ตอนที่ 476 ซ่งเชาอยากชี้แนะจางเซวียน (1)
เริงร่าท้าสวรรค์ ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ การมีสถานะเทียบเทียมกับสวรรค์
นักรบทั่วไป ต่อให้เป็นนักรบเหนือมนุษย์, ก็ไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ พวกเขายังต้องอาศัยอสูรพาหนะในการเดินทาง แต่เทคนิควรยุทธนี้นำไปสู่การเริงร่าท้าสวรรค์ ถ้าอย่างนั้น เมื่อฝึกฝนเทคนิคนี้จนสำเร็จแล้ว…จะเหาะเหินเดินอากาศได้หรือเปล่า?
การเหาะได้เป็นหนึ่งในความฝันอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์เสมอมา ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตเก่าหรือชีวิตปัจจุบัน จางเซวียนก็ปรารถนาจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเสมอ เมื่อได้เห็นรายละเอียดของมัน จึงอดตื่นเต้นไม่ได้
“ยิ้มรับธุลีแดง พุ่งทะยานไปกับสายลม ตำรับเริงร่าท้าสวรรค์, หากฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ผู้นั้นจะสามารถพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เชิดหน้าชูตาทัดเทียมสวรรค์ได้…”
จางเซวียนรีบอ่านต่ออย่างรวดเร็ว
“น่าทึ่งที่สุด…”
เมื่ออ่านอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็พลันรู้สึกได้ถึงมุมมองใหม่ของความเข้าใจในเรื่องวรยุทธ
การเหาะเหินเดินอากาศเป็นสิ่งเกินเอื้อมแม้แต่กับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ตำนานกล่าวไว้ว่า มีแต่ผู้ที่ฝึกฝนวรยุทธจนเหนือชั้นกว่านักรบเหนือมนุษย์ไปอีกเท่านั้นที่ทำได้ แต่รายละเอียดในนี้บอกไว้ว่าหากฝึกฝนเทคนิควรยุทธอย่างถูกต้อง ต่อให้เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 หรืออาจจะแค่นักรบกึ่งเหนือมนุษย์อย่างตัวเขา ก็สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้เช่นกัน!
“นักรบเหนือมนุษย์คือผู้มีความเข้าใจในแก่นแท้ของโลก ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ ด้วยการรวบรวมพลังงานรอบๆ ตัวและผนึกมันเอาไว้ ผู้นั้นก็สามารถพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!”
เหล่านี้คือแนวคิดหลักของม้วนหนังอสูรม้วนนั้น
นักรบกึ่งเหนือมนุษย์คนอื่นไม่มีทางเข้าใจเทคนิควรยุทธอันล้ำลึกแบบนี้ แต่กับจางเซวียนนั้นแตกต่างออกไป ในเมื่อข้อบกพร่องส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขจากหอสมุดเทียบฟ้าแล้ว และตัวเขาเองก็มีความรู้อย่างลึกซึ้งอยู่ในหัว ต่อให้รายละเอียดเหล่านี้ยังมีข้อชวนสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากพอจะยับยั้งการฝึกฝนของเขา
“เมื่อใครสักคนตกลงไปในน้ำ หากใช้เท้ากระทุ่มน้ำ ก็สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ แม้ว่าน้ำจะไม่อาจแข็งตัว แต่ก็ยังสามารถทำให้ผู้นั้นลอยตัวได้อยู่ อากาศก็มีศักยภาพแบบเดียวกัน ตราบใดที่ผู้ฝึกฝนวรยุทธสามารถหาวิธีที่ถูกต้องในการขับเคลื่อนพลังงานจากโลกใบนี้ แล้วนำมันมาใช้กับอากาศ การจะลอยตัวได้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป นี่คือความหมายของการผนึกพลังงานเข้ากับการฝึกฝนวรยุทธ…”
หลังจากศึกษาอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ถอนหายใจยาว เขาตาโตด้วยความอัศจรรย์ใจ
“เหลือเชื่อที่สุด! ไม่นึกเลยว่าจะมีเทคนิคการต่อสู้ที่ไร้เทียมทานขนาดนี้อยู่ในโลก!”
