Skip to content

Library Of Heaven’s Path 724

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 724 จางเซวียนผู้ไม่เห็นแก่ตัว

โดยปกติ ควรมีผู้ผ่านการทดสอบอย่างน้อย 20,000 คนจากจำนวนผู้เข้าทดสอบทั้งหมด 30,000 คน แต่ครั้งนี้กลับมีผู้ผ่านการทดสอบเพียง 6000 คนเท่านั้น นี่หมายความว่าจะต้องคัดนักเรียนใหม่ออกจำนวนถึง 24,000 คนเชียวหรือ?

C

ถ้าผลการทดสอบออกมาแบบนี้ เขาจะรายงานทางสถาบันว่าอย่างไร?

“ตามนั้นขอรับ” ศิษย์พี่คนนั้นพยักหน้า ยืนยันความสงสัยของผู้อาวุโสมั่ว

ผู้อาวุโสมั่วหน้าเสียหนักกว่าเดิม

ก็อสูรตะวันไบแซนไทน์รับปากกับเขาแล้วไม่ใช่หรือว่าจะต้องมีผู้ผ่านการทดสอบอย่างน้อย 20,000 คน? แล้วทำไมจู่ๆมาตรฐานถึงได้เข้มงวดจนกลายเป็นมีผู้สอบผ่านเพียง 6000 คนเท่านั้น?

อสูรนั่นไว้ใจและพึ่งพาได้มาตลอด คราวนี้เกิดเป็นอะไรขึ้นมา?

จางเซวียนก็ชะงักเมื่อได้ฟังสถิติ เขาคิดว่าอัตราส่วนของผู้สอบผ่านกับไม่ผ่านน่าจะ 50 : 50 แต่เท่าที่เห็น ก็ดูเหมือนเขาจะมองโลกในแง่ดีเกินไป

“ทั้งหมดนี่ต้องโทษเจ้าอสูรตะวันไบแซนไทน์ กลับไปเมื่อไหร่ ผมจะต้องสั่งสอนบทเรียนให้สาสม!”

นัยน์ตาของจางเซวียนเป็นประกายวาววับ

ถ้าไม่ใช่เพราะสายลับของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเข้ามาวุ่นวายกับการทดสอบ อัตราผู้สอบผ่านจะต่ำขนาดนั้นได้อย่างไร?

เรื่องนี้อาจไม่ได้ใหญ่โตสำหรับสถาบันปรมาจารย์ แต่สำหรับปรมาจารย์ผู้เข้ารับการทดสอบคนอื่นๆนั้น มันหมายถึงอนาคตของพวกเขา ตราบใดที่พวกเขาได้เข้าเรียนต่อที่นี่ ก็คาดหวังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เอาไว้ได้ แต่ด้วยความปั่นป่วนที่อสูรตะวันไบแซนไทน์สร้างขึ้น เรื่องจึงลงเอยอย่างน่าผิดหวังแบบนี้

ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการกับเจ้าอสูรตัวร้ายนั่นอย่างไร ผู้อาวุโสมั่วก็ประสานมืออย่างร้อนรนและกล่าวว่า “ผมขอตัวไปจัดการธุระบางอย่างก่อน เดี๋ยวจะกลับมา!”

เมื่อพูดขาดคำ ก็หันหลังกลับและโผขึ้นสู่กลางอากาศ มุ่งหน้าไปทางยอดเขาเล่หยวน

ถึงอย่างไร เขาก็ต้องซักถามอสูรตะวันไบแซนไทน์ให้รู้เรื่องว่าทำไมถึงมีผู้สอบไม่ผ่านมากมายขนาดนี้

ด้วยพละกำลังเต็มพิกัดของนักรบระดับเซียนขั้น 1-สูงสุด เขาขึ้นไปถึงยอดเขาอย่างรวดเร็ว

“ศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์…”

ผู้อาวุโสมั่วตะโกนลั่นเมื่อใกล้ถึงกระท่อมฟางหลังใหญ่

อสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน ทำให้มันมีสถานภาพสูงส่งกว่า 10 สุดยอดปรมาจารย์เสียอีก ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องเรียกอีกฝ่ายอย่างเคารพว่า ‘ศิษย์พี่’

เมื่อปราศจากเสียงตอบรับใดๆ ผู้อาวุโสมั่วจึงขยับเข้าใกล้กระท่อมฟางมากขึ้นอีก และขณะที่กำลังจะร้องเรียกอสูรตะวันไบแซนไทน์อีกครั้ง ก็พลันต้องหรี่ตา

เขาเห็นหลุมยุบมากมายอยู่บนพื้นหิมะที่โดยปกติจะราบเรียบ แถมกระแสพลังจิตวิญญาณบริเวณนั้นก็ดูจะปั่นป่วนเล็กน้อย ราวกับเพิ่งเกิดการต่อสู้ไปหมาดๆ

“คลื่นรบกวนของพลังจิตวิญญาณระดับนี้มาจากผู้เชี่ยวชาญขั้นเซียนเท่านั้น!”

ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ผู้อาวุโสมั่วมีทักษะการหยั่งรู้อันน่าทึ่ง มองแค่ปราดเดียว เขาก็รู้แล้วว่าความปั่นป่วนตรงหน้าคือร่องรอยของการต่อสู้ระหว่างนักรบระดับเซียน

“หรือว่า…”

เขาหรี่ตาและกำหมัดแน่นก่อนจะพุ่งพรวดเข้าไปในกระท่อมฟาง

โดยปกติอสูรตะวันไบแซนไทน์มีนิสัยเกียจคร้านและเฉื่อยเนือย หากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไร มันจะนอนอืดอยู่ในกระท่อม แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผู้อาวุโสมั่วมีแต่ความว่างเปล่า หรือว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์…กำลังตกอยู่ในอันตราย?

“แต่จะเป็นไปได้อย่างไร? ใครกันที่อาจหาญถึงขนาดโจมตีศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์แห่งสถาบันปรมาจารย์?”

เจตนาสังหารเต้นเร่าอยู่ในแววตาของผู้อาวุโสมั่ว

อสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นอสูรของท่านอาจารย์ใหญ่คนก่อน เป็นตัวแทนของศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของสถาบันปรมาจารย์ ผู้ที่บังอาจแตะต้องมันก็เท่ากับตั้งใจเปิดศึกกับสถาบันปรมาจารย์และท้าทายสภาปรมาจารย์โดยตรง!

ผู้อาวุโสมั่วรีบออกมาสำรวจร่องรอยภายนอกกระท่อม

“เท่าที่ดูจากขนาดและรูปร่างของหลุมยุบ น่าจะมาจากศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์ ส่วนรอยเท้าพวกนี้ดูจะใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาอยู่สักหน่อย…”

ผู้อาวุโสมั่วรีบเดินไปสำรวจดูรอยเท้า และหยิบหิมะบริเวณนั้นขึ้นมาดู จากนั้นก็พลันหรี่ตา

“เจตนาสังหาร? นี่มัน…เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น!”

เพราะเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุด เขาจึงมีความรู้เรื่องเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอย่างลึกซึ้ง บรรดารอยเท้าที่อยู่ตรงหน้าบ่งบอกถึงร่องรอยของเจตนาสังหาร ซึ่งเป็นของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอย่างแน่นอน!

“1…2…3…” เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นซึ่งมีวรยุทธระดับเซียนมากกว่า 20 ตัว ผนึกกำลังกันทำร้ายศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์หรือ?

หลังจากนับจำนวนรอยเท้าและกะปริมาณคร่าวๆ ผู้อาวุโสมั่วถึงกับตาค้าง

ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมอสูรตะวันไบแซนไทน์ถึงหายตัวไป คิดดูสิว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นที่มีวรยุทธระดับเซียนถึง 20 ตัวมาผนึกกำลังกันที่นี่!

นี่เป็นดินแดนของสถาบันปรมาจารย์นะ! เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นลอบเข้ามาจับตัวอสูรตะวันไบแซนไทน์ไปโดยที่ไม่มีใครรู้ได้อย่างไรกัน?

“นี่มันหายนะชัดๆ เราต้องรีบรายงานให้ทางสถาบันและสภาปรมาจารย์รับทราบโดยด่วน!”

การปรากฏตัวของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นที่มีวรยุทธระดับเซียนพร้อมกันทีเดียว 20 ตัวไม่ใช่เรื่องตลก มันหมายถึงความมั่นคงของจักรวรรดิหงหย่วนทั้งจักรวรรดิเลยทีเดียว พวกเขาจะต้องสืบสาวราวเรื่องและจัดการกับเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้น จักรวรรดิหงหย่วนต้องถึงกาลล่มสลายแน่!

เมื่อคิดได้ ผู้อาวุโสมั่วก็รีบลงจากเขา ครู่ต่อมาก็กลับมาถึงศาลา

“เกิดอะไรขึ้น?”

เห็นเพื่อนเก่าพรวดพราดกลับมาด้วยสีหน้าวิตกกังวล มั่วเกาหย่วนถามอย่างไม่สบายใจ

“คือ…”

ผู้อาวุโสมั่วลังเลและชำเลืองมองจางเซวียน

การปรากฏตัวของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นถือเป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไปจะต้องสร้างความตื่นตระหนกอย่างแสนสาหัส แม้ผู้อาวุโสมั่วจะเป็น 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ แต่เขาก็ไม่อยากเสี่ยง

“ในเมื่อคุณสองคนมีเรื่องสำคัญจะต้องหารือกัน ผมก็ขอตัวก่อน…”

เห็นความลังเลของทั้งคู่ จางเซวียนรู้ดีว่าเขาไม่ควรจะอยู่ตรงนั้น จึงลุกขึ้นยืนและประสานมือคารวะ

“เอ่อ…คุณอยู่ได้!” เมื่อได้ยินว่าจางเซวียนกำลังจะออกไป ผู้อาวุโสมั่วกลับรู้สึกละอายใจเล็กน้อย

เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่เขาพยายามจะหว่านล้อมอีกฝ่ายให้มาเป็นศิษย์สายตรงของเขา การมองเขาเป็นคนนอกและไม่อนุญาตให้รับรู้เรื่องสำคัญจึงถือเป็นการไม่เหมาะสมอย่างมาก

“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมไว้ใจปรมาจารย์จาง คุณอยู่ฟังได้” หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสมั่วก็พูดต่อ “ผมเห็นร่องรอยของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจำนวนหนึ่งบนยอดเขาเล่หยวน!”

“อะไรนะ? พวกมันแข็งแกร่งขนาดไหน?” มั่วเกาหย่วนตาค้าง

“อย่างน้อยๆก็แข็งแกร่งกว่าผมแหละ แถมยังเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย!”

ผู้อาวุโสมั่วเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดที่เขาวิเคราะห์มาได้

แม้จะตกอยู่ในวงล้อมของเผ่าพันธุ์ปีศาจระดับเซียนมากกว่า 20 ตัว แต่ด้วยประสิทธิภาพการต่อสู้ของศิษย์พี่อสูรไบแซนไทน์ อย่างน้อยมันก็น่าจะส่งข้อความฉุกเฉินหาพวกเขาได้ แต่เมื่อครู่ ตอนที่ผู้อาวุโสมั่วไปถึงนั้น เขาได้สำรวจพื้นที่โดยรอบจนทั่วแล้ว แต่ไม่พบร่องรอยของการส่งข้อความเลย นั่นหมายความว่าจะต้องมีคู่ต่อสู้อย่างน้อยหนึ่งตัวที่มีวรยุทธเหนือกว่าระดับเซียนขั้น 1

“แข็งแกร่งกว่าคุณ?”

มั่วเกาหย่วนหน้าเสีย

ขณะเดียวกัน จางเซวียนก็หรี่ตา

ที่ผ่านมา เขาสงสัยมาตลอดว่าอสูรตะวันไบแซนไทน์เป็นสายลับของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น และคำพูดของผู้อาวุโสมั่วก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจ

หมอนั่นต้องเป็นอสูรของเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นที่ทรงพลังสักตัวหนึ่งแน่!

ไม่อย่างนั้น ทำไมถึงดื้อด้านจนไม่ยอมบอกว่าเจ้านายของมันเป็นใคร?

“ดีจริงที่เราได้ช่วยชีวิตปรมาจารย์เอาไว้มากมาย!”

เมื่อแน่ใจในที่มาที่ไปแล้ว จางเซวียนก็พยักหน้าอย่างปลื้มปริ่ม

ถ้าแผนการและการจัดฉากของอสูรตะวันไบแซนไทน์กับกองทัพเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเป็นผลสำเร็จล่ะก็ การจะมีผู้สอบตกสักกี่คนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่คือจะมีผู้เข้าทดสอบต้องสังเวยชีวิตมากมายแค่ไหนต่างหาก

ซึ่งนั่นจะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์!

ในฐานะปรมาจารย์ จางเซวียนถือเอาเรื่องนี้เป็นภารกิจและความรับผิดชอบของเขา หากเขาต้องเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นล่ะก็ เขาจะไม่มีวันถอยเด็ดขาด!

