ตอนที่ 713 ปราบนางพญามด
‘แม้ธูปเกล็ดอสูรจะมีอานุภาพทำให้อสูรวิเศษมึนงง แต่ก็อาจใช้กับนางพญามดไม่ได้!’
จางเซวียนส่ายหัวเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
กลิ่นควันของธูปเกล็ดอสูรมีอานุภาพถึงขนาดทำให้อสูรวิเศษที่มีวรยุทธเหนืออสูรขั้น 7-สูงสุด สลบไสลได้เพียงสูดเข้าไปครั้งเดียว แต่ดูเหมือนนางพญากองทัพมดจะเป็นข้อยกเว้น
สิ่งมีชีวิตที่สามารถควบคุมกองทัพมดได้เป็นหมื่นๆตัว – จะต้องมีจิตวิญญาณแข็งแกร่งขนาดไหน?
มันจะสลบง่ายๆได้อย่างไรกัน?
หากขืนทำแบบนี้ต่อไป นางพญามดปรากฏตัวเมื่อไหร่ พวกนั้นต้องลำบากแน่
‘เราต้องหาทางเอารังนางพญามดมาให้ได้ ถ้าพวกนั้นแน่ใจแล้วว่านางพญาอยู่ในถ้ำ คงเอารังของมันมาไม่ได้…’
จางเซวียนไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยความปลอดภัยของสองคนนั้น เพราะถึงอย่างไร คนที่มีธูปเกล็ดอสูร อันเป็นของล้ำค่าไว้ในครอบครอง จะไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่น่าทึ่งกว่านั้นเชียวหรือ?
สิ่งที่เขากังวลในตอนนี้ก็คือ จะทำอย่างไรไม่ให้พวกนั้นรู้ว่ามีตัวอะไรอยู่ข้างใน!
นางพญาแห่งกองทัพมดเป็นอสูรวิเศษที่หายากมาก ทั่วทั้งอาณาเขตของจักรวรรดิหงหย่วนก็คงไม่มีตัวที่ 2 แล้ว เขามาเจอตัวนี้เพราะโชคช่วยแบบสุดๆ แต่หากปล่อยให้หลุดไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายแล้วก็คงไม่มีทางเอากลับคืนมาได้อีก
ใครเล่าจะยอมสละของล้ำค่าที่เก็บรักษาได้ทั้งกองทัพ?
‘เราจัดการพวกนั้นให้สลบดีไหม?’
จางเซวียนขบฟันขณะครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไร
วิธีที่ง่ายที่สุดในการไปเอารังนางพญามดมาก็คือบุกเข้าไป แต่ในเมื่อสองคนนั่นขวางปากถ้ำอยู่ ถ้าจะเข้าไป ก็ต้องจัดการพวกนั้นให้สลบเสียก่อน
‘แต่ถ้าผู้อาวุโสมั่วรู้เข้า และตัดสินว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎ เราก็จะสอบไม่ผ่าน ซึ่งนั่นก็จะยิ่งซวยหนัก…’
ทันทีที่นึกได้ จางเซวียนรีบส่ายหน้า
เขาแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความสามารถของนักรบระดับเซียน จึงบอกไม่ได้ว่าผู้อาวุโสมั่วจะลงโทษผู้ทำผิดกฎอย่างไร แถมอีกฝ่ายก็เตือนผู้เข้าสอบทุกคนแล้วว่าไม่ให้แย่งชิงอสูรวิเศษกัน หากเขาจัดการสองคนนั่นจนสลบแล้วเอานางพญามดมา คงต้องเจอเรื่องยุ่งยากแน่
“ตัวโคลน!”
เมื่อคิดแล้ว จางเซวียนก็เรียกตัวโคลนของเขาออกมา
หลังจากใช้โทรจิตสื่อสารกับอีกฝ่าย จางเซวียนก็สำแดงเคล็ดวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดงและขึ้นไปซ่อนตัวท่ามกลางพุ่มไม้หนาทึบ ขณะที่คืบคลานเข้าใกล้ปากถ้ำไปเรื่อยๆ
หากเขาใช้เทคนิคการเคลื่อนไหวแบบอื่น จะต้องเกิดเสียงบางอย่างแน่ แต่ถ้าเป็นการบินก็ไม่มีปัญหา
ตราบใดที่เขาไม่ต้องการให้ใครพบเห็น ก็ไม่มีทางที่ใครจะเจอตัวเขาได้ง่ายๆ แม้จะสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 7 แล้วก็ตาม
ไม่ช้า จางเซวียนก็มาซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ห่างจากปากถ้ำไปไม่กี่สิบเมตร
“เราจุดธูปเกล็ดอสูรมาพักหนึ่งแล้วนะ อสูรวิเศษที่อยู่ในถ้ำคงสลบไปแล้วล่ะ เข้าไปดูดีไหม?”