สมกับเป็นลูกศิษย์ของปรมาจารย์ขง ความเข้าใจของนักปราชญ์จ้งที่มีต่อสรวงสวรรค์นั้นอยู่ในระดับที่คนธรรมดาไม่มีทางคิดได้
เทคนิคการต่อสู้และเทคนิควรยุทธทุกอย่างที่เขาเคยเรียนรู้มาก่อนนั้นดูหมองไปถนัดเมื่อเทียบกับเทคนิคนี้ ไม่อาจเทียบชั้นกันได้เลย
ม้วนหนังอสูรม้วนนี้ได้เปิดโลกใบใหม่ให้เขา ทำให้จางเซวียนมีความรู้ความเข้าใจในเทคนิคการต่อสู้และเทคนิควรยุทธอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม
“น่าเสียดายที่เป็นแค่ม้วนแรก อยากรู้ว่าม้วนหลังหลังจะน่าทึ่งสักขนาดไหน!”
จางเซวียนถอนหายใจอย่างเสียดาย
หลังจากที่อ่านจบแล้ว เขาก็เกิดความเข้าใจขึ้นมา บันไดสวรรค์ธุลีแดงนี้เป็นแค่สูตรสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น มันเหมาะสมกับนักรบเหนือมนุษย์ แต่ก็ยังออกจะอ่อนด้อยไปสักนิดหากเป็นนักรบที่เหนือชั้นไปกว่า
“ต้องลองสักหน่อย…”
หลังจากนั่งพักอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็เรียบเรียงเนื้อหาในตำรับเริงร่าท้าสวรรค์ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งและขับเคลื่อนพลังปราณตามสูตรสำเร็จที่ระบุไว้
แม้เขาจะยังเป็นแค่นักรบกึ่งเหนือมนุษย์ แต่ก็มีความสามารถในการควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบตัวแล้ว ตอนนี้ สมาธิทั้งหมดและพลังงานทั่วทั้งร่างกายของเขาพุ่งไปสู่จุดเดียว
ฟิ้วววว!
ร่างของจางเซวียนที่กำลังทำสมาธิอยู่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นราวกับบอลลูนที่ลอยขึ้นจากน้ำ
พลั่ก!
แต่หลังจากนั้นแค่สามอึดใจ ตัวเขาก็ตกแอ้กลงมา และถึงกับต้องหายใจหอบอย่างหนักหน่วง
“ใช้พลังอะไรมากขนาดนี้…”
จางเซวียนหน้าซีด
แค่ลอยอยู่กลางอากาศได้สามอึดใจ พลังปราณของเขาก็ถูกใช้ไปหมดไม่เหลือหรอ บันไดสวรรค์ธุลีแดงนี้ช่างน่าทึ่ง และการลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ก็ยิ่งน่าทึ่งไปกว่า แต่มันสิ้นเปลืองพลังปราณมากเกินไป!
หากเขาทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ แค่นี้ อยู่กลางอากาศได้ไม่ทันไรก็ต้องร่วงลงมาแล้ว
“ดูเหมือน…เทคนิคการต่อสู้นี้จะยังไม่มีประโยชน์กับเรา…”
จางเซวียนผิดหวัง
เขาคิดว่าถ้าฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้วก็จะสามารถพุ่งทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ได้ แต่เท่าที่ดู…ก็คงจะหวังมากไป!
การลอยตัวอยู่ได้แค่ 3 วินาทีนั้นไม่มีประโยชน์เลย ต่อให้พุ่งขึ้นไปได้สูงแค่ไหน ผ่านไป 3 วินาทีก็ต้องร่วงลงมากระแทกพื้น แถมยังหมดเปลืองพลังปราณไปอีก
นี่มันอะไรกัน? เขาได้เรียนรู้เทคนิคการต่อสู้ที่น่าทึ่งขนาดนี้ แต่ลงท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ กระโดดเอาจะยังสูงกว่านี้เสียอีก แถมยังต้องหล่นลงมากระแทกพื้นหลังจากผ่านไปแค่ 3 วินาที…จางเซวียนจึงตัดสินใจจะไม่ใช้เทคนิคนี้ให้ใครเห็น เพราะขี้คร้านจะต้องอับอายขายหน้า
เขาหยิบหินวิเศษออกมากำมือหนึ่ง แล้วตั้งต้นซึมซับพลังจิตวิญญาณจากพวกมันอย่างหนักหน่วง ใช้เวลา 1 ชั่วโมงก็ฟื้นคืนพละกำลังได้ดังเดิม
ในท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาหลักก็คือระดับวรยุทธของเขายังอ่อนด้อยไป ทำให้มีพลังปราณไม่มากพอจะรับมือกับอัตราสิ้นเปลืองระดับนั้น
หากจางเซวียนยกระดับวรยุทธขึ้นได้อีกสักหน่อย การฝึกฝนเทคนิคที่ว่าก็น่าจะง่ายขึ้น
หลังจากพยายามศึกษามันอยู่อีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ตัดสินใจได้ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการฝึกฝนเทคนิคนี้ จึงบิดขี้เกียจแล้วเดินออกไป
“นายน้อย มีชายผู้หนึ่งอยู่ข้างนอก เขายืนกรานจะขอพบคุณให้ได้ ผมไล่ไปตั้ง 3 ครั้งแล้ว แต่ก็มาทุกวันเลย…ผมควรรายงานผู้อาวุโสจิน เพื่อให้เขาช่วยไล่หมอนั่นออกไปไหม?”
