Skip to content

Library Of Heaven’s Path 731

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 731 ห้องเปลวเพลิงปฐพี

จางเซวียนหันกลับไปดู อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มอายุราว 30 ปี ดาว 5 ดวงบนหน้าอกของเขาเปล่งประกาย บ่งบอกว่าเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว!

C

ศิษย์พี่หลัวเหยียน!

เมื่อหันไปเห็นชายหนุ่ม สาวน้อยที่อีกฝ่ายเรียกว่าหลี่ชวนก็แทบกระโดดด้วยความตกใจ เธอรีบคำนับเขาอย่างงาม

“ศิษย์พี่หลัวเหยียนเป็นปรมาจารย์ 1 ใน 10 อันดับแรกของนักเรียนเกรด 4 ไม่ใช่หรือ? ถ้าผมจำไม่ผิด เขายังเป็นช่างตีเหล็กระดับ 5 ดาวขั้นสูงสุดชั้นยอดของโรงเรียนช่างตีเหล็กด้วย กล้าพูดจาโอหังต่อหน้าเขาแบบนั้น หมอนั่นคงอยากโดนดีแน่!”

“จริงด้วย หมอนั่นก็ปากดีเกินไปจริงๆ ที่นี่เป็นโรงเรียนช่างตีเหล็กนะ ไม่ใช่สภาปะทะคารมหรือคุยโม้โอ้อวด ไม่รู้คนแบบนั้นผ่านการสอบเข้ามาได้อย่างไร?”

“ผมเคยเจอนักเรียนเกรด 1 กับเกรด 2 ที่ดังๆมาแล้วหลายคน แต่หน้าตาหมอนี่ดูไม่คุ้นเลย”

“เขาอาจจะแค่ปากดีเพื่อเรียกร้องความสนใจก็ได้มั้ง…”

…..

เส้นทางสถิติโลกจารึกเป็นเครื่องแสดงถึงเกียรติยศและความสำเร็จของโรงเรียนช่างตีเหล็ก มีแต่ ช่างตีเหล็กระดับหัวกะทิของโรงเรียนเท่านั้นที่กล้าเข้ามาท้าทายสถิติที่นี่ แต่ถึงอย่างนั้น ส่วนใหญ่ก็มาเพื่อพิสูจน์หรือทำลายสถิติของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้หมายมั่นจะทำลายสถิติอันน่าทึ่งที่จารึกไว้แล้ว

เพราะถึงอย่างไร ทุกสถิติก็เป็นของสุดยอดอัจฉริยะของโรงเรียนช่างตีเหล็ก ตลอดประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปีของมัน

แต่หมอนี่กล้าเข้ามาและประกาศว่า “ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่ามันยากมากทีเดียว” แน่นอนว่าคำพูดแบบนี้ย่อมทำให้อัจฉริยะทุกคนที่นี่ทั้งเกลียดขี้หน้าและไม่พอใจ

แม้แต่ช่างตีเหล็กระดับหัวกะทิของสถาบันยังไม่บังอาจพูดอะไรแบบนั้นออกมาเลย ทำให้แต่ละคน ต้องยั้งมือยังใจกันสุดฤทธิ์ที่จะไม่เข้าไปซ้อมเจ้าหมอปากดีคนนั้นให้น่วม

“เรียนศิษย์พี่ ขะ-เขาคือ…”

เมื่อเจอสายตาจับจ้องของนักเรียนเกรด 4 ผู้โด่งดัง หลี่ชวนถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว “เขาเป็นนักเรียนที่เพิ่งเข้าใหม่ และแค่เข้ามาเดินดูรอบๆ…”

“นักเรียนใหม่?”

เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นแค่นักเรียนใหม่ หลัวเหยียนส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดและโกรธเกรี้ยว “คุณภาพของนักเรียนช่างตกต่ำลงไปทุกทีๆ เส้นทางสถิติโลกจารึกนั้นเป็นสัญลักษณ์ของหยดเลือดและหยาดเหงื่อนับไม่ถ้วนของเหล่าบรรพบุรุษในโรงเรียนช่างตีเหล็กของพวกเรา คุณปล่อยให้ใครหน้าไหนก็ไม่รู้เข้ามาทำให้ที่นี่แปดเปื้อนได้อย่างไร?”

ถึงตอนนี้ หลัวเหยียนเลิกคิ้ว น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดขึ้นทันที “คุณมัวรีรออะไรอยู่ล่ะ? ออกไปซะ!”

“ได้…” หลี่ชวนรีบพยักหน้า และลากจางเซวียนออกไปด้วย แต่แล้วก็แทบช็อคตายเมื่ออีกฝ่าย ไม่ยอมตามไป เขากลับหันไปมองหน้าหลัวเหยียนด้วยสายตายียวน ก่อนจะถามว่า “คุณเป็นหัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็กหรือไง?”

“ผมไม่ได้เป็น…” หลัวเหยียนถึงกับผงะและตอบอย่างงงงัน

บรรดานักเรียนที่ยืนมุงดูวิวาทะอยู่ต่างก็ยืนอึ้ง

“แล้วเป็นหนึ่งใน 10 สุดยอดปรมาจารย์หรือเปล่า?” จางเซวียนถามต่อ

“ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ…”

“หรือว่าเป็นผู้อาวุโสของโรงเรียนช่างตีเหล็ก”

“ไม่ใช่แน่ๆอยู่แล้ว…นี่คุณจะพูดหาอะไร? หลัวเหยียนหมดความอดทนกับคำถามกวนประสาทไม่เลิกไม่ราของจางเซวียน

“ถ้าคุณไม่ใช่ทั้งหัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็ก, ไม่ได้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์, และไม่ได้เป็นผู้อาวุโสของโรงเรียนช่างตีเหล็กด้วย แล้วมาเกะกะตรงนี้ทำไม?” จางเซวียนถอนหายใจและส่ายหน้า

มันเรื่องอะไรถึงมาจุ้นจ้านทั้งที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับที่นี่เลย?

โคตรน่ารำคาญ?

“ฮะ…”

หลี่ชวนกำลังนึกสงสัยว่าจางเซวียนจะพูดอะไร เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เธอถึงกับตัวสั่นสะท้านอย่างหนักและแทบจะลมจับไปทันที

นี่รู้ตัวหรือเปล่าว่าอยู่ตรงหน้าใคร? กล้าพูดกับเขาแบบนั้นได้อย่างไร?

เขาเป็นนักเรียนเกรด 4, ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นสูง และนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8 เชียวนะ! นักเรียนใหม่อย่างคุณกล้าตอบโต้เขาแบบนั้น ไม่กลัวถูกซ้อมตายหรือ?

คนอื่นๆต่างก็มองหน้ากันอย่างพรั่นพรึง

โอหังนัก! ไม่เคยเจอใครโอหังขนาดนี้มาก่อนเลย!

หลัวเหยียนหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวจนดูเหมือนพร้อมจะระเบิดได้ทุกขณะ “คุณว่าอะไรนะ?”

“ก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย แค่จะบอกว่าคุณควรยุ่งเรื่องของตัวเองดีกว่า อย่ามาวุ่นวายกับการหาคะแนนวิชาการของผม!”

จางเซวียนคร้านจะสนใจกับอีกฝ่าย เขาหันกลับไปดูบรรดาสถิติรอบตัวอีกครั้ง

เพราะได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการตีเหล็กมาแล้วมากมาย ความรู้ความเข้าใจของเขาจึงจัดว่าอยู่ในระดับที่ลึกซึ้งมาก เป็นไปได้ว่าแม้แต่หัวหน้าโรงเรียนช่างตีเหล็กก็อาจเทียบชั้นกับเขาไม่ได้ในแง่ของความเข้าใจเรื่องการตีเหล็ก

แต่สิ่งเดียวที่ยังอ่อนด้อยอยู่ก็คือระดับวรยุทธ

หากจางเซวียนสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบขั้นเซียนแล้ว เขาคงกวาดทุกสถิติเหล่านี้จนราบคาบได้อย่างง่ายดาย

แต่ด้วยระดับวรยุทธของเขาตอนนี้…มันออกจะเป็นปัญหาอยู่สักหน่อย

“เอาเถอะ เราจะลองดู!”

หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็เลือกสถิติที่เขาต้องการจะท้าทาย เขารู้สึกว่าตัวเองมีโอกาสที่จะทำลายสถิตินี้ได้ จึงหันไปพูดกับหลี่ชวนว่า “หากไม่รบกวนคุณจนเกินไป ช่วยผมหน่อยเถอะ ผมอยากท้าทายสถิตินี้!”

“ท้าทาย?” หลี่ชวนตัวแข็ง

เห็นกันชัดๆขนาดนี้แล้ว ยังคิดอยากทำลายสถิติอยู่อีกหรือ? นี่คิดจริงๆหรือไงว่าจะทำได้?

ฝูงชนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็สบตากันพร้อมกับส่ายหน้า

หลังจากปากดีใส่นักเรียนเกรดสูงกว่าไปแล้ว ก็ยังคิดจะท้าทายสถิติอีก นี่โดนใครทุบหัวมาจนสมองผิดเพี้ยนหรือเปล่า?