หลังจากได้รับคำยืนยันเป็นมั่นเหมาะจากพี่หยู่ ศิษย์พี่ฝงก็คลายความกังวล เมื่อไม่หนักใจอะไรแล้ว จึงอดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อคิดว่าจะได้ครอบครองเครื่องในของอสูรวิเศษขั้น 7
ผู้อาวุโสมั่วบอกไว้แล้วว่าพวงเครื่องในของอสูรวิเศษขั้น 4 สูงสุดมีค่าเท่ากับ 1 แต้ม, อสูรวิเศษขั้น 5 ขั้นต้น มีค่าเท่ากับ 10 แต้ม และเพิ่มขึ้นไปทีละ 10 แต้มตามขั้นย่อย ส่วนอสูรวิเศษขั้น 6 ขั้นต้นมีค่าเท่ากับ 100 แต้ม และเพิ่มขึ้นไปทีละ 100 แต้มตามขั้นย่อย…หากคำนวณด้วยวิธีนี้ อสูรวิเศษขั้น 7 ขั้นต้นย่อมมีค่าถึง 1,000 แต้มทีเดียว!
นั่นเท่ากับการสังหารอสูรวิเศษขั้น 6 ขั้นต้นถึง 10 ตัว! หากได้แต้มระดับนี้ คงได้อันดับดีแน่ แม้ผู้เข้าทดสอบคนอื่นจะเก่งๆกันทั้งนั้นก็เถอะ
“อย่าเพิ่งรีบร้อนไป อสูรวิเศษขั้น 7 มีจิตวิญญาณที่ทรงพลังและแข็งแกร่งมาก รออีกหน่อยดีกว่า บุ่มบ่ามเข้าไปตอนนี้ไม่น่าจะดี!” พี่หยู่พูด
เขาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย แต่จะไม่ยอมให้ความร้อนรนใดๆมาขัดขวางความสำเร็จของเขา
แม้จะมั่นใจในธูปเกล็ดอสูรของตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกว่าต้องระมัดระวังตัว เพราะอสูรที่เขากำลังจะรับมือด้วยเป็นถึงอสูรวิเศษขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ
“ก็ได้!”
ศิษย์พี่ฝงพยักหน้าด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “ถ้าเราสังหารไอ้ตัวนี้ได้ละก็ พี่หยู่จะมีเกือบ 2,000 แต้ม ถึงตอนนั้นจางเซวียนก็ตามไม่ทันแล้วล่ะ ต่อให้มีอสูรวิเศษกึ่งขั้น 9 มาช่วยก็เถอะ!”
เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวระหว่างตัวเขากับจางเซวียน ศิษย์พี่ฝงก็อดอึดอัดขัดใจไม่ได้
เจออีกฝ่ายปราบด้วยนิ้วเดียว ความมั่นใจในตัวเองของเขาสูญสลายไปหมดเพราะการถูกหยามหน้าครั้งนี้ ถ้าพี่หยู่เอาชนะอีกฝ่ายได้ เขาก็ยังพอเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้บ้าง
“ต่อให้อสูรของเขาจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็เถอะ ถ้ายังหาอสูรวิเศษที่จะล่าไม่ได้ จะเอาแต้มมาจากไหนกัน?”
พี่หยู่คำรามเยาะด้วยแววตาที่แสดงความมั่นใจ
ต่อให้จางเซวียนมีอสูรวิเศษกึ่งขั้น 9 ก็แล้วไงล่ะ?
ด้วยระดับความสามารถของหมอนั่น ก็คงสังหารได้แค่อสูรวิเศษขั้น 6 สักตัว แต่ตัวเขากำลังจะสังหารอสูรวิเศษขั้น 7 หมอนั่นแพ้กันเห็นๆ!