ทันทีที่จางเซวียนเดินออกมา ซุนฉางก็รีบเข้ามารายงานด้วยสีหน้ารำคาญใจ
“มีคนยืนกรานจะขอพบผม?” จางเซวียนถึงกับชะงัก
เขาไม่รู้จักใครที่นี่สักคน แล้วมันเรื่องอะไรถึงมีคนมาหาเขา?
“ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ถามแล้วถามเล่าแต่เขาก็ไม่ยอมบอก แค่มองหน้าจองหองของหมอนั่น ผมก็หงุดหงิดจะตายแล้ว…” ซุนฉางบ่น
“จองหอง?” จางเซวียนยิ่งงงหนัก
ยังมีใครจองหองได้มากกว่าพี่ใหญ่ฉางอีกหรือ?
น่าทึ่งเหลือเกินที่ใครสักคนสามารถทำให้ซุนฉางรำคาญใจได้ขนาดนี้
“เขายังอยู่หรือเปล่า?” จางเซวียนถาม
“อยู่!”
“พามาหาผม!” จางเซวียนโบกมือ
“เขาอยู่ในห้องนั่งเล่น!” ซุนฉางชี้มือไป
ที่พักที่ประธานไซ่จัดให้พวกเขาเป็นบ้านพักขนาดใหญ่ที่แยกตัวออกไป มีห้องนอน 7 – 8 ห้อง และห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่พอประมาณอีกห้องหนึ่ง
เมื่อก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่น จางเซวียนก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ มีผู้อาวุโสคนหนึ่งยืนขนาบข้าง รังสีที่โอบล้อมตัวเขาอยู่นั้นเลือนลางและแทบวัดระดับไม่ได้ บ่งบอกถึงระดับวรยุทธที่สูงส่งไม่เบา
เขาคือชายหนุ่มและผู้อาวุโสแห่งที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 23
ซ่งเชาที่อยู่ในห้องนั่งเล่นออกจะกระวนกระวายเล็กน้อย
ในวันนั้น เมื่อของประมูลที่เขาอยากได้ถูกชายนิรนามในที่นั่งชั้นสวีทเบอร์ 1 สอยไป เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก จึงแอบส่งคนไปสืบเสาะเรื่องราวและสะกดรอยตามอีกฝ่ายไป
ผู้ที่อยู่กับประธานไซ่คือปรมาจารย์ที่ชื่อจางเซวียน ซึ่งด้วยข้อมูลเพียงเท่านั้น ยังไม่อาจสรุปอะไรได้
แต่เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นปรมาจารย์ ซ่งเชาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพราะหากอีกฝ่ายมีสถานภาพอื่น ซ่งเชาคงไม่อาจทำอะไรได้ถนัดนัก แต่สำหรับปรมาจารย์ ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ตัวเขาถือเป็นบุคลากรชั้นแนวหน้าของสมาพันธุ์นานาอาณาจักร จึงออกจะแน่ใจว่าเด็กหนุ่มที่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบคงไม่มีทางเทียบชั้นกับเขาได้แน่
ปรมาจารย์นั้นถือลำดับอาวุโสอย่างเคร่งครัด ในเมื่ออีกฝ่ายมีลำดับต่ำกว่าเขา เรื่องนี้ก็น่าจะง่าย
ดังนั้น ซ่งเชาจึงรีบมาหาอีกฝ่ายถึงหน้าประตู แต่การมาทั้ง 3 ครั้งก็เสียเปล่า…
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าพ่อบ้านก็ยังมองเขาราวกับเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ และดึงดันจะไล่เขาออกไปให้ได้…หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่สถานภาพของตัวเองแล้วล่ะก็ เขาคงจะตบไอ้อ้วนนี่ตายไปนานแล้ว
“นายน้อย คุณคิดว่า…เขาจะยอมขายให้เราหรือ?”
