชั่วชีวิต
จางเซวียนรู้ความคิดของจ้าวหย่า “ผมมีเงินพอน่ะ ถ้าคุณชอบ แต่ถ้าสุดท้ายมันไม่พอจริงๆ เราหาทางอื่นก็ได้!”
การได้พบอาวุธที่เหมาะสมกับตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จางเซวียนจึงไม่ได้ซื้ออะไรให้ลูกศิษย์ของเขามากนัก แต่ในเมื่อเจอดาบที่เหมาะสมกับจ้าวหย่าแล้ว เขาก็ตั้งใจจะซื้อ
“หาทางอื่น? มีทางอื่นด้วยหรือ?” จ้าวหย่าถาม
แค่หินวิเศษ 5000 ก้อนที่ได้มา อาจารย์ของเธอก็แทบจะคว่ำทั้งสมาคมนักตรวจสอบสมบัติแล้ว จะมีทางไหนอีกที่เขาจะหาหินวิเศษมาได้มากกว่านี้?
เพราะถึงอย่างไร เขาก็คว่ำหอประมูลแห่งนี้ไม่ได้
“ง่ายนิดเดียว!”
จางเซวียนหัวเราะหึๆ และหันไปบอกซุนฉาง “ไปพาผู้จัดการประมูลมาที!”
“ได้เลย!”
ซุนฉางกระพริบตาปริบๆ อย่างรู้งาน
การที่นายน้อยจะสั่งการอะไรสักอย่าง ก็แปลว่าเขาต้องมีเหตุผล ซุนฉางจึงรีบออกไปพาคนผู้นั้นเข้ามา
จ้าวหย่ากับคนอื่นๆ มองหน้ากันอย่างสงสัย อาจารย์ของพวกเขาคิดจะคว่ำหอประมูลแห่งนี้อีกหรือเปล่า?
ไม่ช้า ซุนฉางก็พาชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกลับมาด้วย
อันที่จริง ด้วยตำแหน่งของชายวัยกลางคนผู้นี้ เขาไม่มีทางให้ใครเรียกตัวได้ง่ายๆ แต่ตรงนี้เป็นที่นั่งชั้นสวีทของประธานไซ่ เขาจึงต้องยอมตามมาอย่างไม่มีทางเลือก
“ประธานไซ่!”
เมื่อมาถึง ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็เบนสายตาไปหาผู้อาวุโสทันที
“ผู้จัดการหลัวนี่เอง ขอผมแนะนำหน่อย นี่คือปรมาจารย์จาง!”
ประธานไซ่หัวเราะหึๆ “ปรมาจารย์จาง นี่คือผู้จัดการหลัวฉิง เขาคือผู้จัดการหอประมูล ถ้าคุณมีปัญหาอะไร ปรึกษาเขาได้เลย”
“ปรมาจารย์จาง?”
หลัวฉิงเพิ่งเห็นในตอนนั้นเองว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ประธานไซ่ สีหน้าท่าทางของเขาไม่ได้ดูเป็นรองประธานไซ่เลย แน่นอนว่าเขาคงจะมีตำแหน่งอันทรงเกียรติเหมือนกัน
“ไม่ทราบว่าปรมาจารย์จางตามหาผมทำไม?”
หลัวฉิงประสานมือและยิ้มให้
“อ๋อ ผมอยากเพิ่มรายการของล้ำค่าเข้าไปในการประมูลหน่อย!” จางเซวียนตอบ
“เพิ่มรายการ?”
หลัวฉิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะมีสีหน้าลำบากใจ “เอ่อ…คือการประมูลเริ่มไปแล้ว ผมเกรงว่าช้าไปที่จะเพิ่ม…”
มาพูดอะไรกันตอนนี้ ล้อเล่นน่ะ!
อีกอย่าง ใครจะรู้ได้ว่าของที่เขาจะเพิ่มเข้าไปเป็นของล้ำค่าจริงหรือเปล่า เกิดปลอมขึ้นมาล่ะก็ ชื่อเสียงของการประมูลมิป่นปี้หมดหรือ?
“อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธ ดูของก่อนแล้วค่อยตัดสินใจดีไหม?”
