ตอนที่ 767 ฉันพบจางเซวียน
“กี่แต้มล่ะ?”
เห็นสีหน้าที่แทบจะไม่อยากเชื่อของอีกฝ่าย ตงซินอดอยากรู้ขึ้นมาไม่ได้ว่าเจ้าเด็กใหม่คนนั้นทำอะไรลงไป “ในเมื่อเขาเป็นนักเรียนใหม่ ระดับวรยุทธก็น่าจะสูงสุดแค่จิตวิญญาณสอดคล้อง ต่อให้เขาฝ่าด่านวรยุทธไปถึงขั้นสะพานจักรวาลได้ ก็คงจะเหลือเชื่อเต็มทีหากเขาสามารถสังหารอสูรวิเศษขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องสูงสุดได้ถึง 3 ตัวภายในวันเดียว”
“3 ตัวก็ 120 แต้ม เขาได้เกิน 1,000 แต้มหรือไง?”
อสูรวิเศษที่มีวรยุทธระดับจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุดนั้นมีค่า 40 แต้ม ลำพังจะสังหารให้ได้ถึง 3 ตัวภายใน 1 วันก็ถือว่าน่าทึ่งแล้ว ต่อให้สังหารได้เป็นหลายสิบตัว ก็ได้เพียง 1200 แต้มเท่านั้น
1200 แต้มอาจดูน่าทึ่งสำหรับนักเรียนใหม่ แต่แน่นอนว่าไม่น่าจะทำให้หัวหน้าแก๊งพระจันทร์สีเทา มีสีหน้าที่แทบไม่อยากจะเชื่อแบบนั้น
ได้ยินคำนั้น หลงชางเยว่โพล่งออกมา “พันแต้ม? ถ้าได้แค่นั้นล่ะก็ ผมจะตกใจทำไมกัน?”
“ให้ผมบอกคุณตามตรงนะ แต้มทั้งหมดที่เขาได้น่ะคือ 43724 แต้ม!”
“คะ-คุณว่าไงนะ? 43,000 แต้ม?” ได้ยินคำนั้น ตงซินแทบลมจับ
เธอมีส่วนร่วมในการจับอสูรวิเศษพวกนั้นด้วย จึงรู้ดีว่าการจะหาตำแหน่งที่อยู่และสังหารมันนั้นยากเย็นขนาดไหน
ยิ่งไปกว่านั้น อสูรพวกนี้ยังเป็นอสูรวิเศษที่ก้าวร้าวและดุร้าย ซึ่งมีประวัติทำร้ายผู้คนมาแล้ว การรับมือกับพวกมันยากเย็นกว่าการรับมือกับอสูรวิเศษที่ถูกขังอยู่ในกรงมาก ทุกตัวต่างเจ้าเล่ห์เจ้ากลอย่างร้ายกาจ หากไขว้เขวหรือเสียสมาธิไปเพียงครู่เดียวก็อาจหมายถึงความตาย แต่เจ้าเด็กใหม่คนนั้นทำได้ถึง 40,000 แต้ม มันจะตลกเกินไปหน่อยหรือเปล่า?
เขาสังหารอสูรวิเศษไปกี่ตัว ถึงได้แต้มขนาดนั้น?
นี่เดินหน้าบุกเดี่ยวล่าอสูรวิเศษบนภูเขาจนกระทั่งตัวสุดท้ายเลยหรือ?
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก แต้มที่เขาได้มาน่ะไม่ใช่จากการสังหารอสูรวิเศษ แต่มาจากการทำให้พวกมันเชื่อง!” หลงชางเยว่ตอบ
“ทำให้พวกมันเชื่อง?” ตงซินอุทานเสียงสูง
การทำให้อสูรวิเศษเชื่องนั้นยากเย็นกว่าการสังหารมันมากนัก แม้แต่ตัวเธอเองซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นอัจฉริยะของโรงเรียนนักฝึกอสูรก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือแม้แต่หลายปี กว่าจะทำความสนิทสนมใกล้ชิดจนอสูรเชื่องได้สักตัวหนึ่ง แต่การทำให้อสูรวิเศษจำนวนมากยอมจำนนภายในวันเดียว แถมยังได้มาถึง 40,000 แต้ม เขาทำให้พวกมันเชื่องไปกี่ตัวน่ะ!