เห็นแววตากระวนกระวายของนายน้อย ผู้อาวุโสก็อดตั้งคำถามไม่ได้
เหตุผลเดียวที่พวกเขาเดินทางไกลมาถึงที่นี่ก็เพราะข่าวเรื่องหุ่นโลหะไร้วิญญาณ แต่ลงท้าย นายน้อยก็ประมูลไม่สำเร็จ ตัวเขาจึงไปสืบเสาะภูมิหลังของผู้ที่ประมูลได้ และลงทุนมาหาถึงที่ด้วยความหวังว่าอาจจะได้ซื้อต่อ…แต่อีกฝ่ายจะยอมขายให้หรือ?
“เอาน่ะ เขาไม่มีทางเลือกนี่ ในเมื่อตัวเขาก็เป็นปรมาจารย์ ผมก็มีหนทางที่จะทำให้เขายอมขาย!” ซ่งเชาหน้าตึงขึ้นมา เขายึดที่ท้าวแขนของเก้าอี้ไว้แน่น
“นายน้อยมีแผนใช่ไหม?” ผู้อาวุโสตาโต
“ก็ใช่น่ะสิ ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ผมย่อมมองเห็นข้อบกพร่องในวรยุทธของเขาได้อย่างง่ายดาย ขอแค่ผมได้ให้คำชี้แนะ เขาจะต้องยอมส่งมอบมันให้เราแต่โดยดีแน่…”
ซ่งเชายิ้มมุมปาก
เป็นไปไม่ได้ที่นักรบคนไหนจะไม่มีข้อบกพร่องในการฝึกฝนวรยุทธ ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว เขามั่นใจเสียยิ่งกว่าเสียยิ่งกว่ามั่นใจในการที่จะชี้แนะนักรบที่ยังอายุไม่ถึง 20
เมื่อไรก็ตามที่เขาได้ช่วยให้อีกฝ่ายฝ่าด่านวรยุทธ ฝ่ายนั้นก็ย่อมจะต้องสำนึกในบุญคุณ อย่าว่าแต่หุ่นโลหะไร้วิญญาณเลย อาจถึงกับยอมคุกเข่าและร้องขอเป็นศิษย์ของเขาเสียด้วยซ้ำ
“ก็จริง…”
หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสก็พยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ปรมาจารย์มีทั้งความสามารถและคุณสมบัติที่จะทำแบบนั้นได้ เหตุผลที่เขาเต็มใจติดตามนายน้อยก็ไม่ใช่เพราะหนี้บุญคุณที่ตัวเขาติดค้างกับตระกูลของนายน้อยเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะสิ่งนี้ด้วย
การได้ติดตามปรมาจารย์ก็ถือเป็นโอกาสในตัวของมันเองอยู่แล้ว การได้รับฟังคำชี้แนะของปรมาจารย์ย่อมจะทำให้ผู้ฟังไม่หลงไปในเส้นทางของการฝึกวรยุทธแบบผิดๆ ระดับวรยุทธของเขาจึงพุ่งสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
“นายน้อย พวกเขาคือผู้ที่อยากพบคุณ!”
ขณะที่ผู้อาวุโสกำลังสงสัยว่าวันนี้พวกเขาจะได้พบปรมาจารย์จางหรือไม่ เสียงของพ่อบ้านก็ดังขึ้นและชายสองคนเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น
ผู้ที่เดินนำหน้าดูอายุไม่มาก ไม่น่าจะถึงยี่สิบด้วยซ้ำ ซึ่งก็คงจะเป็นจางเซวียนผู้เป็นตำนานคนนั้น
“คุณอยากพบผมหรือ?”