ด้วยทีท่าอวดโอ้โอหังขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์และเข้ามาในสถาบันได้?

“ใช่ ผมอยากท้าทายห้องเปลวเพลิงปฐพี ต้องขอรบกวนให้คุณช่วยจัดการให้แล้วล่ะ” จางเซวียนตอบอย่างใจเย็น

ห้องเปลวเพลิงปฐพีเป็นห้องที่ถูกแผดเผาด้วยเพลิงปฐพี ร้อนจัดจนทุกอย่างไหม้เกรียม ยิ่งอยู่ในนั้นได้นานเท่าไหร่ ร่างกายของผู้นั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

ในฐานะช่างตีเหล็ก จะต้องสัมผัสกับความร้อนและเพลิงแผดเผาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ หากไม่มีร่างกายที่แข็งแกร่งพอ ย่อมจะเสียสมาธิได้ง่ายระหว่างกระบวนการตีเหล็ก ส่งผลให้เกิด ทั้งความผิดพลาดและผลงานที่ล้มเหลว

ด้วยเหตุนี้ ร่างกายที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานกับความร้อนได้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่างตีเหล็กทุกคนต้องมี

เหตุผลที่จางเซวียนเลือกท้าทายห้องเปลวเพลิงปฐพีก็เพราะเขาได้ฝึกฝนเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วง และบ่มเพาะร่างกายของเขาด้วยเปลวเพลิงปฐพีมาแล้ว ห้องนั้นอาจร้อนตับแตกก็จริง แต่เขาก็มั่นใจว่าตัวเองจะอยู่ในนั้นได้นานกว่า 17 นาที

เพราะฉะนั้น สถิตินี้จึงน่าจะทำลายได้ง่ายกว่าสถิติอื่นๆ

“ห้องเปลวเพลิงปฐพี?”

“หมอนั่นบ้าไปแล้วแน่ๆ! ที่เลือกห้องนั้นน่ะ อยากตายเต็มทีหรือไง!”

“ผมก็ไม่รู้ บางทีอาจเป็นเพราะเขาเป็นนักเรียนใหม่ เลยไม่รู้ว่ามันน่าสะพรึงแค่ไหน”

“ตอนแรกผมก็คิดว่าเขาอาจจะพอมีโอกาส ไม่น่าเชื่อเลยว่าที่แท้ก็เป็นแค่ไอ้งั่งตัวหนึ่ง…”

เมื่อรู้ว่า สถิติไหนที่จางเซวียนที่จะเข้าท้าทาย ทุกคนก็พากันหันขวับมาจ้องหน้าจางเซวียนราวกับเขาเป็นคนปัญญาอ่อน

แม้แต่หลัวเหยียนซึ่งโมโหจนแทบจะตบจางเซวียนทีเดียวตาย ก็ยังตาค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ

ห้องเปลวเพลิงปฐพีนั้น เป็นที่รู้กันว่าเป็นห้องล้างผลาญหรือแดนมรณะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ที่พยายามจะเข้าท้าทายสถิตินี้ก็ล้วนแต่ลงเอยด้วยความตายหรือไม่ก็พิกลพิการ

อย่าว่าแต่ใครอื่น แม้แต่เจ้าของสถิติคือช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว, หลิวหาน ที่แม้จะมีชีวิตรอดอยู่ในนั้นได้ถึง 17 นาที ก็ยังถูกแผดเผาจนผิวหนังเสียหายไปทุกอณู และสุดท้ายเขาก็ตายตั้งแต่ยังอายุไม่ถึง 150 ปี

สำหรับนักรบระดับเซียน การเสียชีวิตในวัย 150 ปีนั้นถือเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

หลัวเหยียนเองก็เคยพยายามเข้าท้าทายสถิตินี้ แต่ก็ต้องเผ่นออกมาหลังจากเข้าไปได้เพียง 3 นาที

ส่วนคนอื่นๆนั้น แม้จะไม่มีประสบการณ์ตรง แต่ก็ได้ยินเสียงร่ำลือถึงความน่าสะพรึงของมันจากคนอื่นๆมาแล้ว

หากจะมีการทำสถิติ ว่าสถิติไหนที่ผู้คนพากันหลีกเลี่ยงจะเข้าท้าทายมากที่สุด แน่นอนว่าห้องเปลวเพลิงปฐพีจะต้องมาเป็นอันดับ 1!

แต่หมอนี่กลับเลือกจะเข้าท้าทายสถิติที่ทุกคนยอมตายเสียดีกว่าจะต้องเข้าไป…แถมยังยืดอกประกาศว่าเขาสามารถทำลายสถิตินั้นได้ นี่ชีวิตของเขามันน่าเบื่อหน่ายเสียจนจะต้องรีบตายขนาดนั้นเลยหรือ?

“ในห้องเปลวเพลิงปฐพี เปลวไฟจะพวยพุ่งออกมาจากทุกซอกมุม ทำให้คุณไม่มีทางหลบเลี่ยงได้เลย ผิวหนังของคุณจะถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟร้อนแรง…คุณคิดจะทบทวนการตัดสินใจหน่อยไหม?” หลี่ชวนตกตะลึงจนต้องรีบพยายามหว่านล้อมชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ

แม้เธอจะเหม็นขี้หน้าเขาอยู่หน่อยๆ แต่เธอก็เป็นคนพาเขามาที่นี่ และถึงอย่างไรก็ไม่อาจทนดูเขากระโจนเข้าสู่ความตายได้

“ไม่ต้องห่วงน่ะ คุณไปเตรียมการเถอะ ถ้าผมทนไม่ไหวเมื่อไหร่จะรีบออกจากห้องนั้นทันที” จางเซวียนตอบเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขา

“เอ่อ…” เห็นจางเซวียนยืนกราน หลี่ชวนรู้ดีว่าไม่อาจเปลี่ยนใจเขาได้ จึงได้แต่ยอม “เอาเถอะ อันที่จริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องเตรียมการอะไรล่วงหน้า แค่คุณทาบฝ่ามือลงไปบนประตู จากนั้นก็ก้าวเข้าไป และยืนยันว่าสถิติไหนที่คุณต้องการท้าทาย จากนั้นกลไกภายในก็จะส่งคุณไปยังที่หมายเอง!”

จางเซวียนพยักหน้า “ขอบคุณมาก!”

จากนั้น เขาก็เดินไปที่ประตูที่นำไปสู่ห้องเปลวเพลิงปฐพี

“นักเรียนใหม่ คุณชื่ออะไรน่ะ?” เห็นหมอนั่นยืนกรานจะเข้าห้องเปลวเพลิงปฐพีให้ได้ หลัวเหยียนคำราม “ถ้าคุณอยู่ในนั้นได้เกิน 3 นาทีล่ะก็ ผมจะไม่ถือสาหาความเรื่องความกระด้างกระเดื่องของคุณ!”

เพราะแม้จางเซวียนจะวางท่าโอหัง แต่ตัวเขาก็ยังอดนึกยำเกรงหน่อยๆไม่ได้ที่อีกฝ่ายมุ่งมั่นจะเข้าท้าทายห้องเปลวเพลิงปฐพี แม้จะรู้แล้วว่ามันน่าสะพรึงขนาดไหน

“ผมชื่อจางเซวียน!” จางเซวียนตอบยิ้มๆก่อนจะทาบฝ่ามือลงบนบานประตู

แอ๊ด! ประตูเปิดออก จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปข้างใน

หลังจากเข้าไปในห้องแล้ว ประตูก็ปิดตามหลังทันที ทำให้รอบตัวมีแต่ความมืดมิด

“ผมจะท้าทายห้องเปลวเพลิงปฐพี!” จางเซวียนประกาศ

ครืดดดดด!

ทันทีที่พูดจบ พื้นดินบริเวณที่เขายืนอยู่ก็สั่นสะท้านขึ้นมา ราวกับมีเครื่องจักรอะไรสักอย่างเริ่มทำงาน

ทักษะของช่างตีเหล็กกับนักออกแบบสวรรค์สร้างนั้นมีความสอดคล้องและคล้ายคลึงกันอยู่หลายด้าน ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองโรงเรียนจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เส้นทางสถิติโลกจารึกนี้…บางทีเรียกว่าลิฟท์อาจจะเหมาะสมกว่า เพราะมีกลไกอันลึกซึ้งติดตั้งไว้ภายใน ทำให้สามารถทำงาน ตามคำสั่งของมนุษย์ และนำพาตัวผู้เข้าท้าทายไปยังจุดหมายได้

ครู่ต่อมา การสั่นสะเทือนนั้นก็หยุดลง

ความมืดเข้าครอบงำทั่วบริเวณ ทำให้จางเซวียนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่เพราะเสียงที่ก้องไปทั่วจึงทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่

ขณะที่เขากำลังจะใช้ดวงตาหยั่งรู้สำรวจพื้นที่โดยรอบ เปลวไฟหลายกองก็พวยพุ่งขึ้นตรงหน้า มันลามไปทั่วห้องอย่างรวดเร็ว ความร้อนแรงแผดเผาของเพลิงนั้นเข้าลามเลียผิวหนังของจางเซวียนจนแทบจะทำให้ตัวเขามอดไหม้เป็นจุณ

“ร้อนเป็นบ้า!” จางเซวียนอุทานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เขานึกว่า อย่างมากที่สุด ห้องเปลวเพลิงปฐพีก็คงจะร้อนพอๆกับเปลวเพลิงในทะเลสาบหมดจด ซึ่งหากมีลาวาอยู่ เขาก็สามารถดำดิ่งลงไปและพยายามซึมซับพลังจิตวิญญาณภายในขณะที่บ่มเพาะร่างกายของตัวเองไปด้วย แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินความยากของภารกิจครั้งนี้ต่ำไปเสียแล้ว!

