Skip to content

Library Of Heaven’s Path 479

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 479 ขอเวลาแป๊บ

ห้องโถงขนาดใหญ่นั้นคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนที่เดินผ่านไปมา มีคิวยาวอยู่บริเวณเคาน์เตอร์ด้านหน้า

C

ทั้งแผ่นค่ายกล, อาวุธ และยาเม็ด… เป็นที่รู้กันดีว่า 3 สิ่งนี้จำเป็นต่อการเดินทาง แต่ความหลากหลายและจำนวนของค่ายกลที่ทางสมาคมวางขายทุกวันนี้ก็มีจำกัด ผู้คนจึงมาเข้าคิวรอซื้อเป็นแถวยาวอยู่เสมอ

“คารวะประธานไซ่!”

ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปตามกลุ่มคน ยังไม่ทันที่จางเซวียนกับประธานไซ่จะไปถึงแผนกต้อนรับ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็รีบเดินเข้ามาทักทาย

“ผมมีเรื่องที่ต้องปรึกษาประธานเจิ้ง ต้องขอรบกวนให้คุณพาเราไปด้วย” ประธานไซ่โบกมือ

“ท่านอาจารย์ของผมกำลังจารึกอักขระค่ายกล ผมจะพาคุณทั้งคู่ไปเดี๋ยวนี้!” ชายหนุ่มยิ้มและนำทางไป

พวกเขาเดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 ไม่นานก็มาถึงห้องหนึ่ง มีแผ่นค่ายกลทุกขนาดวางเรียงรายทั่วห้อง และที่กึ่งกลางห้องนั้นมีผู้อาวุโสคนหนึ่งนั่งอยู่ เขากำลังง่วนกับการแกะสลักบางอย่าง

ค่ายกลทุกอันจะต้องมีแกนกลางค่ายกลและธงค่ายกลที่ถูกปักไว้ในบริเวณโดยรอบเพื่อเพิ่มพละกำลังของมันให้ถึงขีดสุด ด้วยเหตุนี้ การประกอบและกระตุ้นค่ายกลให้ใช้งานได้จึงเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากมาก มีแต่ผู้ที่คุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดีเท่านั้นที่จะทำได้

ส่วนแผ่นค่ายกลนั้นเรียบง่ายกว่า แค่จารึกอักขระของค่ายกลที่ถูกย่อส่วนแล้วลงไปในแผ่นกลมๆ ที่มีลักษณะพิเศษ และถ่ายทอดพลังปราณเข้าไป เพียงเท่านั้นก็ใช้งานได้

แต่แผ่นค่ายกลก็มีข้อบกพร่อง 2 ข้อใหญ่ๆ

ข้อแรกก็คือ ด้วยขนาดของมัน จึงไม่อาจกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งยังมีพลังเพียงแค่ครึ่งเดียวของค่ายกลแบบธรรมดา

ข้อที่สองก็คือ การใช้งานทุกครั้งจะสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับแผ่นค่ายกล ดังนั้น แผ่นค่ายกลจึงใช้งานได้จำกัด ห้าครั้งก็ถือว่ามากที่สุดแล้ว และก็มีอยู่บ่อยๆ ที่แผ่นค่ายกลแตกหักเสียหายหลังจากที่ใช้ไปแค่ครั้งเดียว

แม้ข้อบกพร่องที่ว่าจะไม่ใช่เล็กๆ แต่ข้อดีของมันก็มีมากกว่าข้อเสีย ไม่อย่างนั้น คงไม่มีผู้คนมาเข้าคิวรอซื้อกันยาวขนาดนี้

ความโดดเด่นที่สุดของมันก็คือ ผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องค่ายกลเลยแม้แต่น้อยก็ใช้งานได้ อีกอย่าง มันพกพาง่าย ใช้งานก็ง่ายและเร็ว : แค่ถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปเท่านั้น – ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่มีค่ามากในยามคับขัน

ผู้อาวุโสที่อยู่ในห้องน่าจะมีอายุราว 60 ปี แต่ใบหน้าไม่มีริ้วรอยแม้แต่น้อย มือใหญ่โตของเขาถือมีดแกะสลักไว้เล่มหนึ่ง และเขาก็กำลังประดิษฐ์แผ่นค่ายกลอย่างระมัดระวัง

การประดิษฐ์แผ่นค่ายกลสักแผ่นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก สิ่งที่ต้องทำก็คือย่อส่วนค่ายกลขนาดมหึมาและบีบอัดมันลงไปในแผ่นกลมๆ ที่มีขนาดราวฝ่ามือ แค่คิดก็ยากแล้ว และหากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีโอกาสสูงที่จะเสียไปทั้งแผ่น

ส่วนการจารึกอักขระค่ายกลก็เป็นกระบวนการที่เหมือนกับการหลอมยา ต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าตัวเองจะทำสำเร็จทุกครั้ง กว่าจะได้แผ่นค่ายกลสักแผ่น จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความมานะอุตสาหะอย่างมาก

“ท่านอาจารย์ ประธานไซ่มาแล้ว!”

เมื่อเดินเข้าไปในห้อง ชายหนุ่มก็โค้งคำนับ

ผู้อาวุโสวางมีดลงและเงยหน้าขึ้น เขายิ้มให้เพื่อนเก่า “สมัยก่อนผมต้องเป็นฝ่ายไปหาคุณ วันนี้ อะไรทำให้คุณมาถึงที่นี่?”

“คราวนี้ผมมีเรื่องต้องรบกวนประธานเจิ้ง!”

ประธานไซ่พยักหน้าก่อนจะแนะนำ “นี่คือปรมาจารย์จาง เขาอยากซื้อแผ่นค่ายกล ผมมาคิดๆ ดูแล้วก็เห็นว่าสินค้าที่คุณมีขายน่ะเชื่อถือได้มากที่สุด ผมจึงพาเขามาที่นี่!”

“ปรมาจารย์จาง?”

ประธานเจิ้งลุกขึ้นยืนและมองหน้าจางเซวียนอย่างสงสัย

เขารู้จักนิสัยของเพื่อนเก่าคนนี้ดี หมอนี่เป็นคนหยิ่งผยองและออกจะหลงตัวเอง แม้เวลาที่อยู่กับเขาก็ไม่เว้น แต่ตอนที่แนะนำชายหนุ่มคนนี้ กลับพูดด้วยน้ำเสียงยำเกรงและยอมรับ ทำให้เขาเกิดความสงสัยขึ้นมา

เมื่อพิจารณาดูใกล้ๆ ก็ไม่เห็นลักษณะโดดเด่นอะไรในตัวชายหนุ่มคนนี้ สิ่งเดียวที่รู้สึกได้ก็คือเขามองไม่เห็นระดับวรยุทธของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้น ตราบใดที่พฤติกรรมของอีกฝ่ายยังไม่เชื่อมโยงกับกระแสความเป็นไปในโลก ก็ชัดเจนว่าเขายังไม่ได้เป็นนักรบเหนือมนุษย์

ชายหนุ่มที่ยังไม่ได้เป็นแม้นักรบเหนือมนุษย์ แต่กลับทำให้เพื่อนเก่าของเขาออกอาการเคารพนบนอบขนาดนี้ได้?

“ไม่ทราบว่าปรมาจารย์จางอยากได้แผ่นค่ายกลชนิดไหน ค่ายกลกักกัน, ค่ายกลสังหาร, ค่ายกลภาพลวงตา…ผมพอมีเก็บไว้บ้าง” แม้ประธานเจิ้งจะยังงงๆ แต่เขาก็เพิ่งพบกับอีกฝ่าย จึงออกจะหยาบคายหากตั้งคำถามอะไรออกไป

“ผมอยากได้…ค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ!” จางเซวียนตอบ

“ค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ?” ประธานเจิ้งถึงกับงง “…ไม่มีใครมีแผ่นค่ายกลแบบนั้นหรอก โดยปกติมันจะถูกประกอบขึ้นและตรึงไว้ในพื้นที่ไหนสักแห่ง…”

ค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณนั้นใช้เพื่อการฝึกฝนวรยุทธ และโดยทั่วไป บรรดากลุ่มอำนาจจะซื้อหาไปติดตั้งไว้ในสถานที่ไหนสักแห่งเพื่อยกระดับความสามารถของตัวเอง และอีกอย่าง แผ่นค่ายกลก็เป็นได้ทั้งเครื่องมือโจมตีและป้องกันตัว

