ตอนที่ 720 จางเซวียนแพ้?
“เขาสังหารได้แม้แต่อสูรวิเศษขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ?”
จางเซวียนอึ้งตะลึงไปชั่วขณะ
เขาจำได้ว่าไม่เห็นธูปเกล็ดอสูรอยู่ในแหวนเก็บสมบัติของทั้งคู่ตอนที่เข้าไปสำรวจดู นั่นหมายความว่า มีโอกาสสูงที่ของชิ้นนั้นจะยังอยู่กับพวกเขา
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็เป็นไปได้ที่ทั้งคู่จะสังหารอสูรวิเศษขั้น 7 ได้สำเร็จ
แม้จะมีจำนวนอยู่น้อยมาก แต่ก็มีอสูรวิเศษขั้น 7 อยู่กลุ่มหนึ่งที่เดินเพ่นพ่านไปทั่วหุบเขา หากสำรวจพื้นที่อย่างถี่ถ้วนก็ย่อมหาเจอ
หลังจากที่จางเซวียนจัดการอสูรตะวันไบแซนไทน์ เหล่าอสูรวิเศษที่เหลือก็ไร้ผู้นำ อีกทั้งการประสานงานระหว่างพวกมันก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่มีใครเรียกระดมพลและคอยสั่งการ ลงท้ายพวกมันก็กระจัดกระจายกันไปตามพื้นที่ต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีสิ่งประดิษฐ์อย่างธูปเกล็ดอสูรอยู่ในมือก็ย่อมสังหารอสูรวิเศษได้มากมาย
เพียงแต่เรื่องหนึ่งที่ยังคาใจจางเซวียนก็คือ…ทำไมทั้งคู่ถึงต้องเอาหนังอสูรมานุ่งห่ม?
อสูรวิเศษมีปีกตัวนั้นจับพวกเขาแก้ผ้าด้วยหรือ?
พวกมันมีรสนิยมทำนองนั้นหรือไง?
แค่คิดจางเซวียนก็ตัวสั่น
เมื่อนึกถึงสภาพที่ทั้งคู่ถูกริบแหวนเก็บสมบัติและอาวุธไปหมด ก็คงยากที่จะหาเสื้อผ้าเหมาะๆได้ จึงเป็นไปได้ว่าทั้งคู่จำเป็นต้องนำหนังอสูรที่ล่าได้เดี๋ยวนั้นมาใช้นุ่งห่มไปก่อน
“น่าสมเพชชะมัด!”
จางเซวียนคิดแล้วก็อดเห็นใจทั้งสองคนไม่ได้
นึกดูสิว่าปรมาจารย์ผู้ปราดเปรื่องถึง 2 คนถูกอสูรวิเศษจับแก้ผ้าและทิ้งไว้ในหุบเขา! แค่คิดก็ชวนสังเวชแล้ว
ขณะที่จางเซวียนกำลังจ้องมองทั้งคู่อย่างเห็นใจ พี่หยู่ก็กำลังปลื้มปริ่มกับเสียงเชียร์ดังสนั่นจากฝูงชน เขาเอาสองมือไพล่หลังไว้และหันมามองจางเซวียนด้วยสีหน้าของผู้ถือไพ่เหนือกว่า “ปรมาจารย์จาง ผมเอาพวงเครื่องในที่ได้ออกมาแล้ว ของคุณล่ะ?”
“ของผม?”
จางเซวียนหัวเราะหึๆก่อนสะบัดข้อมือ แล้วพวงเครื่องในจำนวนหนึ่งก็ปรากฏบนโต๊ะ
ทั้งพวงเครื่องในที่เขาได้มาจากแหวนเก็บสมบัติของทั้งคู่ และพวงเครื่องในที่เขาล่ามาได้ในระหว่างทางลงเขา รวมกันแล้วก็ถือเป็นจำนวนมากโข ออกจะน่าอัศจรรย์ใจไม่น้อยที่เห็นเครื่องในจำนวนมากมากองรวมกัน
แต่ก็ไม่มีชิ้นไหนที่เป็นของอสูรวิเศษขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ
“อสูรหลัวหยาง, อสูรควันเขียว, อสูรเจ็ดสัมผัส…ทำไมเครื่องในพวกนี้ถึงดูคุ้นตาเหลือเกิน?”
เมื่อเห็นพวงเครื่องในที่จางเซวียนนำออกมา พี่หยู่กับศิษย์พี่ฝงมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ
เพราะด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง พวงเครื่องในที่ปรมาจารย์จางนำออกมาช่างเหมือนกันอย่างน่าประหลาดกับเครื่องในที่พวกเขาล่ามาได้เมื่อเช้า
“บางทีอาจจะมีอสูรวิเศษชนิดเดียวกันอยู่หลายตัวบนเขานั่น!”
สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเอง
เพราะแหวนเก็บสมบัติของพวกเขาถูกอสูรวิเศษมีปีกขโมยไป แล้วจะไปตกอยู่ในมือของปรมาจารย์จางได้อย่างไร เหตุผลเดียวที่ฟังขึ้นก็คือปรมาจารย์จางได้สังหารอสูรวิเศษสายพันธุ์เดียวกัน และในเมื่อพวกเขาออกล่าในหุบเขาเดียวกัน แม้จะมีโอกาสน้อย แต่ความเป็นไปได้ที่จะล่าอสูรสายพันธุ์เดียวกันได้ก็พอมีอยู่
“ถึงหมอนั่นจะมีพวงเครื่องในอยู่ไม่น้อย แต่ก็ดูจะน้อยกว่าเราอยู่สักหน่อย เขา…แพ้แน่!”
หลังจากหายตะลึงพี่หยู่ก็ตาโตด้วยความตื่นเต้น
ถ้าจะพูดกันตามตรง หลังจากได้เห็นว่าอีกฝ่ายปราบศิษย์พี่ฝงได้ด้วยนิ้วเดียว และเห็นแล้วว่าเขากล้าหาญชาญชัยถึงขนาดเอาหินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อนมาเป็นเดิมพัน ความสงสัยก็บังเกิดขึ้นในใจของเขา ทำให้ออกจะไม่สบายใจนัก แต่เมื่อเห็นทั้งปริมาณและคุณภาพของพวงเครื่องในที่อีกฝ่ายนำออกมา พี่หยู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาหัวเราะหึๆอย่างมั่นใจและหันไปประสานมือให้บรรดาศิษย์พี่ “หวังว่าพวกคุณจะช่วยตัดสิน แต้มให้พวกเรา!”
“ได้สิ”
เมื่อเห็นผู้ท้าพนันทั้งสองฝ่ายนำพวงเครื่องในออกมามากมาย บรรดาศิษย์พี่ต่างก็อัศจรรย์ใจ พวกเขารีบก้มลงตรวจสอบเพื่อประเมินแต้ม
ครู่ต่อมา ศิษย็พี่คนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนและผายมือไปทางพี่หยู่ เขาพูดว่า “ศิษย์น้องคนนี้มีพวงเครื่องในของอสูรวิเศษขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ 1 พวง, ขั้นสะพานจักรวาล 3 พวง, ขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง 26 พวง รวมถึงขั้นขจัดสิ่งมัวหมองขั้นสูงสุดอีก 18 พวงด้วย…รวมแล้ว เขาได้ทั้งหมด… 2,658 แต้ม!”
“2,658 แต้ม!”
“นะ-น่าทึ่งจริงๆ!”
“ผมนึกว่า 700 แต้มของศิษย๋พี่หูจากจักรวรรดิว่านหยู่ก็น่าทึ่งแล้ว ไม่น่าเชื่อ ว่าเขาจะเก่งกาจกว่านั้นอีก! เกิน 2,000 แต้มก็ถือว่าทำลายสถิติแล้วนะ ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะวางท่าโอหังแบบนั้น! ทั้งแข็งแกร่งและมีความสามารถ คงไม่มีใครเทียบได้ง่ายๆหรอก”
“อยากรู้ว่าปรมาจารย์ที่กลับมาตั้งแต่เที่ยงได้กี่แต้ม แต่ถึงอย่างไรก็เถอะ เจอ 2,658 แต้มเข้าไป ผมคิดว่าเขาคงโดนทวงตำแหน่งคืนแล้วล่ะ…”
…..
เกิดเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ขึ้นโดยรอบ
มีปรมาจารย์อยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้แม้สักแต้มเดียว แต่ชายผู้นี้กลับทำได้ถึง 2,658 แต้ม แค่คิดก็สุดแสนจะน่าทึ่งแล้ว!
“คุณคิดว่าปรมาจารย์จางจะได้กี่แต้ม?”
หลังจากเสียงอื้ออึงเริ่มซาลง ทุกสายตาก็หันไปจับจ้องจางเซวียนโดยอัตโนมัติ
ปรมาจารย์ที่นุ่งห่มด้วยหนังอสูรทำแต้มได้สูงขนาดนั้น บุคคลที่พวกเขาท้าพนันด้วยก็ย่อมจะเก่งกาจเหมือนกัน
ศิษย์พี่อีกคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ประเมินแต้มของจางเซวียนพูดขึ้นมา
“ปรมาจารย์จางมีพวงเครื่องในของอสูรวิเศษขั้นสะพานจักรวาลขั้นสูงสุด จำนวน 5 พวง, ขั้นสะพานจักรวาลขั้นต้น 3 พวง, ขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง 13 พวง…รวมแล้วได้ 2,580 แต้ม!”
“2580 แต้ม? แพ้ไป 78 แต้มเท่านั้น น่าเสียดายจริงๆ!”
เมื่อได้ยินเสียงประกาศคะแนน ฝูงชนต่างนิ่งอึ้งกันไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงเซ็งแซ่อีก
หากคะแนนของทั้งสองฝ่ายห่างกันมากก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในเมื่อต่างทะลุ 2000 แต้มกันทั้งคู่ และความต่างก็มีน้อยกว่า 100 แต้ม จึงถือว่าน่าเสียดายเหลือเกินสำหรับฝ่ายที่พ่ายแพ้
“เราแพ้?”
จางเซวียนผงะ
เขาคิดว่าการที่สองคนนี้จะเอาชนะเขาได้ย่อมไม่ง่ายอย่างแน่นอน เพราะอสูรวิเศษมีปีกได้ริบแหวนเก็บสมบัติไปจากพวกเขาแล้ว ใครจะคิดว่าเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง ทั้งคู่จะตีตื้นกลับมาได้ขนาดนี้?
เหลือเชื่อ!
สมกับที่เป็นอัจฉริยะระดับหัวกะทิ ประมาทพวกเขาไม่ได้เลยจริงๆ!
‘ว่าแต่…เราจะต้องมอบหินวิเศษขั้นสูงให้สองคนนั้นจริงๆหรือ…’
จางเซวียนไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองจะแพ้ ไอ้เรื่องแพ้นั่นก็พอทำเนา แต่ถ้าต้องเสียหินวิเศษขั้นสูงไป…คงกระอักเลือดตาย!
‘หรือว่า…เราจะเอานางพญาแห่งกองทัพมดออกมา?’
ปัญหาที่จางเซวียนเพิ่งครุ่นคิดอยู่ก่อนหน้ากลับมากวนใจเขาอีก
เพราะนางพญาแห่งกองทัพมดเป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการปราบเหล่าปรมาจารย์บนยอดเขาเล่หยวน จึงถือว่ามีบทบาทสำคัญ แถมยังเป็นผู้ช่วยอสูรตะวันไบแซนไทน์โดยตรง หากเขานำนางพญามดออกมา ก็เสี่ยงต่อการทำให้เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นรู้ตัว ซึ่งอาจทำให้พวกมันลงมือหนักข้อกว่านี้ เมื่อรู้ตัวแล้วว่าถูกเปิดโปง
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็จะกลายเป็นว่าจางเซวียนนำพาอันตรายใหญ่หลวงมา โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่เขาไม่สามารถเตือนทางสภาปรมาจารย์ได้ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง
แต่ถ้าไม่ทำ เขาจะต้องมอบหินวิเศษขั้นสูงให้อีกฝ่ายจริงๆหรือ?
“ก็นี่ไง ปรมาจารย์จาง ผลการทดสอบก็ชัดเจนแล้ว คุณยังจะพูดอะไรอีก?”
เมื่อรู้ตัวว่าได้รับชัยชนะ พี่หยู่กำหมัดแน่นนัยน์ตาวาววับด้วยความตื่นเต้น
“ผมจะพูดอะไรได้อีก?”
จางเซวียนส่ายหน้า “นี่เป็นแต้มรวมของพวกคุณนะ ไม่ได้หมายความว่าคุณชนะพนันกับผม”
“จริงด้วย! แต้มของสองคนมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ไงล่ะ?”
“ทั้งคู่ออกล่าด้วยกัน ถ้าแบ่งแต้มกันคนละครึ่งล่ะก็ ปรมาจารย์จางก็เป็นผู้ชนะอยู่ดี…”
เมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ ฝูงชนต่างพยักหน้า
ทั้งคู่ออกล่าอสูรด้วยกันขณะที่ปรมาจารย์จางบุกเดี่ยว แต่สุดท้ายสองฝ่ายก็ได้แต้มใกล้เคียงกัน ต่อให้มองในแง่ไหน ปรมาจารย์จางก็เป็นผู้ชนะอยู่ดี!
