Skip to content

Library Of Heaven’s Path 766

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 766 ราคาของน้ำต้นกำเนิด

จางเซวียนไม่ได้ยินเสียงของหลัวฉีฉี เขาสำแดงวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดงและบินไปอย่างเงียบๆในความสูงระดับที่ไม่ห่างจากพื้นมากนัก

C

ดวงตาหยั่งรู้ของเขาเฉียบคมขึ้นอีกมากหลังจากได้การยอมรับให้เป็นปรมาจารย์ฟ้าประทานครั้งที่ 3 แม้ร่องรอยของหูเหยาเหย่าจะแสนบางเบา แต่เขาก็มองเห็นได้ชัดเจนราวกับเป็นเวลากลางวัน

เอ๊ะ? ว่าแต่เธอจะไปไหน? จางเซวียนสงสัย

ในตอนแรก ร่องรอยของเธอวนเวียนอยู่รอบทะเลสาบ ก่อนจะมุ่งหน้าไปทางเนินเขา

เนินเขานั้นอยู่ไกลมาก และดูเหมือนจะไม่มีใครอาศัยอยู่ เธอไปที่นั่นในช่วงเวลาแบบนี้ทำไมกัน?

จางเซวียนมุ่งหน้าตามไปโดยอาศัยความมืดมิดปกคลุม

เนินเขานั้นปกคลุมด้วยพุ่มไม้เตี้ยๆหนาทึบ และบนยอดเนินมีศาลาแปดเหลี่ยมอยู่หลังหนึ่ง

ทั่วทั้งสถาบันมีศาลาแบบนี้อยู่มากมายเพื่อให้นักเรียนได้นั่งพัก เพื่อใคร่ครวญเนื้อหาของวรยุทธต่างๆที่พวกเขาเพิ่งจะเข้าใจ

มีบ่อยครั้งที่แรงบันดาลใจพุ่งเข้ามาหาอย่างกะทันหัน ซึ่งหากพลาดโอกาสนั้นก็จะพลาดโอกาสไปตลอดกาล

จางเซวียนค่อยๆคืบคลานเข้าสู่พุ่มไม้และเข้าใกล้ศาลามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าเขาก็เห็นเรือนร่างเย้ายวนร่างหนึ่งยืนอยู่ข้างใน แสงดาวที่สาดส่องกระทบเธอก่อเกิดเป็นความงดงามราวกับภาพวาด

เมื่อมองจากที่ไกลๆ ภาพนั้นเหมือนเทพธิดาแห่งราตรีผู้งดงาม แทบจะทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นถอนสายตาไปจากเธอไม่ได้เลยทีเดียว

นอกจากหลัวลั่วชิงแล้ว จางเซวียนไม่เคยรู้สึกอะไรกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แต่เขาก็ยังต้องยอมรับว่าหูเหยาเหย่ามีเสน่ห์ที่บาดตาบาดใจมาก

“นี่มันใช่เวลาที่คุณจะออกมาหรือ?” ในตอนนั้น ร่างอรชรอ้อนแอ้นก็โพล่งออกมา ทำลายความเงียบสงัดยามค่ำคืน

เธอรู้ว่าเราตามมาหรือ? จางเซวียนถึงกับกระตุกด้วยความประหลาดใจ แต่ไม่ช้าก็ส่ายหน้า

เพราะนอกจากเขาจะไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้ เขายังใช้เคล็ดวิชาบันไดสวรรค์ธุลีแดงด้วย ทั้งยังรักษาระยะห่างจากหูเหยาเหย่าตลอดเวลา ติดตามเธอโดยอาศัยดวงตาหยั่งรู้จับจ้องจากร่องรอยที่แสนบางเบาเท่านั้น

ด้วยมาตรการป้องกันทั้งหมดที่เขางัดออกมาใช้ ต่อให้นักรบระดับเซียนก็ยังรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาได้ยาก

ครู่ต่อมา เสียงหัวเราะหนึ่งก็ดังลั่น

“ฮ่าฮ่า เหยาเหย่าก็ยังเฉียบแหลมเหมือนเดิม ผมเพิ่งมาถึงเมื่อครู่ก่อนนี้เอง แต่คุณก็รู้เสียแล้ว”