ดังนั้น จึงมีผู้คนน้อยมากที่ย่อส่วนค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณเข้าไปในแผ่นค่ายกล และแม้แต่ตัวเขาที่เป็นถึงประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลก็ไม่เคยทำแบบนั้นมาก่อน

อันที่จริง ไม่ใช่ประธานเจิ้งคนเดียวที่ประหลาดใจ ประธานไซ่ก็งงไม่แพ้กัน

ประธานไซ่คิดว่าปรมาจารย์จางจะมาหาซื้อค่ายกลเพื่อเตรียมการสำรวจสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แต่เท่าที่ดูแล้วก็ไม่น่าใช่ เพราะจะเอาค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณไปทำอะไรในสถานที่แบบนั้น? จะขว้างมันเข้าไปเพื่อรวบรวม ‘จิตวิญญาณ’ และจับผู้พยากรณ์จิตวิญญาณหรือ?

“ไม่มีของที่ว่า?” จางเซวียนขมวดคิ้ว

“ใช่แล้ว ผมเองก็ไม่เคยประดิษฐ์มันมาก่อน หากคุณต้องการจริงๆ ผมทำให้ก็ได้ แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย!” ประธานเจิ้งตอบหลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง

วัตถุประสงค์ของค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณก็เพื่อรวบรวมพลังจิตวิญญาณให้มาอยู่ด้วยกัน ดังนั้น ผู้ประดิษฐ์มันจึงย่อมจะถูกรบกวนจากพลังจิตวิญญาณขณะที่กำลังจารึกอักขระลงไปในแผ่นค่ายกล แถมประธานเจิ้งก็ไม่เคยทดลองมาก่อน จึงไม่กล้ายืนยัน

“จะใช้เวลานานแค่ไหน?” จางเซวียนถาม

“เอ่อ…ผมไม่เคยจารึกอักขระค่ายกลแบบนี้มาก่อน คงต้องใช้เวลาสักระยะ อย่างช้าที่สุดก็น่าจะหนึ่งเดือน แต่ถ้าไม่มีอะไรขัดข้อง ผมน่าจะทำเสร็จภายใน…ครึ่งเดือน!” ประธานเจิ้งตอบ

“ครึ่งเดือน?” จางเซวียนส่ายหน้า

นานไป

พรุ่งนี้ก็จะถึงวันที่นัดกับหลัวจู้ไว้ และทุกคนก็จะออกเดินทางไปยังสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ ซึ่งก่อนหน้านั้น เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาและบรรดาลูกศิษย์ เขาก็จะต้องสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 เป็นอย่างน้อย แต่กว่าแผ่นค่ายกลจะเสร็จ มันก็ล่าช้าเกินไปแล้ว

“ทำไม? คุณไม่เชื่อฝีมือผมหรือ?” เห็นจางเซวียนส่ายหน้า ประธานเจิ้งหน้าตาถมึงทึง

นอกจากมาซื้อแผ่นค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณ…คุณรู้อะไรเกี่ยวกับค่ายกลสักนิดหรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนเก่าร้องขอล่ะก็ ผมจะจับคุณโยนออกไปเดี๋ยวนี้!

กล้าดีอย่างไรมาส่ายหน้าใส่ผม?

“อ๋อ ผมไม่ได้หมายความว่าคุณทำไม่ได้!”

ได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของอีกฝ่าย จางเซวียนรู้ทันทีว่าเกิดการเข้าใจผิดกันขึ้น เขารีบอธิบายเจื่อนๆ “ผมแค่คิดว่ามันช้าไปสักหน่อย ครึ่งเดือนน่ะ คือ…มันนานเกินไป ผมมีเรื่องด่วนที่ต้องรีบใช้แผ่นค่ายกล ถ้าคุณทำเสร็จได้ภายใน 2 ชั่วโมงล่ะก็ ผมก็พร้อมจะจ่ายเพิ่ม!”

“ช้าไป? 2 ชั่วโมง?”

ประธานเจิ้งหน้าตึงขึ้นมาจริงๆ เขาสะบัดแขนเสื้อและตวาดลั่น “ประธานไซ่ นี่แขกของคุณหรือ? ผมไม่ต้อนรับ! เสียวอู่, ส่งแขก!”

2 ชั่วโมง?

นี่คุณคิดว่าการจารึกอักขระค่ายกลมันง่ายเหมือนกินข้าวดื่มน้ำหรือไง?

ยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นที่ว่าเขาไม่เคยจารึกอักขระย่อส่วนค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณมาก่อน ต่อให้เป็นค่ายกลกักกันหรือค่ายกลสังหารที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ก็ยังต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย แถมยังต้องทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับงานนี้เพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาด

จะว่าไป 1 เดือนก็ยังไม่พอสำหรับการจารึกอักขระแผ่นค่ายกลสักอันหนึ่ง

ซึ่งที่พูดมาคือกรณีที่เขาเป็นคนทำ ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 3 ดาวคนอื่นๆ ล่ะก็ ต้องใช้เวลาครึ่งเดือนเป็นอย่างน้อยกว่าจะประดิษฐ์ได้สักอัน

แต่หมอนี่ต้องการให้เสร็จ…ภายใน 2 ชั่วโมง?

นี่ตั้งใจมาโชว์โง่หรือมาป่วนผม?

“เอ่อ…ชายหนุ่มที่พาทั้งคู่เข้ามาผายมือ” เชิญทางนี้!”

อันที่จริงตัวเขาก็ไม่พอใจกับท่าทีของจางเซวียน

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาว และสำหรับตัวเขา การจารึกอักขระแผ่นค่ายกลสักอันก็ต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือน แต่ชายผู้นี้ต้องการให้ท่านอาจารย์ทำเสร็จภายใน 2 ชั่วโมง แน่นอนว่าไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นตัวน่ารำคาญ

“ประธานเจิ้ง กรุณาใจเย็นก่อน”

นึกไม่ถึงว่าเพื่อนจะเป็นฟืนเป็นไฟถึงกับเฉดหัวกันดื้อๆ ประธานไซ่รีบเดินเข้ามาด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ปรมาจารย์จางแค่ไม่คุ้นกับค่ายกลเท่านั้น ในเรื่องการตรวจสอบสมบัติน่ะ เขาเป็นถึงนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวที่เอาชนะสายน้ำมหาสมบัติได้นะ เก่งกาจกว่าผมเสียอีก!”

“นักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาว?”

ประธานเจิ้งถึงกับอึ้ง

เขานึกว่าเพื่อนเก่าหวาดกลัวปรมาจารย์จางเพราะอะไรสักอย่าง ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาว!

ลำพังแค่สถานภาพนี้ ก็ไม่มีใครหน้าไหนในเมืองหงไห่จะกล้าแตะต้องแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่เขากล้าพูดอะไรอวดดีแบบนั้น

“ใช่!” ประธานไซ่พยักหน้า

มีปรมาจารย์หลายคนร่ำเรียนหลากหลายสาขาอาชีพ พวกเขาจึงมีความรอบรู้ แต่คำพูดของปรมาจารย์จางก็บ่งบอกชัดว่าเขายังเป็นมือสมัครเล่นในอีกหลายอาชีพ

ซึ่งเขาก็เดาถูก แม้จางเซวียนจะได้อ่านหนังสือในสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลของอาณาจักรเทียนหวู่และถ่ายโอนมันเข้าหัวตัวเองแล้ว แต่เนื่องจากสมาคมที่นั่นอยู่ในระดับขั้นที่ต่ำเกินไป จึงไม่มีข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับแผ่นค่ายกลมากนัก ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ข้อมูลพื้นฐาน จางเซวียนก็ไม่รู้

“ต้องขออภัยที่ไม่รู้ถึงสถานภาพของปรมาจารย์จาง!”

เมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นถึงนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาว ประธานเจิ้งก็รีบเปลี่ยนท่าทีและประสานมือคารวะ

แม้ระดับขั้นของนักตรวจสอบสมบัติจะไม่ผูกติดกับระดับวรยุทธ แต่ก็ยังเป็นอาชีพที่ได้รับการเคารพยกย่อง เพราะคนพวกนี้ต้องเกี่ยวข้องกับทรัพย์สมบัติล้ำค่าอยู่ตลอดเวลา ขนาดตัวเขาที่มีฐานะเป็นถึงประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลก็ยังไม่อยากจะผิดใจกับอีกฝ่าย

แถมชายหนุ่มคนนี้ยังเป็นปรมาจารย์ด้วย

“คุณก็เกรงใจเกินไป!”