“จริงด้วย…” ศิษย์พี่ฝงพยักหน้า แต่ในตอนนั้นเอง ลมหอบใหญ่ก็กรรโชกเข้ามาในหุบเขา
“มีคนอยู่ที่นี่!”
พี่หยู่หน้าดำคร่ำเครียด
ศิษย์พี่ฝงก็รีบเหลียวมอง
กว่าพวกเขาจะหาอสูรวิเศษที่ทรงพลังขนาดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย การต้องแบ่งแต้มกับใครจึงถือเป็น สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะอยากทำ
ขณะที่พี่หยู่กับศิษย์พี่ฝงกำลังเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวง กระแสลมกรรโชกก็หยุดกึก ตามมาด้วยเสียงทุ้มลึกเสียงหนึ่ง
“นั่นเป็นร่องรอยของอสูรวิเศษขั้น 7!”
“อสูรวิเศษขั้น 7?”
เมื่อได้ยินคำนั้น ทั้งศิษย์พี่ฟงกับพี่หยู่เลิกคิ้วด้วยความตกใจ
มาเจอกันในเวลาเหมาะเจาะแบบนี้ คงไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายจงใจสะกดรอยตามพวกเขาเพื่อมาขโมยเหยื่อหรอกนะ, ใช่ไหม?
ฟิ้ววววว!
แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะคิดมากไปเอง กระแสลมกรรโชกพัดเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูจะอ่อนลงเรื่อยๆ ดูเหมือนปรมาจารย์ผู้นั้นจะแยกตัวไปอีกทางหนึ่งเพื่อติดตามอสูรวิเศษขั้น 7 ตัวที่เขาเพิ่งพูดถึง
“ดูแลธูปเกล็ดอสูรไว้ให้ดี ผมจะไปดูเสียหน่อย!” พี่หยู่สั่งการศิษย์พี่ฝง ก่อนจะมุ่งหน้าออกจากหุบเขา ทนความอยากรู้ไม่ได้อีกต่อไป
มีอสูรวิเศษขั้น 7 อยู่ที่นี่อีกตัวหนึ่งจริงๆหรือ? คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกน่ะ?
เขาจึงพุ่งตัวออกจากป่า และเห็นร่างนั้นวิ่งขึ้นเขา แต่อีกฝ่ายก็อยู่ไกลมากจนดูไม่รู้ว่าเป็นใคร
เขาสำรวจพื้นที่บริเวณนั้นอยู่หลายครั้งเพื่อหาร่องรอยของอสูรวิเศษขั้น 7 แต่ก็ไม่มีอะไรเลย
‘คราวนี้แหละ!’
ขณะที่ศิษย์พี่ฝงกำลังเขม้นมองไปทางที่พี่หยู่วิ่งจากไป จางเซวียนที่ซ่อนตัวอยู่ก็หัวเราะเบาๆ และ ‘ฟึ่บ!’ เขาผลุบหายเข้าไปในถ้ำอย่างเงียบเชียบ
ผู้ที่ส่งเสียงออกมาเมื่อครู่และวิ่งจากไปแล้วก็คือตัวโคลนของเขา
แน่นอนว่าจางเซวียนทำแบบนี้เพื่อหลอกล่ออีกฝ่าย และหาโอกาสที่จะแอบเข้าไปในถ้ำ
ซึ่งจางเซวียนก็ได้ปรับแต่งเสียงและปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวโคลนแล้ว เพื่อไม่ให้ใครสืบสาวหลักฐานมาถึงตัวเขาได้
ฟึ่บ!
เมื่อเข้าไปในถ้ำได้แล้ว จางเซวียนก็ใช้ดวงตาหยั่งรู้สำรวจพื้นที่โดยรอบทันที
ภายในถ้ำนั้นทั้งมืดมิดและเย็นชื้น กองทัพมดสลบไสลอยู่เกลื่อนกลาด พวกมันสลบไปด้วยฤทธิ์ของธูปเกล็ดอสูร
เพราะธูปเกล็ดอสูรสามารถทำให้อสูรวิเศษขั้น 7 สลบได้ แล้วอสูรทั่วไปจะทนไหวได้อย่างไร?
