ตอนที่ 484 เตะ (2)
นี่มันค่ายกลภาพลวงตาเกรด 2 นะ! ตอนที่เขาติดอยู่ในนั้น ก็แทบจะแยกความเป็นจริงกับภาพลวงตาไม่ออก ซึ่งก็บ่งบอกแล้วว่ามันน่าสะพรึงแค่ไหน แต่…การเตะส่งๆ ของหมอนั่นทำให้ค่ายกลหยุดทำงานได้จริงๆ ?
นี่คุณปั่นหัวผมเล่นใช่ไหม?
เขาเพิ่งพูดไปหยกๆ ว่า การที่ศิษย์น้องทั้งคู่ยืนยันว่าอีกฝ่ายเตะแค่ครั้งเดียวก็หยุดค่ายกลได้นั้นเป็นเรื่องที่แสนจะเหลวไหล แต่ครั้งนี้…ก็ได้เห็นเต็มสองตา
เตะครั้งเดียว ค่ายกลภาพลวงตาก็หยุดกึก…
ความจริงกับความคาดหวังที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือทำให้เขาแทบบ้า
ตัวเขาเองจัดว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจอันโดดเด่นในเรื่องค่ายกล เป็นที่อิจฉาตาร้อนของเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่เสมอ แถมยังได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 1 ดาวตั้งแต่อายุยังน้อย แต่หลังจากหมกมุ่นฝึกฝนมาหลายปีเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้สภาวะจิตใจ…เขาก็ลงเอยด้วยการพ่ายแพ้ทันทีที่ก้าวเข้าไปในค่ายกลภาพลวงตาเกรด 2
แต่หมอนี่ทำให้ค่ายกลหยุดกึกได้ด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว!
ความเป็นจริงจะต้องโหดร้ายขนาดนี้เลยหรือ?
นี่คุณฮั้วกับค่ายกลเพื่อปั่นป่วนเราหรือเปล่า?
ขณะที่เขาใกล้เสียสติเต็มที เสียงสั่นๆ ของศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวที่อยู่ข้างๆ ก็ดังขึ้น “ศิษย์พี่ คุณคิดว่านั่นเป็นการคำนวณ หรือเขาเตะส่งๆ ไปอย่างนั้น?”
“เตะส่งๆ ไปอย่างนั้น? คุณเคยเห็นใครฝ่าค่ายกลได้สำเร็จด้วยการเตะส่งๆ หรือ?” ศิษย์พี่หน้าตาบูดเบี้ยวและใกล้ลมจับเต็มที
เขาเคยเห็นผู้คนใช้การเตะส่งๆ เพื่อยับยั้งคู่ต่อสู้, เตะส่งๆ จนทำให้ทางเดินพลังปราณของตัวเองบอบช้ำ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครฝ่าค่ายกลได้ด้วยการเตะ!
ค่ายกลนั้นถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่เชื่อมโยงกับแก่นแท้ของโลก มันเป็นสสารที่ไม่มีตัวตน ทั้งยังกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม…
คุณเคยเห็นใครทำให้สภาพแวดล้อมเสียหายได้ด้วยการเตะหรือ?
แล้วก็…
เป็นไปไม่ได้ที่การเตะครั้งนี้จะเป็นการเตะส่งๆ มันมีเป้าหมาย มันผ่านการไตร่ตรองมาแล้วอย่างดี ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และออกมาอย่างมั่นใจ มันคือการเตะที่ถูกปล่อยออกมาหลังจากผู้นั้นมองทะลุภาพลวงตาจนเห็นแก่นแท้ และระบุข้อบกพร่องของค่ายกลนั้นได้!
ไม่อย่างนั้น แค่เตะครั้งเดียว จะหยุดค่ายกลได้อย่างไร?
“เป็นความตั้งใจ? แล้วอย่างนี้…เขาจะมีความเชี่ยวชาญในค่ายกลขนาดไหนกัน?” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีขาวถึงกับปากคอแห้งผาก “ขนาดท่านอาจารย์ยังทำแบบนั้นแทบไม่ได้เลย!”
อาจารย์ของพวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในสมาคม แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถหยุดค่ายกลได้ง่ายดายแบบนี้
“ผมก็ไม่รู้ แต่ถ้าเขายังท้าทายทะเลค่ายกลต่อไป พวกเราต้องได้เห็นอะไรดีๆ อีกแน่!” ศิษย์พี่ตอบ อย่างพยายามข่มความตะลึงงันไว้
ความสามารถในการมองเห็นและหยั่งรู้ของเขาก็ยังมีขีดจำกัด ด้วยเหตุนี้ จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายใช้วิธีไหนฝ่าค่ายกลออกมา แต่ถ้าพยายามวิเคราะห์ต่อไป ก็อาจรับรู้อะไรได้บางอย่าง
บางที อาจจะถึงกับเรียนรู้จากอีกฝ่ายได้สัก 1 หรือ 2 อย่างด้วย และหากในอนาคตเขาได้เจอกับค่ายกลแบบนั้นอีก ก็อาจจะหยุดพวกมันได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
“ท้าทายทะเลค่ายกลต่อไป ศิษย์พี่หมายความว่าเขาจะไปด่านที่ 3 ต่อหรือ?”