จางเซวียนโบกมือและไม่คิดอะไรมาก หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็ตั้งคำถาม “ในเมื่อทำให้เสร็จภายใน 2 ชั่วโมงไม่ได้ ไม่ทราบว่าคุณจะขายชุดประกอบค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณ ที่มีธงค่ายกล แกนกลางค่ายกล และพิมพ์เขียวให้ผมได้หรือเปล่า?”

ในเมื่อไม่มีแผ่นค่ายกลขาย เขาก็น่าจะลองประดิษฐ์เองได้ ตราบใดที่มีพิมพ์เขียว ธง และแกนกลางค่ายกล ทุกอย่างก็ไม่น่าจะยากเกินไป

“พิมพ์เขียว ธง และแกนกลางค่ายกล? พวกเรามี แต่ถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างเป็นทางการ…ก็ไม่มีประโยชน์หรอก” ประธานเจิ้งตอบ

ค่ายกลจะต้องถูกจัดวางให้เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อม หากไม่มีความรู้เรื่องค่ายกล ถึงได้อุปกรณ์และชิ้นส่วนที่ว่าไปก็ไม่มีประโยชน์

เพราะหากใครก็ประดิษฐ์ค่ายกลได้ด้วยของเพียง 3 อย่างนั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลคงตกงานกันไปนานแล้ว!

“แค่คุณยอมขายให้ผมก็พอแล้วล่ะ ผมจะหาทางเอง!” รู้ดีว่าอีกฝ่ายกังวลใจเรื่องอะไร จางเซวียนพูดต่อ

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าผมยอมขายหรือไม่ขาย…”

เห็นอีกฝ่ายยืนกราน ประธานเจิ้งก็เซ็งจิต เขาได้แต่ส่ายหน้า

มันเรื่องอะไรที่ประธานไซ่ต้องพาคนพรรค์นี้มาที่นี่?

ทั้งธง แกนกลาง และพิมพ์เขียวของค่ายกลนั้นไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงในมือของคนทั่วไป อีกอย่าง ของพวกนี้ก็แพงมาก…มันย่อมสูญเปล่าอย่างแน่นอนหากตกไปอยู่ในมือของเขา

แล้วถึงอย่างไร ต่อให้ผมอยากขายพิมพ์เขียว ธง และแกนกลางค่ายกลให้คุณ…มันก็เหมือนกับสูตรยานั่นแหละ มีกฎเกณฑ์เข้มงวดระบุไว้ ใครที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างเป็นทางการก็ไม่มีทางได้เห็น อย่าว่าแต่จะได้ซื้อเลย

เท่าที่พูดกันมา ก็เห็นชัดแล้วว่าหมอนี่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับค่ายกลสักอย่าง

แต่ยังคิดจะซื้อพิมพ์เขียว ธง และแกนกลางค่ายกล…จะเพ้อเจ้อไปไหน?

หากใครสักคนแค่มองพิมพ์เขียวแล้วก็ซื้อไปได้ตามอำเภอใจ สมาคมของพวกเราจะหลงเหลือเกียรติยศศักดิ์ศรีอะไรเล่า?

“เอาอย่างนี้ดีไหม หากคุณสามารถประกอบค่ายกลและพิสูจน์ตัวเองให้ผมเห็นได้ว่าคุณคือผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอย่างเป็นทางการ ผมจะให้คุณได้เห็นพิมพ์เขียวของค่ายกลนั้น ทั้งยังจะขายธงค่ายกลและแกนกลางค่ายกลให้คุณด้วย…แต่ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็ลืมเรื่องนี้ซะ!”

ประธานเจิ้งส่ายหน้าและยื่นคำขาด

“ถ้าผมประกอบค่ายกลได้ คุณจะขายมันให้ผม?” จางเซวียนจ้องหน้าอีกฝ่าย

“ถูกต้อง!” ประธานเจิ้งพยักหน้า จากนั้นก็ขมวดคิ้วและถามต่อ “ทำไม? ปรมาจารย์จางเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลด้วยหรือ?” แต่ยังพูดไม่ทันจบ จางเซวียนก็หลับตา

“…ขอเวลาแป๊บ!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!