จางเซวียนค่อยๆคืบคลานลึกเข้าไปในถ้ำ ครู่ต่อมาก็ต้องตาโต
ไม่ห่างออกไปนัก มีรังอยู่อันหนึ่งซึ่งมีขนาดพอๆกับลูกฟุตบอลห้อยลงมาจากเพดาน แต่ดูเรียบลื่นและอบอุ่นราวกับถูกหลอมขึ้นจากหยก มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเป็นของล้ำค่าที่ไม่ธรรมดาเอามากๆ
ข้างหลังรังนั้นมีอสูรวิเศษที่มีขนปุกปุยสีขาวราวหิมะ มันมีร่างอ้วนกลม ขนาดพอๆกับมนุษย์ ดูไกลๆก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์หิมะ
‘นี่คือนางพญาแห่งกองทัพมดหรือ?’
จางเซวียนถึงกับผงะ
เขาเคยอ่านเรื่องของมันจากหนังสือเพียงคร่าวๆ ซึ่งก็ไม่ได้อธิบายรูปลักษณ์เอาไว้อย่างละเอียดนัก เขาจึงนึกภาพว่ามันคงจะมีหน้าตาไม่ค่อยน่ามองเหมือนมดทั่วไป ใครจะคิดว่าจะงดงามแบบนี้?
ควั่บ!
จางเซวียนจมดิ่งอยู่กับความคิดจนลืมควบคุมพลังปราณของเขาไปชั่วขณะ ในพริบตาต่อมา นัยน์ตาของนางพญามดสีขาวจึงหันมาจับจ้องที่เขา
ฟึ่บ!
มันพุ่งเข้าใส่ หมายใช้กรงเล็บล็อกตัวจางเซวียนไว้
สมกับที่เป็นอสูรวิเศษขั้น 7 พละกำลังในการโจมตีของมันจัดว่าสูงส่งมาก ยังไม่ทันที่กรงเล็บของมันจะสัมผัสตัวเขา จางเซวียนก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่โถมทับลงมาจนแทบจะฉีกร่างของเขาเป็นชิ้นๆ
วรยุทธขั้น 7 หรือการประสานกลมกลืนกันอย่างสมบูรณ์แบบนั้นคือการรวมกันของความสามารถในทุกด้านของนักรบ ด้วยการประสานกลมกลืนนี้ พลังปราณของผู้นั้นจะเข้มข้นขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น ทั้งยังสอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น ทำให้มีพละกำลังสูงส่งมาก และการสอดประสานกลมกลืนที่ว่าก็ยังมีอานุภาพบ่มเพาะจิตวิญญาณด้วย
กรงเล็บนั้นอาจไม่ได้มีอานุภาพอะไรมากมาย แต่มันมาจากร่างกาย สมอง และจิตวิญญาณที่มีวรยุทธขั้น 7 กรงเล็บนั้นจึงปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเหลือเชื่อ
“เฮ้ย!”
รู้ดีว่าสายไปแล้วที่จะซ่อนตัว จางเซวียนจึงรวบรวมพละกำลังและปล่อยหมัดเข้าปะทะ
พลังปราณของเขาไหลเวียนอย่างเกรี้ยวกราดอยู่ในร่างกาย พละกำลังของนักรบขั้นสะพานจักรวาลผนวกกับพละกำลังทางร่างกายและจิตวิญญาณ ทำให้เขามีความแข็งแกร่งรวมกันเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8
พลั่ก!
หมัดกับกรงเล็บปะทะกัน ยังไม่ทันที่นางพญามดจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างขาวสะอาดของมันก็กระเด็นและหมุนคว้างกลางอากาศ มันพุ่งเข้ากระแทกกำแพง เกิดเป็นรูขนาดใหญ่
ตัวมันมันอ่อนแอเกินไปที่จะรับมือกับพละกำลังระดับนั้นของจางเซวียน
หากไม่ใช่เพราะร่างกายที่แข็งแกร่งทนทานเป็นพิเศษตามแบบของอสูร หมัดนั้นคงสังหารมันไปแล้ว
ฟึ่บ!
หลังจากถูกสอยกระเด็น นางพญาแห่งกองทัพมดก็ประเมินพละกำลังของชายหนุ่มตรงหน้า เมื่อรู้แล้วว่าตกอยู่ในอันตราย มันก็รีบกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืน และพุ่งเข้าไปโดยหมายจะคว้ารังของมันก่อนหลบหนี
“แกคิดจะหนีหรือ?”
รู้ดีว่าหากปล่อยให้มันหนีไปได้ ก็คงไม่มีปัญญาจับตัวมันแล้ว จางเซวียนจึงกระทืบเท้าและสำแดงศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้า ฟิ้ววว! ในชั่วพริบตา เขาก็ไปปรากฏตัวระหว่างนางพญามดกับรังของมัน
จางเซวียนใช้กระแสพลังปราณควบคุมบรรยากาศโดยรอบ สกัดกั้นการเคลื่อนไหวของนางพญามดเอาไว้
ด้วยพละกำลังของเขาในตอนนี้ การที่อสูรวิเศษขั้น 7 ตัวหนึ่งจะฝ่าเกราะป้องกันของเขาถือเป็นเรื่องยาก
“ฮื่ออออออ!”
เมื่อเห็นมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าไม่ยอมให้มันได้เข้าถึงรัง นางพญามดถึงกับตื่นตระหนก มันแยกเขี้ยว โชว์ฟันคมกริบสองแถวอย่างเกรี้ยวกราด
‘ต้องรีบจัดการเสียแล้ว…’
จางเซวียนรู้ดีว่าเขาไม่อาจเสียเวลากับนางพญามดได้นานนัก และโดยเฉพาะเมื่อไม่รู้ว่าศิษย์พี่ฝงกับพี่หยู่จะพรวดพราดเข้ามาในถ้ำเมื่อไหร่ อีกทั้งยังมีกองทัพมดมากมายยุ่บยั่บอยู่ทั่ว ด้วยจำนวนมหาศาลของพวกมัน หากอานุภาพของธูปเกล็ดอสูรสลายไปล่ะก็ คงรับมือกับมันได้ลำบากแน่
จางเซวียนจึงรวบรวมพละกำลังและพรวดออกไปโดยไม่ลังเล ฝ่ามือของเขาปะทะกับหัวนางพญามดที่มีขนปุกปุย
พลั่ก!
ด้วยแรงปะทะจากการโจมตีนั้น นางพญามดถูกสอยกระเด็นไปอัดผนังอัดกำแพงอีกครั้ง มันกระอักเลือดกองใหญ่ออกมา
คราวนี้จางเซวียนใช้พลังไปไม่น้อย แม้อสูรจะมีความสามารถในการป้องกันตัวอันสูงส่ง แต่นางพญามดก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส
จางเซวียนยืนเอาสองมือไพล่หลังและจ้องหน้านางพญามดที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยสีหน้าเฉยเมย ลำคอของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยขณะเอ่ยภาษาอสูรดึกดำบรรพ์
“ยอมจำนนให้ฉัน และเป็นอสูรของฉันซะ แล้วฉันจะรักษาแก ทั้งจะยกระดับวรยุทธให้แกด้วย ไม่อย่างนั้น…ก็เตรียมตัวตายได้!”
จากนั้น เขาก็กระดิกนิ้วและส่งกระแสพลังปราณเทียบฟ้าเข้าสู่ร่างของมัน
วิ้ง!
ราวกับมีลำธารใสสะอาดเข้าชะทั่วทั้งร่าง นางพญามดรู้สึกว่ารูขุมขนทั่วร่างของมันเปิดออก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
หลังจากได้เห็นความบริสุทธิ์อย่างไม่น่าเชื่อของกระแสพลังปราณที่ทำให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นางพญาแห่งกองทัพมดก็รู้ดีว่าชีวิตของมันไม่ได้อยู่ในกำมือของมันอีกแล้ว หากลังเลไปก็มีแต่จะต้องตาย จึงก้มหัวให้อีกฝ่ายด้วยอาการยอมจำนน
“ดี ทำสัญญากัน!”
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายยอมจำนนเพราะรู้แล้วว่าตัวเองสู้ไม่ได้ จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
ด้วยประสิทธิภาพของพลังปราณเทียบฟ้าและภาษาอสูรดึกดำบรรพ์ การฝึกอสูรวิเศษให้เชื่องกลายเป็นเรื่องง่ายดายกว่าเก่า ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มากมาย
“เฮ่ออออ…”
หลังจากทำสัญญาแล้ว จางเซวียนระบายลมหายใจยาว จากนั้นก็หันไปมองรังที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาประหลาด



