Skip to content

Library Of Heaven’s Path 728

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 728 สามอัจฉริยะรนหาที่

“พวกคุณใจเย็นก่อน ไม่ใช่ผมนะที่เป็นเป็นคนตัดสินใจเรื่องที่พักของปรมาจารย์จาง แต่เป็นผู้อาวุโสมั่ว…” นักเรียนคนที่ชื่อหวงชิงรีบอธิบาย

C

“ผู้อาวุโสมั่ว?” ทั้งสามถึงกับผงะ

มันเรื่องอะไรที่ผู้ทรงเกียรติอย่างผู้อาวุโสมั่วซึ่งเป็นถึง 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์จะส่งนักเรียนเกรด 1 มาที่นี่โดยตรง?

ทั้งสามมองหน้ากันอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาเป็นประกายมุ่งมั่นจะปรากฏขึ้นในดวงตาของชายหนุ่มคนแรก เขาคำรามลอดไรฟัน “ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของผู้อาวุโสมั่วหรือไม่ การจะได้อยู่ในบ้านพักหลังแรกนั้น คุณจะต้องแสดงฝีมือที่เหนือกว่าพวกเราให้ได้เสียก่อน นี่คือกฎเกณฑ์ของสถาบันปรมาจารย์ และไม่ใช่เฉพาะพวกเรานะ ไม่ว่านักเรียนเกรด 1 คนไหนก็ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้! คุณที่อยู่ตรงนั้นน่ะ กล้าประลองกับผมไหม?”

เพื่อเป็นแรงผลักดันและแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน การแย่งชิงความเป็นเจ้าของที่พักในโซนหัวกะทิจึงถูกตัดสินด้วยพละกำลังและความสามารถ นี่เป็นกฎเกณฑ์เก่าแก่ยาวนานของสถาบันปรมาจารย์ แม้แต่ผู้ทรงเกียรติอย่างผู้อาวุโสมั่วก็ยังต้องไตร่ตรองให้ดีหากคิดจะฝ่าฝืน

“ปรมาจารย์จาง ชายหนุ่มคนนี้คืออู๋ฉาน เขาเป็นนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุด และด้วยพละกำลังเหนือชั้นของเขา จึงทำให้คว้าอันดับ 2 ในการประลองประจำปีระหว่างนักเรียนเกรด 1 ด้วยกัน แต่เป็นเพราะระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขายังไม่ถึงเกณฑ์ จึงทำให้ตอนนี้เขายังไม่ได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว…” หนึ่งในศิษย์พี่ที่พาจางเซวียนเข้ามา แอบส่งโทรจิตอธิบายภูมิหลังของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา

“การประลองประจำปี?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย

และจะว่าไป การประลองประจำปีของที่นี่ก็น่าจะแตกต่างจากที่โรงเรียนหงเทียนมาก เพราะสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ฝึกฝนวรยุทธ แต่เพื่อรองรับเหล่าปรมาจารย์

“ใช่แล้ว ในแต่ละปีจะมีการประลองระหว่างนักเรียนในแต่ละเกรด โดยเป็นการประลองความสามารถตามแบบของปรมาจารย์ ผู้ครองตำแหน่งแชมป์จะได้สิทธิเข้าพักที่นี่…” ศิษย์พี่อธิบายเมื่อเห็นความสับสนบนใบหน้าของจางเซวียน

ตามคำพูดของอีกฝ่าย ดูเหมือนการประลองประจำปีจะใกล้เคียงกับการประลองปรมาจารย์

ในทุกๆปี บรรดานักเรียนจะมารวมตัวกัน และพวกเขาจะได้รับการจัดอันดับตามความสามารถที่แสดงออกมา โดยผู้ที่แสดงความสามารถอันโดดเด่นกว่าคนอื่นจะได้รับรางวัล เพื่อเป็นแรงกระตุ้นและผลักดันให้นักเรียนที่เหลือฝึกฝนหนักกว่าเดิม

เท่าที่ดูจากท่าทีของทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้าเขา ดูเหมือนทั้งสามจะไม่พอใจอย่างแรงที่เขาได้เข้าพักในบ้านพักหลังแรก

แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายอะไร เพราะมันก็ออกจะน่าอับอายอยู่ไม่น้อย หากใครต่อใครต่างรู้ว่าบ้านพักหลังแรกที่พวกเขาไขว่คว้าแย่งชิงกันมาเนิ่นนานถูกนักเรียนใหม่คนหนึ่งคว้าไป ทั้ง 3 คงไม่มีหน้าไปมองนักเรียนคนไหนในสถาบันได้อีก!

เมื่อระลึกได้ถึงความเป็นจริงข้อนี้ จางเซวียนก็หันไปยิ้มให้อู๋ฉาน “ได้สิ คุณอยากประลองกับผมด้านไหน?”

แม้จางเซวียนจะตั้งใจเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเกรงกลัวปัญหาหรือเรื่องยุ่งยากใดๆ

หากเขาไม่สามารถสร้างความโดดเด่นเหนือกว่านักเรียนคนอื่นๆได้ ไม่ช้าก็จะต้องเจอกระแสของผู้ที่เข้ามาท้าทายเพื่อแย่งชิงที่พักของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งในเมื่อจะต้องเป็นแบบนั้น จัดการให้เสร็จราบคาบไปเสียเลยจะดีกว่า

“เอาอย่างนี้ ในฐานะที่พวกเราเป็นนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์ แต่หากเราจะประลองกันในด้านความสามารถตามแบบของปรมาจารย์ ก็จะเสียเวลามากและเป็นเรื่องยุ่งยาก ผมขอเสนอให้เราดวลกันซึ่งๆหน้า!” อู๋ฉานตอบพร้อมกับยิ้มอย่างมั่นใจ

การประเมินความสามารถตามแบบของปรมาจารย์นั้นมีหลากหลายด้าน ทั้งยังออกจะไม่สะดวกและเสียเวลามาก ดังนั้น การแลกหมัดจึงดูจะเหมาะสมที่สุดในกรณีนี้

“ดวลกันซึ่งๆหน้า?”

“ใช่แล้ว พวกเราเป็นปรมาจารย์ก็จริง แต่ถึงอย่างไรระดับวรยุทธก็เป็นพื้นฐานของความสามารถในทุกๆด้าน ตราบใดที่คุณเอาชนะผมในการดวลได้ ผมจะให้คุณพักอยู่ที่นี่ได้โดยไม่คัดค้านสักคำเดียว!” อู๋ฉานตอบ

“ผมเข้าใจแล้ว!” จางเซวียนพยักหน้า จากนั้นเขาก็หันไปถามอีก 2 คนที่เหลือ “แล้วคุณทั้งคู่ล่ะ จะประลองกับผมด้านไหน?”

“ฉัน? ฉันอยากประลองกับคุณเรื่องการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์!” นักเรียนหญิงผู้นั้นตอบ

บางทีเธออาจจะดัดแปลงแก้ไขเสื้อคลุมปรมาจารย์ของเธอเสียจนฟิตเปรี๊ยะพอดี มันขับเน้นเรือนร่างอ้อนแอ้นและงดงามของเธอให้ยิ่งโดดเด่นขึ้นอีก

แม้เสน่ห์ของเธอจะยังเทียบกันไม่ได้กับหลัวฉีฉีและหยู่เฟยเอ๋อ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเทพธิดาแห่งความงาม แต่แม่สาวคนนี้ก็งดงามพอที่จะเป็นจุดสนใจของใครๆได้อย่างง่ายดาย

“เธอคือผู้ได้อันดับ 3 ของการประลองประจำปี, หรันเฉียวเฉี่ยว” ศิษย์พี่ผู้นั้นส่งโทรจิตหาจางเซวียนอีก “ส่วนเจ้าหนุ่มคนสุดท้ายน่ะ คือผู้ได้อันดับ 4, เสี่ยวหนาน!”

เมื่อจดจำสิ่งที่ศิษย์พี่บอกได้แล้ว จางเซวียนก็หันไปถามเสี่ยวหนานว่า “แล้วคุณล่ะ?”

“ผมจะประลองกับคุณด้วยการดวลซึ่งๆหน้าเช่นกัน!” เสี่ยวหนานตอบ

“ได้เลย! เมื่อรู้แล้วว่า 2 หนุ่มต้องการประลองกับเขาด้วยการดวลซึ่งหน้า ขณะที่แม่สาวคนนั้น ต้องการประลองเรื่องการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ จางเซวียนนวดหว่างคิ้วขณะหันไปพูดกับหรันเฉียวเฉี่ยวว่า” ผมจะไม่เอาเปรียบคุณหรอกนะ คุณคือหรันเฉียวเฉี่ยวใช่ไหม? คุณจะดวลแทนผม และสั่งสอนบทเรียนให้สองคนนั้น!”

“ฮะ? ให้ฉันดวลแทนคุณ? หรันเฉียวเฉี่ยวตัวแข็งไปเมื่อได้ยินคำพูดของจางเซวียน

หมอนี่สติดีหรือเปล่า?

พวกเธอทั้งสามมาที่นี่เพื่อสั่งสอนบทเรียนให้เขา แต่เขากลับจะให้เธอดวลแทน ไม่ฝันกลางวันไปหน่อยหรือ?

อู๋ฉานกับเสี่ยวหนานก็ยืนอึ้ง ทั้งสองมองหน้าจางเซวียนราวกับเป็นไอ้งั่งตัวหนึ่ง

พวกเขาคิดว่านักเรียนที่ผู้อาวุโสมั่วส่งมาที่นี่โดยตรงจะต้องเป็นผู้ปราดเปรื่องอย่างหาตัวจับยาก นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นแค่ราคาคุย

หรันเฉียวเฉี่ยวมากับพวกเขาเพื่อมาท้าทายหมอนี่ แล้วจะให้เธอมาดวลกับเขาทั้งสองคนได้อย่างไร

“ใช่แล้ว ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือนเมื่อ 3 เดือนก่อน จุดชีพจรจื้อเหว่ยกับจุดชีพจรอิ้งไถของคุณถูกปิดกั้น ทำให้พลังปราณในร่างไหลเวียนไปในทิศตรงกันข้าม จนคุณรู้สึกคันคะเยอไปทั่วทั้งตัวใช่ไหม?” จางเซวียนถามพร้อมกับหัวเราะหึๆ

แม้หรันเฉียวเฉี่ยวจะยังไม่ได้สำแดงเทคนิคการต่อสู้ใดๆ แต่เธอก็เป็นแค่นักรบขั้นสะพานจักรวาลเท่านั้น ดวงตาหยั่งรู้ของจางเซวียนจึงมองทะลุทั้งหมด

“คะ-คุณ…” หรันเฉียวเฉี่ยวตาค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ

เป็นความจริงที่เมื่อ 3 เดือนก่อน จุดชีพจรจื้อเหว่ยกับจุดชีพจรอิ้งไถของเธอเกิดการอุดตัน กลายเป็นความชะงักงันในการฝึกฝนวรยุทธ ยิ่งพลังปราณมารวมตัวกันมากขึ้นเท่าไหร่ อาการคันคะเยอก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อย ทำให้เธอต้องทรมานแสนสาหัส

“ถ้าคุณทำตามที่ผมบอก คุณจะแก้ปัญหานั้นได้อย่างง่ายดาย!” จางเซวียนพูดหน้าตาเฉย ไม่แยแสความอัศจรรย์ใจของเธอ

“เหตุผลที่จุดชีพจรทั้ง 2 จุดของคุณเกิดการอุดตันก็เพราะเทคนิคการไหลเวียนพลังปราณที่ไม่ถูกต้อง คุณควรปล่อยพลังปราณตรงเข้าสู่จุดชีพจรฮุ่ยไห่ และจากนั้น…” จางเซวียนร่ายยาวถึงชื่อจุดชีพจรอีกกว่า 12 จุด

หรันเฉียวเฉี่ยวยังคงลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะทดลองดีหรือไม่ ก็พอดีกับที่รู้สึกว่าพลังปราณไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างควบคุมไม่อยู่

“นี่มัน…การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์? เวรแล้ว…”

เมื่อรู้สึกตัวแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เธอหน้าซีดเผือดและร่ำๆจะปล่อยโฮ

เธอเพิ่งจะบอกไปว่าต้องการประลองกับอีกฝ่ายเรื่องการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ แต่เขาก็ชิงเริ่มต้นเสียก่อนตั้งแต่เธอยังไม่ทันพร้อม นี่มันขี้โกงชัดๆ!

เธอพยายามปลดปล่อยพลังปราณออกมาเพื่อขจัดผลกระทบที่ได้รับจากการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ แต่ก็พลันรู้สึกได้ว่าการถูกปิดกั้นในจุดชีพจรจื้อเหว่ยและอิ้งไถสลายตัวไป ดูเหมือนตอนนี้ พวกมันจะถูกเปิดออกแล้ว

“เอ่อ…” หรันเฉียวเฉี่ยวได้แต่กระพริบตาปริบๆ อึ้งตะลึงจนพูดไม่ออก

หรือว่าวิธีการของเขา…จะถูกต้องจริงๆ? การไหลเวียนพลังปราณแบบใหม่นี้สามารถฝ่าด่านคอขวดที่ปิดกั้นเธอมายาวนานถึง 3 เดือนได้

เมื่อคิดขึ้นได้ หรันเฉียวเฉี่ยวก็เลิกล้มความคิดที่จะปลดปล่อยพลังปราณ แต่ปล่อยให้พลังปราณของเธอไหลเวียนอย่างอิสระภายใต้อิทธิพลของการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์

ฟิ้วววววว!

เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว เธอก็รู้สึกว่ากระแสพลังปราณได้ทำลายด่านคอขวดไป ความรู้สึกเบาสบายไหลเวียนไปทั่วร่าง รังสีของเธอหมดจดและคมกริบยิ่งกว่าเดิม

“เอาล่ะ คุณไปดวลกับพวกเขาได้แล้ว!” จางเซวียนโบกมือ

“ได้สิ!”

ภายใต้อิทธิพลของการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ คำพูดของจางเซวียนถือเป็นเด็ดขาด ไม่มีช่องทางให้เธอโต้แย้ง หรันเฉียวเฉี่ยวแสยะยิ้ม ก่อนจะหันไปพุ่งเข้าใส่อู๋ฉานกับเสี่ยวหนาน

“ห่าเหวอะไรกันนี่!”

“อะไรกันวะ?”

เห็นหรันเฉียวเฉี่ยวพุ่งเข้าใส่พวกเขาอย่างกราดเกรี้ยว มีหรือที่ทั้งคู่จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น?

พวกเขากำลังรอคอยที่จะดวลซึ่งๆหน้ากับปรมาจารย์จาง แต่ลงท้าย สหายสมรู้ร่วมคิดที่มาด้วยกัน กลับโจมตีพวกเขาเสียเอง สถานการณ์ที่หักมุมอย่างกระทันหันทำให้ทั้งคู่คิดอะไรไม่ออกจนต้องสบถออกมา

ในการดวลทั่วๆไประหว่างปรมาจารย์ จะต้องมีการทดสอบความสามารถของคู่ต่อสู้ ก่อนจะเริ่มออกตัวเพื่อเริ่มการดวลจริงๆ แต่สิ่งแรกที่หมอนั่นทำกลับเป็นการหลอกล่อหนึ่งในพรรคพวกของเขาให้แปรพักตร์

สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ในเมื่อหรันเฉียวเฉี่ยวเลือกจะประลองกับเขาในเรื่องการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ ก็หมายความว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเธอต้องมีไม่น้อย แต่ลงท้ายเธอกลับตกเป็นเหยื่อของเขา นั่นหมายความว่าหมอนี่มีความสามารถไม่เบา แม้ว่าจะเป็นแค่นักเรียนใหม่

ดูออกจะไม่ฉลาดนัก หากประมาทความสามารถของชายหนุ่มคนนี้

“เอาสิ! ถ้าคุณคิดว่าจะเอาชนะพวกเราได้ด้วยการหลอกล่อหรันเฉียวเฉี่ยวล่ะก็ คุณออกจะโลกสวยไปหน่อยแล้วล่ะ! ในฐานะที่เป็นคู่แข่งกัน ปีหนึ่งๆพวกเราดวลกันหลายต่อหลายครั้ง เรารู้ทั้งเทคนิควรยุทธ เทคนิคการต่อสู้ และกลวิธีต่างๆที่เธอมักใช้ในการดวล…” อู๋ฉานคำรามกร้าว ขณะหลบกำปั้นของหรันเฉียวเฉี่ยวที่พุ่งเข้าใส่เขาเป็นชุดด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าฟาด

ในฐานะผู้ครองอันดับ 2 3 และ 4 ในการประลองประจำปี เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาต่างมองกันและกันเป็นคู่แข่ง ทั้ง 3 ปะทะกันอยู่บ่อยๆ ทำให้เข้าใจในวรยุทธและท่วงท่าของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี หากหมอนี่คิดว่าจะสามารถเอาชนะพวกเขาได้ด้วยการหลอกล่อเธอผ่านการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ล่ะก็ ฝันไปเถอะ!

“อู๋ฉาน ผมจะรับมือกับหรันเฉียวเฉี่ยวเอง คุณไปสั่งสอนบทเรียนให้เจ้านั่นเถอะ…” เสี่ยวหนานคำราม

“ได้เลย!” อู๋ฉานพยักหน้า

ขณะที่เขากำลังจะรุกคืบเข้าหาชายหนุ่ม เสียงเรียบเฉยของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น “ฝนราตรีเนืองนอง, หิมะโปรยบนภูผาน้ำแข็ง, ดอกแดงก่ำใบยะเยือก…”

คำพูดเหล่านั้นถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเสนาะหู ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป มันคือกระบวนท่าและเทคนิคการต่อสู้ที่เขาเชี่ยวชาญ

โดยปกติ วรยุทธเหล่านี้จะไม่สำแดงกันซึ่งๆหน้า แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เขารู้สึกอยากสำแดงกระบวนท่าเหล่านั้นออกมาจนเกือบควบคุมตัวเองไม่ได้

“ไม่ได้การละ! เราจะต้องไม่หลงกลมัน!” รู้ดีว่าหากสำแดงกระบวนท่าเหล่านั้นออกไป จะต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของอีกฝ่ายเหมือนกับหรันเฉียวเฉี่ยว คือกลายเป็นเครื่องมือของการถ่ายทอดลิขิตสวรรค์ อู๋ฉานกัดลิ้นไว้เพื่อตั้งสติ

ภายใต้ความเจ็บปวดแสนสาหัสนั้น เขารู้สึกว่าหัวสมองโล่งกว่าเดิม จากนั้นก็ได้ยินเสียงผัวะ ติดกันเป็นชุด เมื่อเงยหน้าดู ก็เห็นใบหน้าของเสี่ยวหนานบวมฉึ่งราวกับหัวหมู

“เฮ้ย…” อู๋ฉานตาถลนจนแทบปะทุออกจากเบ้าเมื่อเห็นภาพนั้น

ถึงเสี่ยวหนานจะมีพละกำลังด้อยกว่าหรันเฉียวเฉี่ยว แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะพ่ายแพ้ด้วยการใช้เพียง 2-3 กระบวนท่า!

เหตุที่เกิดขึ้นนี้ อู๋ฉานคิดว่ามีความเป็นไปได้อยู่ข้อเดียว คือหากกระบวนท่าเหล่านั้นถูกนำมาใช้รวมกัน ไม่เพียงแต่จะสำแดงออกมาได้จริง แต่ยังมีประสิทธิภาพอย่างน่าอัศจรรย์ด้วย ถ้าไม่อย่างนั้น ในเมื่อหรันเฉียวเฉี่ยวกับเสี่ยวหนานมีพละกำลังใกล้เคียงกัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่อีกฝ่ายจะยับเยินขนาดนี้ในเวลาเพียง 2-3 อึดใจ

“เราไม่เชื่อ…”

ยิ่งคิด อู๋ฉานก็ยิ่งงุนงงสงสัย เขากัดฟันกรอดก่อนจะพุ่งเข้าใส่หรันเฉียวเฉี่ยว

เพราะฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้แบบเดียวกันมา เขาจึงคุ้นเคยกับวรยุทธเหล่านี้ดี เมื่อเห็นอีกฝ่ายสำแดงกระบวนท่า ก็รู้ทันทีว่าควรหลบเลี่ยงและตอบโต้อย่างไร แต่ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ท่วงท่าของหรันเฉียวเฉี่ยวดูจะรับมือได้ยากกว่าปกติ

หลังจากหลบได้ 2-3 ครั้งแบบเส้นยาแดงผ่าแปด เขาก็เหงื่อตก

แน่นอนว่าระดับวรยุทธของหรันเฉียวเฉี่ยวพัฒนาขึ้นมากภายใต้คำชี้แนะของหมอนั่น พัฒนาไปจนถึงขั้นที่เขาแทบจะสู้กับเธอไม่ไหวเลยทีเดียว!

การถ่ายทอดลิขิตสวรรค์มีอิทธิพลต่อวรยุทธของหรันเฉียวเฉี่ยวได้มากถึงขนาดนี้หรือ?

หรือเป็นเพราะการรวมกันของกระบวนท่าเหล่านั้นได้ก่อเกิดเป็นวรยุทธอันทรงพลัง?

“ช่างหัวมันสิวะ! ต้องลองสักตั้ง…”

อู๋ฉานถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะสำแดงกระบวนท่าตามที่ชายหนุ่มได้พูดไว้ก่อนหน้า แต่ยังไม่ทันจะถึงกระบวนท่าที่ 3 ก็พลันรู้สึกว่าพลังปราณปรับเปลี่ยนโดยไหลไปในทางทิศทางตรงกันข้ามโดยกระทันหัน เขาหน้าซีดเผือดและกระอักเลือดออกมา

ผัวะ!

ในตอนนั้นเอง หรันเฉียวเฉี่ยวก็พุ่งเข้าใส่ และตบเขาทีเดียวลงไปกองกับพื้น

“เฮ้ย…” จางเซวียนเกาหัวอย่างงงงัน ไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

“หรันเฉียวเฉี่ยวก็แค่เปิดจุดชีพจรจื้อเหว่ยและอิ้งไถได้เท่านั้น และเพราะเธอเป็นผู้หญิง กระบวนท่าเหล่านั้นจึงออกมาลื่นไหล แต่เจ้าบ้านั่นเป็นอะไร? เขาไม่รู้หรือไงว่าการเคลื่อนไหวอย่างมั่วซั่วและมักง่ายแบบนั้น จะทำให้วรยุทธถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้โดยง่าย…”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!