ตอนที่ 711 เอาอยู่!
จางเซวียนค่อยๆ คืบคลานไปท่ามกลางม่านหมอก
ดวงตาหยั่งรู้ของเขาทำให้ค่ายกลล่อลวงเกรด 5 ไม่มีความหมาย ทั้งอสูรวิเศษและเหล่าปรมาจารย์ที่ติดอยู่ในค่ายกลมองไม่เห็นเขา แต่เขามองเห็นการเคลื่อนไหวของทุกตัวและทุกคนได้อย่างชัดเจนราวกับกลางวันแสกๆ
จางเซวียนลอบเข้าไปอย่างเงียบๆ แล้วใช้ฝ่ามือโจมตีอสูรวิเศษตัวหนึ่งอย่างรวดเร็ว
พลั่ก!
อสูรตัวนั้นร่วงลงไปกองกับพื้น
เพราะเป็นนักรบขั้นสะพานจักรวาลแล้ว พละกำลังจากพลังปราณของเขาอยู่ที่ 5 ล้าน 5 แสนติ่ง เทียบเท่ากับนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูง แม้อสูรวิเศษพวกนี้จะไม่ใช่เล่นๆ แต่จะต้านทานพละกำลังระดับเขาได้อย่างไร?
(นักรบสะพานจักรวาลขั้นต้นมีพละกำลังอยู่ที่ 4 ล้านติ่ง, ขั้นกลาง 4 ล้าน 8 แสนติ่ง, ขั้นสูง 5 ล้าน 6 แสนติ่ง และขั้นสูงสุด 6 ล้าน 2 แสนติ่ง!)
อสูรวิเศษพยายามกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนเพื่อตอบโต้ แต่ก็พลันได้ยินเสียงหนึ่งก้องเข้าหู
“จงยอมแพ้ ไม่งั้นก็ตายซะ!”
ถ้อยคำเหล่านั้นถูกเปล่งออกมาด้วยภาษาอสูรดึกดำบรรพ์
ฮื่อออออ!
เพราะปรมาจารย์มากมายยกโขยงกันมาตามล่าพวกมัน มันจึงคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้ตาย แต่เมื่อจางเซวียนยื่นข้อเสนอให้ พวกมันจึงลังเล ที่จริงจะตอบโต้ก็ได้ แต่เมื่อเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายมีพละกำลังขนาดไหน ก็รู้ดีว่าโอกาสชนะมีริบหรี่เต็มที หลังจากขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ครู่หนึ่ง มันก็ทรุดตัวลงคุกเข่า
ทันทีที่อสูรวิเศษยอมจำนน มันก็พลันรู้สึกถึงกระแสพลังงานอบอุ่นที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง ในตอนนั้น ไม่เพียงแต่อาการบาดเจ็บจะหายสนิท แต่พลังงานยังได้เข้าบ่มเพาะสายเลือดของมันให้บริสุทธิ์กว่าเดิมด้วย
“ฮื่อออออ?” นัยน์ตาของอสูรวิเศษตัวนั้นแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น มันรู้ดีว่าโอกาสยกระดับวรยุทธไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ จึงรีบโค้งคำนับอย่างเต็มใจเพื่อแสดงอาการยอมจำนน
“ดี”
จากนั้นจางเซวียนก็สั่งการให้มันอยู่นิ่งๆ ก่อนที่ตัวเขาจะเดินหน้าต่อไป
แม้ผู้อาวุโสมั่วจะบอกไว้ว่าอสูรวิเศษเหล่านี้สังหารผู้บริสุทธิ์ไปแล้วมากมาย แต่ถึงอย่างไรทุกชีวิตก็มีค่า หากเลือกได้ เขาก็อยากทำให้พวกมันเชื่องมากกว่าจะฆ่าทิ้ง
แต่แน่นอนว่าถ้าอสูรวิเศษไม่ยอมจำนน เขาก็พร้อมจะสังหารมันโดยไม่ลังเล ในสนามรบ การแสดงความเมตตากับคู่ต่อสู้ย่อมถือเป็นความโง่เขลา
ยิ่งจางเซวียนรุกคืบเข้าไปในม่านหมอก เสียงคำรามและกรีดร้องก็ดังระงมไปทั่วทั้งช่องเขา ยิ่งเวลาล่วงไป จำนวนอสูรวิเศษที่ยอมจำนนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับจำนวนอสูรที่ได้รับบาดเจ็บจาก ‘การแข็งข้อ’ ก็มีมากมายก่ายกอง
ขณะที่จางเซวียนจัดการอสูรวิเศษในค่ายกลทีละตัว เขาก็ถือโอกาสซึมซับพลังจิตวิญญาณในบริเวณนั้นเพื่อยกระดับวรยุทธของตัวเองไปด้วย
กระแสวนของพลังจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นจากการปล่อยพลังจิตวิญญาณของหินวิเศษขั้นกลาง 520 ก้อนได้ก่อตัวขึ้นเป็นค่ายกลหลอกล่อ ในเมื่อเขามีโอกาสฉกฉวยประโยชน์จากมันได้ หากปล่อยผ่านไปก็คงเสียดายเปล่า
2 ชั่วโมงต่อมา จางเซวียนก็สำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6-สะพานจักรวาล ขั้นสูงสุด
และในเวลาเดียวกันก็สังหารอสูรวิเศษบริเวณนั้นไปได้หลายร้อยตัว ตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือพวกที่ยอมจำนนให้กับเขา
เพราะเป็นนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดแล้ว พละกำลังของจางเซวียนจึงพุ่งขึ้นไปแตะ 8 ล้านติ่ง เทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 7-ขั้นต้น
แต่หากรวมเอาพละกำลังของร่างกายที่ 4 ล้านติ่ง และระดับวรยุทธของจิตวิญญาณที่ 3 ล้าน 2 แสนติ่งเข้าไปด้วย จางเซวียนจะมีพละกำลังรวมเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8-ขั้นต้นทีเดียว
ตอนนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่มจากตระกูลหยวนอีกครั้ง เขาก็สามารถปราบอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้ตัวโคลน
“อสูรวิเศษพวกนี้เราก็เอาอยู่แล้ว ปิดค่ายกลดีกว่า!”
หลังจากใช้ดวงตาหยั่งรู้สำรวจพื้นที่โดยรอบอีกครั้ง จางเซวียนก็แน่ใจว่าเขาจัดการอสูรวิเศษได้ทั้งหมดแล้ว จึงหัวเราะหึๆ และกระทืบเท้า
ตึ้ง!
ค่ายกลหยุดทำงานทันที ม่านหมอกหนาในช่องเขานั้นสลายตัวไปทันใด เผยให้เห็นสมรภูมิรบอีกครั้งหนึ่ง
บริเวณใจกลางช่องเขานั้น ปรมาจารย์ 200 คนต่างนั่งอยู่กับพื้น บางคนกำลังพยายามเยียวยาอาการบาดเจ็บของตัวเอง ขณะที่บางคนพยายามเรียกพลังปราณกลับคืนมา
พวกเขาสะกดรอยตามอสูรวิเศษกลุ่มนี้เพื่อหวังจะสังหารมัน แต่ใครจะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นการจัดฉาก และพวกเขาเองที่ต้องกลายเป็นเหยื่อ เกือบทุกคนได้รับบาดเจ็บสาหัส หากไม่ใช่เพราะค่ายกลล่อลวงที่ชายหนุ่มทำขึ้น พวกเขาคงตายไปแล้ว
ปรมาจารย์ที่กำลังรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด “ผมรู้จักเขา เขาคือจางเซวียน, ปรมาจารย์จางจากจักรวรรดิฮ่วนหยู! เป็นเจ้าของจอมอสูรปีกม่วงซึ่งเป็นอสูรกึ่งขั้น 9 ผมเคยพบเขาที่ตลาดนัด!”
แม้จะได้เห็นจางเซวียนเพียงแวบเดียวท่ามกลางฝูงชนแน่นขนัดที่ตลาดนัดแห่งนั้น แต่เขาก็จำอีกฝ่ายได้
เพราะชายหนุ่มคนนี้เสนอจะแลกพวงเครื่องในของอสูรวิเศษขั้น 8 กับหนังสือเทคนิควรยุทธขั้นสะพานจักรวาล ทำให้เกิดโกลาหลอลหม่านกันขนาดหนักที่ตลาดนัด ไม่มีใครในตลาดที่ไม่เคยได้ยินชื่อเขา
แต่นั่นแหละ ในบรรดาผู้เข้าสอบ 30,000 คน ก็มีเพียงจำนวนไม่มากที่เคยแวะเวียนไปเยือนตลาดนัด จึงยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา
“อสูรวิเศษกึ่งขั้น 9? ก็หมายความว่าพวกเรามีหวังน่ะสิ?”
ปรมาจารย์คนหนึ่งกำหมัดแน่นอย่างคาดหวัง
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!”
ปรมาจารย์อีกคนที่ดูจะอายุมากกว่าส่ายหน้า “ตรงนี้มีอสูรวิเศษอยู่ราว 400 ตัว และเกือบครึ่งเป็นอสูรขั้นสะพานจักรวาล ซึ่งทำเลคับแคบของช่องเขาแห่งนี้ไม่เหมาะกับจอมอสูรปีกม่วงซึ่งโดดเด่น ในเรื่องความเร็ว แม้เขาจะสร้างค่ายกลหลอกล่อขึ้นเพื่อช่วยชีวิตพวกเรา แต่หากตัวเขาเข้ามาในนี้ไม่ได้ ทุกอย่างก็ย่อมไม่ทันการณ์”
อสูรวิเศษตัวเดียวอาจไม่ได้อันตรายมากมาย แต่แน่นอนว่าหากรวมกันหลายร้อยตัวย่อมอันตรายแน่
ก็เหมือนกับทหาร หากพร้อมใจกันโจมตีทั้งกองทัพ ต่อให้ผู้เชี่ยวชาญชั้นเลิศก็รับมือไม่ไหว นี่คือเหตุผลที่แต่ละราชวงศ์รักษาอำนาจการปกครองดินแดนของตัวเองเอาไว้ได้
ภาพแบบนั้นกำลังปรากฏตรงหน้าพวกเขา
อสูรวิเศษกว่า 400 ตัวที่รอซุ่มโจมตีและรวมตัวกันเป็นทีมในช่องเขาแคบๆ แบบนี้ ย่อมเป็นการยากที่อสูรวิเศษบินได้จะหลบเลี่ยงการโจมตีของพวกมัน ไม่ช้าก็ต้องร่วงลงมาและจบเห่
“แล้ว…เราจะรอความตายอยู่แบบนี้หรือ?”
ปรมาจารย์อีกคนสีหน้าไม่สู้ดี
“อย่าเพิ่งคิดเรื่องนั้นเลย ใช้เวลาที่มีเยียวยาตัวเองไปก่อน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ความหวังเดียวของพวกเราคือการที่ผู้อาวุโสมั่วจะรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและตรงมาช่วย เราทำอย่างอื่นไม่ได้หรอก”
ปรมาจารย์ที่อายุมากกว่าถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาเองก็มีส่วนผิดที่นำทุกคนมาตกที่นั่งลำบาก
เป็นเพราะความโลภที่ทำให้ติดกับครั้งนี้
“รอเดี๋ยว มีบางอย่างแปลกๆ นะ ปรมาจารย์ติง, ทำไมผมได้ยินเสียงกรีดร้องจากเหล่าอสูรวิเศษ? หรือปรมาจารย์จางเข้ามาในค่ายกลแล้วจัดการพวกมันทีละตัว?” ปรมาจารย์อีกคนหนึ่งถามขึ้น
มีเสียงขู่คำรามอย่างจนตรอกของเหล่าอสูรวิเศษดังขึ้นตั้งแต่ค่ายกลหลอกล่อเริ่มทำงาน หรือใครสักคนกำลังจัดการพวกมันอยู่?
“คุณก็ช่างโลกสวยเสียจริง!”
ปรมาจารย์ติงส่ายหน้า “อสูรวิเศษพวกนี้ฉวยโอกาสใช้ความพร่ามัวหลอกล่อพวกเราไว้ หรือต่อให้ไม่เป็นแบบนั้น เสียงที่ว่าก็น่าจะเป็นผลจากค่ายกลมากกว่า!”
“หลอกล่อพวกเราไว้?”
“ก็ใช่น่ะสิ ผมเป็นนักฝึกอสูรระดับ 4 ดาว ผมจับความรู้สึกในน้ำเสียงของพวกมันได้ แม้จะดูโกรธเกรี้ยว แต่ก็ระคนความตื่นเต้นด้วย…แน่นอนว่าพวกมันเห็นเราเหมือนหมูในอวย มันรู้ว่าพวกเราจนมุมแล้ว จึงรอคอยอย่างใจจดใจจ่อให้ค่ายกลหมดพลังและเสื่อมสภาพไปเอง!” ปรมาจารย์ติงพูด
แม้เขาจะไม่รู้จักภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ และไม่สามารถเข้าใจความหมายของเสียงที่อสูรวิเศษเปล่งออกมา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้ว่าพวกมันกำลังรู้สึกอย่างไร
น้ำเสียงที่ได้ยินนั้นทั้งโกรธเกรี้ยวระคนตื่นเต้น บางทีพวกมันอาจหาวิธีเหมาะๆ ที่จะสังหารพวกเขาให้เรียบวุธในชั่วพริบตาได้แล้ว
“เอาเถอะ เยียวยาบาดแผลของเราก่อนดีกว่า จะได้ลากไอ้สัตว์นรกพวกนั้นลงหลุมไปกับเราให้มากๆ หน่อย…”
ปรมาจารย์ติงกำลังจะแนะนำปรมาจารย์คนอื่นๆ ไม่ให้คาดหวังอะไรมากนัก ก็พอดีกับที่ค่ายกล สั่นสะท้านอย่างหนัก
ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด
ปรมาจารย์ติงลุกขึ้นยืนและตะโกนก้อง “ค่ายกลกำลังจะพังแล้ว! เตรียมอาวุธพร้อมรบ…”
ฟึ่บ!
แต่ยังพูดไม่ทันขาดคำ ม่านหมอกหนาที่บดบังสายตาของพวกเขาไว้ก็สลายตัวไปจนหมด เผยให้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างช้าๆ
ทุกคนถึงกับเซ่อไป
“เอาล่ะ พวกคุณปลอดภัยแล้ว!” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น
“ปลอดภัยแล้ว?”
ทุกคนหันไปมองรอบๆ ตัวอย่างเลิ่กลั่กและอัศจรรย์ใจ เห็นเหล่าอสูรวิเศษที่คำรามแยกเขี้ยวใส่อยู่เมื่อครู่พากันลงหมอบอย่างเรียบร้อย
ชายหนุ่มที่เดินอยู่ท่ามกลางอสูรเหล่านั้นดูไม่ต่างอะไรกับจอมทัพผู้เกรียงไกร
“นี่…”
“คุณ…เอาอยู่หมดเลย?”
“ทำให้อสูรวิเศษ 400 ตัวเชื่องได้ภายใน 2 ชั่วโมง?”
ไม่ช้าทุกคนก็พลันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเข้าใจแล้วก็ยิ่งช็อกหนัก
นักฝึกอสูรคนอื่นๆ จะต้องใช้สิ่งประดิษฐ์ทุกชนิดที่หาได้ อีกทั้งต้องพะเน้าพะนอกันมากมายกว่าจะทำให้อสูรวิเศษสักตัวยอมจำนน แต่ด้วยค่ายกลหลอกล่อเพียงอันเดียว ชายหนุ่มคนนี้ก็ทำให้อสูรวิเศษกลุ่มใหญ่เชื่องได้ภายใน 2 ชั่วโมง…
เอาจริงๆ สิ?
ไม่ใช่เฉพาะพวกเขาที่ช็อกหนัก เพราะเมื่อเห็นค่ายกลเสื่อมสภาพแล้ว คุณชายโหลวฮวนกับคนอื่นๆ ก็คิดว่าข้างล่างคงเกิดการสู้รบดุเดือด แต่เมื่อเห็นภาพนั้น ก็แทบลมจับด้วยความอัศจรรย์ใจ
ต้องเก่งกาจขนาดไหน ถึงเอาอสูรวิเศษ 400 ตัวอยู่หมัดได้ภายใน 2 ชั่วโมง…
‘พี่ชาย ในจักรวาลนี้มีอะไรบ้างที่คุณทำไม่ได้?’
ระหว่างที่กำลังตกตะลึงกันอยู่ ใครคนหนึ่งก็ตะโกนออกมา “เดี๋ยวก่อน ดูนั่น…ดูวรยุทธของปรมาจารย์จางสิ!”
เมื่อได้ยินคำนั้น ทุกสายตาก็หันขวับไปจับจ้องจางเซวียน
มองแค่ปราดเดียวก็ทำเอาแต่ละคนตัวสั่นไม่หยุด จนแทบกระเด็นตกจากแท่นหิน
เมื่อครู่นี้ปรมาจารย์จางเพิ่งสำเร็จวรยุทธขั้นสะพานจักรวาลไปหมาดๆ แต่ตอนนี้พละกำลังของเขา ดูหนักแน่นมั่นคง ทำให้พวกเขานึกถึงภาพของแม่น้ำหลายสายที่รวมตัวกันเพื่อไหลลงสู่มหาสมุทร
“การรวมตัวกันของมหานที, นี่คือสัญญาณหนึ่งของการใกล้สำเร็จวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ แสดงว่าเขาเป็นนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดแล้ว!”
“ก็เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งสำเร็จวรยุทธสะพานจักรวาลขั้นต้นไม่ใช่หรือ?”
ต่างคนต่างขยี้ตาอย่างหนัก แทบจะเสียสติกันให้ได้
พวกเขาเคยเห็นอัจฉริยะระดับหัวกะทิมากมายที่ยกระดับวรยุทธได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่เคยเจออะไร ชวนอึ้งขนาดนี้
เพิ่งฝ่าด่านวรยุทธได้แป๊บเดียว ก็กระโดดจากขั้นต้นไปเป็นขั้นสูงสุดได้ในชั่วอึดใจ…
ฝึกฝนวรยุทธกันอีท่าไหน?
หน่อไม้ยังงอกไม่เร็วขนาดนี้เลย!
“ปรมาจารย์จางคงใช้ศาสตร์ลับบางอย่างยกระดับวรยุทธของเขาเพื่อช่วยชีวิตพวกนั้น…เพราะถ้าไม่ใช่อย่างนั้นล่ะก็ ระยะเวลาแค่แป๊บเดียว…เขาจะทำให้อสูรวิเศษมากมายเชื่องได้อย่างไร?”
“จริงด้วย! ตรงนั้นมีอสูรวิเศษตั้ง 400 ตัว ถ้าเขาไม่ได้มีพละกำลังเหนือกว่าพวกมัน จะทำให้พวกมันยอมจำนนได้อย่างไรกัน?”
ทุกคนต่างกำหมัดแน่น
ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขารู้ดีว่าการฝึกฝนวรยุทธนั้นยากเย็นแค่ไหน จึงไม่คิดว่าจางเซวียนจะฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ แต่กลับคิดว่าเขายอมลงทุนใช้ศาสตร์ลับบางอย่างเพื่อยกระดับวรยุทธเป็นการชั่วคราว
เพราะกว่าครึ่งของอสูรวิเศษกลุ่มนั้นเป็นอสูรขั้นสะพานจักรวาล วิธีเดียวที่จะทำให้พวกมันยอมจำนนได้โดยเร็วก็คือต้องยกระดับพละกำลังของตัวเองให้เหนือกว่า
การเอาตัวเข้าแลกเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนร่วมอาชีพของปรมาจารย์จางช่างควรค่าแก่การยกย่องจริงๆ !
ระหว่างที่ทุกคนกำลังอึ้งทึ่ง จางเซวียนก็ประกาศ “อสูรวิเศษที่ผมสังหารและทำให้เชื่องได้ทั้งหมด จะทำให้ได้แต้มเพียงพอสำหรับพวกคุณทุกคนที่จะผ่านการทดสอบ ไม่จำเป็นต้องออกล่าอีกแล้วล่ะ กลับไปรายงานฐานประจำการได้เลย”
จากนั้นชายหนุ่มก็กระโดดกลับขึ้นไปบนแท่นหิน
“ได้แต้มเพียงพอที่พวกเราจะสอบผ่าน?”
“ปรมาจารย์จางหมายความว่า…เขาจะยกอสูรวิเศษกับเครื่องในของพวกมันให้พวกเรา เพื่อจะได้ผ่านการทดสอบ?”
“แต่นั่นเป็นอสูรที่เขาทั้งฝึกและสังหารด้วยตัวเองนะ! เขายกให้พวกเรา? เอ่อ..”
ทุกสายตาจับจ้องชายหนุ่มอย่างตื้นตัน พวกเขากำหมัดแน่น
ทำทุกอย่างโดยเห็นแก่ประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ
นี่สิ ปรมาจารย์ที่แท้จริง!