ชายร่างสูงคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากอีกฟากของเนินเขา และพุ่งพรวดเข้ามาในศาลาด้วยความเร็วราวกับลมพัด

ดูจากรูปลักษณ์ของเขาแล้ว น่าจะมีอายุราว 30 ปี รังสีของเขาก็ทรงพลังในแบบที่ทำให้นึกถึงแม่น้ำอันเชี่ยวกราก ตัวเขาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 เช่นเดียวกับหูเหยาเหย่า

การคาดเดาอายุที่แท้จริงของนักรบที่สำเร็จวรยุทธระดับนี้ด้วยการมองดูจากรูปลักษณ์ภายนอกนั้นเป็นเรื่องยาก

ดูเผินๆเขาอาจเหมือนคนอายุราว 30 ปี แต่ก็เป็นไปได้ที่อาจจะมีอายุ 50 หรือ 60 ปีแล้วก็ได้

อีกอย่าง ด้วยอายุขัย 200 ปีของนักรบเหนือมนุษย์ ก็ยังถือว่าอายุเท่านี้ยังหนุ่มอยู่

ยังไม่ทันที่หูเหยาเหย่าจะได้พูดอะไร เสียงแผ่วเบาอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น อีกร่างหนึ่งเดินเข้ามาในศาลา

“ในฐานะนักรบผู้ฝึกฝนศาสตร์ตะวันฉาย การปรากฏตัวของคุณเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ใครจะไม่เห็นคุณล่ะ?”

เจ้าของเสียงคือแม่สาวคนหนึ่งที่น่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับหูเหยาเหย่า แถมความสวยสดงดงามก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย แต่บุคลิกของทั้งคู่ตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง

ทุกท่วงท่าของหูเหยาเหย่าล้วนแต่เร้าใจ เย้ายวนให้ผู้พบเห็นหลงใหลในเสน่ห์ของเธอ แต่แม่สาวอีกคนกลับมีรังสีของความเฉยเมยและพิษร้าย แม้จะงดงาม แต่ความเย็นชาที่เธอแผ่ออกมาก็ทำให้ทุกคนล้วนแต่ไม่กล้าเข้าใกล้

แสดงว่าชายผู้นั้นคงจะเป็นผู้นำแก๊งตะวันฉาย, เชวเจินหยาง? จางเซวียนครุ่นคิดขณะเฝ้ามอง 2 ผู้มาใหม่ในศาลา

เขารู้มาว่าผู้นำของแก๊งตะวันฉายเป็นนักเรียนเกรด 5 ที่มีชื่อว่าเชวเจินหยาง จึงนึกถึงเขาคนนั้นขึ้นมาทันที

ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิด อีกร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในศาลา “จริงด้วย หมอนี่ดูจะปกปิดตัวเองไม่เป็นเอาเสียเลย ไม่อย่างนั้นเหยาเหย่าคงไม่รู้สึกถึงการมาของเขาได้อย่างง่ายดายขนาดนั้นหรอก”

บุคคลผู้นั้นดูราวกับปีศาจแห่งราตรีกาล หากเขาไม่พูดขึ้นมา แม้แต่จางเซวียนก็ไม่รู้สึกว่ามีเขาอยู่ เหมือนว่าจู่ๆเขาโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้

“หลงชางเยว่ คุณเข้ามาได้อย่างเงียบเชียบขนาดนี้ก็เพราะศิลปะแห่งพระจันทร์เยือกแข็งของคุณ แต่ลงท้ายคุณก็ทำให้ตัวเองเป็นไม่ได้ทั้งผู้ชายหรือผู้หญิง อย่าได้มาเปรียบเทียบตัวคุณกับผม!” เชวเจินหยางคำราม

“คุณต่างหากที่เป็นไม่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง! นี่จะหาเรื่องกันใช่ไหม?” ชายหนุ่มที่ชื่อหลงชางเยว่โมโหเดือด

“นึกว่าผมกลัวคุณหรือไง? มา! ผมเองก็ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายเสียนานแล้ว!” เชวเจินหยางขับเคลื่อนพลังปราณในร่างของเขา และครู่ต่อมา รังสีที่แผดกล้าราวกับเปลวไฟก็โอบล้อมตัวเขาไว้ บ่งบอกถึงการพร้อมโจมตี

