ตอนที่ 712 นางพญาแห่งกองทัพมด
หลังจากเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง ปรมาจารย์ติงมองเหล่าปรมาจารย์ที่อยู่รอบๆ และถามว่า “ต่อให้ปรมาจารย์จางไม่สนใจอสูรวิเศษพวกนี้ แต่เรา…จะถือเอาเป็นของตัวเองอย่างหน้าไม่อายแบบนั้นหรือ?”
ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขามีทั้งศักดิ์ศรีและจริยธรรม
“ถ้าไม่ใช่เพราะปรมาจารย์จาง พวกเราคงตายไปนานแล้ว ถ้าขืนยังถือเอาผลงานของเขาเป็นของตัวเองล่ะก็ เราคงต่ำช้ายิ่งกว่าอสูรเสียอีก!”
ทุกคนเป็นหนี้บุญคุณปรมาจารย์จางที่ช่วยชีวิตเอาไว้ หากยังเอาอสูรของอีกฝ่ายมาเป็นของตัวเอง แล้วต่อไปจะมองหน้าเขาได้อย่างไร?
จะต่อสู้กับความสำนึกผิดชอบชั่วดีของตัวเองได้หรือเปล่า?
ปรมาจารย์ติงมองไปรอบๆ และเอ่ยว่า “ในเมื่อทุกคนในที่นี้คิดแบบเดียวกัน ผมก็มีข้อเสนอ!”
ในตอนนั้น คุณชายโหลวฮวน หลัวชุน และคนอื่นๆ จากจักรวรรดิฮ่วนหยูไต่จากแท่นหินลงไปในช่องเขาแล้ว
“ปรมาจารย์ติงพูดมาเลย!”
ทุกสายตาจับจ้องที่เขา
“ในเมื่อปรมาจารย์จางบอกให้พวกเรากลับ ก็ทำตามที่เขาพูดดีกว่า เราจะนำอสูรวิเศษเหล่านี้ กลับไปรายงานยังฐานประจำการ แต่ว่า…”
ปรมาจารย์ติงหยุดไปครู่หนึ่ง
“พวกเราจะขอรับจากเขาเพียงคนละ 1 แต้มเท่านั้นเพื่อให้ผ่านการทดสอบ ส่วนที่เหลือจะต้องเป็นของปรมาจารย์จางทั้งหมด!”
“ก็ถูกต้องแล้ว!”
“จริงด้วย ปรมาจารย์จางเป็นผู้สังหารและจัดการอสูรวิเศษเหล่านี้จนอยู่หมัด ถึงเราจะได้แต้มมา ก็ต้องถือว่าเป็นแต้มในนามของเขา!”
เมื่อได้ยินคำนั้น กลุ่มผู้ฟังต่างพยักหน้า
ผู้อาวุโสมั่วบอกไว้แล้วว่าแต้มนั้นสะสมได้และมอบให้กันได้ ในเมื่อปรมาจารย์จางเป็นผู้สังหารและจัดการอสูรวิเศษเหล่านี้จนเชื่อง พวกเขาก็ควรรับมาเพียงคนละแต้มเท่านั้นเพื่อให้ผ่านการทดสอบ ขณะที่แต้มส่วนที่เหลือควรเป็นของปรมาจารย์จาง
และเรื่องนี้จะต้องถูกรายงานให้เหล่าครูบาอาจารย์กับผู้อาวุโสของสถาบันรับทราบด้วย!
นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาควรทำ ทุกคนต่างรู้กันดี
เมื่อตัดสินใจแล้ว ทั้งกลุ่มก็รีบนำอสูรวิเศษและพวงเครื่องในอสูรเดินลงเขาไป
จางเซวียนไม่ได้รับรู้การตัดสินใจของใครทั้งสิ้น เขากระโดดออกจากช่องเขา และไต่ขึ้นหน้าผาโดยมุ่งหน้าไปทางยอดเขา
เมื่อครู่ก่อนหน้า ข้อสันนิษฐานที่ค้างคาใจอยู่ได้รับการยืนยันขณะที่เขากำลังจัดการอสูรวิเศษเหล่านั้นให้เชื่อง
ครั้งแรกที่เขารู้ว่าเหล่าอสูรวิเศษล่อลวงบรรดาปรมาจารย์ให้มาตกหลุมพรางที่พวกมันเตรียมไว้ก่อนแล้ว ก็พลันเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า…เจ้าพวกนี้สะกดรอยตามปรมาจารย์ และหลบเลี่ยงกับดักที่พวกเขาวางไว้ล่อพวกมันได้อย่างไร?