ราวกับคาดคิดไว้แล้วว่าจางเซวียนจะพูดแบบนี้ ศิษย์พี่ฝงตอบยิ้มๆ ‘ผู้อาวุโสมั่วบอกกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนแล้วว่าสามารถกระจายแต้มให้กันได้ ก็ในเมื่อเป็นแบบนั้น ผมจะขอรับไว้เพียง 77 คะแนน และมอบคะแนนที่เหลือให้พี่หยู่!”
“หน้าไม่อาย!”
“ถ้าเขาเอาไป 77 แต้ม ปรมาจารย์หยู่คนนั้นก็จะได้ 2,581 แต้ม ชนะปรมาจารย์จางแค่แต้มเดียว!”
“เขาจงใจทำแบบนี้นี่นา!”
“แต่มันก็เป็นกฎเกณฑ์ที่ปรมาจารย์มั่วตั้งไว้จริงๆ ถ้าจะพูดกันตามนั้นล่ะก็ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดนะ…”
…..
เมื่อได้ยินคำตอบโต้ของศิษย์พี่ฝง ทุกคนก็พูดไม่ออก
ผู้อาวุโสมั่วกล่าวไว้แล้วว่าผู้เข้าทดสอบสามารถมอบแต้มของตัวเองให้ผู้อื่นได้หากสมัครใจ ซึ่งถ้าหมอนั่นเอาไปแค่ 77 แต้ม พี่หยู่ก็จะเหลือ 2,581 แต้ม ซึ่งยังทำให้เขามีแต้มเหนือกว่าปรมาจารย์จางอยู่แต้มหนึ่ง…ช่างเป็นการกระทำที่ไร้ยางอายอะไรเช่นนั้น!
ศิษย์พี่ฝงประสานมืออย่างสุภาพและตั้งคำถามโดยไม่แยแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชน “ศิษย์พี่ ไม่ทราบว่าผมทำแบบนี้ได้…ใช่หรือไม่?”
“คือ…”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ศิษย์พี่คนหนึ่งก็พยักหน้า “ใช่ คุณทำได้”
ในเมื่อเป็นกฎเกณฑ์ที่ผู้อาวุโสมั่วตั้งไว้ ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะขัดขืน
“ขอบคุณมาก…เอาล่ะ ปรมาจารย์จางยังจะพูดอะไรอีก? ต่อให้เสียไป 77 แต้ม พี่หยู่ก็ยังมีแต้มมากกว่าคุณแต้มหนึ่งอยู่ดี คุณแพ้แล้ว!”
ศิษย์พี่ฝงยิ้มเยาะ
หลังจากความอับอายและบอบช้ำแสนสาหัสที่เขาได้รับจากหมอนี่ เขาก็หมายมั่นปั้นมือจะแก้แค้นมาตลอด ตอนนี้ความตื่นเต้นไหลซู่ไปทั่วตัวจนแทบจะลอยได้เพราะความลิงโลด
ส่วนอีกด้านหนึ่ง จางเซวียนก็กุมขมับอย่างปวดจิต
อีกฝ่ายพูดถูก ในสถานการณ์แบบนี้ ถึงอย่างไรเขาก็แพ้พี่หยู่
จางเซวียนได้แต่ส่ายหน้าและหันไปถามบรรดาศิษย์พี่ที่อยู่ตรงหน้า “ศิษย์พี่ ไม่ทราบว่าหมดเวลาของการทดสอบหรือยัง?”
“การทดสอบหรือ?”
เมื่อได้ยินคำถาม บรรดาศิษย์พี่ก็หันไปมองด้านหลัง ไม่ห่างออกไปนัก มีธูปดอกหนึ่งปักอยู่บนแท่นหิน ภายใต้ควันที่กำลังลอยโขมง ทุกคนมองเห็นได้ว่าธูปไหม้จนใกล้จะหมดดอกแล้ว
ระยะเวลาของการทดสอบคือ 1 วันเต็ม แม้ผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่จะถือเอาการตกของพระอาทิตย์เป็นเกณฑ์บอกเวลา แต่ก็มีการนำธูปมาใช้เพื่อระบุระยะเวลาให้แม่นยำยิ่งขึ้น ตอนนี้พระอาทิตย์ คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกแล้ว เป็นสัญญาณบอกการหมดวัน แต่ตราบใดที่ธูปยังไหม้ไม่หมดดอก ก็ถือว่าการทดสอบยังไม่สิ้นสุด
ศิษย์พี่คนนั้นกะคร่าวๆและบอกจางเซวียนว่า “เหลือเวลาอีกราว 10 นาที…”
“10 นาที?”
“ใช่แล้ว”
ศิษย์พี่พยักหน้า
“ทำไม? ยังคิดจะมุดหัวกลับเข้าป่าไปล่าอสูรอีกหรือ? คิดหรือไงว่าเวลาแค่ 10 นาทีจะทำอะไรได้?”
เมื่อรู้ว่าจางเซวียนคิดอะไร พี่หยู่หัวเราะลั่น
เหล่าอสูรวิเศษที่อยู่เรียงรายตามเส้นทางถูกบรรดาผู้เข้าทดสอบกำจัดไปหมดแล้ว การมุ่งหน้าเข้าป่าลึกภายในเวลาเพียง 10 นาทีไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะหาตัวอสูรวิเศษและนำกลับมาให้ทันเวลานั้น…ต้องโง่เซ่อขนาดไหนถึงคิดว่าตัวเองจะทำได้?
ฝันกลางวันแท้ๆ!
“เหลือเวลาไม่มากแล้วจริงๆ…”
ปรมาจารย์คนอื่นๆต่างพยักหน้าอย่างเห็นพ้องเมื่อมองธูปที่ปักอยู่บนแท่นหิน
ออกล่าและสังหารอสูรวิเศษในหุบเขาให้ได้ภายใน 10 นาที…
ถ้าบินไม่ได้ล่ะก็ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
“ยอมแพ้ซะเถอะ ต่อให้เหลือ 10 นาที คุณก็รู้ว่าไม่มีทางทำสำเร็จ อีกอย่าง, ถึงผมจะขอรับมา 77 แต้ม ผมก็จะมอบแต้มให้พี่หยู่มากกว่านี้ก็ได้ถ้าจำเป็น พูดง่ายๆก็คือ วิธีเดียวที่คุณจะเอาชนะพวกเราได้ก็คือต้องสังหารอสูรขั้นสะพานจักรวาลให้ได้ 1 ตัว หรือไม่ก็อสูรขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุดให้ได้ 2 ตัว คิดเอาเองละกันว่าเวลาเพียง 10 นาที…จะทำอะไรแบบนั้นได้หรือ?” ศิษย์พี่ฝงคำรามเยาะ
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายมีคะแนนต่างกันเพียง 78 แต้มเท่านั้น หากศิษย์พี่ฝงเอาแต้มมาเป็นของตัวเองเพียงแต้มเดียว จางเซวียนก็ต้องทำให้ได้อีกอย่างน้อย 78 แต้ม ถึงจะเอาชนะพี่หยู่ได้
พวงเครื่องในของอสูรจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุดนั้น มีค่าเท่ากับ 40 แต้ม จางเซวียนจึงต้องสังหารให้ได้ 2 ตัว หรือไม่ก็ต้องสังหารอสูรขั้นสะพานจักรวาลให้ได้ 1 ตัว
ทั้งๆที่พวกเขารอนแรมอยู่ในป่ามาทั้งวัน ก็ยังเจออสูรวิเศษขั้นสะพานจักรวาลเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น หากจะเข้าไปตามล่าและนำพวงเครื่องในกลับมาให้ได้ภายใน 10 นาทีล่ะก็ ฝันกลางวันดีๆนี่เอง
“คุณพูดถูก…ถ้าแค่ผมคนเดียวก็ยากเต็มที”
จางเซวียนไม่แยแสสีหน้าสงสัยแคลงใจของฝูงชนและเสียงเยาะหยันของศิษย์พี่ฝง เขานวดขมับอีกครั้งและพูดต่อ “แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอก ต้องขอลองสักตั้ง”
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นและผิวปากเสียงแหลม
วิ้วววววว!
เพียงพริบตาเดียว จอมอสูรปีกม่วงตัวมหึมาก็พุ่งหวือมาจากกลางอากาศ จากนั้นก็หายวับไปในหุบเขาลึก
“นั่นมัน…อสูรวิเศษกึ่งขั้น 9 ของคุณนี่? แต่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น…นี่คุณยังไม่ได้ใช้มันอีกหรือ?”
ศิษย์พี่ฝงกับพี่หยู่หน้าซีดเผือดไปทันที