“ฮ่า เป็นคนแพ้แล้วยังกล้าปากดีอีก ในเมื่ออยากสู้ก็จะได้สู้!” หลงชางเยว่คำรามเยาะ

ทันใดนั้น บรรยากาศตึงเครียดก็ถาโถมเข้าใส่ทั้งคู่

“พอได้แล้ว! เจอหน้ากันก็จะสู้กันเลย คุณสองคนน่ะจะช่วยสงบจิตสงบใจบ้างได้ไหม? รู้หรือเปล่าว่าคืนนี้เรามีเรื่องสำคัญที่จะต้องหารือกัน?” หูเหยาเหย่าคำรามอย่างหงุดหงิด

เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ บรรยากาศตึงเครียดก็ค่อยคลายตัวลง ชายทั้งคู่คำรามและพูดว่า “เอาเถอะ เราสู้กันทีหลังก็ได้ ตอนนี้มาหารือเรื่องด่วนของเราก่อน”

“ในเมื่อทุกคนมาอยู่พร้อมหน้ากันแล้ว ตงซิน, คุณเริ่มได้เลย” เมื่อทั้งสองคนสงบปากสงบคำแล้ว หูเหยาเหย่าก็หันไปมองสาวน้อยอีกคนหนึ่ง แล้วบอกให้เธอเริ่มการหารือ

ตงซินผู้มีสีหน้า ย็นชาหยุดคิดอยู่ชั่วขณะก่อนจะรายงาน “เอาล่ะ ฉันไปที่นั่นมาแล้ว และสำรวจอยู่ 2 วัน เป็นอย่างที่เชวเจินหยางพูด ฉันแน่ใจว่าของชิ้นนั้นยังอยู่ แต่การจะเอามันมาให้ได้นั้นยากมาก ฉันเกรงว่าจะเกินกำลังของพวกเรา 4 คน :

“จริงด้วย ไม่ง่ายเลยนะที่พวกเราจะทำสำเร็จ ทั้งสภาพภูมิประเทศอันแสนทุรกันดาร แถมเจ้าสองตัวที่อารักขามันอยู่ก็เก่งกาจเกินความสามารถของเราด้วย” เชวเจินหยางขมวดคิ้ว

“พวกเราจะต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด ไม่อย่างนั้นคงได้เอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นแน่” หลงชางเยว่เสริม

“วางแผนให้รัดกุมที่สุด? คุณนึกว่าเรามีเวลาพอที่จะทำอย่างนั้นหรือไง? ถ้าฉันจำไม่ผิดนะ ของชิ้นนั้นจะสุกงอมได้ที่ในเวลา 1 เดือน แล้วเมื่อถึงเวลา เจ้าสองตัวนั้นจะต้องเอามันไปใช้ทำความสะอาดกระดูกและทางเดินพลังปราณ ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นล่ะก็ พวกเราก็หมดโอกาสแล้ว!” เชวเจินหยางสะบัดแขนเสื้อและคำราม

“เจินหยางพูดถูก พวกเราไม่มีโอกาสเลยนะถ้าไม่รีบตัดสินใจ เราจะต้องรีบไปเก็บมาให้ได้ก่อนที่มันจะสุก ไม่อย่างนั้น ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปล่ะก็ จะต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักอีกหลายสิบปีกว่าจะสำเร็จวรยุทธขั้นกึ่งเซียน!” หูเหยาเหย่าพยักหน้าพร้อมกับขมวดคิ้ว

“เราเข้าใจเหตุผลเรื่องนั้นดี แต่ปัญหาก็คือเราจะฝ่าด่านเจ้ายักษ์สองตัวนั่นไปได้อย่างไรน่ะสิ!” เชวเจินหยางส่ายหน้าก่อนจะหันไปทางสาวน้อยหน้าตาเย็นชา “ตงซิน, คุณน่ะเป็นอัจฉริยะผู้โด่งดังของโรงเรียนนักฝึกอสูร มีวิธีดีๆให้เรารับมือกับเจ้าสองตัวนั้นบ้างไหม?”

“เจ้าสองตัวนั้นมีสายเลือดบรรพกาล ยากที่จะใช้ของธรรมดาๆเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมัน ก่อนที่ฉันจะไปสำรวจที่นั่นน่ะ ฉันไม่ได้บอกพวกคุณหรือว่าให้ซื้อน้ำต้นกำเนิดมา? ของสิ่งนั้นมีอานุภาพชำระสายเลือดบรรพกาลได้ ใช้เป็นของติดสินบนล่อใจได้เป็นอย่างดี ตราบใดที่เราเบี่ยงเบนความสนใจของมันได้สักครู่หนึ่ง เราก็เก็บผลไม้นั้นมาได้!” ตงซินพูดก่อนจะหันไปถามทั้งกลุ่มว่า “แล้วพวกคุณซื้อมาหรือยัง?”

“จะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้อมาล่ะ? แค่ขวดเดียวก็มีราคามากกว่าหินวิเศษขั้นกลาง 100,000 ก้อนแล้ว ทำอย่างกับคุณไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเรามีเงินแค่ไหน” เชวเจินหยางยิ้มเจื่อนๆ

แม้จะเป็นนักเรียนเกรด 5 แต่การที่พวกเขาจะหาหินวิเศษขั้นกลางมาให้ได้รวดเดียวหนึ่งแสนก้อนก็ถือเป็นเรื่องยาก

น้ำต้นกำเนิด? เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนตื่นเต้นขึ้นมาทันที

เพราะเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วงนั้นมีความโชติช่วงทั้งหมด 5 ระดับ แม้เขาจะได้ประมวลเทคนิคบ่มเพาะกายเนื้อเอาไว้มากมายแล้ว แต่ก็ยังต้องการของอีก 3 ชิ้นที่จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สำหรับความโชติช่วง 3 ขั้นสุดท้าย

สำหรับวามโชติช่วงระดับ 3 นั้นจะต้องใช้น้ำต้นกำเนิด

จางเซวียนรู้จักแต่ชื่อของมัน ส่วนน้ำนั้นจะมีหน้าตาอย่างไร หรือจะหาได้จากที่ไหนนั้น เขาไม่รู้เลย นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินเรื่องนี้จากปากของคนกลุ่มที่อยู่ตรงหน้า

ดูเหมือนพวกเขากำลังคิดจะซื้อน้ำต้นกำเนิด

หินวิเศษขั้นกลาง 1 แสนก้อน นั่นเท่ากับหินวิเศษขั้นสูง 10 ก้อนเลยทีเดียว สวรรค์โปรด! จะแพงอะไรขนาดนั้น! จางเซวียนอุทานอย่างหมดเรี่ยวแรงอยู่ในใจ

ตามความเข้าใจของเขาที่มีต่อเคล็ดวิชากายทองคำเบญจโชติช่วง หากเขาต้องการฝึกฝนความโชติช่วงระดับ 3 ให้สำเร็จ จะต้องใช้น้ำต้นกำเนิดอย่างน้อย 10 ขวด ซึ่งตอนนี้เขาก็มีหินวิเศษขั้นสูงอยู่ในมือ 10 ก้อนเท่านั้น ยังห่างไกลเหลือเกินที่จะหามาให้ได้มากพอ

เมื่อได้ยินเชวเจินหยางบ่น ตงซินถาม “ก็พวกนักเรียนใหม่เพิ่งมาถึงเมื่อสองสามวันก่อนไม่ใช่หรือ? ฉันนึกว่าพวกคุณจัดการเรียบร้อยไปหมดแล้ว?”

บรรดาแก๊งต่างๆในสถาบันจะทำเงินได้มากมายทุกครั้งที่มีนักเรียนใหม่เข้ามา อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่มีเพียงครั้งเดียวในทุก 10 ปี และจากข่าวลือที่เธอได้ยิน ปีนี้มีนักเรียนใหม่ถึง 30,000 คน นักเรียนจำนวนมากมายขนาดนี้ หากบีบเอาหินวิเศษขั้นกลางจากพวกเขาได้แค่คนละ 3 ก้อน ก็รวมได้เป็นแสนก้อนแล้ว!

“จัดการเรียบร้อย? จัดการกับผีอะไร! พวกเราพ่ายแพ้เสียด้วยซ้ำ คุณรู้หรือเปล่า? ไม่ได้ยินข่าวเมื่อ 2 วันก่อนหรือ?” หลงชางเยว่ส่ายหน้าอย่างระอา

“ได้ข่าวอะไร? ฉันตรงมาที่นี่ทันทีเพื่อส่งข่าวให้พวกคุณ จึงยังไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น เกิดอะไรขึ้น? ทางสถาบันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือ?” ตงซินถามอย่างสงสัย

เธอได้ใช้เวลาตลอด 2-3 วันที่ผ่านมาสำรวจพื้นที่บริเวณนั้นเพื่อหาข้อมูลสำหรับปฏิบัติการของพวกเขา และเพิ่งกลับมาเมื่อหัวค่ำ จึงยังไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในสถาบัน

แต่จะว่าไป ก็เป็นธรรมเนียมของบรรดาศิษย์พี่ที่จะต้องรีดไถนักเรียนใหม่บ้างเล็กๆน้อยๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางสถาบันก็ไม่เคยเข้ามาก้าวก่าย ในปีนี้จึงไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะทำแบบนั้น

อีกอย่าง นั่นก็เป็นแบบฝึกหัดที่จะให้ประสบการณ์กับทุกคน อย่างแรก นักเรียนใหม่ทุกคนจะได้รับรู้ว่าถึงอย่างไรก็ยังมีภูเขาที่สูงกว่าภูเขาลูกอื่นๆอยู่เสมอ และอย่างที่สอง การเข้าร่วมก๊วนหรือแก๊งใดๆนั้นเป็นการฝึกให้เหล่าปรมาจารย์รู้จักการเข้าสังคม การมีปฏิสัมพันธ์ และการร่วมงานกับคนอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถรวมพลังกันรับมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นได้หากเวลานั้นมาถึง

ในเมื่อทางสถาบันไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย และบรรดาเด็กใหม่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะเดินตามเกมของพวกเขา บรรดาแก๊งต่างๆก็น่าจะทำเงินได้มากโขอยู่ แล้วทำไมถึงพูดว่าตัวเองพ่ายแพ้?

“ก็มีไอ้บ้าคนหนึ่งมาทำลายธุรกิจของเราเสียป่นปี้ การสอบเข้าในปีนี้น่ะผู้จัดคือโรงเรียนนักฝึกอสูรของคุณนะ คุณก็น่าจะพอรู้รายละเอียดอะไรบ้างไม่ใช่หรือ?” หลงชางเยว่ถาม

“ใช่” ตงซินพยักหน้า “ผู้ควบคุมการทดสอบคือผู้อาวุโสมั่ว และเขาเตรียมการมาตั้งแต่เดือนก่อน”

ในฐานะอัจฉริยะคนหนึ่งของโรงเรียนนักฝึกอสูร เธอมีความสนิทสนมเป็นอันดีกับบรรดาอาจารย์และผู้อาวุโสส่วนใหญ่ที่นั่น ด้วยเหตุนี้จึงมีโอกาสได้รับรู้รายละเอียดของการทดสอบก่อนที่มันจะถูกประกาศออกไปเ

พื่อเตรียมการทดสอบ ผู้อาวุโสมั่วได้ตามจับอสูรวิเศษที่มีความดุร้ายจำนวนมากมาย และเธอก็ได้ช่วยเขาจับมาบางส่วนเช่นกัน

“กฎเกณฑ์ของการทดสอบครั้งนี้ง่ายมาก ถ้าได้พวงเครื่องในของอสูรวิเศษขั้น 4 สูงสุดมาก็ถือว่าสอบผ่าน และได้ 1 แต้ม คุณรู้หรือเปล่าว่าเจ้าบ้านั่นน่ะทำได้กี่แต้ม?” หลงชางเยว่ถาม

การสอบเข้าเพื่อรับนักเรียนใหม่สิ้นสุดไปหลายวันแล้ว ในฐานะหัวหน้าแก๊งพระจันทร์สีเทา การที่เขาจะได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้นมาก็ไม่ได้ยากเกินไป

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!