Skip to content

Library Of Heaven’s Path 769

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 769 ราตรีที่หอศาสตร์นาฏศิลป์

หอศาสตร์นาฏศิลป์นั้นดูใหญ่โตโอ่อ่า มันยืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี หลายอึดใจต่อมา จางเซวียนก็ร่อนลงบนกิ่งไม้กิ่งหนึ่งของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านนอกตึก

C

การเข้าหอสมุดของสถาบันปรมาจารย์จะต้องใช้ทั้งตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนและคะแนนวิชาการ ทำให้จางเซวียนได้แต่เกาหัวอย่างหงุดหงิด

เขาคิดว่าในเมื่อตัวเองมีฐานะเป็นนักเรียนของสถาบันแล้ว ก็น่าจะเข้าไปในหอสมุดได้ตามสบาย แต่เท่าที่ดูบริเวณทางเข้าของหอศาสตร์นาฏศิลป์ ก็ดูจะไม่เป็นแบบนั้น

เช่นเดียวกันกับที่มหานทีแห่งศาสตราวุธในโรงเรียนช่างตีเหล็ก ประตูหอสมุดจะเปิดได้ด้วยการ แสดงตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนและการมอบคะแนนวิชาการให้เท่านั้น ซึ่งจางเซวียนไม่มีทั้ง 2 อย่าง เขาจึงเข้าไปไม่ได้

หากเขาพยายามจะบุกรุกเข้าไป และเกิดไปกระตุ้นค่ายกลอะไรสักอย่างที่อยู่บริเวณนั้นขึ้นมา ก็อาจตกเป็นจุดสนใจของเหล่าผู้อาวุโส ซึ่งจะพาให้ตัวเองยุ่งยากเข้าไปอีก

ว่าแต่…อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว จะให้กลับไปมือเปล่าหรือ? จางเซวียนพึมพำอย่างหงุดหงิด

เรื่องราวเกี่ยวกับสภาวะเป็นครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดของเขานั้นเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ในเมื่อเป้าหมายก็อยู่ตรงหน้า หากเขากลับไปมือเปล่า คงต้องเสียใจไปชั่วชีวิต

แต่เอ๊ะ บรรดากลไกและค่ายกลที่ปกป้องประตูหอศาสตร์นาฏศิลป์ไว้สามารถสกัดกั้นเหล่านักรบได้ แต่จะสกัดกั้นจิตวิญญาณได้หรือเปล่า? เพราะถึงอย่างไร จิตวิญญาณก็เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ทำให้กลไกและค่ายกลส่วนใหญ่ไม่มีผลต่อมัน บางทีเราอาจจะเข้าไปได้ด้วยวิธีนั้น จางเซวียนครุ่นคิด

จากการวิเคราะห์ของเขา ดูเหมือนค่ายกลและกลไกที่อยู่รอบๆ หอศาสตร์นาฏศิลป์สามารถจับได้เฉพาะสิ่งที่มีตัวตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีโอกาสที่เขาจะลอบเข้าไปข้างในได้โดยใช้แค่จิตวิญญาณ

อีกอย่าง ในสมัยก่อน เขาสามารถถ่ายโอนหนังสือเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้ด้วยการแตะต้องสัมผัสมัน แต่ด้วยหอสมุดเทียบฟ้าที่อัพเกรดใหม่ เขาสามารถถ่ายโอนหนังสือเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้เพียงใช้สายตามองเท่านั้น พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้เป็นแค่จิตวิญญาณ ตัวเขาก็สามารถถ่ายโอนหนังสือทุกเล่มในหอศาสตร์นาฏศิลป์เข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้อย่างง่ายดาย!

ขอลองดูสักตั้งเถอะ!

ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น จางเซวียนจึงซ่อนกายเนื้อของเขาเอาไว้ท่ามกลางพุ่มไม้หนาทึบก่อนจะถอดจิตวิญญาณออกมา

จิตวิญญาณของเขาสามารถผ่านประตูที่ปิดสนิทของหอศาสตร์นาฏศิลป์เข้าไปได้อย่างเงียบเชียบ ราวกับบรรยากาศยามค่ำคืน บริเวณทางเข้า เขาเห็นนักเรียนหลายคนยืนอารักขาอยู่เพื่อป้องกันผู้บุกรุก

แม้ธรรมชาติของจิตวิญญาณจะเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ก็ยังต้องอยู่ในขอบเขตของกฎแห่งธรรมชาติ ซึ่งปรากฏการณ์อย่างหนึ่งก็คือมันไม่สามารถทะลุผ่านผนังคอนกรีตได้ แล้วก็โชคร้ายสำหรับจางเซวียนที่หอศาสตร์นาฏศิลป์ถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่ป้องกันการฝ่าทะลุเข้าไปได้แม้กระทั่งจิตวิญญาณ

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดว่าจะเข้าไปได้อย่างไร ก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่ด้านหลัง ขณะที่ร่างหนึ่งเดินเข้ามาที่ประตูหอศาสตร์นาฏศิลป์

ร่างนั้นโค้งคำนับอย่างงามให้กับบรรดานักเรียนที่ยืนอารักขาประตู

“ศิษย์พี่ทั้งหลาย ฉันอยากขอเข้าไปในหอสมุดเพื่อตรวจสอบข้อมูลบางอย่าง”

เธอเป็นหญิงสาวอายุราว 30 ปี มีตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวกลัดติดบนอกเสื้อ

ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาวขั้นต่ำ, เธอเป็นนักเรียนเกรด 2

หนึ่งในศิษย์พี่เหล่านั้นจ้องมองเธอและพูดขึ้นว่า “แสดงตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนและคะแนนวิชาการด้วย”

ซึ่งโดยมาก บรรดานักเรียนที่ยืนอารักขาประตูทางเข้าเหล่านี้ก็ทำไปเพื่อหาทางเพิ่มคะแนนวิชาการให้กับตัวเอง

“ได้สิ” อีกฝ่ายรีบนำตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนและคะแนนวิชาการออกมา

เมื่อพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ศิษย์พี่ก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “คุณเป็นนักเรียนเกรด 2 เพราะฉะนั้นจะสามารถเข้าถึงหนังสือที่ต่ำกว่าเกรด 3 ลงไปเท่านั้น หากคุณพยายามจะเข้าไปดูหนังสือขั้นสูงไปกว่าที่ผมพูด คุณจะต้องถูกขับออกจากหอสมุดทันที คุณมีเวลา 20 ชั่วโมงสำหรับการอ่านหนังสือ ต่อคะแนนวิชาการ 1 คะแนนที่คุณให้มา และห้ามนำหนังสือออกนอกหอสมุดแม้แต่เพียงเล่มเดียว”

“ได้!” อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

ในฐานะนักเรียนเกรด 2 ของสถาบันปรมาจารย์ เธอคุ้นเคยกับกฎเกณฑ์ของหอสมุดเป็นอย่างดี

“เอาล่ะ คุณเข้าไปได้!”

หลังจากย้ำเตือนเรื่องกฎระเบียบแล้ว ศิษย์พี่ก็โบกมือให้เธอเข้าไป แม่สาวคนนั้นถือตราสัญลักษณ์ประจำตัวนักเรียนและคะแนนวิชาการเอาไว้ เธอนำไปวางไว้บนแท่นหินหน้าประตู และจากนั้น แอ๊ด! ประตูก็เปิดออก

นี่เป็นโอกาสของเราเหมือนกัน!

มีชั้นหนังสือวางเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบภายในหอสมุด และหนังสือในนั้นก็มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

สมกับที่เป็นสถาบันปรมาจารย์! ปริมาณหนังสือนั้นมากมายเสียจนจางเซวียนยังต้องตาโต

“เราต้องรีบถ่ายโอนพวกมันก่อน แล้วค่อยอ่านทีหลัง”

เมื่อดูจากจำนวนหนังสือที่มีอยู่ในหอสมุด คงต้องใช้เวลานานหากเขาจะอ่านมันทีละเล่ม

จิตวิญญาณของจางเซวียนเคลื่อนตัวไปสู่ชั้นหนังสือชั้นแรกที่มุมหนึ่ง และเริ่มต้นสำรวจ

“ข้อบกพร่อง!”

เขาพึมพำในใจ และรู้สึกได้ถึงหนังสือเล่มนั้นเมื่อมันถูกถ่ายโอนเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า

ในเวลานี้ ดวงตาของเขาเหมือนกับเครื่องสแกน ทำให้เขาสามารถถ่ายโอนเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือได้เพียงแค่จับตามอง การอัพเกรดครั้งนี้ทำให้จางเซวียนถ่ายโอนหนังสือได้เร็วกว่าเมื่อสมัยที่เขายังต้องวิ่ง

เยี่ยมไปเลย! จางเซวียนคิดอย่างตื่นเต้น

พรึ่บ!

หนังสือที่อยู่บนชั้นในหอสมุดเทียบฟ้านั้นเพิ่มขึ้นในปริมาณที่แทบนับไม่ได้

4 ชั่วโมงต่อมา จางเซวียนก็ถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดในหอสมุดได้ครบถ้วน ทั้งยังประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าด้วย

ที่ชั้น 2

หลังจากจางเซวียนจัดการหนังสือในชั้น 1 เสร็จแล้ว เขาก็ก้าวต่อไปยังชั้น 2

บนชั้นนี้มีปริมาณหนังสือน้อยกว่าชั้น 1 แต่เนื้อหาของพวกมันก็ล้ำลึกกว่ากันมาก

ไม่ต่างกับนักปรุงยาและช่างตีเหล็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ก็แบ่งออกเป็นระดับ 1 ดาวจนถึง 9 ดาว ที่อยู่ในชั้น 1 คือความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการร่ายรำ ตั้งแต่ระดับของผู้ช่วยไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุด, ส่วนชั้น 2 ประกอบด้วยเทคนิควรยุทธและศาสตร์แห่งการร่ายรำของผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 5 ดาวขั้นต้น

จางเซวียนรีบถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าโดยไม่ลังเล

2 ชั่วโมงต่อมา เขาก็ถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดในชั้น 2 ได้ครบถ้วน

ไปต่อ

ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะได้เข้ามาที่นี่ จึงย่อมเป็นเรื่องน่าอับอายมากหากเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้ จางเซวียนจึงรีบขึ้นไปชั้น 3

ถ้าพูดกันในเชิงเทคนิค นักเรียนเกรด 1 สามารถเข้าถึงหนังสือได้เฉพาะในชั้น 1 และชั้น 2 เท่านั้น ทางสถาบันได้ตั้งกฎเกณฑ์นี้ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนพยายามทำอะไรที่ทะเยอทะยานหรือเหนือไปกว่าความสามารถของตัวเอง และได้จัดมาตรการป้องกันไว้หลายอย่าง

แต่มาตรการป้องกันเหล่านี้ก็หยุดได้เฉพาะตัวนักเรียนเท่านั้น ไม่สามารถหยุดจิตวิญญาณได้ เพียงแค่ใช้ความคิด จิตวิญญาณของจางเซวียนก็แปรสภาพเป็นไอน้ำที่ลอยละล่องผ่านค่ายกลซึ่งสกัดกั้นไว้บริเวณบันได และขึ้นไปยังชั้นต่อไปได้สำเร็จ

บนชั้น 3 นี้มีหนังสือจำนวนน้อยลงอีก และจางเซวียนก็ถ่ายโอนเสร็จภายในเวลา 1 ชั่วโมง

จากนั้น เขาก็ทำแบบเดียวกันกับหนังสือบนชั้น 4 ชั้น 5 และชั้น 6

ซึ่งทั้งสามชั้นนี้จางเซวียนใช้เวลาไปอีก 2 ชั่วโมงในการถ่ายโอน

พูดง่ายๆ ก็คือ ภายในเวลาไม่ถึง 10 ชั่วโมง เขาได้ถ่ายโอนหนังสือปริมาณมากมายมหาศาลในหอศาสตร์นาฏศิลป์เข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าจนหมดแล้ว!

จางเซวียนยิ้มร่าอย่างพอใจ คราวนี้ล่ะ กลับถึงที่พักเมื่อไหร่จะอ่านให้ช่ำปอด

เขาเคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องแวะเวียนมาที่โรงเรียนนาฏศิลป์ให้ได้เพื่อขอเข้าดูหนังสือ แต่ใครจะคิดว่าเขาจะทำได้สำเร็จขณะที่สะกดรอยตามหูเหยาเหย่ามา?

อย่างในเมื่อตอนนี้ เขารู้แล้วว่าสามารถเข้าหอสมุดต่างๆ ในสถาบันปรมาจารย์ได้โดยใช้จิตวิญญาณ เขาก็ย่อมทำแบบเดียวกันกับโรงเรียนอื่นๆ ได้ใช่ไหม?

ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น เราก็จะสามารถถ่ายโอนหนังสือของทั้ง 10 โรงเรียนได้ภายในเวลา 10 วัน ซึ่งจะทำให้เรามีหนังสือมากพอที่จะยกระดับวรยุทธให้สูงขึ้น บางทีอาจจะได้ถึงระดับเซียนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ภารกิจของเราที่สถาบันปรมาจารย์ก็ถือว่าลุล่วง จางเซวียนตาโตด้วยความตื่นเต้น

ขอแค่เขามีหนังสือมากพอที่จะประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้า การยกระดับวรยุทธก็ง่ายดายไม่ต่างอะไรกับการกินข้าวดื่มน้ำ ด้วยสิ่งนี้ จางเซวียนจะสามารถเข้าถึงความรู้ของทุกโรงเรียนได้ ตามแต่ใจปรารถนา และการที่เขาไม่มีคะแนนวิชาการก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

10 วันก็เพียงพอแล้วสำหรับการที่เขาจะถ่ายโอนทุกอย่างในสถาบันปรมาจารย์มาเก็บไว้ ซึ่งหลังจากประมูลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้า เขาก็จะสามารถฝ่าด่านวรยุทธและเลื่อนระดับขั้นปรมาจารย์ของตัวเองได้

แค่คิดถึงวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ, ขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์, ขั้น 9-ตัวดักแด้, ขั้นกึ่งเซียน, ขั้นเซียนมือใหม่ และขั้นเซียน การสอบผ่านวิชาชีพเหล่านั้นให้ได้ระดับ 6 ดาวก็ทำให้เขาตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นแล้ว

เราควรจะเริ่มจากหนังสือวิชานาฏศิลป์ก่อน

แต่ถึงอย่างไร จางเซวียนก็รู้ว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้แต่ยักไหล่และเพ่งสมาธิกลับเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า

ฟึ่บ!

ศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เทียบฟ้าฉบับใหม่เอี่ยมปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

มีทั้งหมด 6 เล่ม ตั้งแต่ระดับ 1 ดาวถึง 6 ดาว

เราต้องดูในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณก่อน

จางเซวียนมองออกไปข้างนอกและเห็นว่าพระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว เหมือนเขามีเวลาไม่มากพอที่จะร่ำเรียนศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เทียบฟ้าทั้งหมด จึงเลือกที่จะสนใจเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณก่อน

ฟิ้วววว!

ด้วยความปรารถนาของจางเซวียน หนังสือที่เกี่ยวกับการฝึกฝนวรยุทธด้านจิตวิญญาณก็ปลิวออกจากชั้นมาอยู่ตรงหน้าเขา

ประมวล! จางเซวียนสั่งการในใจ และจากนั้นหนังสืออีกเล่มก็ปรากฏขึ้น

นี่คือหนังสือซึ่งมีเนื้อหาบ่งบอกว่าจะกดข่มสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดในจิตวิญญาณของเขาได้อย่างไร จางเซวียนทนตื่นเต้นไม่ไหว เขารีบพลิกดูทันที

ใช้เวลาไม่นานก็อ่านจบ

แต่แล้วก็กลับหน้าดำคร่ำเครียดกว่าเดิม

เพราะมันเป็นเพียงวิธีฝึกฝนความแข็งแกร่งให้กับจิตวิญญาณ แถมยังไม่สมบูรณ์แบบด้วย ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักในการรับมือกับสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิด

หนังสือที่เขาถ่ายโอนไว้ได้นั้นมากพอจะประมวลขึ้นเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้า แต่มันใช้ได้ผลกับการเพิ่มความแข็งแกร่งให้จิตวิญญาณเท่านั้น ส่วนเรื่องสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดก็แทบจะไม่มีประโยชน์เลย

พูดอีกอย่างก็คือ หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน จางเซวียนก็ไม่อาจพบวิธีการบรรเทาสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดที่คุกคามเขาอยู่ได้

แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดี? จางเซวียนคิดอย่างท้อแท้

สำหรับเขา เรื่องด่วนที่สุดตอนนี้คือการกดข่มสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดในจิตวิญญาณเอาไว้ ไม่อย่างนั้น หากมันถูกปลุกขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็อาจเป็นวันที่เขาต้องหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย

เขาคิดว่าด้วยธรรมชาติของวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ก็น่าจะมีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจิตวิญญาณ และเขาน่าจะหาหนทางแก้ไขปัญหาของตัวเองได้จากที่นี่

แต่ดูเหมือนเขาจะมองโลกในแง่ดีเกินไป

ถ้าสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดมันแก้ไขกันได้ง่ายๆ ขนาดนั้น ปรมาจารย์เซียนขงก็คงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนที่จะเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวให้ได้เพื่อแก้ปัญหานี้ เขาคงใช้วิธีอื่นไปเสียนานแล้ว

แต่ถึงอย่างไร วิธีการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ผลดีกับการเพิ่มความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ เราควรจะพยายามประมวลมันเข้ากับเทคนิคของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ และดูซิว่าจะทำให้มันสมบูรณ์กว่าเดิมได้หรือไม่!

เทคนิคบ่มเพาะจิตวิญญาณที่เขาได้มาจากมั่วคุนเสินนั้นมีตั้งแต่ขั้น 1 ถึงขั้น 9 แต่เขาไม่มีหนังสือมากพอที่จะประมวลมันขึ้นมา บางที ถ้าหากเขาหลอมรวมหนังสือเหล่านี้เข้ากับเทคนิคที่ได้จากมั่วคุนเสิน เขาก็อาจได้หนังสือศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าเล่มใหม่

จางเซวียนพยายามรวบรวมหนังสือเหล่านี้กับกับหนังสือเทคนิคบ่มเพาะจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน

พรึ่บ!

หนังสือใหม่เอี่ยม 2 เล่มปรากฏต่อหน้าจางเซวียน เขารีบคว้ามาพลิกดู

“นี่คือเทคนิคบ่มเพาะจิตวิญญาณของนักรบขั้นสะพานจักรวาลและขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีข้อบกพร่องเลย! จัดเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้าได้!” เมื่อดูรายละเอียด จางเซวียน แทบจะหัวเราะร่าออกมาด้วยความดีใจ

เขาคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะสูญเปล่าเสียแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าเขาสามารถประมวลศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าขั้น 6 และขั้น 7 ขึ้นได้โดยใช้หนังสือที่เขารวบรวมมาจากหอสมุดแห่งนี้?

ด้วยหนังสือ 2 เล่มนี้ เขาจะสามารถยกระดับวรยุทธของจิตวิญญาณให้ขึ้นไปเป็นขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบได้ ซึ่งจะทำให้เขามีประสิทธิภาพในการต่อสู้ที่เพิ่มสูงขึ้นอีก

แม้การยกระดับวรยุทธของจิตวิญญาณจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดที่กำลังคุกคามเขาอยู่ แต่อย่างน้อยก็สามารถกดข่มมันไปได้อีกระยะหนึ่ง

ดูเหมือนจะเช้าแล้ว ได้เวลาที่เราต้องกลับเสียที

กว่าจางเซวียนจะเสร็จธุระ รังสีเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ก็แผ่ออกมาจากฟากฟ้าด้านตะวันออก มันเป็นเวลาเช้าตรู่แล้ว

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!