จางเซวียนยิ้มและโบกมือขัดจังหวะคำพูดของอีกฝ่าย
“ก็ได้!”
หลัวฉิงไม่คิดว่าจางเซวียนจะมีของล้ำค่าอะไรที่จะทำให้เขาสนใจ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงแขกของประธานไซ่ และประธานไซ่ก็ถึงกับแนะนำเขาว่าเป็น ‘ปรมาจารย์’ ตำแหน่งของชายหนุ่มคนนี้ก็น่าจะสูงส่งไม่เบา สุดท้ายหลัวฉิงก็พยักหน้า
ประธานไซ่ก็หันมามอง เขาอยากรู้เหมือนกันว่าชายหนุ่มจะนำอะไรออกมา
เพราะจะว่าไป หากเขามีทรัพย์สมบัติอื่นๆ อยู่ ก็คงจะใช้มันเสียนานแล้ว คงไม่ต้องเหนื่อยยากเข้าไปท้าทายกับสายน้ำมหาสมบัติ
ท่ามกลางสายตาสงสัยทุกคู่ ชายหนุ่มหยิบของอย่างหนึ่งออกมา เมื่อเห็นเต็มตา ประธานไซ่ถึงกับตัวสั่นและแทบกระอักเลือดกองใหญ่
สิ่งที่อยู่ในมือจางเซวียนคือภาพวาดภาพหนึ่ง มันคือของล้ำค่าชิ้นที่ 2 ที่อยู่ในกระแสน้ำมหาสมบัติ
“ถ้าเป็นของสิ่งนี้ล่ะ พอจะนำไปเข้าร่วมการประมูลได้ไหม?” จางเซวียนถาม
แน่นอนว่าของล้ำค่าที่สุดที่เขามีอยู่ตอนนี้ก็คือสิ่งที่ได้มาจากสายน้ำมาหาสมบัติ
ในเมื่อมันถูกใช้ในการทดสอบเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาว ก็ย่อมจะต้องมีมูลค่าสูง หากจะใช้เงินที่ได้จากการประมูลของสิ่งนี้มาซื้อดาบสัก 1 หรือ 2 เล่ม ก็คงไม่ยากเกินไป
นี่คือเหตุผลที่จางเซวียนยังนิ่งอยู่ได้ แม้จะรู้แล้วว่าเงินที่เขามีอยู่อาจจะไม่มากพอให้ประมูลหุ่นโลหะไร้วิญญาณ
“ปรมาจารย์จาง ของล้ำค่าชิ้นนี้แทบประเมินมูลค่าของมันไม่ได้เลยนะ ผมว่าคุณควรเก็บไว้จะดีกว่า…”
ประธานไซ่หัวเราะกลบเกลื่อนความปวดใจ
นี่มันสมบัติของสมาคมนะ…
ไอ้การที่มันจะยอมรับเขาและตามติดมาในฐานะที่เป็นเจ้าของคนใหม่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่คุณถึงกับ ขายมันทันที…จะบ้าหรือไง!
“ถ้าประธานไซ่เสียดายที่ผมจะขายมันล่ะก็ คุณซื้อมันกลับไปก็ได้! ถึงอย่างไรเราก็เป็นสหายกัน ผมไม่เรียกร้องมากหรอก หินวิเศษ 5000 ก้อนก็โอเคแล้ว…” จางเซวียนหัวเราะ
“แค่ก แค่ก…” ประธานไซ่หน้าแดงก่ำและเกือบสำลัก สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“เอาเถอะ เอาที่คุณสบายใจก็แล้วกัน…”
แค่หินวิเศษสามพันก้อน เขายังไม่มีปัญญาให้ แล้วจะเอาอะไรไปซื้อภาพวาดภาพนี้?
