ตอนที่ 563 บุก
จางเซวียนวางธูปปลุกวิญญาณไว้บริเวณช่องทางเข้าออกของวิญญาณที่อยู่ตรงหว่างคิ้วของลู่ชงแล้วจุดธูปนั้น
ควันลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากปลายธูป พร้อมกันกับการล่องลอยของควัน ก็มีเสียงเพลงแว่วมาแต่ไกล เป็นเสียงเพลงเบาบางที่ทำให้นึกถึงท่วงทำนองของเทพเจ้าและปีศาจ ทำให้ผู้ฟังเกิดความเคลิบเคลิ้ม ใครก็ตามที่จ้องดูควันนั้น ก็จะเห็นเงาดำๆในชุดเสื้อคลุมยาวกำลังร่ายรำด้วยลีลาอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดูเหมือนจะทำให้จิตวิญญาณเกิดความหลงใหลงงงวย
“จิตวิญญาณ ตื่นเถิด กลับมาได้แล้ว! เร่ร่อนรอนแรมอยู่ทำไมในเมื่อทุกอย่างของเจ้าอยู่ที่นี่? ละทิ้งสรวงสวรรค์เพื่อไปทนทุกข์ในดินแดนแปลกหน้าเพื่ออะไร กลับมาเถิด จิตวิญญาณ! ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่เจ้าจะได้พักผ่อน ปีศาจน้อยใหญ่จ้องจะทำร้ายเจ้า ในดินแดนเหล่านั้น มีแต่แสงแดดแผดกล้า โลหะลอยละล่องเต็มแม่น้ำ หินทุกก้อนกลายเป็นฝุ่นผง…”
เสียงนั้นซึมซาบลึกเข้าไปในหว่างคิ้วของลู่ชง ตรงเข้าสู่จิตวิญญาณของเขาที่กำลังหลับไหล
“จะตื่นไม่ตื่นก็ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้แหละ!”
ขณะที่เสียงประหลาดนั้นค่อยๆดังขึ้น จางเซวียนก็สูดหายใจลึกและถอดจิตออกมา จากนั้นเขาก็ตรงดิ่งเข้าสู่จิตใต้สำนึกของลู่ชง
ครู่ต่อมา มหาสมุทรกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
“จิตของลู่ชงใหญ่โตขนาดนี้เชียวหรือ?”
จางเซวียนยืนงงอยู่ท่ามกลางดินแดนแห่งจิตใต้สำนึกของลู่ชง
ด้วยระดับวรยุทธของจิตวิญญาณที่เทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุด จางเซวียนพบว่าตัวเขาไม่อาจหาจุดสิ้นสุดหรือขอบเขตของจิตใต้สำนึกของลู่ชงได้
โลกแห่งจิตใต้สำนึกของนักรบทั่วไปจะมีขนาดพอๆกับบึงน้ำธรรมดา ซึ่งกรณีของลู่ชงถือว่าไม่ธรรมดาสุดๆ
“แล้วจิตวิญญาณของลู่ชงอยู่ที่ไหน?”
จางเซวียนรีบตั้งสติ เขาพลันนึกได้ถึงวัตถุประสงค์ที่ตัวเองเข้ามา จึงรีบเหลียวซ้ายแลขวาไปรอบๆ
โดยทั่วไป จิตวิญญาณหลับไหลจะนอนนิ่งอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของโลกแห่งจิตใต้สำนึกของผู้นั้น ด้วยอานุภาพของธูปปลุกวิญญาณ การจะปลุกจิตวิญญาณหลับไหลขึ้นมาก็ไม่ได้ยากเกินไป
จางเซวียนสำรวจไปทั่ว และไม่ช้าก็พบอะไรใหญ่ๆอย่างหนึ่งนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางหมอกหนาทึบ
ขนาดนอนนิ่ง มันก็ยังมีความสูงพอๆกับภูเขา และนัยน์ตาของสิ่งนั้นก็กำลังปิดสนิท
“เอ่อ…นี่…มันจะใหญ่ไปหน่อยไหม?”
จางเซวียนตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ไม่เพียงแต่โลกแห่งจิตใต้สำนึกของลู่ชงจะใหญ่โตมโหฬาร แม้กระทั่งจิตวิญญาณของเขาก็ใหญ่ไม่ใช่เล่น อันที่จริง ดูเหมือนจะใหญ่กว่าจิตวิญญาณของจางเซวียนที่มีวรยุทธเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 เสียอีก ว่าแต่…มันเป็นไปได้อย่างไร?
ตอนที่ลู่ชงตกอยู่ในภาวะโคม่า เขาเป็นแค่นักรบจงซรือเท่านั้น นักรบจงซรือจะมีจิตวิญญาณอันทรงพลังขนาดนี้ได้หรือ?
“หรือว่านี่คือ…ร่างผนึกวิญญาณ?”
จางเซวียนพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
มีสภาวะพิเศษบางอย่างที่เมื่อถูกปลุกให้ตื่นขึ้น จะส่งผลให้ระดับวรยุทธของผู้นั้นพุ่งพรวด ซึ่งในทำนองเดียวกัน ก็มีสภาวะพิเศษบางอย่างที่ทำให้จิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้นอีกมาก…ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือร่างผนึกวิญญาณ
ตามชื่อของมัน สภาวะนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น แม้แต่ปรมาจารย์จึงไม่อาจล่วงรู้ถึงสภาวะนี้ได้หากมันยังไม่ปรากฏออกมา โดยทั่วไป มันจะแสดงอาการหลังจากที่เจ้าของร่างผ่านเหตุการณ์สำคัญในชีวิต
ทำนองเดียวกันกับที่บางคนมีดวงตาเห็นผีหลังจากตกบันได หรือระลึกชาติได้ หลังจากที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บสาหัส
ถ้าจางเซวียนเข้าใจไม่ผิด ลู่ชงก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน
เขาเป็นแค่เด็กวัยรุ่นธรรมดา แต่หายนะที่เกิดกับตระกูลได้ทำให้ชีวิตพลิกผันไป ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้พบกับจางเซวียน และสละชีวิตเพื่อช่วยจางเซวียนจนตัวเองต้องโคม่า…
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้จิตวิญญาณของเขาพัฒนาขึ้นอีกมาก
“ถ้าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง ด้วยขนาดของจิตวิญญาณระดับนี้ ถ้าเขาตื่นขึ้นมา ระดับวรยุทธจะต้องแข็งแกร่งกว่าเราแน่…”
จางเซวียนตาโต
เขาคิดว่าคงต้องใช้เวลานานกว่าลู่ชงจะฟื้นตัวจากผลกระทบของเหตุการณ์ครั้งนั้น จึงดีใจสุดๆเมื่อได้พบว่าเรื่องร้ายกลับพลิกผันและกลายเป็นพร
แต่ทั้งนี้ ถ้าจางเซวียนไม่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องจิตวิญญาณ สภาวะพิเศษที่เกิดกับลู่ชงย่อมกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า แต่ในเมื่อเขามี…ทันทีที่ลู่ชงตื่นขึ้นมา เขาก็จะถ่ายทอดศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าให้ และด้วยวิธีนี้ ระดับวรยุทธของลู่ชงจะต้องพุ่งพรวดอย่างแน่นอน
จางเซวียนสูดหายใจลึกและเดินเข้าไปตะโกนใส่ร่างผนึกวิญญาณอันใหญ่โตนั้น “ลู่ชง นี่ปรมาจารย์จางนะ ตื่นได้แล้ว!”
ขณะที่จางเซวียนกำลังพยายามปลุกลู่ชง เจ้าสำนักหลัวฮวงและพรรคพวกก็ได้ข่าวการกลับมาของเขา
“ในเมื่อเขากลับมาแล้ว พวกเราก็ควรไปขอพบและไต่ถามให้รู้เรื่อง!”
“จริงด้วย ตัวเขาก็เป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว คู่ควรแก่การเก็บรักษาจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงไว้กับตัวเองแล้วหรือ?”
“ถ้าเขายอมมอบให้เราดีๆ เราก็พอจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าหมอนั่นทำอะไรให้ยุ่งยากขึ้นมา เราก็จะสอบสวนถึงที่มาที่ไปของจดหมายทันที ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเขาฝ่าฝืนหลักจริยธรรมของปรมาจารย์ โดยการขโมยจดหมายมาจากคนบริสุทธิ์ล่ะก็…เขาจะต้องถูกลงโทษ!”