“การที่เขาฝ่าค่ายกลภาพลวงตาเกรด 2 ได้ง่ายขนาดนั้น ก็แปลว่าตัวเขาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 3 ดาวเป็นอย่างน้อย ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่หยุดอยู่แค่นี้…”
“จริงด้วย!”
ทั้งสามพร้อมใจกันหันขวับไปดู และก็เป็นไปตามคาด ชายหนุ่มที่ดูเหนื่อยอ่อนจนแทบจะล้มพับได้ตลอดเวลาคนนั้นยังคงเดินหน้าต่อไป หลังจากที่จัดการค่ายกลภาพลวงตาแล้ว
“สำหรับค่ายกลเกรด 3 จะต้องการมากกว่าพลังจิตวิญญาณโดยรอบในการขับเคลื่อนมัน ดังนั้นอานุภาพของค่ายกลเกรด 3 จึงหนักหน่วงกว่าค่ายกลเกรด 2 มาก และด้วยพลังงานที่มีมากกว่า รูปแบบของมันจึงยืดหยุ่นและหลากหลายกว่า ไม่มีทางที่เขาจะจัดการได้รวดเร็วอย่างในครั้งก่อนๆ แน่” ศิษย์พี่พูดอย่างเคร่งขรึม
ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลชนิดไหนหรือรูปแบบไหน ก็ต้องการพลังงานในการขับเคลื่อน เหมือนกับที่วัวต้องกินหญ้าและมนุษย์ต้องกินข้าว ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องโดยไม่ใช้พลังงานเป็นแรงขับ
ค่ายกลเกรด 1 และเกรด 2 ยังเป็นค่ายกลขั้นต่ำซึ่งขับเคลื่อนได้โดยอาศัยแค่พลังจิตวิญญาณที่ถูกซึมซับจากสภาพแวดล้อม
แต่ค่ายกลเกรด 3 ไม่เป็นแบบนั้น
แม้ค่ายกลจะสามารถซึมซับพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมได้ แต่ค่ายกลเกรด 3 ก็ยังต้องการการสั่งสมพลังจิตวิญญาณยาวนานหลายเดือนกว่าที่จะเปิดใช้งานได้สักครั้ง อย่างค่ายกลเก๋าแห่งชวนหยวน นั่นก็ต้องสั่งสมพลังงานมหาศาลยาวนานกว่าพันปีก่อนที่จะถูกใช้หมดเกลี้ยงในการเปิดใช้งานเพียงหนึ่งครั้ง
ในเมื่อทะเลค่ายกลเป็นการทดสอบสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลในเมืองหงไห่ จึงมีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่รอคอยจะเข้าท้าทายมันอยู่ทุกปี ค่ายกลเหล่านี้จึงไม่อาจใช้เพียงแค่การซึมซับพลังจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมเพื่อฟื้นฟูระดับพลังงานให้ตัวเอง ด้วยเหตุนี้ หินวิเศษจำนวนหนึ่งจึงถูกนำมาวางไว้ที่แกนกลางค่ายกลเพื่อใช้เป็นพลังขับเคลื่อนมัน
ด้วยพลังงานจากหินวิเศษ ค่ายกลจะสามารถสำแดงอานุภาพออกมาได้มากกว่าธรรมดา ทำให้ผู้ที่ติดอยู่ในนั้นหนีรอดออกมาได้ยากขึ้นอีก
ชายหนุ่มคนนี้ฝ่าค่ายกลเกรด 1 และเกรด 2 ได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับค่ายกลเกรด 3 ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากหินวิเศษ คงไม่มีทางที่เขาจะฝ่าออกมาได้ง่ายเหมือนเดิม
ฟึ่บ!
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทั้ง 3 คนพูดคุยกันอยู่ ค่ายกลเกรด 3 ก็เริ่มทำงาน และชายหนุ่มก็หายวับไปท่ามกลางหมอกควันขาวโพลน
ในตอนนั้น ภาพที่ปรากฎอยู่บนผนังก็ดูจะเปลี่ยนเป็นกับดักที่ดูไม่น่าไว้วางใจ มันเกลื่อนกลาดไปด้วยกลีบดอกไม้ที่แผ่รังสีคมปลาบออกมาโดยรอบ เกิดเป็นทัศนียภาพอันแสนประหลาด
“กลีบดอกไม้ร่วงหล่นและพลังจิตวิญญาณอันคมปลาบ หรือว่าจะเป็น ‘ค่ายกลกลีบดอกไม้ร่วงชิงหง’ ?
“ค่ายกลกลีบดอกไม้ร่วงชิงหง? มันเป็นค่ายกลชนิดไหนกัน?”