“ผมหวังว่าคุณทั้งสองคนจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปนะ ผมจะระดมความคิดกับ 10 สุดยอดปรมาจารย์เพื่อรับมือกับเรื่องนี้”

ผู้อาวุโสมั่วพูด

ประธานมั่วกับจางเซวียนพยักหน้า

เรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นจะต้องถูกเก็บเป็นความลับ เพราะไม่อย่างนั้น จะสร้างความโกลาหลปั่นป่วนไปทั่ว

“เอาเถอะ พวกเราจะเก็บเงียบ ว่าแต่…เรื่องผู้ผ่านการทดสอบในปีนี้ล่ะ จะเอาอย่างไร?” ประธานมั่วถาม

“เอ่อ…” ผู้อาวุโสมั่วกุมขมับอย่างปวดจิต

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่

เขาคิดว่าเมื่อมีอสูรตะวันไบแซนไทน์คอยดูแลควบคุมการทดสอบ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ใครจะคิดว่าฝ่ายนั้นจะถูกเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเข้าโจมตี อีกทั้งยังหายตัวไปจนเกิดปัญหาใหญ่ตามมา?

จำนวนผู้เข้าทดสอบที่ควรจะสอบผ่านนั้นตกลงกันไว้ที่ 20,000 คน แต่ตอนนี้กลับมีผู้สอบผ่านเพียง 6000 คนเท่านั้น แล้วเขาจะอธิบายกับทางสถาบันปรมาจารย์ว่าอย่างไร?

หากเขารับนักเรียนใหม่คนอื่นๆเข้าไปด้วย หรือจัดการทดสอบขึ้นอีกครั้ง นั่นก็จะเป็นการทำลายมาตรฐานและความศักดิ์สิทธิ์ของการสอบเข้า ทุกอย่างจะกลายเป็นแค่ปาหี่ครั้งหนึ่ง

แต่หากรับนักเรียนใหม่ได้เพียง 6000 คนจากผู้เข้าทดสอบจำนวน 30,000 คน ก็ย่อมถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์

“ผู้อาวุโสมั่ว ผมคิดออกแล้ว!” จางเซวียนใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมา

“พูดมาเลย!” ทั้งผู้อาวุโสมั่วและประธานมั่วหันขวับไปมองจางเซวียน อยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไร

“คุณบอกเองใช่ไหมว่าแต้มนั้นแบ่งให้กันได้?”

จากนั้นจางเซวียนก็ยิ้มและยื่นข้อเสนอ “ในเมื่อผมมี 40,000 แต้ม หากผมให้ 1 แต้มกับทุกคน ก็ยังถือว่ามีแต้มมากเกินพอเสียด้วยซ้ำ ด้วยวิธีนี้ ทุกคนก็จะผ่านการทดสอบ!”

“ฮะ…”

ผู้อาวุโสมั่วถึงกับผงะ “แต่นั่นคือแต้มที่คุณได้มาด้วยความยากลำบากนะ ผมจะเอาแต้มของคุณไปแจกจ่ายให้ผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆได้อย่างไร…”

“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่ ในเมื่อพวกเรากำลังถูกกองทัพเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นเข้าคุกคาม ในฐานะปรมาจารย์ ทุกคนก็มีหน้าที่ผนึกกำลังกันให้แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากมอบโอกาสให้อัจฉริยะเหล่านั้น ก็เท่ากับเราได้มอบความหวังให้มวลมนุษยชาติด้วย”

จางเซวียนโบกมืออย่างไม่คิดเล็กคิดน้อย

ถึงอย่างไร แต้มที่เขาสะสมได้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย ซึ่งในเมื่อเป็นแบบนั้น สู้เขามอบแต้มให้ทุกคนได้สอบผ่านด้วยกัน เพื่อเอาชนะใจและสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองจะดีกว่า อีกทั้งเรื่องนี้ยังจะเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในอนาคตของเขาในฐานะปรมาจารย์อีกด้วย

แม้คนส่วนใหญ่จะมองข้ามไป แต่อันที่จริงชื่อเสียงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ปรมาจารย์ต้องมี ถ้าปราศจากชื่อเสียงที่มั่นคงแข็งแกร่ง พวกเขาจะผนึกกำลังกันและระดมมวลมนุษยชาติเข้าต่อสู้กับกองทัพเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้อย่างไร? ด้วยเหตุนี้ ชื่อเสียงจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทางสภาปรมาจารย์นำมาใช้เป็นคุณสมบัติในการพิจารณาเลื่อนขั้นให้กับปรมาจารย์แต่ละคน

“เอ่อ…เอาอย่างนั้นก็ได้ ถ้าคุณตัดสินใจแล้ว ผมต้องขอขอบคุณในนามของสถาบันปรมาจารย์ และจะแจ้งข่าวให้ผู้เข้าทดสอบทุกคนทราบเดี๋ยวนี้!”

เมื่อได้ฟังคำพูดของจางเซวียน ผู้อาวุโสมั่วประสานมือคารวะด้วยสีหน้ายำเกรง

ขณะที่คนอื่นๆสนใจแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ปรมาจารย์จางกลับครุ่นคิดถึงแต่อนาคตของสภาปรมาจารย์และมวลมนุษยชาติ!

