ตอนที่ 762 อัพเกรดหอสมุดเทียบฟ้า (1)
จางเซวียนยืนเซ่อถึงขีดสุด
เขาคิดว่าแม่สาวน้อยที่ดูจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาคนนี้คงเป็นนักเรียนของสถาบัน ใครจะนึกว่าเธอคืออาจารย์ที่ถูกส่งตัวมาจากสำนักงานใหญ่!
เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่เขาโพล่งออกไปว่าอาจารย์ที่ทางสำนักงานใหญ่ส่งมาคงจะมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว แต่กลับกลายเป็นสาวน้อยที่เขาหลงใหลใฝ่ฝัน จึงอดที่จะกระอักกระอ่วนไม่ได้
ถ้าสาวน้อยตรงหน้าเขาได้ชื่อว่าหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว โลกนี้ก็คงไม่มีใคร “น่ารัก” อีกแล้ว
แม้การปรับเปลี่ยนบางอย่างจะลดความงดงามโดดเด่นของเธอลงไปบ้าง แต่บุคลิกและความสง่างามก็ยังคงฉายชัด ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นไม่อาจละสายตาจากเธอได้
เมื่อเห็นชายหนุ่มเซ่อซ่าที่อยู่ตรงหน้าเธอออกอาการตื่นตระหนก หลัวลั่วชิงหัวเราะหึๆ ก่อนจะหันหลังกลับและเดินขึ้นไปบนเวที
“สวยอะไรขนาดนั้น!”
“ถ้าสวยแบบนี้ล่ะก็ ต้องเป็นสาวงามอันดับ 1 ในสถาบันของเราแน่!”
“สาวงามอันดับ 1? พวกเธอที่อยู่ตรงนั้นน่ะ ล้อเล่นแล้วล่ะมั้ง ฉันมาจากแก๊งปีศาจเจ้าเสน่ห์ และบอกได้เลยว่าพี่เหยาเหย่าคือคนที่สวยที่สุด!”
“มันก็แค่ความเห็นของเธอ ส่วนความเห็นของฉันน่ะ ศิษย์พี่ตงซินต่างหากที่น่ารักที่สุด!”
“ผมว่าองค์หญิงเฟยเอ๋อต่างหากที่สวยที่สุด ศิษย์พี่คนอื่นๆ น่ะเทียบชั้นไม่ได้หรอก ถึงอย่างไรผมก็เข้าข้างองค์หญิง”
“คุณคิดจะจีบองค์หญิงหรือ? ฝันไปเถอะ! ไม่รู้บ้างหรือไงว่าชิงย่วนตามเทียวไล้เทียวขื่อเธอมานานแค่ไหนแล้ว? พูดกันตามตรงนะ ผมน่ะหลงเสน่ห์หลัวฉีฉีมากที่สุด แต่น่าเสียดายที่เธอไม่สนใจผมเอาเสียเลย”
…..
เมื่อได้เห็นหลัวลั่วชิง ต่างคนต่างออกความเห็นกันเซ็งแซ่
ข่าวลือเรื่องการปรากฏตัวของอาจารย์สาวสวยคนใหม่ทำให้บรรดานักเรียนมากมายมารวมตัวกัน และเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเผ็ดร้อน
ในสถาบันแห่งนี้มีสาวงามอยู่มากมาย ถึงกับมีการจัดอันดับความงามอย่างไม่เป็นทางการด้วย
แต่ถึงอย่างไรทุกคนก็มีความชอบและรสนิยมตามแบบของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ อันดับหนึ่งจึงยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
“ฉันคือหลัวลั่วชิง อาจารย์คนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน!”