ถึงเขาจะไม่อยากเห็นสมบัติของสมาคมหลุดลอยไป แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“ถ้าคุณไม่แน่ใจว่ามันเป็นของแท้หรือเปล่าล่ะก็ ให้ประธานไซ่ตรวจสอบก็ได้” เมื่อประธานไซ่เออออแล้ว จางเซวียนก็หันไปพูดกับหลัวฉิง
“ไม่ต้องหรอก ภาพนี้เป็นของแท้แน่ๆ ผมรู้…” เมื่อคลี่ภาพออกดูแล้ว หลัวฉิงก็พยักหน้า
ในฐานะผู้จัดการหอประมูล ทักษะการตรวจสอบสมบัติของเขาจึงไม่น้อยหน้าใคร อีกอย่าง คงจะเป็นเรื่องอับอายขายหน้ามากหากเขาไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรเป็นของจริงของปลอม ทั้งๆ ที่มันวางอยู่ตรงหน้า
ภาพวาดนี้เปล่งรังสีอันล้ำลึกออกมา แถมยังมีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นรวมตัวกันอยู่โดยรอบ ฝูงนกที่อยู่ในภาพก็ดูราวกับจะโผออกมาได้ทุกขณะ ต่อให้คนโง่ก็บอกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกอันล้ำค่า
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็เอาไปประมูล ถ้าได้หินวิเศษถึง 5000 ก้อนก็จะดีมาก!” ในเมื่ออีกฝ่ายรู้มูลค่าของภาพวาด จางเซวียนก็ไม่ต้องเหนื่อยยากอธิบาย เขาตรงเข้าเรื่องทันที
“คือ…”
เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย หลัวฉิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา “ปรมาจารย์จาง ถึงภาพนี้ จะเป็นภาพวาดขั้นสูง แต่จะขายมันในราคาหินวิเศษ 5000 ก้อนน่ะ…เป็นไปไม่ได้หรอก!”
“อย่างนั้นหรือ? แล้วจะได้สักเท่าไหร่?” จางเซวียนถามอย่างงงๆ
เขาเองก็ไม่แน่ใจในราคาของภาพวาด โดยเฉพาะเมื่อใช้หน่วยเป็นหินวิเศษ เขาคิดว่าในเมื่อภาพนี้อยู่ในสายน้ำมหาสมบัติ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่มีค่ามาก อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้หินวิเศษสัก 5000 ก้อน…แต่ชายผู้นี้กลับบอกว่าเป็นไปไม่ได้
ทำไมล่ะ?
“อย่างมากที่สุด…ก็ได้แค่ 500 ก้อนเท่านั้นแหละ!” หลัวฉิงหน้าแดงก่ำ
“500 ก้อน?”
จางเซวียนขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ “ภาพนี้น่ะเป็นฝีมือของจิตรกรระดับ 5 ดาว มีจิตวิญญาณในตัวมันเองด้วย ไม่เพียงแต่จะสามารถซึมซับพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อเยียวยาตัวเอง แต่ยังมีแก่นแท้ของโลกที่มีคุณค่าต่อนักรบทุกคนด้วย ต่อให้นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ก็ยังจะได้ประโยชน์มากหากได้มองดูมันเป็นเวลานานๆ แล้วอย่างนี้…จะมีค่าเท่ากับหินวิเศษแค่ 500 ก้อนได้อย่างไร?”
หลังจากที่ใช้หอสมุดเทียบฟ้าตรวจสอบ จางเซวียนบอกได้ว่าภาพวาดนี้เป็นของจริง และเป็นฝีมือของจิตรกรระดับ 5 ดาว ส่วนระดับขั้นของมันนั้นอยู่ที่ระดับ 6 ขั้นสูงสุด อีกก้าวเดียวก็จะถึงขั้น 7 อันเป็นตำนานแล้ว
แต่กลับขายได้ราคาแค่หินวิเศษ 500 ก้อน? ล้อกันเล่นใช่ไหม?
“จริงด้วย! นี่คุณคิดว่ากำลังตบตาใครอยู่? ภาพวาดระดับนี้จะขายได้เงินแค่นั้นได้ไง?” ซุนฉางและคนอื่นๆ ก็ไม่อยากจะเชื่อ
“ปรมาจารย์จาง ใจเย็นก่อน กรุณาฟังผมอธิบาย!”
หลัวฉิงรีบคารวะและอธิบายอย่างลำบากใจ “ภาพวาดนี้งดงามมาก และแน่นอนว่าบ่งบอกถึงความเป็นจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ แต่มันไม่มีชื่อภาพ ลายเซ็นจิตรกรผู้วาดก็ไม่มี สิ่งนี้ทำให้มูลค่าของมันตกฮวบ อันที่จริง อุตสาหกรรมภาพวาดก็เหมือนกับอุตสาหกรรมของเก่าโบราณ สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกมูลค่าของงานศิลปะนั้นไม่ใช่คุณภาพของมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงชื่อเสียงของจิตรกรผู้สร้างผลงานด้วย ถ้าภาพนี้เป็นผลงานของจิตรกรผู้มีชื่อเสียงในสมาพันธุ์นานาอาณาจักร ก็สามารถขายได้ราคาเท่ากับหินวิเศษ 5000 ก้อนอย่างง่ายๆ แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้… 500 ก้อนก็หรูแล้ว!”
เมื่อได้ฟังคำอธิบาย จางเซวียนก็ถึงกับผงะ เขาหันขวับไปมองประธานไซ่ และเห็นฝ่ายนั้นพยักหน้า
“แบบนี้ก็มีด้วย?” จางเซวียนถึงกับใบ้กิน
แต่คิดไปคิดมา มันก็ฟังขึ้น
ถึงอย่างไรภาพวาดก็ไม่เหมือนกับอาวุธหรือยาเม็ด เพราะอาวุธและยาเม็ดมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนวรยุทธ ในขณะที่ภาพวาดเป็นงานอดิเรกและรสนิยมส่วนตัว ถ้าไม่ใช่ผลงานของจิตรกรผู้มีชื่อเสียง ต่อให้ล้ำค่าแค่ไหนก็ขายไม่ได้ราคา
“ภาพนี้วาดโดยบรมครูจิตรกรระดับ 5 ดาว, อู๋ชวนจื่อ ตั้งแต่ 800 ปีก่อน เขาไม่ใช่จิตรกรผู้มีชื่อเสียงหรอกหรือ?” จางเซวียนถาม
“อู๋ชวนจื่อ? แน่นอนว่าเขาคือจิตรกรผู้โด่งดัง แถมยังเป็นนักฝึกอสูรระดับ 5 ดาวคนแรกของสมาพันธุ์นานาอาณาจักรด้วย ถ้าภาพนี้เป็นผลงานของเขาจริง ก็ต้องได้ราคาสูงกว่าหินวิเศษ 500 ก้อนแน่ แต่…ถึงแม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสมาพันธุ์นานาอาณาจักรมานานแล้ว ทั้งยังทิ้งผลงานไว้เพียงไม่กี่ชิ้น…” หลัวฉิงนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะถามต่อ “แล้วคุณจะพิสูจน์อย่างไรว่าเป็นภาพวาดของเขาจริงๆ ?”
อู๋ชวนจื่อเป็นผู้ไร้เทียมทานคนหนึ่งในสมาพันธุ์นานาอาณาจักรตั้งแต่เมื่อ 800 ปีก่อน เป็นทั้งนักฝึกอสูรและจิตรกรระดับ 5 ดาว
แต่ก็น่าเสียดายที่เขาฝากผลงานไว้ให้โลกนี้เพียงแค่ 2 – 3 ชิ้น นักตรวจสอบสมบัติส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถจดจำลายมือหรือนิสัยใจคอของเขาได้ จึงยากที่จะระบุว่าภาพวาดนี้เป็นผลงานของเขาจริงหรือเปล่า
“เอ่อ…”
จางเซวียนก็อึ้งไป
เขารู้ว่าภาพวาดนี้มาจากไหนก็เพราะหอสมุดเทียบฟ้า แต่ว่า…จะเอาอะไรไปยืนยันกับคนอื่น?
อู๋ชวนจื่อไม่ได้ทิ้งผลงานไว้มากนัก จึงยากที่จะเปรียบเทียบงานแต่ละชิ้นของเขา ไม่อย่างนั้นภาพวาดนี้คงไม่ตกค้างอยู่ที่สมาคมนักตรวจสอบสมบัติมานานปีโดยไม่มีใครระบุตัวตนของมันได้
“เว้นเสียแต่ว่า…จิตรกรผู้เก่งกาจสักคนหนึ่งจะตั้งชื่อให้ภาพวาดนี้ ถึงเขาจะไม่มีชื่อเสียงเท่ากับอู๋ชวนจื่อ แต่หากมีสามารถของเขาอยู่ในระดับเดียวกัน และชื่อที่เขาตั้งให้สามารถบ่งบอกอัตลักษณ์ของภาพวาดได้ ชื่อนั้นก็จะได้การยอมรับจากจิตวิญญาณที่อยู่ในภาพ และมูลค่าของมันก็จะพุ่งสูงขึ้นอีกหลายเท่า…แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่น่าจะเกิน 2000 ก้อน!” หลัวฉิงพูด
“ตั้งชื่อ? บ่งบอกอัตลักษณ์ของภาพวาด?”
“ใช่แล้ว การตั้งชื่อเพื่อเติมเต็มภาพวาดให้สมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนมีความคิดความอ่านแตกต่างกันไป และการตีความภาพวาดภาพหนึ่งก็ทำได้หลากหลายรูปแบบ หากแนวคิดของผู้นั้นแตกต่างจากจิตรกรผู้รังสรรค์ผลงานแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็จะไม่ได้การยอมรับจากจิตวิญญาณในภาพวาด ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่เพียงแต่คุณค่าของมันจะไม่เพิ่มขึ้น แต่ยังจะทำให้แนวคิดทางศิลปะที่มีอยู่ในภาพวาดเดิมล้มเหลวไปด้วย บอกได้คำเดียวว่าพัง!”
หลัวฉิงอธิบาย “ดังนั้น วิธีเดียวที่จะทำความเข้าใจภูมิหลังของจิตรกรผู้รังสรรค์ผลงานได้ก็คือแนวคิด หากใครสักคนสามารถตั้งชื่อที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของภาพวาด ภาพนั้นก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นทันที ไม่อย่างนั้น…”
ถึงหลัวฉิงจะไม่ได้พูดให้จบ แต่ความหมายของเขาก็ยิ่งกว่าชัดเจน
คนหนึ่งหมื่นคนที่ดูภาพวาดภาพเดียวกัน ก็ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกันไปหนึ่งหมื่นอย่าง
การจะหยั่งรู้ความคิดของใครสักคนนั้นเป็นเรื่องที่แสนยาก จะบอกว่าเกือบเป็นไปไม่ได้ก็ไม่ผิด!
“คุณกำลังจะบอกว่า…หากสามารถลอกเลียนความเข้าใจดั้งเดิมของจิตรกรผู้วาด และตั้งชื่อที่เหมาะสมให้กับภาพวาดได้ ก็มีโอกาสที่มันจะแสดงอัตลักษณ์ของตัวมันออกมา?” จางเซวียนถาม
“ถูกต้องแล้ว…หากผู้นั้นเข้าใจแนวคิดของจิตรกรต้นแบบ, หมายถึงความคิดของอู๋ชวนจื่อ และใส่ชื่อที่เหมาะสมลงไปได้ล่ะก็ มูลค่าของมันจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก…เราจะไม่พูดถึงว่าการยืนยันว่าเป็นผลงานของอู๋ชวนจื่อนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่าเป็นไปได้ก็แล้วกัน ลำพังตัวเขาเอง ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ดังนั้น ทั้งภูมิหลัง นิสัยใจคอ และอารมณ์ความรู้สึกของเขาขณะที่วาดภาพก็ล้วนแต่ไม่มีใครรู้…และที่ทำให้แย่กว่านั้นก็คือภาพวาดนี้ก็แสนจะประหลาด ฝูงนกที่อยู่ในภาพก็แทบบอกไม่ได้ว่าเป็นนกชนิดไหน…การจะหยั่งรู้ความคิดของจิตรกรจึงเป็นไปไม่ได้เลย!”
หลัวฉิงส่ายหน้า
ด้วยประสบการณ์หลายปีของเขา ก็บอกได้เลยว่าไม่มีทางหยั่งถึงความคิดของอู๋ชวนจื่อได้
“เป็นไปไม่ได้?”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหลัวฉิง จางเซวียนก็อึ้งไป แต่แล้วก็ยิ้มออก
“ในเมื่อการตั้งชื่อจะช่วยเพิ่มมูลค่าของภาพนี้…”
“ผมจะลองดู!”