ศิษย์น้องทั้งสองมองหน้าเขา
ทั้งคู่เป็นแค่ผู้ช่วย และมาที่นี่เพื่อเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 1 ดาว ดังนั้นจึงยังไม่คุ้นเคยกับค่ายกลบางชนิดที่อยู่ในขั้นสูงขึ้นไปอีก
“มะ-มันเป็น…ค่ายกลสังหาร!”
ศิษย์พี่เสียงสั่น
“ค่ายกลสังหาร?”
ทั้งคู่ตัวสั่นเทิ้มและแทบกัดลิ้นด้วยความตกใจ
ในบรรดาค่ายกลทุกชนิด ค่ายกลภาพลวงตาและค่ายกลสังหารคือชนิดที่น่าสะพรึงที่สุด ซึ่งชายผู้นี้ก็เจอทั้งคู่ ออกจะโชคร้ายไปหน่อยไหม?
แค่ค่ายกลภาพลวงตาก็น่าหวาดหวั่นพอแล้ว ขนาดศิษย์พี่ของพวกเขายังเกือบเอาตัวไม่รอด แล้วค่ายกลสังหารจะน่าสะพรึงขนาดไหน หมอนั้นไม่ได้เอาตราหยกเข้าไปเสียด้วยซ้ำ อย่าบอกนะว่าจะถึงกับเข้าไปตายอยู่ข้างใน?
ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีขาวพยายามข่มความตกตะลึงไว้และถามว่า “ค่ายกลสังหารชนิดนี้มีอานุภาพ…รุนแรงหรือเปล่า?”
“ค่ายกลกลีบดอกไม้ร่วงชิงหงคือค่ายกลสังหารเกรด 3 ขั้นสูงสุด ว่ากันว่าผู้คิดค้นคือชายหนุ่มที่มีชื่อว่าเสิ่นชิงหง ตั้งแต่เมื่อ 1,500 ปีก่อน ตัวพื้นค่ายกลก็เป็นกับดัก ไม่เปิดช่องให้ผู้ที่ติดอยู่ภายในหาทางหนีได้เลย ผู้นั้นจะพบว่าตัวเองต้องตายอย่างทุกข์ทรมานอยู่ในทัศนียภาพงดงามนั้น…ค่ายกลชนิดนี้สังหารได้แม้กระทั่งนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 และเป็นที่รู้กันว่ามีอานุภาพรุนแรงที่สุดในบรรดาค่ายกลเกรด 3 ด้วยกัน…เท่านี้ก็รู้แล้วว่าสาหัสขนาดไหน!”
บอกได้ยากว่าศิษย์พี่กังวลใจหรือหวาดกลัว แต่เสียงของเขาก็ออกจะแหบพร่าไปเล็กน้อย
“สังหารได้แม้กระทั่งนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2? นี่มันเทียบเท่ากับค่ายกลเกรด 4 เลยนะ!”
ทั้งคู่ตาค้าง
ค่ายกลเกรด 1 นั้นสามารถสังหารนักรบขั้นทงฉวนได้, ส่วนเกรด 2 ก็สังหารนักรบขั้นจงซรือได้, เกรด 3 สังหารได้ทั้งนักรบจื้อจุน นักรบกึ่งเหนือมนุษย์ และแม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้นอายุขัยยืนยาว
แต่ค่ายกลสังหารอันนี้จัดการได้แม้กระทั่งนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 ซึ่งถือว่าเทียบเท่ากับค่ายกลเกรด 4 ทีเดียว…ไม่สมควรจะเข้าไปแตะต้องมันเลย!
ถ้าไม่ได้ยินกับหูก็คงแทบไม่เชื่อ
ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวอดตั้งคำถามไม่ได้ “แล้ว…เขาจะเป็นอันตรายไหม?”
“เรื่องนั้นตอบยาก ขึ้นอยู่กับพละกำลังและความสามารถในการป้องกันตัวของเขา ถ้าไม่มีเคล็ดลับดีๆ ซุกซ่อนไว้บ้างล่ะก็ บอกได้เลยว่า…ตายสถานเดียว!”
ศิษย์พี่ส่ายหน้าและกำลังจะพูดต่อ แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว “ดูนั่น ค่ายกลเริ่มทำงานแล้ว!”
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่ ประกายคมปลาบของพลังจิตวิญญาณก็ค่อยๆ แสดงสำแดงความดุดันของมันออกมา ประกายนั้นพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มจากทุกทิศทางราวกับลูกศร
อานุภาพของแต่ละประกายก็น่าสะพรึงมาก ต่อให้นักรบขั้นจื้อจุนก็ยังอาจได้รับบาดเจ็บ
“มันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ถ้าผมเป็นเขา จะพยายามหลบประกายพวกนั้น ก่อนจะคิดหาทางหนีทีไล่เหมาะๆ …”
ศิษย์พี่ลองนึกภาพว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของอีกฝ่าย และพยายามวิเคราะห์ว่าหมอนั่นจะเอาตัวรอดจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้อย่างไร แต่ในตอนนั้นเอง ‘ขา’ ข้างเดิมก็ถูกเงื้อขึ้นอีกครั้ง
ปั้ก!
ท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่กำลังร่วงพรู เขาเตะเข้าไปป้าบหนึ่ง
“เฮ้ย…จะไม่รนหาที่ตายไปหน่อยหรือ?”
เมื่อเห็นชายหนุ่มใช้วิธีเดิม ทั้งสามคนก็แทบคลั่ง
ค่ายกลกักกันและค่ายกลภาพลวงตาไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต การเตะเพื่อหยุดค่ายกลจึงพอจะรับได้ แต่นี่เป็นค่ายกลสังหาร ทุกประกายของมันอาจทำอันตรายถึงชีวิต จึงไม่มีใครต้านทานการโจมตีนั้นได้ แต่หมอนั่นใช้การเตะเข้าสู้…
ถามหน่อยได้ไหมว่าคิดอะไรอยู่?
ทั้งสามแทบคลั่ง พวกเขาคิดว่าต่อให้หมอนั่นไม่ตาย แข้งขาของเขาก็คงถูกสับเป็นชิ้นๆ แต่ในตอนนั้นเอง ค่ายกลทั้งอันก็แข็งทื่อไป
ครืน!
เกิดเสียงหึ่งเล็กน้อย และประกายคมปลาบในอากาศก็หายวับไปทันที ค่ายกลที่ทรงอานุภาพอย่างไม่มีอะไรเทียบ ที่พร้อมจะฉีกร่างของผู้ติดอยู่ในนั้นให้เป็นชิ้นๆ ได้ทุกขณะ ก็สลายตัวไปราวกับหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ
ร่างของชายหนุ่มปรากฎขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขาอีกครั้ง
“เขาหยุดค่ายกลได้?”
“ทะ-ทำสำเร็จอีกแล้ว?”
ทั้ง 3 คนมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง รู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาดเข้าให้จนไปต่อไม่ถูก
“เตะแค่ครั้งเดียว ก็หยุดค่ายกลได้อีกแล้ว นี่มันอะไรกัน…”
ศิษย์พี่แน่นหน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก
เขาคิดว่าชายหนุ่มคนนั้นทำอะไรแบบฉับพลันทันด่วนเกินไปจนตัวเขาบอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และคิดว่าเมื่อได้เห็นจังๆ ก็คงจะบอกได้ว่าอีกฝ่ายใช้เทคนิคไหน และอาจจะได้เรียนรู้อะไรสักอย่างสองอย่างจากเขาด้วยซ้ำ แต่เท่าที่เห็นตอนนี้…ก็ดูเหมือนจะหวังมากไป
ใช้การเตะครั้งเดียวก็หยุดค่ายกลได้…ต่อให้เขาเห็นอีกกี่ครั้งกี่หน ก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา!
คิดว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนั้นหรือ?
“ยังไม่จบนะ ดูเหมือน…ผมคิดไปเองหรือเปล่า หรือว่าเขากำลังจะเข้าท้าทายด่านที่ 4 จริงๆ ?” ศิษย์น้องเสื้อคลุมสีเขียวถาม
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น อีกสองคนก็หันขวับไปมอง ชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฎตัวต่อหน้าต่อตาพวกเขาเมื่อครู่ได้แต่ส่ายหน้าราวกับไม่พอใจในความเหยาะแหยะของค่ายกล และเดินตรงไปยังด่านที่ 4 ทันที
หากเขาผ่านด่านที่ 4 ได้ ก็หมายความว่าจะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาว…
ชายหนุ่มที่ยังอายุไม่ถึง 20 จะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาว?
ใครกันที่พูดว่าเขาคงผ่านไม่ได้แม้แต่ด่านแรก? ใครกันที่ดูถูกหมอนั่นจนกระทั่งตอนนี้?
ทั้งสามใกล้เสียสติเต็มที
ขณะที่ทั้งสามใกล้คลุ้มคลั่ง ที่ด้านนอกทางเดินของทะเลค่ายกล มีธูป 4 ดอกปักอยู่ในกระถางธูป ควันที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่นั้นให้บรรยากาศเงียบสงบ
“ประธานเจิ้ง คุณหมายความว่าอย่างไร? คุณก็รู้ว่าลูกศิษย์สามคนของผมจะเข้าท้าทายทะเลค่ายกลในวันนี้ แต่ก็ยังปล่อยให้เขาเข้าไป นี่มันตัดหน้ากันหรือเปล่า?”
ผู้อาวุโสเคราขาวคนหนึ่งโวยวายอยู่หน้ากระถางธูป
หวางเฮ่าฉวิน, ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวและผู้อาวุโสของสมาคม
เขาคือท่านอาจารย์ของ ‘ศิษย์พี่’ และ ‘ศิษย์น้อง’ ที่คุยกันอยู่ตรงทางเดินนั้น
ลูกศิษย์ทั้งสามของเขาจะเข้าท้าทายทะเลค่ายกลในวันนี้ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นมานานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่จู่ๆ ท่านประธานก็โผล่เข้ามา และจับชายคนหนึ่งมาตัดหน้าอย่างดื้อๆ เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงตั้งใจจะให้เสียวอู่ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเขาเองเข้าไปก่อน เพราะเสียวอู่ก็ดูเหมือนจะพร้อมเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 3 ดาวแล้ว…
แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ กลับกลายเป็นชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
แต่ต่อให้เขาไม่เคยพบหน้าอีกฝ่าย หากชายผู้นั้นมีความสามารถเก่งกาจจริงๆ เขาก็ไม่มีอะไรจะพูด แต่เท่าที่เห็นกิริยาอาการเอื่อยเฉื่อยและเกียจคร้านแบบนั้น ดูเหมือนหมอนั่นพร้อมจะผล็อยหลับได้ทุกขณะ…
คนแบบนั้นยังมีคุณสมบัติเพียงพอจะได้เข้าท้าทายทะเลค่ายกลด้วยหรือ?
กว่าจะทำได้ มิปาเข้าไปตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตกหรือไง?
“ผู้อาวุโสหวาง อย่าหงุดหงิดไปเลย การมีคนอื่นเข้าท้าทายทะเลค่ายกลด้วยก็จะทำให้ลูกศิษย์ของคุณได้เรียนรู้มากขึ้นนะ!” ประธานเจิ้งส่ายหน้า
“ถ้าเขาทำได้ก็ย่อมดีแน่ แต่ก็ดูสิ! ดูทีท่าของเขา คุณคิดว่าจะมีปัญญารึ? หากล้มเหลวล่ะก็จะไม่ทำให้ลูกศิษย์ของผมยิ่งเครียดหนักกว่าเดิมหรือไง? ถ้าสภาวะจิตของพวกเขารวนเรไปล่ะ จะเข้ารับการทดสอบได้หรือ?” หวางเฮ่าฉวินบ่น
การเข้าท้าทายทะเลค่ายกลนั้นไม่ได้ต้องการแค่ความรู้ความเข้าใจและทักษะเกี่ยวกับค่ายกล แต่สภาวะจิตที่แข็งแกร่งก็มีส่วนอย่างมาก เพราะไม่อย่างนั้น หากเจอเข้ากับค่ายกลภาพลวงตา ผู้นั้นก็อาจสูญเสียสติและสามัญสำนึกไปได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลเป็นความล้มเหลว
หากผู้ที่เข้าท้าทายทะเลค่ายกลพร้อมกับลูกศิษย์ของเขาทำผลงานได้ดี นั่นก็จะถือว่าเป็นกำลังใจ แต่หากผลออกมาตรงกันข้าม ก็อาจจะทำให้พวกเขารู้สึกไม่มั่นใจและทำได้ไม่ดีไปด้วย
“อย่าห่วงเลย เหตุผลที่ผมนำเข้ามาแทรกก็เพราะมั่นใจในความสามารถของเขา ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องกังวลหรอก…”
ขณะที่ประธานเจิ้งกำลังปลอบผู้อาวุโสหวาง ธูปดอกแรกก็สว่างวาบ และจากนั้นก็มอดดับไป
ธูปนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ธูปทะเลค่ายกล’ มันจะถูกนำมาปักไว้พร้อมกับการเปิดใช้งานทะเลค่ายกล และจะเริ่มเผาไหม้ตัวเองทันทีที่มีใครสักคนเข้าท้าทาย
ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงกว่าธูปแต่ละดอกจะมอดไหม้จนหมด ซึ่งหากธูปเหล่านี้ไม่มอดไหม้ไปเอง ก็หมายความว่าผู้เข้าท้าทายไม่อาจฝ่าด่านแต่ละด่านไปได้
แต่ถ้าธูปแผดเผาตัวเองจนมอดดับไปเมื่อไหร่ ค่ายกลที่อยู่ด้านในก็จะหยุดทำงานไปโดยอัตโนมัติ
นี่คือเหตุผลที่ศิษย์พี่พูดว่า ต่อให้ใครสักคนติดอยู่ในค่ายกล ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง
ด้วยเหตุนี้ ธูปค่ายกลจึงทำหน้าที่เป็นทั้งนาฬิกาจับเวลาและสวิทช์ ธูปทั้งสี่ดอกมีไว้สำหรับทั้ง 4 ด่านในค่ายกลตามลำดับ
ในเมื่อธูปดอกแรกมอดดับไปแล้ว ก็แปลว่าผู้นั้นฝ่าด่านแรกได้สำเร็จ
“เห็นไหม? เขาฝ่าด่านแรกสำเร็จแล้ว คุณยังมีอะไรจะพูดอีก?” เมื่อเห็นภาพนั้น ประธานเจิ้งหัวเราะหึๆ
“นี่ ลูกศิษย์ของผมเข้าไปก่อนเขาตั้งนาน ใครจะรู้ ผู้ที่กำลังเข้าท้าทายอาจจะเป็นหนึ่งในสามคนนั้นก็ได้?” หวางเฮ่าฉวินบ่นพึม
แม้การมอดดับของธูปจะหมายความว่ามีใครสักคนฝ่าค่ายกลได้สำเร็จ แต่ก็ไม่มีทางบอกได้ว่าผู้นั้นเป็นใคร
เพิ่งผ่านไปราว 2 นาทีเท่านั้นตั้งแต่ชายแปลกหน้าเข้ามา แล้วจะเป็นเขาไปได้อย่างไร? ต้องเป็นหนึ่งในลูกศิษย์สามคนของเขานั่นแหละ
“ก็…เป็นไปได้!” ประธานเจิ้งชะงักไปครู่หนึ่งและพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
แม้เขาจะได้เห็นความสามารถอันน่าอัศจรรย์ในการประกอบค่ายกลของจางเซวียนมาแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าความสามารถในการฝ่าด่านค่ายกลของเขาจะเป็นอย่างไร จึงไม่อยากด่วนสรุป
แม้ด่านแรกจะเป็นแค่ค่ายกลเกรด 1 แต่แม้ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจฝ่าออกไปได้อย่างรวดเร็วนัก ดังนั้น จึงออกจะยากอยู่สักหน่อยหากจางเซวียนจะเป็นคนที่เพิ่งฝ่าด่านออกไปเมื่อครู่
“ในเมื่อมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นลูกศิษย์ของคุณ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วนี่…”
ประธานเจิ้งส่ายหน้าและยิ้ม แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี ธูปดอกที่ 2 ก็สว่างวาบและมอดดับไปในทันที
“ด่านที่ 2 ก็จบแล้ว?”
อึ้ง
ด่านแรกเพิ่งจบไปไม่ถึง 1 นาที ด่านที่ 2 ก็จบแล้ว?
ใครจะทำได้เร็วขนาดนั้น?
ประธานเจิ้งถามด้วยสีหน้างงงัน “เอ่อ…นี่ลูกศิษย์ของคุณหรือ?”
“….” หวางเฮ่าฉวินจังงัง
เขารู้ระดับความสามารถของลูกศิษย์ดี ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 นาทีกว่าพวกนั้นจะฝ่าด่านแรกได้
ถึงกับฝ่าค่ายกลได้ในเวลาไม่ถึง 1 นาทีแบบนี้…
มันเร็วเกินไป!
ขณะที่ทั้งคู่ยังอึ้งตะลึงอยู่ ก็เห็นธูปดอกที่ 3 สว่างวาบและมอดดับไป
“ด่านที่ 3 ก็จบแล้ว?”
หวางเฮ่าฉวินแทบปล่อยโฮ
ไม่ว่าเขาจะคาดหวังในตัวลูกศิษย์สูงสักแค่ไหน แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางที่สามคนนั้นจะทำได้
ในสามคนนั้น คนหนึ่งกำลังจะเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 2 ดาว ขณะที่อีก 2 คนจะเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 1 ดาว ในเมื่อผู้ที่กำลังเข้าท้าทาย สามารถฝ่าด่านที่ 3 ไปได้อย่างรวดเร็วแบบนี้ ก็แน่นอนว่าต้องเป็นคนอื่น
“หมอนั่นหรือ?”
หวางเฮ่าฉวินตาค้างใส่ประธานเจิ้ง ทั้งคู่แทบจะคลุ้มคลั่ง
การที่อีกฝ่ายฝ่าด่านที่ 3 ได้นั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาประหลาดใจมากมาย แต่นี่…มันเร็วเกินไป!
การฝ่าด่านแรกและด่านที่ 2 ได้ในเวลาอันสั้น ก็ยังพอรับได้ แต่ค่ายกลด่านที่ 3 นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยหินวิเศษ แม้แต่พวกเขาเองก็ยังฝ่าออกมาได้ไม่ง่าย แล้วชายผู้นั้นทำสำเร็จปุบปับขนาดนี้ได้อย่างไร?
“ในเมื่อเขาฝ่าสามด่านได้เร็วแบบนี้…คุณคิดว่าเขาจะผ่านด่านที่ 4 ได้ไหม?”
เมื่อหายตกใจแล้ว ทั้งคู่ก็รีบหันขวับไปมองธูปดอกสุดท้าย
ธูปดอกสุดท้ายคือด่านที่ 4 ซึ่งก็หมายถึงค่ายกลเกรด 4 หากอีกฝ่ายฝ่าด่านที่ 4 ได้สำเร็จด้วย ก็ถือว่าน่าสะพรึงจริงๆ
ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบ? ยิ่งกว่านั้น ยังฝ่าทุกด่านได้เร็วอย่างน่าทึ่ง เขามีความรู้ความเข้าใจเรื่องค่ายกลลึกซึ้งขนาดไหนกัน?