รอบตัวเขามีแต่เปลวเพลิงแผดเผา จางเซวียนต้องใช้ความพยายามทั้งหมดรวบรวมพลังปราณ เพื่อสร้างขึ้นเป็นชั้นปกป้องเปลวไฟ แล้วในสภาวะแบบนี้ เขาจะฝึกฝนวรยุทธได้อย่างไร?

ตอนนี้ จางเซวียนรู้สึกเหมือนตัวเองถูกขังอยู่ในเตาอบ หากเขาหยุดการขับเคลื่อนพลังปราณเมื่อไหร่ คงได้กลายเป็นหมูปิ้งเมื่อนั้น

ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมใครๆถึงพากันจ้องมองเขาอย่างสมเพชเมื่อรู้ว่าเขาเลือกท้าทายสถิตินี้ มันก็ควรค่ากับความน่าสะพรึงจริงๆ

“ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เราอยู่ได้ไม่เกิน 2 นาทีแน่!” จางเซวียนขมวดคิ้วขณะขับเคลื่อนพลังปราณออกมาปกป้องเปลวเพลิงแผดเผานั้นต่อไป

เขาคิดว่าเรื่องนี้น่าจะง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาสำเร็จความโชติช่วงระดับ 1 ของวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงแล้ว แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้เลย

ขนาดมีพลังปราณเทียบฟ้า ก็ไม่น่าจะทนอยู่ในนี้ได้นาน

“มีบางอย่างไม่ธรรมดา เปลวเพลิงปฐพีทั่วๆไปไม่ร้อนขนาดนี้หรอก!”

จางเซวียนเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

สำหรับเปลวเพลิงปฐพีทั่วๆไปนั้น แม้จะฝังตัวลึกอยู่ภายในลาวา เขาก็ยังรับได้ เพราะมีทั้งพลังปราณเทียบฟ้า และตัวเขาก็สำเร็จวรยุทธเป็นนักรบเหนือมนุษย์ ขั้น 6 แล้ว เขาจึงแหวกว่ายอยู่ในลาวาได้โดยไม่ต้องกลัวว่าร่างกายจะมอดไหม้

แต่สำหรับเปลวเพลิงปฐพีที่อยู่ตรงหน้านี้ดูจะมีบางอย่างไม่ธรรมดา

ที่อุณหภูมิระดับนี้ ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ถูกแผดเผา แม้แต่จิตวิญญาณของเขาก็กำลังร้อนเร่าด้วยพลังความร้อนอันเหลือเชื่อ

“ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ คงต้องเอาตัวโคลนออกมา แล้วเราเข้าไปอยู่ในรังนางพญามดแทน…” จางเซวียนคิดขณะกุมขมับ

แม้เปลวเพลิงปฐพีจะน่าสะพรึงแค่ไหน ก็ทำอะไรตัวโคลนของเขาไม่ได้

แต่ว่าจะพูดไป…ทำแบบนั้นก็เท่ากับขี้โกง

“เราต้องลองดูก่อนว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป”

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็เลิกล้มความคิดที่จะสลับตัวกับตัวโคลนของเขาไปก่อน แล้วเส้นสายแห่งการหยั่งรู้หลายเส้นก็เกิดขึ้นในดวงตาของเขา “ดวงตาหยั่งรู้!”

วิ้ง!

ไม่ช้า จางเซวียนก็รู้ว่าอะไรที่ผิดปกติ

“นี่ไม่ใช่ห้องธรรมดา ความร้อนที่แผดเผาออกมานั้นดูจะมาจากค่ายกลซึ่งเป็นฝีมือมนุษย์ และแกนกลางค่ายกลคือ…หินประกายแผดเผา 4 ก้อน…ไม่ใช่สิ, มันไม่ใช่หินประกายแผดเผา แต่เป็น…”

หลังจากจ้องมองเปลวเพลิงอีกครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ตาโต เขาตัวสั่น นี่มัน…

“หัวใจเปลวเพลิงปฐพี!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!