เมื่อเห็นสีหน้าของตงซิน หลงชางเยว่ก็รู้ว่าเธอกำลังครุ่นคิด เขาจึงพูดต่อว่า “หมอนั่นทำให้อสูรวิเศษเชื่องได้มากกว่า 400 ตัว แถมผู้เห็นเหตุการณ์หลายสิบคนในบริเวณนั้นยังยืนยันด้วยว่าเขาทำสำเร็จภายใน 2 ชั่วโมง!”
“2 ชั่วโมง!” ตงซินกลืนน้ำลายเอื๊อก
แม้แต่ตัวเธอก็ทำไม่ได้แบบนั้น
“วีรกรรมน่าทึ่งอันนี้ทำให้เขาเอาชนะใจหัวหน้ามั่วได้ และหัวหน้ามั่วก็แสดงความจำนงที่จะรับเขาเป็นศิษย์สายตรง!” หลงชางเยว่พูดต่อ
“รับเขาเป็นศิษย์สายตรง? หัวหน้ามั่วนี่นะ?” ตงซินถึงกับผงะ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอพยายามทำงานและฝึกฝนอย่างหนักมาตลอด เพื่อหวังว่าความมุมานะอุตสาหะของเธอจะเข้าตาหัวหน้ามั่ว แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตาเลย
สุดท้าย เธอก็คิดว่าหัวหน้ามั่วคงไม่มีความตั้งใจจะรับศิษย์สายตรงคนไหนทั้งนั้น ใครจะคิดว่าเขา จะเลือกเด็กใหม่แทนที่จะเป็นเธอ?
“ใช่แล้ว แต่ส่วนที่ไม่น่าเชื่อที่สุดของเรื่องนี้น่ะก็คือ หมอนั่นปฏิเสธข้อเสนอของเขา!” หลงชางเยว่กลอกตา
ครั้งแรกที่เขารู้เรื่อง ก็เล่นเอาเซ่อไปเหมือนกัน
กล้าปฏิเสธหัวหน้ามั่วซึ่งเป็น 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ หมอนั่นช่างบ้าบิ่นเหลือเกิน!
ถึงตอนนี้ ตงซินรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดใส่
นักเรียนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนในสถาบันต่างไขว่คว้าหาโอกาสที่จะได้เป็นศิษย์ของหัวหน้ามั่ว แต่หมอนั่นปฏิเสธ สติเสียไปแล้วหรือเปล่า?
“แล้วไม่ใช่แค่นั้นนะ หลังจากหมอนั่นรู้ว่ามีคนสอบไม่ผ่านหลายคน เขาก็มอบแต้มของเขาให้กับคนที่สอบไม่ผ่าน เพื่อที่ทุกคนจะได้สอบผ่านไปด้วยกันทั้งหมด!” หลงชางเยว่พูด
“ให้แต้มของตัวเอง? :
ตงซินนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความอัศจรรย์ใจขณะที่แทบยืนไม่อยู่ “แต้มที่ได้จากการสอบเข้าน่ะสามารถใช้แลกเป็นคะแนนวิชาการได้ จากความสำเร็จของเขาในครั้งนี้ เขาจะได้รับคะแนนวิชาการถึง 10 คะแนน หรือต่อให้เขาไม่สนใจคะแนนวิชาการ ก็ยังจะได้หินวิเศษขั้นสูง 20 ก้อนจากทางสถาบันด้วยระดับคะแนนที่เขาได้ แต่เขากลับเอาคะแนนให้คนอื่นนี่นะ?”
แต้มสามารถใช้แลกเป็นคะแนนวิชาการและหินวิเศษขั้นสูงได้หรือ? เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนเกือบกระอักเลือด
ถ้าเขารู้ว่าแต้มพวกนั้นสามารถแลกเป็นคะแนนวิชาการหรือหินวิเศษขั้นสูงได้ เขาจะไม่รีรอหรือชักช้าเลย คงจะรีบเผ่นไปทั่วทั้งภูเขา จัดการฝึกอสูรวิเศษให้เชื่องและสังหารพวกมันให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้!
อย่างน้อยๆก็คงได้สักล้านแต้ม!
หรือจะเอาอสูรตะวันไบแซนไทน์ไปแลกดี?
อสูรวิเศษขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องมีค่า 10 แต้ม ขั้นสะพานจักรวาลมีค่า 100 แต้ม ส่วนขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบมีค่า 1000 แต้ม หากสูงกว่านั้นขึ้นไปอีก คือขั้นการเรียงร้อยสวรรค์ อสูรตัวนั้นจะมีค่า 10,000 แต้ม อสูรขั้นตัวดักแด้มีค่า 100,000 แต้ม ขั้นกึ่งเซียนมีค่า 1 ล้านแต้ม อสูรขั้นเซียนมือใหม่มีค่า 10 ล้านแต้ม
เพราะฉะนั้น…อสูรขั้นเซียนก็จะต้องมีค่าอย่างน้อย 100 ล้านแต้มสิ ใช่ไหม?
แถมหมอนั่นยังเป็นอสูรระดับเซียนขั้นสูงสุดด้วย ซึ่งก็หมายความว่ามีค่าถึง 400 ล้านแต้ม!
เมื่อคิดคำนวณแล้ว นั่นหมายความว่าเขาจะได้คะแนนวิชาการถึง 100,000 คะแนน หรือไม่ก็หินวิเศษขั้นสูงจำนวนกว่า 200,000 ก้อนจากทางสถาบัน
จางเซวียนเสียใจจนแทบจะขาดใจตาย
หากเขามีคะแนนวิชาการและหินวิเศษขั้นสูงมากมายขนาดนั้น จะมีที่ไหนกันเล่าที่เขาไปไม่ได้?
เขาคงจะได้อ่านหนังสือทั่วทุกหอสมุดในสถาบันแล้ว และบางทีตอนนี้อาจจะอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังจักรวรรดิอันทรงเกียรติด้วยซ้ำ!
เราจะต้องไปขอพบผู้อาวุโสมั่วให้ได้ บางทีอาจจะขอแลกอสูรตะวันไบแซนไทน์กับคะแนนวิชาการได้สักจำนวนหนึ่ง
จางเซวียนครุ่นคิดเรื่องนั้นอยู่ชั่วขณะก่อนจะส่ายหน้า เพราะนอกจากความจริงที่ว่าการทดสอบได้สิ้นสุดไปแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่าทางสถาบันมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่ให้คะแนนวิชาการหรือหินวิเศษขั้นสูงกับเขาได้ และถ้าทำแบบนั้นลงไป เขาก็ไม่รู้จะอธิบายให้พวกนั้นฟังอย่างไรว่าเขาจับตัวอสูรตะวันไบแซนไทน์มาได้ด้วยวิธีไหน ทั้งยังจะเป็นการเปิดเผยเรื่องหุ่นปีศาจเผ่าพันธุ์จากโลกอื่นเสียอีก
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเปิดเผยเรื่องนี้กับใคร และตอนนี้พวกมันก็เป็นไม้ตายที่ทรงพลังที่สุดของเขา จึงดูจะฉลาดกว่ากันมากหากจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ด้วยเหตุนี้ แม้จะเสียใจสักแค่ไหน จางเซวียนก็ตัดสินใจยุติและไม่ครุ่นคิดเรื่องนั้นอีก
“เอาจริงๆนะ ขนาดผมยังอดยำเกรงในความใจกว้างของหมอนั่นไม่ได้เลย!” หลงชางเยว่พูดต่อ
“แต่นั่นยังไม่หมดนะ ถ้าคุณรู้ว่าเขาทำอะไรหลังจากนั้น คุณต้องเป็นบ้าแน่!”
“ฮะ?” ตงซินพยายามข่มความตกตะลึงไว้และหันไปมองหน้าหลงชางเยว่
ระหว่างนั้น หูเหยาเหย่ากับเชวเจินหยางก็ฟังบทสนทนาของทั้งคู่ด้วยอาการสงบ และเท่าที่ดูจากสีหน้าหมดปัญญาของทั้งคู่ ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้มานานแล้ว
“หลังจากผ่านการทดสอบได้ไม่นาน หมอนั่นก็มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนช่างตีเหล็ก และมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป แต่เขาทำลายเส้นทางสถิติโลกจารึกกับโรงเรียนช่างตีเหล็กไปอีกกว่าครึ่ง” หลงชางเยว่เล่า
“เส้นทางสถิติโลกจารึก? โรงเรียนช่างตีเหล็ก?” ตงซินอ้าปากค้าง “รองหัวหน้าหยวนไม่ฆ่าเขาตายหรือนี่?”
ในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่งของสถาบัน เธอรู้ดีถึงกิตติศัพท์ความเข้มงวดและอารมณ์ร้อนของรองหัวหน้าหยวน เขาคาดหวังให้นักเรียนทุกคนทำตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และไม่พร้อมจะอดทนกับความงี่เง่าไร้สาระของใครทั้งนั้น
ทำลายเส้นทางสถิติโลกจารึกกับโรงเรียนช่างตีเหล็กไปอีกครึ่งโรงเรียน บุญโขแล้วที่รองหัวหน้าหยวนไม่ฆ่าเขาตายแหงแก๋เสียตรงนั้น!
“ฆ่าเขา? ตอนแรกที่ผมได้ข่าวก็นึกว่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ไม่เพียงแต่รองหัวหน้าจะไว้ชีวิตจางเซวียนนะ ยังปฏิบัติตัวต่อเขาอย่างสุดแสนจะสุภาพ และพาเขาไปยังมหานทีแห่งศาสตราวุธเพื่อเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กด้วย และภายในเวลา 4 ชั่วโมง หมอนั่นก็ก้าวกระโดดจากการเป็นผู้ช่วยขึ้นไปเป็นช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาว!” หลงชางเยว่พูด
“คะ-คุณว่าอะไรนะ? ใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการเข้ารับการทดสอบระดับ 1 ดาวไปจนถึง 6 ดาว?” ตงซินอ้าปากค้างไปอีกรอบ
ไม่มีคำไหนจะอธิบายความรู้สึกของเธอในตอนนี้ได้
การกระทำที่ผ่านๆมาของหมอนั่นอาจจะน่าทึ่งก็จริง แต่อย่างน้อยก็ยังพอเป็นไปได้ เพราะโลกนี้ช่างกว้างใหญ่และมีอัจฉริยะผู้น่าทึ่งอยู่มากมายเต็มไปหมด พวกเขาไม่ได้หยิ่งผยองจนถึงกับจะคิดว่าตัวเองเป็นสุดยอดของโลกใบนี้ แต่คนบ้าแบบไหนที่ผ่านการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กจากระดับ 1 ดาวไปถึง 6 ดาวได้ภายในเวลา 4 ชั่วโมง?
ยิ่งไปกว่านั้น เงื่อนไขของการเข้ารับการทดสอบเป็นช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวก็คือผู้นั้นต้องสำเร็จวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 9 ตัวดักแด้ นี่ไม่ใช่เงื่อนไขที่โรงเรียนช่างตีเหล็กระบุไว้อย่างเปิดเผย แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าไม่มีทางที่นักรบซึ่งมีระดับวรยุทธต่ำกว่านั้นจะผ่านการทดสอบได้
เพราะทั้งปริมาณและความบริสุทธิ์ของพลังปราณของผู้นั้นจะไม่มากพอที่จะเร่งความร้อนของเปลวไฟ ทำให้ไม่อาจหลอมสินแร่ที่ช่างตีเหล็กระดับ 6 ดาวควรจะหลอมได้สำเร็จ
นี่แน่ใจนะว่าไม่ได้ปั่นหัวฉันเล่น?
“พอเรื่องนั้นล่วงรู้ถึงหัวหน้าจ้าว เขาก็ยื่นข้อเสนอให้หมอนั่นเป็นศิษย์ของอาจารย์ของเขา หรือพูดง่ายๆก็คือให้เป็นศิษย์น้องของเขานั่นแหละ แต่หมอนั่นก็ปฏิเสธอีกรอบ!”
หลงชางเยว่เข้าใจดีว่าตงซินแทบไม่อยากจะเชื่อ แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง
มีพยานผู้รู้เห็นวีรกรรมของจางเซวียนในโรงเรียนช่างตีเหล็กอยู่มากมาย และในฐานะหัวหน้าแก๊งใหญ่ของสถาบัน การที่เขาจะพิสูจน์ความถูกต้องแม่นยำของข่าวก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
“หัวหน้ามั่วแสดงความจำนงอยากรับเขาเป็นศิษย์สายตรง ส่วนหัวหน้าจ้าวก็เสนอให้เขาเป็นศิษย์น้อง แต่ทั้งคู่ถูกปฏิเสธ?”
ตงซินกลืนน้ำลายก่อนจะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็เอ่ยปากอีกครั้ง “เจ้าเด็กใหม่คนนั้นช่างมีความสามารถน่าทึ่งจริงๆ ว่าแต่เขาทำอะไรที่เป็นปัญหากับเรื่องการเงินของแก๊งของพวกเราล่ะ?”
เมื่อหวนคิดดูอีกที พวกเขากำลังปรึกษาหารือกันเรื่องความขัดสนเงินทองในแก๊ง ขณะที่จู่ๆหัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องของหมอนั่น หรือว่านักเรียนใหม่คนนั้นมีส่วนต่อความล้มเหลวในธุรกิจของทางแก๊ง?
“ก็อย่างที่คุณรู้นั่นแหละ รายได้หลักของแก๊งของพวกเราก็มาจากการขายเอกสารข้อมูลอาจารย์ให้กับบรรดาเด็กใหม่ในช่วงต้นเทอม แต่ด้วยอะไรสักอย่าง หมอนั่นสามารถประมวลเอกสารที่แม่นยำและละเอียดกว่าของเราได้ และมอบให้คนอื่นเอาไปดูฟรีๆ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ใครจะซื้อของเราล่ะ? และไม่ใช่แค่นั้นนะ ชื่อเสียงของพวกเรายังถูกฉุดให้ตกต่ำด้วย มีนักเรียนใหม่อยู่ 2-3 คนที่อยากจะเข้าร่วมแก๊งของเรา แต่ลงท้ายก็ล่าถอยไปเพราะไอ้บ้านั่น!” หลงชางเยว่อธิบายด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
เรื่องนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อแก๊งพระจันทร์สีเทาของเขา เขาจึงได้สั่งการให้สืบเสาะถึงรายละเอียดของจางเซวียนผู้เป็นตัวการในเรื่องนี้ แต่ใครจะคิดว่าผลการสืบเสาะที่ได้จะน่าเวียนหัวจนพูดไม่ถูก?
ถ้าเป็นนักเรียนใหม่คนอื่น เขาคงจะกระทืบหรือซ้อมสั่งสอนเสียหน่อยเพื่อให้เข้าใจกฎเกณฑ์ของที่นี่ แต่สำหรับเจ้าหนุ่มคนนี้ ใครจะกล้าแตะต้องบุคคลที่แม้แต่ผู้อาวุโสมั่วกับผู้อาวุโสจ้าวยังพึงพอใจ?
“….” นึกไม่ถึงว่าสถานการณ์จะเป็นแบบนี้ ตงซินก็พูดไม่ออก
ในเมื่อมันเป็นเวอร์ชั่นที่ดีกว่าของเรา แถมยังฟรี ใครจะยอมจ่ายหินวิเศษขั้นกลาง 100 ก้อนเพื่อซื้อล่ะ?
“แล้วพวกคุณมีวิธีรับมือกับเขาบ้างไหม?”
“เราจะไปทำอะไรหมอนั่นได้? วรยุทธของเขาอาจไม่สูงนัก แต่เขามี 2 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์คอยหนุนหลังอยู่ เว้นเสียแต่คุณอยากจะทำให้ผู้อาวุโสสองคนนั้นขุ่นเคืองใจเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรที่พวกเราทำได้เลย พวกเราถึงต้องมารวมตัวหารือกันในคืนนี้ไง มาปรึกษากันเถอะ” หลงชางเยว่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะที่มองหน้าทั้งกลุ่ม
“ไม่เพียงแต่เขาจะตีตลาดของเรา แต่การกระทำของเขายังทำให้ชื่อเสียงของเราป่นปี้ด้วย เราต้องสั่งสอนเขาให้รู้สำนึกนะ ไม่อย่างนั้นจะเสี่ยงกับการสูญสิ้นอิทธิพลในหมู่นักเรียน!”
“จริงด้วย เราจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้ง่ายๆ!” เชวเจินหยางหรี่ตาและคำราม
“แล้วคุณสองคนมีความคิดดีๆหรือยัง?” ตงซิน ถาม
“เอ่อ…” หลงชางเยว่กับเชวเจินหยางมองหน้ากันขณะยิ้มเจื่อนๆ
ทั้งหัวหน้ามั่วและหัวหน้าจ้าวเป็นปราการด่านสำคัญที่ขัดขวางการแก้แค้นของพวกเขาเอาไว้ และแทบไม่มีทางที่จะรอดพ้นไปได้เลย หากพวกเขามีความคิดดีๆอยู่ในหัว คงจัดการไปเสียนานแล้ว จะปล่อยให้จางเซวียนลอยนวลอยู่จนถึงวันนี้หรือ?
ในตอนนั้นเอง หูเหยาเหย่าก็โพล่งออกมาพร้อมกับหัวเราะคิกคัก “พูดถึงเจ้าหนุ่มนั่น วันนี้ฉันพบเขา!”
“คุณพบเขา?” คนที่เหลือหันขวับมามองหูเหยาเหย่า
แม้พวกเขาจะแทบช็อคตายกับเรื่องร่ำลือต่างๆมากมายที่ได้ยินมาเกี่ยวกับจางเซวียน แต่ก็ยังไม่มีใครเคยเห็นหน้าเขา อีกฝ่ายสร้างความอึกทึกครึกโครมอย่างหนักตั้งแต่เข้ามาในสถาบัน แต่พวกเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเจ้าหนุ่มนั่นกับตาเลย
“ใช่ ฉันเชื่อว่าพวกคุณคงรู้จักอัจฉริยะเกรด 2, หลัวฉีฉี ใช่ไหม?” หูเหยาเหย่ามองหน้าทุกคน
“รู้จักสิ!” ตงซินตอบ
หลัวฉีฉีเพิ่งเข้ามาในสถาบันได้เพียงปีเดียว แต่ก็สามารถพัฒนาตัวเองจากปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดไปเป็นปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นต่ำ ระดับการพัฒนาที่รวดเร็วขนาดนั้นจัดว่าน่าทึ่ง แม้จะเทียบกับอัจฉริยะมากมายที่เข้ามาในสถาบันก่อนหน้าเธอ
ในเมื่อเก่งกาจขนาดนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่รู้จัก
“ฉันพบเธออยู่กับจางเซวียน เธอเรียกเขาว่าอาจารย์!” หูเหยาเหย่าพูด
“อาจารย์?”
“หลัวฉีฉีเรียกเขาว่าอาจารย์? นี่คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้ล้อเราเล่น?”
“หลัวฉีฉีน่ะมีภูมิหลังอันลึกลับซับซ้อน ว่ากันว่าเธออาจเป็นองค์หญิงจากจักรวรรดิไหนสักแห่งก็เป็นได้ ผมพยายามจะสืบเสาะหาภูมิหลังของเธอ แต่ก็ไม่พบอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย คนอย่างเธอยอมรับนักเรียนใหม่คนหนึ่งเป็นอาจารย์นี่นะ?”
หลงชางเยว่, เชวเจินหยาง และคนอื่นๆต่างแทบไม่เชื่อหูตัวเอง