อีกอย่าง อสูรวิเศษพวกนี้ก็เป็นแค่อสูรขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง ไม่มีทางที่พวกมันจะค้นพบกับดักที่แม้แต่ปรมาจารย์ส่วนใหญ่ยังแทบไม่รู้สึกว่ามีอยู่ เว้นเสียแต่…จะมีใครหรืออะไรสักอย่างคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง!
เมื่อมีข้อสันนิษฐานในใจ จางเซวียนจึงซักถามข้อมูลเอาจากเหล่าอสูรวิเศษที่ยอมจำนนให้เขา
ซึ่งก็ได้ข้อมูลสำคัญมาหลายอย่าง
เหตุผลที่พวกมันรู้ตำแหน่งของเหล่าปรมาจารย์และหลบเลี่ยงกับดักของพวกเขาได้ ก็เพราะมีอสูรวิเศษตัวหนึ่งคอยสั่งการอยู่เบื้องหลังจริงๆ !
‘อสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ขั้นต้น…นางพญาแห่งกองทัพมด!’
หลังจากซักถามเหล่าอสูรวิเศษ จางเซวียนก็ค้นพบว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการทั้งหมด!
มดเหล่านี้เป็นอสูรวิเศษที่หายากมาก มันมีขนาดพอๆ กับมดทั่วไป และสามารถโบยบินอย่างอิสระเสรีไปได้ทั่วทั้งหุบเขาโดยไม่มีใครรู้
มดพวกนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาบี้ทีเดียวก็ตายคามือ – แต่ของจริงอันน่าสะพรึงคือผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังพวกมัน…นางพญาแห่งกองทัพมด!
นางพญามดมีขนาดพอๆ กับมนุษย์ ถึงจะบินไม่ได้ แต่ก็สามารถบงการกองทัพมดกว่าหมื่นตัวให้เข้าสำรวจและปิดล้อมพื้นที่หนึ่งๆ ได้ทันที
เหตุผลที่อสูรวิเศษกลุ่มนี้ล่วงรู้ถึงกับดักของเหล่าปรมาจารย์ก็เพราะนางพญามดได้สั่งการให้กองทัพมดลงสำรวจพื้นที่และกระจายข่าวให้พวกมันรู้
การซักถามเหล่าอสูรวิเศษทำให้จางเซวียนเข้าใกล้ข้อมูลที่ต้องการมากขึ้น เขาย่นหน้าผากขณะพึมพำ “ทำไมนางพญามดถึงต้องช่วยอสูรพวกนั้น?”
นางพญาแห่งกองทัพมดเป็นอสูรวิเศษขั้น 7 ทั้งยังมีกองทัพมดจำนวนมหาศาลคอยลาดตระเวนให้ จึงสามารถรู้ความเคลื่อนไหวของศัตรูล่วงหน้าได้อย่างง่ายดาย และป้องกันตัวได้ทัน พูดง่ายๆ ก็คือ การจะทำร้ายมันเป็นเรื่องยากมาก
ไม่มีเหตุผลเลยที่มันจะต้องบงการอสูรวิเศษตัวอื่นๆ ให้รับมือกับมนุษย์!
และอีกอย่าง หากผู้อาวุโสมั่วรู้ว่ามันทำแบบนั้น คงยากที่มันจะรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ จางเซวียนก็ยังไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของนางพญามด จึงสลัดข้อสงสัยนั้นทิ้งไปก่อน
‘ตอนนี้มันจะทำอะไรก็ไม่สำคัญแล้ว ที่เราสนใจคือรังของมันต่างหาก!’