เกิดเสียงตอบรับเซ็งแซ่
จดหมายลายมือปรมาจารย์ขงเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างไม่มีอะไรเทียบของบรรดาปรมาจารย์ ในฐานะเจ้าสำนักและผู้นำของกลุ่มอำนาจต่างๆ ต่อให้พวกเขาจะเคยมีจิตใจดีงามหรือมีน้ำใจขนาดไหนมาก่อน แต่เพื่อสวัสดิภาพของคนหมู่มากที่วางใจฝากชีวิตไว้กับมือพวกเขา ทุกคนก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะใช้ไม้แข็ง
หากการสังเวยชีวิตจางเซวียนเพียงคนเดียวจะทำให้กลุ่มอำนาจของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ก็ถือเป็นเดิมพันที่คุ้มค่า
เจ้าสำนักหลัวฮวงตั้งคำถามขัดเสียงเซ็งแซ่นั้น “ทุกคนใจเย็นก่อน คุณไม่รู้สึกแปลกๆบ้างหรือที่เจ้าพ่อบ้านคนนั้นยืนหยัดเผชิญหน้ากับพวกเราได้โดยไม่กลัวสักนิด ถึงกับปฏิบัติต่อพวกเราอย่างดูถูกเสียด้วยซ้ำ?”
“เอ่อ…” ทุกคนพลันหยุดคิด
ขนาดยกพวกไปมากมาย ลงท้ายก็ถูกตะเพิดออกมาโดยพ่อบ้านต๊อกต๋อยคนหนึ่ง แค่หวนนึกถึงเหตุการณ์ก็ทำเอาเดือดปุดๆแล้ว แต่เรื่องนั้นก็ยังมีข้อสงสัย หมอนั่นไม่กลัวตายจริงๆ หรือมีคนใหญ่คนโตให้ท้าย?
“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คนให้ท้ายก็ต้องเป็นสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรนั่นแหละ!”
“เขาคงไม่รู้ว่าเรื่องจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงรั่วไหลไปแล้ว ไม่อย่างนั้น คงไม่กล้าทำตัวแบบนั้นหรอก!”
“ผมว่าน่าจะเป็นอสูรห้าสะพรึง อสูรตัวนั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ ต่อให้นักรบจิตวิญญาณสอดคล้องก็ยังรับมือกับมันได้ยาก”
“มีทั้งอสูรทรงพลังและสถานภาพของนายน้อยของเขาในสมาพันธ์นานาอาณาจักร หากไม่หยิ่งผยองเสียขนาดนั้น ก็คงไม่คู่ควรกับการเป็นพ่อบ้านของปรมาจารย์!”
ทั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
แม้สภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรจะไม่แข็งแกร่งทรงพลังเท่าพวกเขา แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเกินเลย เพราะถึงอย่างไร สภาปรมาจารย์ก็มีกฎเกณฑ์เข้มงวด ซึ่งหากสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่รู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาก็จะเดือดร้อน
คงต้องปล่อยให้เจ้าพ่อบ้านอ้วนฉุคนนั้นวางท่าโอหังไปก่อน
เมื่อได้ฟังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เจ้าสำนักหลัวฮวงก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ดูเหมือนพวกคุณยังไม่รู้เรื่องราวของจางเซวียนเท่าไหร่ จะบอกความจริงให้นะ ผมส่งคนไปสอดส่องเขาตลอด 2 – 3 วันที่ผ่านมา!”
ในฐานะที่เป็นกลุ่มอำนาจผู้ทรงพลังที่สุดในดินแดนนี้ อันที่จริงพวกเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรในตัวจางเซวียนมากมาย เพราะมัวแต่ระแวดระวังกลุ่มอำนาจด้วยกันเองมากกว่า ทั้งสำนักเมฆเหิน สำนักน้ำตกทราย และสำนักพายุเยือกแข็ง แต่ละสำนักก็ต่างระแวงว่าจะมีใครแทงข้างหลังกันเอง ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับจางเซวียนที่พวกเขามีจึงมีอยู่จำกัด
เพราะจะว่าไป ใครจะมัวใส่ใจมดตัวจ้อย ในเมื่อมีกลุ่มอำนาจใหญ่คอยจ้องอยู่
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าดาวดวงใหม่ของสมาพันธ์นานาอาณาจักรจะไม่ใช่ธรรมดาอย่างที่เห็น
“อย่างนั้นหรือ?”
เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเจ้าสำนักหลัวฮวง ทุกคนก็พากันสนใจ
“ว่ากันว่าจางเซวียนยังอายุไม่ถึง 20 ปี และเพิ่งผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น ความก้าวหน้าของเขาน่ะ ถ้าจะพูดตามตรงก็ถือว่าน่าสะพรึง…”
เจ้าสำนักหลัวฮวงพูดเนิบๆ “แต่นั่นแหละ เราก็ยังไม่อาจละทิ้งความเป็นไปได้ที่ว่าเขาอาจซ่อนพละกำลังที่แท้จริงไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อสร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นในภายหลัง…”
มีปรมาจารย์อยู่จำนวนหนึ่งที่ฝึกฝนอย่างหนักจนสามารถผ่านการทดสอบหลายขั้นได้ในรวดเดียว
ด้วยเหตุนี้ การที่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวคนหนึ่งพุ่งพรวดไปเป็นระดับ 4 ดาวจึงไม่ได้น่าตกตะลึงจนเกินไป
“แต่นั่นแหละ ที่น่ากังวลก็คืออายุเพียงเท่านี้…แต่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวแล้ว แถมในการแข่งขันรอบคัดเลือก เขายังเอาชนะได้แม้กระทั่งจวินโหลวฮวนที่เป็นศิษย์สายตรงของประธานคัง…พวกคุณไม่อยากรู้บ้างหรือว่าอาจารย์ของเขาเป็นใคร?”
สุดท้าย เจ้าสำนักหลัวฮวงก็เผยความกังวลใจออกมา
“เอ่อ…”
ทุกคนต่างครุ่นคิด
ก่อนหน้านี้ พวกเขาแทบไม่ได้ใส่ใจอะไรกับจางเซวียน เพราะคิดว่าลำพังแค่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว จะเอาอะไรมาสู้กับพวกเขาได้?
ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นต้นอาจเป็นคนใหญ่คนโตในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์ แต่สำหรับสำนักใหญ่ๆและกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างพวกเขา ก็ไม่ได้สำคัญสักนิด
แต่เมื่อได้ฟังเจ้าสำนักหลัวฮวง พวกเขาก็พลันรู้สึกว่าได้ละเลยบางอย่างไป
สมาพันธ์นานาอาณาจักรอาจจะขาดแคลนทรัพยากรเมื่อเทียบกับอาณาจักรอื่นๆ ไม่มีปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวหรือนักรบขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้องสักคนเดียว จึงไม่มีตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะระยะยาว ด้วยเหตุนี้ แค่การที่ใครสักคนจะฝึกฝนวรยุทธจนได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ก็ยากพอตัวแล้ว
ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ การมีปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี…จึงเป็นเรื่องผิดธรรมดาเอามากๆ
“จากที่ผมได้ข่าวมา อาจารย์ของจางเซวียนเป็นปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว ชื่อหยางชวน”
เจ้าสำนักหลัวฮวงเปิดเผยข้อมูลที่เขารวบรวมมา
จากที่เขารู้ หยางชวนปรากฏตัวต่อสาธารณชนน้อยครั้งมาก และเท่าที่เคยปรากฏตัว ก็อยู่ในอาณาจักรขั้นต่ำเท่านั้น แต่ด้วยทักษะการหยั่งรู้อันอ่อนด้อยของผู้คนในดินแดนไกลปืนเที่ยง พวกเขาจึงไม่รู้ระดับวรยุทธที่แท้จริงของหยางชวน ทำให้ไม่อาจประเมินพละกำลังของเขาได้
ด้วยพฤติกรรมของอีกฝ่าย เจ้าสำนักหลัวฮวงคิดว่าเขาคงเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวหรือ 4 ดาว แต่ก็ชัดเจนว่าไม่มีทางที่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวคนไหนจะมีปัญญาบ่มเพาะลูกศิษย์ที่เก่งกาจอย่างจางเซวียน
และสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เขาแน่ใจ…ก็เพราะขนาดปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวยังเดินทางไปขอพบ และกลับออกมาด้วยความยกย่องยำเกรง
ถึงขนาดได้รับความเคารพจากปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว ก็เป็นไปได้ว่าหยางชวนคงเป็นปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวอย่างพวกเขา และอีกเหตุผลก็คือ หากอีกฝ่ายมีความแข็งแกร่งกว่านี้ ก็คงไปอยู่ในจักรวรรดิขั้นสูงกว่า แทนที่จะมาจมปลักอยู่ในดินแดนธรรมดาสามัญอย่างสมาพันธ์นานาอาณาจักร และโดยทั่วไป หากมีปรมาจารย์ระดับสูงสักคนมาเยี่ยมเยียนอาณาจักรขั้นต่ำกว่า ทางสภาปรมาจารย์ก็จะต้องได้ข่าวและเตรียมการต้อนรับเขา เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องราวจะเงียบกริบแบบนี้
และที่สำคัญที่สุดก็คือ…ผู้ที่ได้พบปะใกล้ชิดกับหยางชวน ก็ไม่มีใครยืนยันว่าอีกฝ่ายมีความสามารถในเรื่อง ‘โวหารเรียกวิญญาณ!’
เพราะนั่นเป็นความสามารถพื้นฐานของปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว ใครก็ตามที่ยังไม่มีความสามารถนั้น ก็ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว
“ปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว? ถ้าเขาเทียบเท่ากับพวกเรา แล้วมีอะไรให้ต้องกลัว?”
“จริงด้วย! เป็นปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาว แล้วไงล่ะ? จดหมายลายมือปรมาจารย์ขงมีความสำคัญสูงสุดกับปรมาจารย์ทุกคน…ต่อให้เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวเต็มขั้น ผมก็ยังคิดว่าพวกเราควรเผชิญหน้ากับเขาอยู่ดี!”
“ทั้งๆที่เป็นปรมาจารย์ แต่กลับเก็บจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงไว้กับตัวแทนที่จะมอบให้สำนักงานใหญ่ ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวก็เถอะ จะต้องถูกลงโทษหนักกับการกระทำที่ไม่เหมาะสมครั้งนี้!”
เมื่อได้รู้ว่าอาจารย์ของจางเซวียนมีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับพวกเขาทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ผู้อาวุโสคนหนึ่งตั้งคำถาม “เจ้าสำนักหลัวฮวง คุณมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร?”
“เท่าที่ผมรู้ ตอนนี้หยางชวนคนนั้นไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน่ารำคาญทุกอย่าง ผมคิดว่าพวกเราควรรวมตัวกันเพื่อนำจดหมายฉบับนั้นกลับคืนมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรื่องการจัดสรรปันส่วนค่อยไว้ทีหลัง ไม่อย่างนั้น…พวกเราอาจจะไม่ได้อะไรเลย” เจ้าสำนักหลัวฮวงตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
จะต้มยำทำแกงแบบไหนก็แล้วแต่ พวกเขาต้องจับเหยื่อให้ได้เสียก่อน เร็วเกินไปที่จะพูดเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนทั้งที่เหยื่อยังมาไม่ถึงมือ
ถึงตอนนี้ ก็ยังยืนยันไม่ได้ว่าจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงอยู่กับจางเซวียนจริงๆหรือไม่ และถ้าอยู่ มันใช่ของแท้หรือเปล่า
ถ้าพวกเขารีรอจนหยางชวนกลับเข้ามาในเมืองหลวง แม้จะไม่ได้เกรงกลัวอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ฉลาดนักหากจะทำอะไรเกินเลย เพราะถึงอย่างไร ฝ่ายตรงข้ามก็เป็นปรมาจารย์ระดับกึ่ง 5 ดาวเช่นเดียวกัน
“เจ้าสำนักหลัววางใจเถอะ พวกเราโตๆกันแล้ว รู้ดีว่าควรทำอะไร!”
“สมบัติล้ำค่าอย่างจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงไม่อาจตกเป็นสมบัติของกลุ่มอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ อย่างน้อยที่สุด พวกเราก็รู้เรื่องนี้ดี!”
“เรื่องนี้ค่อยพูดกัน หลังจากที่ได้จดหมายมาจากปรมาจารย์จางแล้ว”
กลุ่มผู้ฟังต่างพยักหน้าเพื่อยืนยันความเห็นพ้องต้องกัน
“ในเมื่อทุกคนเห็นตามนี้ ผมก็จะจัดสรรหน้าที่ล่ะนะ” เจ้าสำนักหลัวฮวงพยักหน้าอย่างพอใจ “เมื่อพวกเราไปถึงที่นั่น ผมหวังว่าเจ้าสำนักหูกับเจ้าสำนักไป๋จะช่วยจัดการกับอสูรห้าสะพรึง!”
“ผมกับพวกคุณที่เหลือจะเข้าไปจับตัวจางเซวียน และดึงจดหมายลายมือปรมาจารย์ขงออกมา เราจะต้องบุกให้เร็ว เพราะไม่อย่างนั้น หากเขามีโอกาสได้ซ่อนจดหมาย ทุกอย่างจะยุ่งยากกว่าเดิม!”
“ได้!”
ทุกคนพยักหน้า
ในเมื่อตัดสินใจจะบุกแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องบุกให้เร็วที่สุด ใครจะรู้ได้ว่าอุปสรรคใดจะเกิดขึ้นหรือเปล่า หากพวกเขารีรอจนล่าช้าออกไป?
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเลย!”
เมื่อตกลงเรื่องรายละเอียดของแผนการแล้ว เจ้าสำนักหลัวฮวงก็โบกมือ จากนั้น ทั้งกลุ่มก็มุ่งหน้าไปยังบ้านพักของจางเซวียน
ซุนฉางยืนอยู่ในบ้านพักด้วยสีหน้าหมกมุ่นครุ่นคิด
นายน้อยดูจะไม่ใส่ใจกลุ่มคนที่มาขอพบเขาเมื่อสองสามวันก่อน แต่ซุนฉางยังอดกังวลไม่ได้
เพราะเห็นชัดๆว่าคนพวกนั้นมีเจตนาร้าย คราวที่แล้วเขาตะเพิดกลับไปได้ด้วยการยืนยันว่านายน้อยไม่อยู่ แต่ในเมื่อนายน้อยกลับมาแล้ว คราวต่อไปคงไม่ง่าย
กูรูเชวเดินมาถามซุนฉาง “ปรมาจารย์จางอยู่ที่ไหน?”
ปรมาจารย์จางได้ช่วยชีวิตสวนสมุนไพรของเธอไว้จากหายนะครั้งใหญ่ จากเหตุการณ์ครั้งที่แล้วเธอรู้ดีว่าไม่ช้าก็เร็วคนพวกนั้นจะต้องมาก่อปัญหาอีก จึงอาสาเฝ้าระวังอยู่ที่นี่
“นายน้อยกำลังรักษาอาการของนายน้อยลู่ชง คุณคงต้องรออีกหน่อย” ซุนฉางตอบ
“ได้” กูรูเชวพยักหน้า เธอตั้งข้อสังเกตอย่างกังวลใจ “ตอนนี้ปรมาจารย์จางก็กลับมาแล้ว ฉันกลัวว่าคนพวกนั้นจะมาตามหาเขาอีก!”
“จริงด้วย…” ซุนฉางถอนหายใจ “ถ้านายท่านอยู่ล่ะก็…ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวไอ้เสร่อพวกนั้นเลย!”
“ปรมาจารย์หยาง…ถ้าไม่เป็นการก้าวก่ายเกินไป ฉันอยากรู้ว่าเขาเป็นปรมาจารย์ขั้นไหน?”
เห็นความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่ซุนฉางมีในตัวนายท่านของเขา กูรูเชวอดตั้งคำถามไม่ได้
“ผมก็ไม่รู้ แต่ดูเหมือน…ไม่มีปัญหาใดที่เขาแก้ไม่ได้ จากที่ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวประเมินไว้…อย่างน้อยเขาก็น่าจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว!” ซุนฉางตอบ
“ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเป็นอย่างน้อย?” กูรูเชวหรี่ตา
ผู้ที่จะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวจะต้องมีวรยุทธระดับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 เป็นอย่างน้อย
หากอีกฝ่ายเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวเป็นอย่างน้อย จะไม่หมายความว่าเขาสำเร็จวรยุทธระดับนั้นแล้วหรือ?
“ถูกต้อง ผมอยู่กับนายท่านมาก็นานแล้ว แต่ไม่เคยเห็นเขาสะดุดกับปัญหาอะไรสักอย่าง หากนายท่านเต็มใจช่วยคุณ เรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณของคุณน่ะจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดาย!” ซุนฉางตอบอย่างมั่นใจ
เขาเห็นความสามารถของนายท่านมากับตา ไม่มีปัญหาใดจะยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับเขา
ตลอด 2 – 3 วันที่ผ่านมาที่กูรูเชวอยู่ที่นี่ เขาได้รู้เรื่องความบอบช้ำที่เกิดขึ้นกับจิตวิญญาณของเธอ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกไปแบบนั้น
“เขารักษาจิตวิญญาณของฉันได้?”
กูรูเชวหน้าแดงก่ำและหายใจถี่กระชั้นขึ้นมา
จิตวิญญาณของเธอได้รับความบอบช้ำมาเนิ่นนานแล้ว เพื่อรักษามัน เธอลงทุนถึงขนาดซึมซับจิตวิญญาณที่อยู่ในสมุนไพรเพื่อหวังให้มันเข้าไปเยียวยาอาการที่ว่า แต่ลงท้าย ทุกอย่างก็สูญเปล่า…ถ้าปรมาจารย์หยางรักษาเธอได้จริงๆ เธอก็พร้อมจะทำทุกสิ่งเป็นการแลกเปลี่ยน
ให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
“เอ่อ แต่ว่า…ผมขอแนะนำคุณว่าอย่าเพิ่งหวังให้มากไป ด้วยสถานภาพของนายท่านน่ะ เขาคงไม่ช่วยเหลือใครง่ายๆหรอก” ซุนฉางส่ายหน้า
กูรูเชวก็ส่ายหน้าและยิ้มเจื่อนๆ
“คุณพูดถูก…”
ถ้าปรมาจารย์หยางเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวจริงๆ ค่ารักษาก็คงสูงลิ่ว
และเธอก็รู้ตัวดีว่าไม่มีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญระดับนั้นหันมาสนใจ
“ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดมากไปเลย เพราะเราก็ยังไม่รู้ว่านายท่านอยู่ที่ไหน ถ้าเขาอยู่ในเมืองนี้ล่ะก็ ผมจะช่วยขอร้องให้ ถึงนายท่านจะเป็นคนเก่งกาจอย่างน่าทึ่ง แต่เขาก็มีน้ำใจ” ซุนฉางพูด แต่ยังไม่ทันขาดคำ รังสีแผดกล้าก็พุ่งเข้ามาที่เขา ทำให้ทั่วทั้งบริเวณบ้านพักสว่างเจิดจ้าไปหมด
“ปรมาจารย์จาง นี่คือเจ้าสำนักหลัวฮวงแห่งสำนักเมฆเหิน, เจ้าสำนักไป๋ไข่ซือแห่งสำนักตะวันขาว, เจ้าสำนักหวงฉีแห่งสำนักน้ำตกทราย… 14 เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสมาขอพบ ออกมาคารวะพวกเราเดี๋ยวนี้!”
พรึ่บ!
ระหว่างนั้น กลุ่มคนมากกว่า 12 คนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ลานบ้าน ทุกคนมีพละกำลังแก่กล้า การปรากฏตัวของเขาไม่ต่างอะไรกับภูผาสูงตระหง่าน
เจ้าสำนักหลัวฮวงและพรรคพวก…มาถึงแล้ว!
เมื่อได้ยินเสียงนั้น เจิ้งหยาง หวังหยิ่งและคนอื่นๆก็พรวดพราดออกจากห้อง ทุกคนจ้องมองคนกลุ่มนั้นอย่างหวาดระแวง
ซุนฉางกัดฟันและก้าวออกไป “นายน้อยอยู่ระหว่างการปลีกวิเวก ยังไม่สะดวกพบพวกคุณตอนนี้ วันหลังค่อยกลับมาใหม่!”
ชายวัยกลางคนพรวดออกมาและคำรามกร้าว
“ปลีกวิเวก? คงรู้สึกผิดเกินกว่าจะสู้หน้าพวกเราสินะ หลังจากที่ฝ่าฝืนหลักจริยธรรมของปรมาจารย์ไปแล้ว!”
ความกดดันที่มีอยู่บริเวณนั้นหนักหน่วงขึ้นทันที ซุนฉางรู้สึกเหมือนภูเขามหึมากำลังเคลื่อนเข้าใส่เขาอย่างช้าๆ ด้วยพละกำลังที่มีอยู่ ต่อให้พยายามสักแค่ไหนก็ไม่อาจขวางทางมันได้
นักรบขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้อง!
นักรบที่สำเร็จวรยุทธระดับนี้สามารถสำแดงความกดดันเข้าสู่จิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ได้โดยตรง ต่อให้ประธานคังก็รับมือกับชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่ได้
เห็นอีกฝ่ายพยายามใส่ร้ายป้ายสีจางเซวียน กูรูเชวขมวดคิ้วและก้าวออกมา
“ปรมาจารย์จางเป็นคนซื่อตรงและมีจิตใจดี เขาจะฝ่าฝืนหลักจริยธรรมของปรมาจารย์ได้อย่างไร? คุณไม่ควรพูดอะไรพล่อยๆนะ!”
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วและเหยียดฝ่ามือออกมา
“คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร? มีค่าพอจะมาพูดอะไรตรงนี้หรือ?”
“ไม่เข้าท่าแล้ว!”
นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะก้าวร้าวกว่าครั้งก่อน ถึงกับคิดจะใช้ความรุนแรงโดยไม่รีรอสักนิด กูรูเชวหรี่ตาและปล่อยหมัดเข้าต้านฝ่ามือนั้น
พลั่ก!
ฝ่ามือปะทะกับหมัด และในพริบตาต่อมา แรงปะทะหนักหน่วงก็ตีกลับสู่กำปั้นของกูรูเชวและพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเธอ
พรวด!
เธอกระอักเลือดออกมาและกระเด็นไปไกล 10 กว่าเมตร
กูรูเชวถือเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดของเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจรับมือกับการโจมตีของอีกฝ่ายได้
นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -ขั้นขจัดสิ่งมัวหมอง เทียบอะไรไม่ได้เลยกับกับนักรบจิตวิญญาณสอดคล้อง
ฮื่ออออ!
อสูรห้าสะพรึงที่ได้รับมอบหมายให้อารักขาบ้านพักกู่ร้องกึกก้องและกระโจนลงมา
“แก! เจ้าอสูร คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงมาแยกเขี้ยวใส่เรา?”
เจ้าสำนักไป๋คำรามกร้าว เขาพุ่งออกไปและตบฝ่ามือลงบนพื้นดิน
ปั้ก!
ตาข่ายพลังปราณพุ่งลงมาจากท้องฟ้า กักขังอสูรห้าสะพรึงไว้
อสูรห้าสะพรึงดิ้นรนอย่างหนักอยู่ในตาข่าย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ดูเหมือนตาข่ายพลังปราณจะทำจากวัตถุที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แม้จะเจอกับการดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างหนัก แต่ตาข่ายก็ไม่มีวี่แววจะสึกหรอเลย
อสูรห้าสะพรึงเป็นอสูรที่มีพละกำลังไร้เทียมทานในสมาพันธ์นานาอาณาจักร แต่ความแข็งแกร่งของมันก็ยังอ่อนด้อยเมื่อเทียบกับเจ้าสำนักเหล่านี้ แถมพวกเขายังผนึกพละกำลังกันเป็นหนึ่งเพื่อปราบมันด้วย
“พวกคุณทำอะไรน่ะ?”
เห็นคนเหล่านั้นทำร้ายกูรูเชวจนได้รับบาดเจ็บและกักขังอสูรห้าสะพรึงได้ภายในเวลา 2 – 3 วินาที ซุนฉางถึงกับหน้าถอดสีด้วยความตกใจ หัวใจของเขาตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เรื่องเลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว