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น จางเซวียนยิ่งงงหนัก เขาไม่เคยพบสองคนนี้มาก่อน แล้วทั้งคู่มีธุระอะไรกับเขา?
“ใช่แล้ว ผมคือปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว, ซ่งเชา!” ซ่งเชาลุกขึ้นยืนและแนะนำตัวอย่างวางมาด
“ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว?” จางเซวียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบประสานมือ “อ้อ จางเซวียนคารวะปรมาจารย์ซ่ง!”
เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าชายหนุ่มที่น่าจะยังอายุไม่ถึง 30 คนนี้จะเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว สมกับที่เป็นสมาพันธุ์นานาอาณาจักรจริงๆ มีผู้ปราดเปรื่องอยู่เต็มไปหมด
“อือ!” เห็นอีกฝ่ายมีทีท่าไม่เลว ซ่งเชาพยักหน้าอย่างพอใจ เขากำลังจะวางมาดแบบผู้อาวุโสกว่าเพื่อชี้แนะวรยุทธให้อีกฝ่าย ก็พอดีกับที่มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านนอก
“ปรมาจารย์จาง ในที่สุดคุณก็ออกมาเสียที! ทุกอย่างที่คุณสั่งให้ผมรวบรวมน่ะ ได้แล้วนะ…”
ประธานไซ่เดินเข้ามา
เมื่อประธานไซ่เข้ามาในห้องและมองเห็นซ่งเชา เขาก็ประสานมือคารวะ “ไซ่เสี่ยวหยูคารวะปรมาจารย์ซ่ง!”
2 – 3 วันนี้ ประธานไซ่ได้พบกับซ่งเชาแล้วขณะที่อีกฝ่ายกำลังพยายามจะขอพบปรมาจารย์จาง
เมื่อทักทายจบ ประธานไซ่ก็หันไปสนใจจางเซวียนทันที เขารีบยื่นแหวนเก็บสมบัติให้ด้วยอาการลิงโลดบวกประจบประแจง
“หาได้ครบแล้วหรือ? เร็วจริง?”
ก็ไหนบอกว่าต้องใช้เวลา 3 วัน นี่เพิ่ง 2 วันหน่อยๆ เท่านั้น หาได้ครบแล้ว?
เมื่อรับแหวนเก็บสมบัติมาแล้ว จางเซวียนก็กวาดสายตาดู และรู้ได้ทันทีว่าในนั้นเต็มไปด้วยหนังสือเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ รวมแล้วก็น่าจะมากกว่าหนึ่งหมื่นเล่ม
มันเป็นเทคนิควรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ทั้งขั้น 1,2 และ 3
แต่ก็อย่างที่ประธานไซ่เคยบอกไว้แล้ว ปริมาณของหนังสือจะลดลงไปตามระดับเทคนิควรยุทธที่สูงขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังเป็นจำนวนมหาศาลอยู่ดี
เท่าที่ดู เขาน่าจะประมวลเทคนิควรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 -อายุขัยยืนยาว อันไร้ที่ติขึ้นมาได้อีกเล่ม
“คุณทำได้ดีมาก!”
จางเซวียนพยักหน้าและยิ้มน้อยๆ เป็นการยอมรับ
“ก็ผมรับปากคุณแล้ว เป็นธรรมดาที่จะต้องทำสุดความสามารถ…”
ประธานไซ่ตอบอย่างยินดีปรีดาเมื่อได้รับคำชม จากนั้นเขาก็สะบัดข้อมือ หยิบตราสัญลักษณ์ออกมาอันหนึ่งและพูดว่า “ปรมาจารย์จาง ผมได้รายงานเรื่องที่คุณเอาชนะสายน้ำมหาสมบัติได้ให้ทางสำนักงานใหญ่รับทราบแล้วนะ นี่คือตราสัญลักษณ์นักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวที่พวกเขามอบให้…”
“5 ดาว?” จางเซวียนรับตราสัญลักษณ์อันนั้นมาจากมือของอีกฝ่าย ดาว 5 ดวงเปล่งประกายวาววับ
แทบจะเหมือนฝันทีเดียว ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่เอาชนะสายน้ำมหาสมบัติได้ ก็ได้เป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวแล้ว
การทดสอบเป็นนักตรวจสอบสมบัติจะง่ายไปหน่อยไหม?