แน่นอนว่าที่จริงแล้วจางเซวียนไม่ได้ใจบุญสุนทานถึงขนาดจะยกอสูรวิเศษที่เขาสังหารได้ให้ใครต่อใคร แต่เหตุผลเดียวที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะเคยได้ยินเรื่องของนางพญาแห่งกองทัพมดมาก่อน และของล้ำค่าที่อีกฝ่ายครอบครองอยู่นั้นก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด
รังนางพญามด!
ก็เพราะรังนางพญามดนี่เองที่ทำให้นางพญามดสามารถเรียกรวมพลกองทัพมดได้ทันทีไม่ว่าพวกมันจะอยู่ที่ไหน!
รังนางพญามดมีลักษณะเหมือนแหวนเก็บสมบัติ แต่ภายในมีพลังจิตวิญญาณหมุนเวียนอยู่ ทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้
พูดง่ายๆ ก็คือ ขอแค่มีพื้นที่มากพอ ใส่มนุษย์เข้าไปในนั้นก็ยังไหว!
เพราะแหวนเก็บสมบัติไม่เหมาะจะเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต จึงเป็นการยากลำบากมากหากจางเซวียนจะสลับที่กับตัวโคลนของเขา แต่หากเขาได้รังนางพญามดมา เขาก็สามารถซ่อนตัวอยู่ในนั้นได้ หากต้องการให้ตัวโคลนออกมาสู่โลกภายนอก
อันที่จริง แม้แต่จอมอสูรปีกม่วงก็อยู่ในนั้นได้ เขาสามารถรับมือกับศัตรูโดยเรียกตัวมันมาได้ทันทีระหว่างการต่อสู้
และโดยเฉพาะในฐานะนักฝึกอสูร เขาสามารถเก็บอสูรทุกตัวไว้ในรัง เปรียบเสมือนกองทัพเคลื่อนที่ที่พร้อมให้เรียกใช้งานได้ตลอดเวลา!
ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงรีบมาทันทีที่เคลียร์สถานการณ์ในช่องเขาได้เรียบร้อย
ณ เวลานี้ ไม่มีอะไรสำคัญกว่ารังนางพญามด เขายอมยกอสูรวิเศษที่สังหารได้ให้ปรมาจารย์พวกนั้น เพื่อที่จะได้ตามหารังนางพญามดโดยเร็วที่สุด
และอีกอย่าง ป่านนี้นางพญามดคงรู้แล้วว่าเขาช่วยชีวิตปรมาจารย์พวกนั้นไว้ได้ หากปล่อยให้มันหนีไปหรือซ่อนตัวได้อีก กว่าจะหาเจออีกครั้งก็คงยากเต็มที
ดวงตาหยั่งรู้ทำให้จางเซวียนมองเห็นกองทัพมดกลางอากาศได้อย่างชัดเจน ซึ่งคนปกติแทบจะมองไม่เห็น พวกมันต่างกระพือปีกอย่างโกรธเกรี้ยวและมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
จางเซวียนปกปิดรังสีของตัวเองไว้และตามไปอย่างเงียบๆ
ในเมื่อฝูงมดต้องกลับไปรายงานนางพญา การติดตามพวกมันไปย่อมทำให้เขาได้พบอีกฝ่ายอย่างแน่นอน
ด้วยระดับวรยุทธของเขาในตอนนี้ การปิดบังตัวเองจากกองทัพมดซึ่งเป็นเพียงอสูรธรรมดาถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก
ระหว่างทาง เขาได้เห็นอสูรวิเศษอีก 2-3 กลุ่มพยายามล่อลวงเหล่าปรมาจารย์ให้เข้าไปติดกับ แต่เมื่อเห็นแล้วว่าสถานการณ์ไม่ได้อันตรายเท่ากับการปิดล้อมเมื่อครู่ จึงตัดสินใจไม่เข้าไปยุ่ง
อีก 1 ชั่วโมงต่อมา จางเซวียนก็มาถึงใจกลางยอดเขาเล่หยวน
จุดนี้อยู่สูงจากพื้นหลายพันเมตร อากาศเย็นเยือกกว่าเดิม เมฆขาวลอยละล่องไปทั่ว เกิดเป็นภาพ ลวงตาที่ทำให้ดูเหมือนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางม่านหมอก
ยิ่งจางเซวียนเข้าไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจอผู้เข้าทดสอบน้อยลง ถึงตอนนี้ เขาไม่เห็นใครสักคน
‘หรือว่านางพญามดจะอยู่ในหุบเขาข้างหน้า?’
จางเซวียนเฝ้ามองฝูงมดที่พุ่งเข้าไปในหุบเขาอันเขียวชอุ่มนั้น และตัดสินใจหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะเคลื่อนไหวต่อไป
หุบเขานั้นกว้างใหญ่ไพศาลและยาวสุดลูกหูลูกตา ห่างออกไปราว 300 เมตร มีถ้ำขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ชะโงกเขา
‘ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมาเจอคนคุ้นหน้า…’
จางเซวียนหัวเราะหึๆ
ชายสองคนยืนอยู่หน้าปากถ้ำ ซึ่งก็น่าแปลกที่จางเซวียนจําพวกเขาได้ในทันที
เพราะทั้งคู่คือศิษย์พี่ฝงกับพี่หยู่ คู่หูที่ท้าพนันกับเขาไว้ก่อนเริ่มการทดสอบ!
ตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่บริเวณปากถ้ำ โดยถือธูปดอกหนึ่งที่จุดแล้วไว้ในมือ
ควันธูปค่อยๆ ลอยอ้อยอิ่งเข้าไปข้างใน
‘ธูปเกล็ดอสูร? มิน่าล่ะพวกนั้นถึงกล้าท้าพนันกับเรา มีไม้เด็ดแบบนี้นี่เอง…’
เมื่อเห็นธูป จางเซวียนก็พยักหน้าหงึกๆ
ธูปเกล็ดอสูรไม่เหมือนกับธูปทั่วๆ ไป ผิวของมันถูกจารึกไว้ด้วยอักษรสีเทาที่ดูเหมือนเกล็ด
เมื่อใช้พลังปราณจุดธูปนี้ ควันธูปจะลอยไปตามทิศทางที่ผู้นั้นตั้งเจตนารมณ์ไว้
ธูปนี้ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้เกล็ดของอสูรวิเศษที่มีวรยุทธขั้นสูง มีกลิ่นเย้ายวนใจเป็นพิเศษกับอสูรวิเศษที่มีวรยุทธต่ำกว่า หากสูดดมมากเกินไป ก็อาจถึงขนาดผล็อยหลับหรือสลบ
ว่ากันว่า กรรมวิธีผลิตธูปเกล็ดอสูรนั้นหายสาบสูญไปเนิ่นนานแล้ว จึงถือเป็นของล้ำค่าที่หายากมาก
คงเป็นเพราะธูปนี้ที่ทำให้พี่หยู่กล้าท้าพนันกับเขา
เมื่อมีของสิ่งนี้อยู่ในมือ เขาก็สามารถดึงดูดอสูรวิเศษให้เข้ามาหาได้มากมาย
ดูเหมือนหมอนั่นจะสังหารอสูรวิเศษไปได้แล้ว 2-3 ตัว และเก็บรักษาเครื่องในไว้แล้วเรียบร้อย
ส่วนเหตุผลที่ทั้งคู่มาอยู่ที่นี่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเขารู้เรื่องนางพญามดและตั้งใจมาสังหารมัน?
ศิษย์พี่ฝงที่ยืนอยู่ปากถ้ำตั้งคำถามอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่หยู่ มีอสูรวิเศษขั้น 7 อยู่ข้างในจริงๆ หรือ?”
“อย่าห่วงน่ะ! ผมเตรียมการมาอย่างดี ไม่เพียงแต่จะมีธูปเกล็ดอสูร ผมยังนำหนูไล่ล่ามา 2-3 ตัวด้วยนะ!” พี่หยู่หัวเราะหึๆ ขณะที่ปล่อยให้หนูสีขาวราวหิมะตัวหนึ่งกระโดดออกมา
หนูไล่ล่าเป็นอสูรทั่วไปชนิดหนึ่งที่มีจมูกไวเป็นพิเศษ หากมันจดจำกลิ่นไหนได้ ก็จะไล่ล่าตามหาอย่างไม่ลดละ แม้ว่าจะต้องพลิกแผ่นดินก็ตาม
เมื่อครั้งที่ลู่ชงถูกหลินหลั่งตามล่าและเข้าไปซ่อนตัวในหอสมุดของพระราชวัง เจ้าหนูนี่ก็ถูกนำมาใช้ตามหาที่ซ่อนของเขา
“นี่…มันไม่ใช่หนูไล่ล่าทั่วไปนี่?”