หลัวลั่วชิงแนะนำตัวโดยไม่ใส่ใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์เบื้องล่าง น้ำเสียงของเธอมีคุณสมบัติบางอย่างที่ทำให้เสียงเซ็งแซ่หยุดลงในทันที
“สำหรับหัวข้อการบรรยายของฉัน จะเป็นเรื่องที่ว่านักรบจะสร้างความสอดคล้องกลมกลืนระหว่างกายเนื้อกับจิตวิญญาณของเขาได้อย่างไร ในการฝึกฝนวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง”
“เมื่อมาถึงวรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง นักรบผู้นั้นจะต้องเริ่มต้นฝึกฝนวรยุทธให้กับจิตวิญญาณ และความผิดพลาดใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับการฝึกฝนวรยุทธในขั้นนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อร่างกายและจิตวิญญาณของผู้นั้น อาจมีผลให้ความแข็งแกร่งของเขาต้องสะดุดลงเลยทีเดียว”
หลังจากฟังไปครู่หนึ่ง จางเซวียนก็อดประทับใจไม่ได้
สมกับที่เป็นปรมาจารย์จากสำนักงานใหญ่ แม้เนื้อหาของการบรรยายจะเรียบง่าย แต่ก็แม่นยำและถูกต้อง ขนาดตัวเขาเองยังหาข้อติไม่ได้เลย
ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมเธอถึงแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างกายเนื้อกับจิตวิญญาณของเขาได้อย่างง่ายดาย บอกได้เลยว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณและกายเนื้อของเธอเทียบเท่ากับเขาเลยทีเดียว
และนั่นถือเป็นความสามารถที่สุดแสนจะน่าทึ่ง
จางเซวียนมีหอสมุดเทียบฟ้า ทั้งยังรวบรวมหนังสือไว้ได้มากมายนับไม่ถ้วนเพื่อประมวลเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าฉบับสมบูรณ์แบบขึ้นมา แต่อีกฝ่ายก็มีระดับความรู้ความเข้าใจที่ทัดเทียมกันกับเขา นั่นแปลว่าหลัวลั่วชิงไม่ใช่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวธรรมดา บางทีเธออาจจะเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ระดับสูงสักคนหนึ่งเช่นกัน
ไม่อย่างนั้น คงไม่มีทางที่เธอจะวิเคราะห์วรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องได้อย่างทะลุปรุโปร่งแบบนี้
ไม่ช้าการบรรยายก็จบลง
“ฉันขอจบการบรรยายเพียงเท่านี้ และท้ายที่สุด ต้องขอประกาศว่าหากพวกคุณอยากเป็นศิษย์ของฉัน ก็จะต้องผ่านการทดสอบของฉันให้ได้ก่อน ใครที่สอบไม่ผ่าน ฉันก็จะไม่รับเป็นศิษย์” หลัวลั่วชิงโบกมือ
“การทดสอบ? การทดสอบแบบไหน?”
“ปรมาจารย์หลัวได้โปรดอธิบายด้วย”
มาถึงจุดนี้ ทุกคนก็ตาสว่าง พวกเขาเข้าใจแล้วว่าหากได้อีกฝ่ายเป็นอาจารย์ก็จะมีโอกาสฝึกฝนวรยุทธให้ก้าวหน้าขึ้นได้อีกมาก ต่างคนต่างนัยน์ตาวาววับด้วยความตื่นเต้น
“ง่ายนิดเดียว มันคือการจดจำหนังสือ ใครก็ตามที่จดจำหนังสือได้ 10,000 เล่มภายในเวลา 2 ชั่วโมง ฉันจะรับเป็นศิษย์!” หลัวลั่วชิงตอบ
“10,000 เล่ม?” เมื่อได้ยินคำนั้น ทุกคนก็แทบจะลมจับ
แม้พวกเขาจะมีความทรงจำแบบภาพถ่าย แต่การจดจำหนังสือได้ 2000 เล่ม ก็ถือเป็นจำนวนสูงสุดแล้ว ถ้าจะให้จดจำได้ถึง 10,000 เล่มล่ะก็ แม้แต่เวลาจะพลิกดูหนังสือก็ยังไม่พอ แล้วจะให้จำทั้งหมดได้อย่างไร?
หากเป็นการทดสอบแบบอื่น พวกเขาก็จะลองดู แต่เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ !
“เล่นใช้การทดสอบแบบนี้ แล้วจะได้นักเรียนสักคนไหม?” จางเซวียนเองก็ผงะ
เขาสามารถจดจำหนังสือได้ 10000 เล่ม โดยใช้หอสมุดเทียบฟ้า แต่หากจะให้ทำด้วยความสามารถตัวเองก็ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก
เหตุผลข้อแรกก็คือ หอสมุดเทียบฟ้าทำให้เขาทุ่นเวลาในการพลิกดูหนังสือ จึงทำให้จดจำเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว แถมหัวสมองของเขาก็ประมวลข้อมูลได้ดีกว่าปกติมาก หากใช้หอสมุดเทียบฟ้า เขาจะสามารถจดจำหนังสือ 10000 เล่มได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง แต่หากไม่ใช้หอสมุดเทียบฟ้า ต่อให้เป็น 10 สุดยอดปรมาจารย์ ก็ยังน่าสงสัยอยู่ว่าจะทำได้หรือเปล่า
ดังนั้น การเสนอเงื่อนไขแบบนี้จึงหมายความได้อย่างเดียวว่าหลัวลั่วชิงไม่อยากรับลูกศิษย์คนไหนทั้งนั้น
“ผู้อาวุโสจ้าว ฉันต้องขอรบกวนคุณเรื่องนี้”
เมื่อพูดจบ หลัวลั่วชิงก็ลงจากเวที พร้อมกับยิ้มน้อยๆ และหันหน้าไปทางจางเซวียน “ไปกันเถอะ”
“ได้” จางเซวียนพยักหน้า แล้วทั้งคู่ก็เดินออกไป
“หมอนั่นเป็นใครกัน?”
“ดูเหมือนจะเป็นนักเรียนใหม่นะ!”
“นักเรียนใหม่? แล้วรู้จักปรมาจารย์หลัวได้อย่างไร? แถมเท่าที่ดู ดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทสนมกันด้วย?”
“มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมถึงไม่เป็นผม ผมด้อยกว่าเขาตรงไหน?”
“หมอนั่นคือปรมาจารย์จางหรือ? สมกับที่เป็นนักเรียนใหม่ที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุด ถึงขนาดทำให้อาจารย์คนสวยหลงเสน่ห์ได้ด้วย”
“คุณหมายความว่าอย่างไรที่พูดว่าหลงเสน่ห์? ทำอย่างกับว่าปรมาจารย์จางใช้วิธีไม่ซื่อกับเธออย่างนั้นแหละ แบบนั้นน่ะเขาเรียกว่าเกี้ยวพาราสีต่างหาก, ใช่ไหม!”
……
เมื่อเห็นปรมาจารย์หลัวจากไปพร้อมกับนักเรียนใหม่ บรรดาศิษย์พี่หลายคนต่างก็กำหมัดด้วยความโกรธเกรี้ยว ต่างคนต่างเดือดดาลที่ตัวเองไม่ได้เข้าไปแทนที่ชายหนุ่มคนนั้น ฝ่ายนักเรียนใหม่ที่เหลือต่างก็มองตามด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย ราวกับตื่นเต้นที่มีใครสักคนทำให้พวกเขาภาคภูมิใจ
แต่ไม่ว่าใครจะมีปฏิกิริยาแบบไหน จางเซวียนกับหลัวลั่วชิงก็เดินห่างออกไปจากฝูงชนโดยไม่ได้แยแสอะไรทั้งสิ้น ไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงทะเลสาบที่อยู่ในสถาบัน
มีทั้งสายน้ำกระเซ็น สายลมโชยอ่อน และทัศนียภาพเขียวชอุ่มรอบๆ ทะเลสาบที่สร้างความรื่นรมย์
แสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ส่องกระทบผิวหน้าทะเลสาบ เกิดเป็นประกายงดงาม
จางเซวียนเดินเคียงข้างหลัวลั่วชิง แม้ระหว่างพวกเขาจะมีแต่ความเงียบ แต่เขากลับรู้สึกถึงความ สงบนิ่งขั้นสุดในหัวใจ
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาค่อยๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัว
นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขาได้เป็นอาจารย์ในอาณาจักรเทียนเซวียน ได้รับลูกศิษย์กลุ่มแรกจำนวนหนึ่งและถ่ายทอดความรู้ให้พวกเขา
ช่วงเวลาที่เขาเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ในอาณาจักรเทียนหวู่ และพบกับลู่ชง
ช่วงเวลาที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่อาณาจักรชวนหยวน และท้าทายทั้งอาณาจักรด้วยตัวเอง
ช่วงเวลาที่เขาเดินทางไปยังสมาพันธ์นานาอาณาจักรและได้ตำแหน่งแชมป์ของการประลองปรมาจารย์มา
ช่วงเวลาที่เขาสร้างปัญหาโดยไม่ได้ตั้งใจที่ทะเลสาบหมดจดในจักรวรรดิฮ่วนหยู, ลงไปผจญภัยในห้องใต้ดินที่เชื่อว่าหวูหยางจื่อเคยพักอาศัยอยู่ในนั้น, และสุดท้ายก็ได้พบกับสาวน้อยที่อยู่ข้างเขา
ตลอดการเดินทางอันยาวนานนี้ระดับวรยุทธของเขาได้พัฒนาจากเจิ้นซี่มาถึงนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 6-สะพานจักรวาล
ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นจาก 0.1 มาเป็น 19.1 ทำให้เขามีคุณสมบัติเทียบเท่ากับปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว
ภาพบุคคลมากมายที่เขาได้พบระหว่างการเดินทางก็ค่อยๆ ทยอยกันเข้ามา
ปรมาจารย์หลิว, ปรมาจารย์จวง, ปรมาจารย์คัง, ปรมาจารย์มั่ว
จ้าวหย่า, ลู่ฉวิน, ลู่ชง, เสิ่นปี้หรู, โม่หยู่
มีทั้งคนรู้จัก ลูกศิษย์ และเพื่อน ทุกคนล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา และต่างมีบทบาทที่ทำให้เขากลายมาเป็นจางเซวียนในทุกวันนี้
ความรู้มากมายที่เขาได้รับต่างก็ทยอยกันเข้ามาในหัวสมอง ทั้งความรู้เรื่องการปรุงยา การวาดภาพ การฝึกอสูร ศาสตร์ของกูรูยาพิษ
ครืนนนนนน!
ขณะที่ความทรงจำเหล่านั้นล่องลอยอยู่ในหัวของเขา จางเซวียนก็พลันรู้สึกถึงอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในหอสมุดเทียบฟ้าที่อยู่ในหัว คราวนี้มันหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
เกิดอะไรขึ้น? จางเซวียนตาโตด้วยความตื่นตระหนก
หอสมุดเทียบฟ้าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพสูงสุดของเขา ซึ่งสามารถช่วยชีวิตเขาได้ในช่วงเวลาคับขัน เกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับมันหรือเปล่า?
แต่จางเซวียนไม่มีแม้แต่เวลาจะคิดเรื่องนั้น ขณะที่หัวสมองของเขากำลังจะระเบิด ภาพตรงหน้าก็พร่ามัวขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายร่างของเขาก็โงนเงนและ ‘ฟุ่บ’ เขาล้มลงไปกองกับพื้น
ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบไป เขาเหมือนจะเห็นภาพหลัวลั่วชิงรี่เข้ามาและออกความเห็นว่า “ทำไมเขาถึงเป็นลมไปอีกแล้ว? ร่างกายของเขาอ่อนแอขนาดนั้นเชียวหรือ?”
อ่อนแอ?
จางเซวียนแทบจะปล่อยโฮออกมาเดี๋ยวนั้น
ครั้งล่าสุดที่เขาเป็นลมก็เพราะความไม่สอดคล้องกันระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อ ส่วนคราวนี้หอสมุดเทียบฟ้าก็เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
ผมไม่ได้อ่อนแอนะ มันเป็นเรื่องบังเอิญ!
นอกจากจะไม่อ่อนแอ ยังแข็งแรงดีด้วย เชื่อผมสิ!
แต่ก่อนที่จางเซวียนจะได้พูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมา สติสัมปชัญญะของเขาก็ดับวูบไปสู่ความมืดมนอนธการอันไม่มีที่สิ้นสุด
……
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ ในที่สุดจางเซวียนก็ฟื้นจากสภาวะโคม่า
เมื่อลืมตาขึ้น ก็รู้ตัวว่ากำลังนอนอยู่บนเตียงที่บ้านพักของเขาในโซนหัวกะทิ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องอุทานอย่างตื่นเต้น และสาวสวยที่มีผิวพรรณเรียบเนียนไร้ที่ติคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามา
“ท่านอาจารย์ ในที่สุดคุณก็ฟื้นเสียที”
“ฉีน้อย ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่?” จางเซวียนถามอย่างประหลาดใจ
บุคคลที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่ใครอื่น นอกจากลูกศิษย์ที่เขาได้รับไว้เมื่อครั้งอยู่ในจักรวรรดิฮ่วนหยู, หลัวฉีฉี!
หลังจากที่ออกจากห้องใต้ดินมาแล้ว พวกเขาก็เดินทางมายังเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนด้วยกัน แต่ก่อนที่จะถึงเมืองหลวงก็ได้แยกทางกันเสียก่อน เพราะจางเซวียนต้องมุ่งหน้าไปยังทะเลวิชาการกับปรมาจารย์หงและพรรคพวก ขณะที่หลัวฉีฉีกลับมาที่สถาบันเพื่อรายงานความก้าวหน้าเรื่องภารกิจของพวกเขา
“ฉันรู้จักหัวหน้าจ้าวว่าตอนนี้คุณพักอยู่ในโซนหัวกะทิ จึงแวะมาหา แต่ระหว่างทางก่อนจะมาถึงที่นี่ ฉันพบคุณเป็นลมอยู่ข้างทะเลสาบ จึงนำตัวคุณมา” หลัวฉีฉีตอบ
“ผมเป็นลมอยู่ข้างทะเลสาบ? แล้ว…” จางเซวียนขมวดคิ้ว
“คุณจะถามถึงปรมาจารย์หลัวใช่ไหม? เธออยู่ข้างๆ คุณตอนที่ฉันไปถึง จากนั้นเธอก็ตรวจอาการของคุณและบอกว่าคุณไม่เป็นอะไร ก่อนจะฝากฝังคุณไว้กับฉัน” หลัวฉีฉีตอบ
“ฝากฝังคุณไว้กับผม? แปลว่าเธอไปแล้วอย่างนั้นหรือ?” จางเซวียนอดผิดหวังไม่ได้
แต่คิดอีกที ทั้งคู่ก็เป็นแค่คนที่รู้จักกันก่อนจะเข้ามาพบกันอีกครั้งในสถาบัน อีกฝ่ายไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องส่งเขากลับที่พัก
อีกอย่าง เธอเป็นอาจารย์ และตัวเขาก็เป็นเพียงนักเรียนคนหนึ่ง ถึงอย่างไรก็ไม่เหมาะสมหากทั้งคู่จะสนิทสนมกันเกินไป เพราะหากมีข่าวลือแพร่งพรายออกไป ก็จะส่งผลเสียทั้งต่อตัวเขาและตัวเธอ
“ถูกแล้ว ฉันรู้มาว่าปรมาจารย์หลัวเพิ่งมาถึงสถาบันเมื่อวานนี้เอง แล้วท่านอาจารย์รู้จักเธอได้อย่างไร?” หลัวฉีฉีถามด้วยความอยากรู้
เท่าที่เธอได้ยินมา ปรมาจารย์หลัวเป็นปรมาจารย์ที่ถูกส่งมาจากสำนักงานใหญ่ และเพิ่งเมื่อวานนี้เองที่ปรมาจารย์มู่มาถึงสถาบันปรมาจารย์พร้อมกับเธอ และก่อนหน้านั้น ปรมาจารย์จางก็อยู่กับกลุ่มของพวกเธอที่จักรวรรดิฮ่วนหยูมาตลอด จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่ทั้งคู่จะรู้จักกัน!
“ผมรู้จักเธอได้อย่างไรน่ะหรือ? มันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ เอาเถอะ ว่าแต่…คุณทั้งคู่ใช้แซ่เดียวกัน คุณรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า?” จางเซวียนถาม
หลัวลั่วชิงกับหลัวฉีฉีต่างใช้แซ่หลัวเหมือนกัน
แถมทั้งคู่ก็มีความสวยในระดับที่หาตัวจับยาก เป็นไปได้หรือไม่ว่าทั้งสองจะมีความเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกัน?
“มีผู้คนตั้งมากมายที่ใช้แซ่หลัว ท่านอาจารย์คิดมากไปแล้วล่ะ!” หลัวฉีฉีอดหัวเราะคิกคักและส่ายหน้าไม่ได้กับข้อสรุปของจางเซวียน
ท่านอาจารย์ของเธอเป็นบุคคลผู้ปราดเปรื่องเสมอมา ทำไมจู่ๆ ถึงถามคำถามเหลวไหลแบบนี้?
เมื่อพิจารณาจากขนาดใหญ่โตมโหฬารของทวีปแห่งปรมาจารย์ อย่างน้อยๆ ก็จะต้องมีผู้คนสัก 200-300 ล้านคนที่ใช้แซ่หลัว ไม่ได้มีความจำเป็นเลยที่คนสองคนซึ่งใช้แซ่หลัวเหมือนกันจะต้องมีความเกี่ยวดองกัน
“ก็จริง” จางเซวียนเกาหัวยิก
อยู่ดีๆ เขาก็นึกอยากถามคำถามนั้นขึ้นมา ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
“ผมสลบไปกี่วัน?” จางเซวียนถามหลังจากลุกขึ้นนั่ง
“ราว 3 วัน!” หลัวฉีฉีตอบ
“3 วัน?” จางเซวียนถึงกับอึ้ง
คราวที่แล้วเขาก็สลบไป 3 วันเหมือนกัน ทำไมดูเหมือนพักนี้เขาจะเป็นลมอยู่บ่อยๆ และต้องสลบไปทีละ 3 วันด้วย?
“ใช่แล้ว ระยะเวลา 3 วันของการที่บรรดานักเรียนใหม่จะเลือกอาจารย์ของตัวเองได้สิ้นสุดลงแล้ว” หลัวฉีฉีส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ