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่แม้แต่จะกล้านึกถึง
วิ้ง!
ขณะที่ทั้งคู่จมดิ่งอยู่กับความคิด ธูปดอกที่ 4 ก็สว่างวาบ และอีกครู่หนึ่งก็ดูเหมือนพร้อมจะมอดดับลง แต่สุดท้ายก็สว่างขึ้นมาอีกครั้ง
“มันไม่ดับ…ดูเหมือนเขาจะฝ่าด่านที่ 4 ไปไม่ได้ ผมก็คิดไว้แล้วเหมือนกัน เพราะถึงอย่างไรค่ายกลเกรด 4 ก็ไม่ใช่ของหมูๆ !”
เปลวไฟของธูปดอกที่ 4 ยังติดอยู่ ก็แปลว่าผู้ที่อยู่ข้างในค่ายกลไม่อาจฝ่าออกมาได้ เมื่อเห็นแล้ว หวางเฮ่าฉวินก็ได้แต่ส่ายหน้า
ความเร็วในการฝ่าด่านของชายผู้นั้นทำให้เขาพรั่นพรึง และนึกไปว่าค่ายกลเกรด 4 ก็คงจะถูกเขาปราบได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน แต่เท่าที่เห็น ก็ดูเหมือนไม่น่าจะทำได้
แต่นั่นก็เป็นไปตามคาด เพราะถึงอย่างไร แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะฝ่าค่ายกลเกรด 4 ได้ทุกชนิด นับประสาอะไรกับชายหนุ่มที่ยังอายุไม่ถึง 20 ปี
หากทำได้ ก็ถือว่าปาฏิหาริย์
“แต่ถึงอย่างนั้น การที่เขาได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 3 ดาวทันทีที่เข้ารับการทดสอบครั้งแรก ก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว…”
ประธานเจิ้งออกจะผิดหวังเล็กน้อย
จากความเร็วและแม่นยำที่จางเซวียนแสดงให้เขาเห็นในการประกอบค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณเกรด 2 ทำให้เขาคิดว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องค่ายกลของอีกฝ่ายไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย แต่ดูเหมือนจะยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่
แต่ถึงอย่างนั้น การได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 3 ดาวตั้งแต่ยังอายุแค่นี้ หากเขาหมั่นเพียรฝึกฝน ไม่ช้าก็คงได้เป็นระดับ 4 ดาว หรือแม้แต่ 5 ดาว
“เขาฝ่าด่านที่ 4 ไม่ได้หรือ? ดูเหมือน…ปรมาจารย์จางจะไม่ได้เก่งไปหมดทุกเรื่อง…”
ประธานไซ่ยืนอยู่หลังทั้งคู่ เมื่อเห็นว่าธูปดอกที่ 4 ยังไม่มอดดับ ก็ส่ายหน้ากับเขาด้วย
ตัวเขาคิดว่าปรมาจารย์จางจะต้องสร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นให้กับทะเลค่ายกลเหมือนกับเมื่อครั้งที่เข้าท้าทายสายน้ำมหาสมบัติ แต่ก็ดูเหมือนเขาจะหวังมากไป
ด้วยวัยเพียงเท่านี้ ได้เป็นทั้งปรมาจารย์และนักตรวจสอบระดับสมบัติระดับ 5 ดาวก็น่าทึ่งมากแล้ว หากเขาได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 4 ดาวอีก ตัวเขาเองคงต้องเริ่มตั้งคำถามอย่างข้องใจ ในการมีชีวิตอยู่…
ประธานไซ่ถอนหายใจอย่างโล่งอกและกำลังจะเดินไปรอชายหนุ่มที่หน้าทางเดิน ก็พอดีกับที่พื้นสั่นสะเทือนขึ้นมา
เคร้งงงงง!
เสียงก้อนหินที่แหลกสลายเป็นผุยผงดังก้องและสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วราวกับเกิดแผ่นดินไหว
“เกิดอะไรขึ้น?”
ทุกคนหน้าตาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที แม้แต่ประธานเจิ้งก็ขมวดคิ้ว พวกเขามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
ฟึ่บ!
ทันใดนั้น ความอบอุ่นในห้องก็หายไป ไอเย็นเยือกจนจับขั้วหัวใจพรั่งพรูเข้ามา
ครืดดดด!
และในตอนนั้นเอง เปลวไฟของธูปดอกที่ 4 ก็มอดดับไป…และจากนั้นไม่นาน ก็เกิดเสียงครืด กระถางธูปแตก!
“นี่…ค่ายกลใบไม้ผลินิจนิรันดร์ของทางสมาคมที่เป็นตัวควบคุมทะเลค่ายกล…พังหรือ?”
เมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ประธานเจิ้งก็หน้ามืดและแทบกระอักเลือดออกมา
เนื่องจากทะเลค่ายกลประกอบขึ้นจากค่ายกลจำนวนนับไม่ถ้วน จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องใช้ค่ายกลขนาดใหญ่กว่ามาควบคุมและสั่งการมัน
และค่ายกลขนาดใหญ่กว่าที่ว่าก็คือ ‘ค่ายกลใบไม้ผลินิจนิรันดร์’ ที่เป็นตัวควบคุมสภาวะและสภาพอากาศภายในทั้งหมดของที่นี่
ในเมื่อความอบอุ่นหายวับไปและกระถางธูปแตก ก็มีความเป็นไปได้อยู่ข้อเดียว คือค่ายกลนั้น…หยุดทำงาน พูดอีกอย่างก็คือ มีใครสักคนเข้าไปทำลายมัน!
แต่นั่นคือค่ายกลเกรด 5 ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสำนักงานใหญ่ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาประกอบมัน ใครกันที่ทำแบบนั้นได้?
ทุกคนมีสีหน้าตะลึงพรึงเพริดขึ้นมาทันที
“หรือว่าจะเป็น…ปรมาจารย์จาง?”
เมื่อคิดได้ ทั้งประธานเจิ้งและประธานไซ่ก็ตัวสั่นเทิ้ม
แกนกลางของค่ายกลถูกวางไว้ในทะเลค่ายกลชั้นใน ซึ่งจางเซวียนที่กำลังเข้าท้าทายด่านที่ 4 ของทะเลค่ายกลคือผู้ที่อยู่ใกล้มันที่สุด ถ้าไม่ใช่เขาที่เป็นตัวการ ก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว
“แต่ถ้าเป็นเขาจริงๆ …แล้วเขาหยุดค่ายกลนั้นได้อย่างไร?”
ประธานเจิ้งยังอึ้งไม่เลิก
การจะหยุดค่ายกลได้ต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะ แล้วอีกฝ่ายใช้เทคนิคชนิดไหนจึงสามารถฝ่าทุกด่านได้อย่างรวดเร็ว หนักข้อถึงขั้น…หยุดค่ายกลเกรด 5 ได้ด้วย?
ขณะที่ทั้งสามคนอึ้งตะลึงงันกันอยู่ ชายอีก 3 คนก็เดินออกมาจากทางเดินนั้น พวกเขาคือลูกศิษย์ทั้งสามของหวางเฮ่าฉวิน ซึ่งตั้งใจมาเข้าท้าทายทะเลค่ายกลในวันนี้
ในเมื่อค่ายกลที่เป็นตัวควบคุมสั่งการได้พังไปแล้ว ก็ไม่มีทางที่การทดสอบจะดำเนินต่อได้ อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ พวกเขาจึงเดินออกมา
“เกิดอะไรขึ้น?” หวางเฮ่าฉวินเข้าไปถาม
“คนที่เพิ่งเข้าไปน่ะ…ฝ่าค่ายกลเสียหมดทุกอันเลย…”
ศิษย์พี่ตอบไปตัวสั่นไป
“ฝ่าค่ายกลหมดทุกอัน? เร็วอะไรขนาดนั้น?”
ประธานเจิ้งเดินเข้ามาถาม “เขาทำได้อย่างไร? ใช้ ‘ศิลปะการฝ่าค่ายกลสวรรค์สั่ง’ ของบรมครูหงเป่ย, ‘ศิลปะการรวมพลังฝ่าค่ายกล’ ของบรมครูหนานหยาง หรือ ‘วิธีรวบรวมพลังฝ่าค่ายกล’ ของศิษย์พี่ไซ่หยาง ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล 5 ธาตุ? ในบรรดาเทคนิคทั้งหมดที่ผมรู้ มีแต่สามเทคนิคนี้เท่านั้นที่ส่งผลอย่างรวดเร็ว…”
“เอ่อ…ท่านประธาน!”
เห็นผู้มีอำนาจสูงสุดในสมาคมตั้งคำถามกับตัวเขาโดยตรงแบบนั้น ศิษย์พี่ก็ถึงกับผงะ เขาหน้าซีดเผือด “เรียนท่านประธาน ขะ-เขาไม่ได้ใช้ทั้ง 3 เทคนิคที่ว่า…”
“ไม่ได้ใช้? แล้วใช้เทคนิคอะไร? เท่าที่ผมรู้ สามเทคนิคนี้แข็งแกร่งและมีพลังที่สุดแล้วในบรรดาเทคนิคฝ่าด่านค่ายกลทั้งหมด…”
ประธานเจิ้งขมวดคิ้ว
ยังมีเทคนิคไหนที่แข็งแกร่งกว่านี้ ที่เขายังไม่รู้?
“ที่เขาใช้คือ…”
ศิษย์พี่หน้าตาเหยเกอย่างใกล้จะเสียสติเต็มที
“…เตะครั้งเดียว!”