ศิษย์พี่ฝงมองหนูตัวนั้น และเห็นแถบสีดำพาดยาวจากหัวจรดหางของมัน ทำให้เขางงงันมาก
เขาเคยเห็นหนูไล่ล่ามาก่อน แต่จำได้ว่าขนของมันเป็นสีขาวราวหิมะทั่วทั้งตัว ทำไมถึงมีแถบสีดำยาวแบบนี้?
“ก็แน่นอนว่าไม่ใช่ หนูไล่ล่าทั่วไปก็เป็นแค่อสูรธรรมดา จะหาตำแหน่งของอสูรวิเศษเจอได้อย่างไรเล่า? นี่เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว, หนูไล่ล่าสีทอง และตัวมันก็ถือเป็นอสูรวิเศษ สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากหนูไล่ล่าทั่วไปก็เพราะได้กินนมของอสูรวิเศษขั้นสูงมาตั้งแต่ยังเล็ก หากปล่อยออกมาเมื่อไหร่ละก็ ต่อให้ต้องสะกดรอยตามอสูรวิเศษในรัศมีหลายสิบกิโลเมตร ก็ยังหาเจอ!”
พี่หยู่มองหนูไล่ล่าสีทองในมือของเขาอย่างกระหยิ่มใจ
เขาจ่ายเงินสูงลิ่วเพื่อซื้อหนูตัวนี้มา โดยหวังว่าจะสามารถทำผลการทดสอบให้เป็นที่เตะตาและประทับใจเหล่าผู้อาวุโสได้
และเท่าที่ดู…ก็เหมือนจะใช้ได้ผล
“หนูไล่ล่าสีทองตัวนี้แหละที่บอกผมว่ามีอสูรวิเศษขั้น 7 อยู่ข้างใน…” พี่หยู่หัวเราะหึๆ
“ในเมื่อมันเป็นอสูรวิเศษขั้น 7 หากธูปเกล็ดอสูรใช้การไม่ได้ล่ะ เราจะทำอย่างไร?”
ถึงอีกฝ่ายจะยืนยันเป็นมั่นเหมาะ แต่ศิษย์พี่ฝงก็ยังออกจะไม่สบายใจ
ตัวเขาเป็นแค่นักรบขั้นกึ่งสะพานจักรวาลเท่านั้น ขณะที่พี่หยู่ก็เป็นนักรบสะพานจักรวาลขั้นต้น หากอสูรวิเศษขั้น 7 ตัวนั้นเจอฤทธิ์ของธูปเกล็ดอสูรเข้าไป แต่ยังประคองสติไว้ได้ ชีวิตของพวกเขาต้องตกอยู่ในอันตรายแน่
“คุณพูดเหมือนกับไม่รู้อย่างนั้นแหละว่าธูปเกล็ดอสูรมีสรรพคุณอย่างไร ไม่มีอสูรวิเศษที่มีวรยุทธตํ่ากว่าขั้น 8 ตัวไหนจะต้านทานอานุภาพของมันได้ อีกอย่าง…ต่อให้ไม่สำเร็จจริงๆ ผมก็ยังมีไม้ตายอื่นอีก คุณไม่ต้องกังวลหรอกน่ะ!” พี่หยู่ประกาศอย่างมั่นใจ
เขาจะพรวดพราดเข้ามาที่ถ้ำของอสูรวิเศษขั้น 7 โดยไม่เตรียมตัวได้อย่างไรกัน!
นอกจากธูปเกล็ดอสูรแล้ว เขายังมีแผ่นค่ายกลเกรด 5 ด้วย
ถ้าเจ้าอสูรนั่นกล้าโจมตีพวกเขาล่ะก็ นั่นจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่มันจะมีโอกาสได้ทำ!



