ตอนที่ 542 ความหวาดผวาของผู้อาวุโสหง
เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามา ผู้อาวุโสหงก็มีสีหน้าไม่สู้ดี เขาเห็นประสบการณ์น่าสะพรึงของผู้อาวุโส 3 คนก่อนหน้ามาแล้ว ซึ่งทำให้หวาดผวาเป็นอย่างมาก
‘บัวสีเลือดเก้าดาบเป็นเทคนิคที่ผมอุทิศตัวคิดค้นและพัฒนามันมากว่า 10 ปี ในช่วงเวลา 1 ก้านธูป ขนาดประธานคังก็เข้าถึงแค่ความเชี่ยวชาญขั้นริเริ่มเท่านั้น ไม่ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะปราดเปรื่องสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางเข้าถึงการประสบความสำเร็จเบื้องต้นได้อย่างแน่นอน ไม่น่ามีอะไรที่เราต้องกังวล…’
ผู้อาวุโสหงสงบสติอารมณ์ด้วยการปลอบใจตัวเองก่อนจะชี้ไปที่โต๊ะตัวที่อยู่ข้างหน้า “รายละเอียดของเทคนิคบัวสีเลือดเก้าดาบอยู่ตรงนั้น คุณมีเวลา 1 ก้านธูป เริ่มได้เลย!”
จากนั้นเขาก็จุดธูปที่อยู่ข้างตัว ควันลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้อง
จางเซวียนเดินไปที่โต๊ะ เขาแตะหนังสือเล่มนั้น แล้วหนังสืออีกเล่มที่เหมือนกันเป๊ะก็ปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า
จางเซวียนใช้มือพลิกหนังสือบนโต๊ะ ดูแต่สมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับหอสมุดเทียบฟ้า
“บัวสีเลือดเก้าดาบ คิดค้นโดยหงฉิง ประกอบด้วย 9 กระบวนท่า ข้อบกพร่อง : …
เมื่ออ่านจบ จางเซวียนก็ทำหน้าปั้นยาก
“ข้อบกพร่องเยอะขนาดนี้? ยังกล้าบอกว่าเป็นเทคนิคเพลงดาบอันล้ำลึกอีก?”
เทคนิคเพลงดาบที่อยู่ตรงหน้าเขามีข้อบกพร่องมากกว่า 100 ข้อ…ข้อบกพร่องเยอะขนาดนี้ พวกนั้นกล้าบอกว่าเป็นเพลงดาบอันล้ำลึกได้อย่างไร? แถมยังคิดจะให้เขาศึกษา…สงสัยจริงว่าคนพวกนี้เอาความมั่นอกมั่นใจมาจากไหน?
แต่คิดๆ ดู จางเซวียนก็เข้าใจว่าเขาอาจประเมินความยากของการคิดค้นเทคนิคเพลงดาบต่ำไป เพราะเทคนิคการต่อสู้ส่วนใหญ่ที่ตกทอดกันมานับชั่วอายุคนไม่ถ้วนนั้นผ่านการดัดแปลงและปรับปรุงจากบรรพบุรุษมาแล้วมากมาย ทำให้ข้อบกพร่องลดลงเรื่อยๆ แต่ในเมื่อเพลงดาบนี้เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมา จึงเป็นธรรมดาที่จะยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก
“เพลงดาบเทียบฟ้า ประมวล!”
แค่คิด เพลงดาบเทียบฟ้าและเทคนิคเพลงดาบอีกมากมายที่จางเซวียนเคยรวบรวมไว้ก็หลอมรวมกันใหม่ และประมวลออกมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง
วิ้ง!
เทคนิคบัวสีเลือดเก้าดาบปรากฏขึ้น จางเซวียนรีบพลิกดู
แต่ไม่ช้าก็ส่ายหน้า
จางเซวียนมีหนังสือเกี่ยวกับเพลงดาบระดับจิตวิญญาณขั้นกลางน้อยเกินไป และเทคนิคเพลงดาบที่เขาเคยรวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ก็อยู่ในขั้นพื้นฐานเกินกว่าจะประมวลเป็นเพลงดาบอันล้ำลึกได้
ถ้าจะพูดกันตามหลักเหตุผล ไม่ว่าสิ่งปฏิกูลกองหนึ่งจะดีสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางเทียบได้กับคุณค่าของทองคำ เพราะทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ เช่นเดียวกัน ไม่ว่าแนวคิดที่อยู่ในเทคนิคเพลงดาบขั้นพื้นฐานเหล่านั้นจะถูกต้องแม่นยำสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางเทียบคุณภาพกับเพลงดาบระดับจิตวิญญาณขั้นกลางได้
“ยังมีข้อบกพร่องมากกว่า 30 ข้อ…”
ขนาดประมวลแล้ว จางเซวียนก็ยังแทบจะปล่อยโฮ
ตั้งแต่เขาทะลุมิติมา ยังไม่เคยฝึกฝนเทคนิควรยุทธหรือเทคนิคการต่อสู้ที่มีข้อบกพร่องเลย ซึ่งนั่นทำให้เขามีความสมบูรณ์แบบเมื่อเทียบกับใครๆ ขนาดบันไดสวรรค์ธุลีแดงที่มีข้อบกพร่องเพียง 3 ข้อ จางเซวียนยังต้องทำใจขนาดหนักกว่าจะฝึกมันได้…แต่เพลงดาบที่อยู่ตรงหน้าเขามีข้อบกพร่องมากกว่า 30 ข้อ! ฝืนใจฝึกไม่ไหวจริงๆ !
ก็เหมือนใครสักคนที่ต่อมรับรสคุ้นเคยกับอาหารของเชฟระดับ 5 ดาว ก็ไม่มีทางเคยชินกับของกินข้างถนน
แต่ถ้าเขาไม่ฝึกฝนเทคนิคนี้…ก็ต้องสอบตก
จางเซวียนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
อีกด้านหนึ่ง ผู้อาวุโสหงก็หน้าแดงก่ำเสียจนแทบจะระเบิด
แม้เขาจะไม่อยากเสื่อมเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดชีวิตเพราะเจ้าหนุ่มคนนี้ แต่ก็อยากวางตัวให้ดูดีจนจบการทดสอบ จึงลอบประเมินอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ ตั้งแต่เขาหยิบหนังสือขึ้นมา
ซึ่งท่าทีของจางเซวียนก็ทำให้เขาโมโหเดือดจนอยากจะเข้าไปฉีกร่างให้เป็นชิ้นๆ
เขาคิดค้นเทคนิคบัวสีเลือดเก้าดาบขึ้นจากการสังเกตวงจรชีวิตของดอกบัวสีแดง ซึ่งใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะเชี่ยวชาญ จึงภูมิใจมากพอที่จะประกาศว่ามันเป็นหนึ่งในเทคนิคการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่มีอยู่ในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร และเขาก็รู้ว่ามันจะต้องกลายเป็นมรดกตกทอดไปอีกหลายชั่วอายุคน แต่อีกฝ่ายแค่พลิกดูผ่านๆ เห็นชัดว่าไม่ได้อยากศึกษามันเลย
แถมยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดสลับกับอาการที่บ่งบอกว่ากำลังต่อสู้ขัดขืนในใจ มันบ้าบออะไรกัน?
คุณทำท่าเหมือนกับเห็นสิ่งปฏิกูลกองใหญ่ และพร้อมจะอาเจียนได้ตลอดเวลา…
ปัญญาอ่อน!
เทคนิคที่ผมคิดค้นแทบตายนี่มันกระจอกเกินไปหรือไง?
ผู้อาวุโสหงโมโหท่าทีของจางเซวียนเสียจนแทบปรี๊ด
เขานึกภาพความเป็นไปได้เอาไว้มากมาย ว่าอีกฝ่ายอาจเข้าถึงความเชี่ยวชาญอย่างสมบูรณ์ภายใน 1 ก้านธูปได้ด้วยซ้ำ หรือไม่ก็อาจไม่ยอมฝึกวรยุทธนี้เอาดื้อๆ แต่สิ่งเดียวที่ไม่เคยนึกถึงเลยก็คือว่าเขาจะทำท่าราวกับอยากอาเจียนสุดๆ เมื่ออ่านเทคนิคนี้จบ…
นี่เป็นสุดยอดเทคนิคการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณ-ขั้นกลาง ขนาดประธานคังกับเหล่าผู้อาวุโสก็ยังยกย่องชมเชย…การที่คุณทำท่าแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร?
ขณะที่เขาเดือดดาลขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าก็หลับตาปี๋และกัดฟันกรอด ทำท่าเหมือนทหารหาญที่ตัดสินใจพลีชีพ เขากัดฟันพูด “ช่างมันเถอะ ตายเป็นตาย ถึงอย่างไร…เมื่อฝึกฝนเทคนิคนี้แล้ว เราก็จะไม่มีวันใช้มันเป็นอันขาด!”
“คุณ!”
ผู้อาวุโสหงเก็บกิริยาไม่ได้อีกต่อไป เขาตวาดและพุ่งเข้าใส่จางเซวียน “ปรมาจารย์จาง ที่พูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร?”
ส่วนจางเซวียนก็เพิ่งตัดใจได้และกำลังจะฝึกฝนเทคนิคนั้น ก็พอดีกับที่ผู้อาวุโสพุ่งเข้ามาตะโกนใส่หน้าเสียก่อน เขามองหน้าอีกฝ่ายอย่างงุนงงแล้วถามว่า “มีอะไร?”
“เทคนิคเพลงดาบของผมมันทำให้คุณผะอืดผะอมขนาดนั้นเลยเรอะ?” ผู้อาวุโสหงตั้งคำถามทันที
“อันที่จริง มันก็ไม่ได้น่าขยะแขยงอะไร แต่มีข้อบกพร่องมากไปหน่อย…ผมไม่อยากฝึกมันจริงๆ” จางเซวียนส่ายหน้า
“คุณ…” เมื่อได้ยินคำนั้น ผู้อาวุโสหงโมโหเสียจนแทบคลั่ง
หากใครสักคนตั้งคำถามกับคุณแบบนี้ ต่อให้คุณเกลียดเขาแค่ไหน เพื่อไว้หน้าอีกฝ่าย อย่างน้อยคุณก็ควรปฏิเสธหรือชมเชยสักนิด…
แต่หมอนี่ยอมรับออกมาดื้อๆ !
‘ไม่ได้น่าขยะแขยงอะไร’ …พูดง่ายๆ ก็คือ เทคนิคของผมทำให้คุณขยะแขยงนั่นแหละ!
‘มีข้อบกพร่องมากไปหน่อย’ …มากกับผีอะไรวะ!
คุณรู้หรือเปล่าว่าผมต้องพากเพียรแค่ไหนกว่าจะคิดค้นเทคนิคการต่อสู้นี้ได้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาผมแทบไม่ได้กินข้าวกินปลา เฝ้าทุ่มเทคิดค้นเพื่อหวังจะสร้างเทคนิคอันทรงพลังที่ทำให้ทั้งโลกต้องยำเกรง แต่คุณกลับพูดว่าเทคนิคของผมมีข้อบกพร่องมากเกินไป!
“ไม่ทราบว่าข้อบกพร่องเหล่านั้นคืออะไร?”
ผู้อาวุโสหงคำราม เขาพยายามข่มความเดือดดาลไว้เพราะกลัวว่าอาจขาดสติจนต้องสังหารอีกฝ่าย
“คุณอยากได้คำชี้แนะของผม? ได้สิ ถ้าอย่างนั้นผมจะบอก คุณฟังให้ดีล่ะ ผมไม่ได้มีเวลามากนัก จะพูดแค่ครั้งเดียว”
จางเซวียนพยักหน้าและเอาสองมือไพล่หลังไว้ เขาเดินทอดน่องไปรอบๆ ห้อง “อันดับแรก ผมจะพูดถึงกระบวนท่าที่ 1 ของเทคนิคนี้ก่อน ‘บัวสีเลือดเบ่งบาน!’ เทคนิคนี้ประกอบด้วยการพลิกแพลงถึง 81 กระบวนท่า ซึ่งถือว่าน่าทึ่งมาก…แต่การชักดาบออกจากบั้นเอวขณะที่ขับเคลื่อนพลังปราณผ่านจุดชีพจรฮวนกู่และหวังชัง ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สกัดกั้นการไหลเวียนพลังปราณของผู้นั้น ทำให้พละกำลังลดลงอย่างมาก! ซึ่งถ้าในตอนนั้นผมใช้อาวุธ เอาเป็นว่า…แค่หนังสติ๊กธรรมดาก็ได้ แล้วยิงเข้าที่จุดชีพจรฮุ่ยไห่ของคุณ คุณจะรับมืออย่างไร?”
“โจมตีจุดชีพจรฮุ่ยไห่ของผม?”
เมื่อได้ฟังอย่างนั้น ผู้อาวุโสหงก็นึกภาพกระบวนท่าของบัวสีเลือดเบ่งบาน ซึ่งทำให้เขาอึ้งไป
ปรากฏการณ์บัวสีเลือดเบ่งบานนั้นมีความงดงามมาก
เพื่อสะท้อนภาพของปรากฏการณ์นี้ กระบวนท่าดังกล่าวจึงโดดเด่นและงดงามจับตา ด้วยกระบวนท่านี้ ผู้ใช้จะสามารถโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยกระแสดาบฉีอันรุนแรง เรียกได้ว่าเป็นกระบวนท่าที่ทรงพลังมาก แต่ถึงอย่างนั้น มันก็มีข้อบกพร่องใหญ่ๆ อยู่ 2 – 3 ข้อ และจุดชีพจรฮุ่ยไห่ก็เป็นหนึ่งในนั้น อย่าว่าแต่หนังสติ๊กธรรมดา แค่ใครสักคนใช้ปลายนิ้วแตะจุดชีพจรฮุ่ยไห่ เทคนิคเพลงดาบทั้งหมดก็จะสลายตัวทันที
ผู้สําแดงเทคนิคนั้นจะใช้งานมันต่อไม่ได้ ขนาดตัวเขายังมองข้ามข้อบกพร่องข้อนี้ แต่อีกฝ่ายรู้ได้ในทันทีที่พลิกดู?
“ต่อให้คุณรู้ว่าจุดชีพจรฮุ่ยไห่ของผมเป็นจุดอ่อน แล้วอย่างไรล่ะ? เทคนิคเพลงดาบมีความรวดเร็วและว่องไวมาก กว่าคุณจะทันได้ตอบโต้ ผมก็โจมตีไปได้ 5 ครั้งแล้ว คุณคิดจะรับมืออย่างไร?” ผู้อาวุโสหงแย้ง
ไม่มีเทคนิควรยุทธหรือเพลงดาบไหนที่ไร้ข้อบกพร่อง แม้บัวสีเลือดเบ่งบานจะมีข้อบกพร่องอยู่จริง แต่การพุ่งเข้าปะทะอย่างรวดเร็วของมันก็ทำให้แทบไม่มีช่องให้อีกฝ่ายเข้าโจมตีจุดอ่อน
“โจมตีไปได้ 5 ครั้ง? ผิดเสียแล้วล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมออกตัวสามก้าวตั้งแต่แรก และเข้าจู่โจมจุดชีพจรหงไห่ของคุณ จากนั้นก็ต่อด้วยจุดหลัวเฉียวและจุดฝูเจียง…หลังจากที่ผมจู่โจมทั้ง 3 จุดนี้แล้ว คุณคิดว่าจะหลบการโจมตีจุดชีพจรฮุ่ยไห่ได้หรือ?” จางเซวียนถามหน้านิ่ง
“ถ้าคุณจู่โจมจุดชีพจรหงไห่ของผม ผมก็จะตวัดดาบเข้าสกัดกั้นและถอยไปหนึ่งก้าว จากนั้น…เมื่อคุณกระแทกจุดหลัวเฉียว ผมก็จะถอนการโจมตีเพื่อป้องกันตัว ซึ่งจะทำให้การไหลเวียนพลังปราณชะงักงันกะทันหัน จนผมไม่อาจปล่อยกระแสดาบฉีออกมาได้ และเมื่อคุณกระแทกจุดฝูเจียง หากผมพยายามหลบ จุดฮุ่ยไห่ก็จะไม่มีอะไรป้องกัน…คะ-คุณ…”
ผู้อาวุโสหงวิเคราะห์สถานการณ์ ซึ่งตอนแรกเขาก็ยังไม่คิดอะไรมาก แต่ยิ่งพิจารณาไปก็ยิ่งหน้าซีดลงเรื่อยๆ และสุดท้ายก็เริ่มตัวสั่น
ถ้าเป็นการต่อสู้จริงๆ แล้วคู่ต่อสู้จู่โจมจุดชีพจรทั้งสามที่ว่ามาติดต่อกัน เทคนิคบัวสีเลือดเบ่งบานของเขาจะสลายตัวทันที ไม่เพียงแต่เขาจะทำร้ายอีกฝ่ายไม่ได้ ยังอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระแสตีกลับของพลังปราณด้วย
แค่โจมตีจุดชีพจร 3 จุด พลังปราณของเขาก็จะถูกสกัด และเขาจะต้องบาดเจ็บสาหัสจากเทคนิคเพลงดาบของตัวเอง…
เอ่อ…
“นี่แค่กระบวนท่าแรกนะ ส่วนกระบวนท่าที่ 2 ของคุณ ‘รัศมีบัวสีเลือด’ ก็มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย ผมรับมือกับกระบวนท่านี้ได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธเสียด้วยซ้ำ ผมสามารถพุ่งเข้าโจมตีจุดชีพจรจงกงและลั่วไห่ได้ทันที ซึ่งจะทำให้คุณต้องถอย…และที่เหลือก็ง่ายมาก” จางเซวียนพูดต่อ
จากข้อบกพร่องที่หอสมุดเทียบฟ้าระบุไว้ให้ ประกอบกับความรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องเทคนิคเพลงดาบที่จางเซวียนมีอยู่ การหากลวิธีตอบโต้เทคนิคนี้ถือเป็นเรื่องง่ายมาก
“ผม…”
ผู้อาวุโสหงถอยกรูดโดยไม่รู้ตัว
กระบวนท่าที่ 2,รัศมีบัวสีเลือด เป็นการโจมตีต่อเนื่อง มันดูเหมือนทรงพลังมาก แต่อันที่จริงก็มีการเปิดเผยจุดอ่อน หากคู่ต่อสู้พุ่งเข้าโจมตีจุดชีพจรจงกงและลั่วไห่ พลังปราณของเขาจะต้องกระตุกและทำให้เสียกระบวนท่าไป!
ในกระบวนท่าแรก คู่ต่อสู้จะต้องโจมตีจุดชีพจรของเขาอย่างน้อย 4 จุด แต่กระบวนท่าที่ 2 …โจมตีแค่ 2 จุดก็มากพอจะทำให้เขาหมดเรี่ยวแรงแล้ว!
นี่มัน…
เพลงดาบที่เขาคิดค้นไร้ค่าขนาดนี้เลยหรือ?
“เดี๋ยวก่อน…ด้วยการโจมตีจากกระแสดาบฉีของผม คุณจะมีเวลามากพอเข้าประชิดตัวผมและโจมตีจุดชีพจรตั้งหลายจุดได้อย่างไร?”
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสหงก็เลิกคิ้ว
ที่อีกฝ่ายพูดมาล้วนเป็นทฤษฎี ในการต่อสู้ของจริง ด้วยความรวดเร็วของเทคนิคเพลงดาบ ชายหนุ่มจะมีเวลาและโอกาสมากพอที่จะเข้าโจมตีเขาติดๆ กันได้อย่างไร?
“ไม่มีเวลา?” จางเซวียนส่ายหน้า “งั้นคุณดูให้ดีนะ!”
ร่างของจางเซวียนส่าย ทำให้เกิดภาพติดตาอยู่ครู่หนึ่ง และในชั่วพริบตาเดียว เขาก็พุ่งเข้าแตะจุดชีพจรทั้งสามจุดด้วยปลายนิ้ว ซึ่งสามจุดที่ว่าก็คือจุดที่เขาเพิ่งพูดไป
“เฮ้ย…”
เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของเขา ผู้อาวุโสหงก็ตัวสั่นและแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
ความเร็วและการโจมตีของอีกฝ่ายไร้ที่ติ ถ้าเขาใช้เทคนิคเพลงดาบนี้ และอีกฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีเขาจริงๆ แค่พริบตาเดียวเขาก็ต้องแพ้
เว้นเสียแต่ว่า…เขาจะโยนเทคนิคทิ้งและรับมือกับจางเซวียนด้วยพละกำลังล้วนๆ แต่หากใช้เฉพาะเพลงดาบ ถึงอย่างไรก็แพ้ และอาจได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย
ผู้อาวุโสหงเหงื่อตก
เขาคิดค้นเทคนิคการต่อสู้มามากมาย แต่บัวสีเลือดเก้าดาบคือเทคนิคที่เขาภูมิใจมากที่สุด เขาคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ตัวเขาก้าวขึ้นเป็นนักรบชั้นนำของเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ไม่คิดเลยว่า…ขนาดทุ่มเทมาตลอด 10 ปี ก็ยังไม่มีประโยชน์!
“ปรมาจารย์จาง ไม่ทราบว่า…มีวิธีเติมเต็มเทคนิคเพลงดาบนี้ให้สมบูรณ์ไหม?”
ผู้อาวุโสหงประสานมือและโค้งคำนับให้จางเซวียนอย่างงาม ตามแบบที่ลูกศิษย์สักคนจะคำนับอาจารย์ของเขาเท่านั้น