“หากปรมาจารย์ทุกคนปราศจากความเห็นแก่ตัวเหมือนกับปรมาจารย์จาง พวกเราคงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นอีกต่อไป…”

ยิ่งคิด ผู้อาวุโสมั่วก็ยิ่งประทับใจในตัวชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า

หากก่อนหน้านี้เขามองจางเซวียนเป็นศิษย์น้อง ตอนนี้ก็เห็นเขาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันไปแล้ว

คนๆหนึ่งจะต้องใจกว้างขนาดไหน ถึงเต็มใจมอบความสำเร็จของตัวเองให้คนอื่น!

สมกับที่เป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง ทั้งความสามารถและแนวคิดของเขาแตกต่างจากคนอื่นๆโดยสิ้นเชิง!

“ถ้าอย่างนั้น ผมต้องขอรบกวนผู้อาวุโสมั่วด้วย”

จางเซวียนประสานมือ

“ไม่ ไม่ได้รบกวนเลย อันที่จริงผมต่างหากที่รบกวนคุณ ถ้าไม่ใช่เพราะความใจกว้างของคุณล่ะก็ ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร…ครั้งนี้ผมเป็นหนี้บุญคุณต่อคุณนะ!”

ผู้อาวุโสมั่วตอบ

ถ้ามีผู้ผ่านการทดสอบเพียง 6000 คนล่ะก็ เขาคงกลายเป็นตัวตลกขนานใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์

ทั้งเกียรติยศและศักดิ์ศรีในฐานะ 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ย่อมแหลกสลายไม่มีเหลือ

ขณะที่ปรมาจารย์จางได้มอบแสงแห่งความหวังให้กับปรมาจารย์อีก 24000 คนที่เหลือ เขาก็ได้ กอบกู้ชื่อเสียงให้ผู้อาวุโสมั่วด้วย

“เอ่อ…”

จางเซวียนเกาหัวอย่างขัดเขิน

อันที่จริง…แทนที่คุณจะบอกว่าคุณเป็นหนี้บุญคุณผม ผมน่าจะได้หินวิเศษขั้นสูงสัก 2-3 ก้อนจากคุณมากกว่า…

“ไม่ต้องคิดมากอะไรนะ ครั้งนี้คุณได้ช่วยเหลือผู้อาวุโสมั่วอย่างมากมายจริงๆ อีกอย่าง การเป็นหนี้บุญคุณของผู้อาวุโสมั่วนั้นไม่ใช่จะเป็นกันง่ายๆ ผมเป็นเพื่อนกับเขามากว่า 200 ปีแล้ว ยังไม่เคยได้รับโอกาสแบบนั้นเลย!”

เห็นจางเซวียนมีสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ มั่วเกาหย่วนเชียร์ให้เขายอมรับ

ในฐานะ 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ ผู้อาวุโสมั่วเป็นคนเข้มงวดและตรงไปตรงมา เขามีความคาดหวังสูงทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ซึ่งนั่นทำให้เขาเป็น 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์คนเดียวที่ไม่มีศิษย์สายตรงสักคน

จึงไม่ง่ายเลยที่จะได้รับความสำนึกในบุญคุณจากคนอย่างเขา

“ขอบคุณผู้อาวุโสมั่ว!” เมื่อได้ฟังคำพูดของประธานมั่ว จางเซวียนได้แต่พยักหน้า

ถ้าใครๆรู้ว่าเขาไม่ได้สนใจใยดีความสำนึกในบุญคุณจากผู้อาวุโสมั่วสักนิด แต่อยากได้หินวิเศษขั้นสูงสัก 2-3 ก้อนมากกว่า คงเตะโด่งเขาไปไกลถึงโลกพระจันทร์แน่

ก็ 10 สุดยอดปรมาจารย์เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในจักรวรรดิหงหย่วนไม่ใช่หรือ?

ความสำนึกในบุญคุณจากคนอย่างพวกเขามีราคาสูงยิ่งกว่าทองคำ

หากสามารถแลกเปลี่ยนบุญคุณครั้งนี้เป็นหินวิเศษขั้นสูงกับทางราชวงศ์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนได้ ก็จะต้องได้หินวิเศษขั้นสูงมาอย่างน้อยหลายสิบก้อน!

นั่นคือมูลค่าของความสำนึกในบุญคุณของ 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์!

ได้ของล้ำค่าขนาดนี้แล้วยังไม่เต็มใจจะรับอีก ไปเตะกรวดเตะหินซะไป๊!

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!