ตอนที่ 773 ถังแตก
“สอนฉัน?” เธอตาโต
ศาสตร์แห่งนาฏศิลป์กลิ่นอายล่องลอยนั้นเป็นเทคนิคที่แข็งแกร่งที่สุดที่เธอมีอยู่ แต่ก็ยังไม่เคยฝึกฝนได้สำเร็จสักครั้ง หากปรับปรุงแล้วเธอสามารถฝึกฝนเทคนิคนี้จนเชี่ยวชาญได้ นั่นก็หมายความว่าประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเธอจะต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก
จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ใช่แล้ว แก่นแท้ของศาสตร์นี้คือเจตนารมณ์ แม้คุณจะไม่เคยมีความรู้สึกอยากใช้ชีวิตร่วมกับใครที่คุณรักเขาอย่างล้ำลึกมาก่อน แต่คุณก็ย่อมต้องรู้สึกโดดเดี่ยวและเกิดความมุ่งมั่นในการที่จะฝึกฝนวรยุทธให้เป็นเลิศ ถึงสองอารมณ์นี้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ความเข้มข้นก็ไม่ต่างกัน หากคุณสามารถเข้าถึง ก็สามารถดึงพลังหนักหน่วงออกมาจากศาสตร์แห่งนาฏศิลป์นั้นได้”
“ได้โปรดชี้แนะฉันด้วย!” เธอประสานมือและโค้งคำนับ
จากบทสนทนาที่ผ่านมา เธอบอกได้เลยว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ของอีกฝ่ายนั้นสูงส่งกว่าเธอหลายเท่า
เหล่าปรมาจารย์นั้นเชื่อมั่นในการรับผู้เชี่ยวชาญทุกคนเป็นอาจารย์ของตัวเอง แม้เธอจะเป็นนักรบระดับเซียนแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะแสวงหาคำชี้แนะในสิ่งที่ตัวเองสงสัยจากบุคคลที่มีวรยุทธอ่อนด้อยกว่า
“ได้สิ!” เมื่อเห็นท่าทีสุภาพนอบน้อมของอีกฝ่าย จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
ปรมาจารย์ที่แท้จริงจะต้องถ่อมตัวและพร้อมที่จะเรียนรู้จากจุดแข็งของผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าผู้นั้นจะมีวรยุทธแข็งแกร่งกว่าหรืออ่อนด้อยกว่า มีอาวุโสมากกว่าหรืออาวุโสน้อยกว่าก็ตาม
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็ปรับเปลี่ยนศาสตร์แห่งนาฏศิลป์กลิ่นอายล่องลอยให้เหมาะสมกับเจตนารมณ์ของเธอ เหมาะสมกับการที่เธอจะดึงออกมาใช้ได้ เขาได้ทดลองประสิทธิภาพและความเหมาะสมของมันอีกครั้งด้วยตัวเองก่อนจะถ่ายทอดให้
เมื่อได้รับฟังรายละเอียดของศาสตร์แห่งนาฏศิลป์กลิ่นอายล่องลอยฉบับปรับเปลี่ยนแล้ว แม่สาวคนนั้นก็ค่อยๆ ฝึกฝนตามอย่างช้าๆ เพื่อให้เข้าใจเทคนิคได้อย่างถ่องแท้ และแล้วสีหน้าของเธอก็ปรากฏความอัศจรรย์ใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรู้สึกได้ว่าเทคนิคที่ปรับเปลี่ยนใหม่นั้นเข้ากับเจตนารมณ์และความต้องการของเธอได้เป็นอย่างดี เธอหันไปมองหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความยำเกรง
จากนั้นเธอก็รีบสลายกรงพลังปราณที่กักขังจางเซวียนไว้ ก่อนจะประสานมือคารวะและเอ่ยปากขอโทษอย่างจริงใจ “ขออภัยในความหุนหันพลันแล่นของฉันด้วย”
หากก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่าเขาจงใจจะมาขโมยบางสิ่งบางอย่างจากหอศาสตร์นาฏศิลป์ ความคิดแบบนั้นก็สลายไปจากหัวสมองของเธอจนหมดแล้ว
แม้หนังสือมากมายมหาศาลในหอสมุดจะเป็นประโยชน์กับนักเรียนและอาจารย์ส่วนมาก แต่มันก็ไม่อาจช่วยพัฒนาความเชี่ยวชาญของเธอในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ได้อีกแล้ว
ในเมื่อไม่มีประโยชน์ต่อเธอ ประกอบกับความจริงที่ว่าความรู้ความเข้าใจในศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ของอีกฝ่ายนั้นล้ำลึกกว่าเธอเสียอีก แล้วในนั้นจะมีอะไรให้เขาสนใจเล่า?
ดูเหมือนชายหนุ่มคนนี้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่นที่ซ่อนตัวอยู่ในหอศาสตร์นาฏศิลป์ เรื่องทั้งหมดเป็นแค่ความบังเอิญ
“ไม่ทราบว่าฉันควรเรียกคุณว่าอย่างไร?” เมื่อใคร่ครวญแล้ว ทีท่าของเธอก็สุภาพกว่าเดิมมาก
“ผู้อาวุโส คุณเกรงอกเกรงใจเกินไปแล้วล่ะ ผมชื่อจางเซวียน เป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในสถาบัน!” จางเซวียนรีบตอบ
“จางเซวียน? คุณคือจางเซวียนหรือ?” เธอผงะไปก่อนจะทำตาโต
“คุณรู้จักผมด้วย?” จางเซวียนย้อนถาม
“แน่นอน คุณคือนักเรียนที่แม้แต่หัวหน้ามั่วยังอยากรับเป็นศิษย์สายตรง และหัวหน้าจ้าวก็ปรารถนาให้คุณเป็นศิษย์น้องของเขา สองข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วสถาบันราวกับไฟป่า ฉันคงอยู่หลังเขาแล้วล่ะหากไม่รู้เรื่องนี้” เธอพูดและยิ้มแห้งๆ
นักเรียนใหม่ผู้นี้ได้ทำลายสถิติมากมายนับตั้งแต่มาถึง แม้เขาจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในหมู่นักเรียน แต่ก็สร้างความอึกทึกครึกโครมอย่างหนักในมวลหมู่อาจารย์แล้ว
ในประวัติศาสตร์ของสถาบันปรมาจารย์ ไม่เคยมีนักเรียนคนไหนที่ได้รับความสนใจจากหัวหน้าทั้งสองคน แถมยังปฏิเสธความสนใจนั้นอย่างไม่ใยดีเสียด้วย
“ฉันนึกว่าปรมาจารย์จางคงมีความสามารถโดดเด่นแค่เรื่องการฝึกอสูรและการตีเหล็ก ไม่นึกเลยว่าคุณจะเข้าใจศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ในระดับที่ล้ำลึกขนาดนี้ด้วย!” เธอพูดด้วยแววตาเปี่ยมความชื่นชม
เธอได้พยายามสืบเสาะภูมิหลังของจางเซวียนมาหนหนึ่งแล้ว และจากเรื่องราวที่ร่ำลือกันมา เขามีอาจารย์ที่เก่งกาจพอถึงขนาดมอบคำชี้แนะให้ประธานมั่วได้ทีเดียว
บุคคลที่โดดเด่นระดับนี้จะมีเจตนาทำเรื่องไม่ดีไม่งามกับโรงเรียนนาฏศิลป์ได้อย่างไร? ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เขาจะได้รับจากที่นี่
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดของเธอ
“ผู้อาวุโส คุณเกรงอกเกรงใจผมเกินไปแล้ว ศาสตร์แห่งนาฏศิลป์นั้นทั้งล้ำลึกและกว้างขวาง ผมทำได้เพียงแค่แตะผิวๆ ของมันเท่านั้นแหละ!” จางเซวียนรีบตอบ
ทุกวิชาชีพนั้นล้วนต้องใช้เวลาเล่าเรียน ทั้งยังมีความล้ำลึกในตัวเอง แม้จางเซวียนจะมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ภายในช่วงเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง แต่ก็เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิชาชีพทั้งหมดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ คำพูดของเขาจึงไม่ใช่การถ่อมตัว
เธอพยักหน้า “แม้จะประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่ก็ยังถ่อมเนื้อถ่อมตัว ไม่แปลกใจเลยที่ทั้งหัวหน้ามั่วและหัวหน้าจ้าวจะชื่นชมคุณถึงขนาดนั้น!”
“ฉันชื่อเว่ยหรันเฉว่ เป็นผู้อาวุโสของโรงเรียนนาฏศิลป์ พูดกันตามตรงนะ ความเชี่ยวชาญของคุณในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์นั้นสูงส่งกว่าฉันมาก ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเรียกฉันว่าผู้อาวุโสหรอก แค่เรียก ‘เว่ยน้อย’ ก็พอแล้ว ฉันยังมีคำถามและปัญหาเกี่ยวกับศาสตร์แห่งนาฏศิลป์อีกมากมายที่คงจะต้องการคำแนะนำจากคุณในอนาคต ขอได้โปรดรับฉันไว้ดูแลด้วย” ในเมื่ออีกฝ่ายให้คำชี้แนะที่แสนมีคุณค่ากับเธอ ก็สมควรเรียกเขาได้ว่ากึ่งอาจารย์
ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีทั้งอาวุโสสูงกว่าและระดับวรยุทธที่สูงกว่าเขา แต่เธอก็ไม่อยากให้จางเซวียนเรียกเธอว่า ‘ผู้อาวุโส’
“ก็ได้” เมื่อเห็นความจริงใจของอีกฝ่าย จางเซวียนได้แต่พยักหน้ารับ
อันที่จริง สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
นี่เป็นความสัมพันธ์แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเขากับหลัวฉีฉี แม้อีกฝ่ายจะมีทั้งอายุมากกว่าและระดับวรยุทธสูงกว่า แต่เธอก็ยังเต็มใจเรียกเขาว่าอาจารย์
นี่คือธรรมเนียมของเหล่าปรมาจารย์ ความเป็นครูคือความเชี่ยวชาญ และการยอมรับผู้เชี่ยวชาญเป็นครูก็คือการใฝ่หาความรู้
เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เว่ยหรันเฉว่มองจางเซวียนอย่างใช้ความคิด
“ปรมาจารย์จาง ดูเหมือนฉันจะจำได้ว่าคุณพูดว่าคุณมาที่นี่เพื่อเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ นั่นหมายความว่าคุณยังไม่มีตราสัญลักษณ์เลยใช่ไหม?”
“ผมร่ำเรียนวิชานาฏศิลป์จากท่านอาจารย์ของผมมาตลอด แต่ยังไม่มีโอกาสเข้ารับการทดสอบ” จางเซวียนตอบ
“คุณไม่เคยเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์มาก่อนเลย? แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอกนะ เพราะเราไม่เหมือนกับอาชีพในเก้าสถานะระดับบนที่จะต้องผ่านการทดสอบทีละขั้น ในตอนนี้ก็เห็นๆ กันแล้วว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ของคุณนั้นเหนือกว่าตัวฉันเสียอีก ฉันจะจัดการเรื่องตราสัญลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาวให้คุณทันที และตรานั้นจะถูกส่งมอบให้คุณในภายหลัง!” เว่ยหรันเฉว่หัวเราะหึๆ
การจัดอันดับของอาชีพในเก้าสถานะระดับบนนั้นเคร่งครัดกว่ามาก ผู้เข้าทดสอบจะต้องผ่านการทดสอบตามลำดับเพื่อให้ก้าวขึ้นไปทีละขั้น แถมยังมีเงื่อนไขเรื่องระดับวรยุทธเข้ามาเกี่ยวข้อง
แม้วิชานาฏศิลป์จะเป็น 1 ใน 10 โรงเรียนที่เปิดสอนอยู่ในสถาบันปรมาจารย์ แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในเก้าสถานะระดับล่าง จึงไม่จำเป็นต้องเข้มงวดเท่ากับอาชีพอื่นๆ ตราบใดที่เว่ยหรันเฉว่ให้การรับรองความสามารถของเขา เธอก็สามารถจัดการมอบตราสัญลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาวให้เขาได้ทันที ซึ่งจะทุ่นเวลาและตัดปัญหาไปได้มาก
“ขอบคุณมาก” นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเต็มอกเต็มใจช่วยเหลือเขาให้ได้รับตราสัญลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาว จางเซวียนถึงกับตาโต เขารีบประสานมือคารวะด้วยความสำนึกในบุญคุณ
ทันทีที่คำร้องผ่าน เขาก็จะมีอาชีพรองรับระดับ 6 ดาวถึง 2 อาชีพ ขาดอีก 4 อาชีพเท่านั้นก็จะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวได้
“คุณก็เกรงอกเกรงใจเกินไป!” เว่ยหรันเฉว่ตอบยิ้มๆ จากนั้นก็กล่าวเชื้อเชิญ “ถ้าปรมาจารย์จางไม่มีกิจธุระอะไร อยากขอเชิญคุณเข้าไปในโรงเรียนนาฏศิลป์ได้ไหม? ฉันอยากขอความรู้เกี่ยวกับเรื่องศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย!”
“ในตอนนี้ ผมคงยังไม่สามารถเปิดเผยความรู้อะไรกับคุณได้ อีกอย่าง ก็เพิ่งฟื้นตัวจากการถูกธาตุไฟเข้าแทรก อยากขอพักผ่อนสักครู่ก่อน” จางเซวียนพูดขณะชำเลืองมองเสื้อผ้าเปื้อนโคลนมอมแมมของเขา
เขาหล่นลงมาหัวปักดินก่อนที่จะพุ่งเข้าทะลุกำแพงไม่รู้กี่บานเพื่อพยายามหลบหนี ทั้งจิตวิญญาณก็ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอีกฝ่าย เรียกได้ว่าเจ็บตัวทั้งภายนอกและภายใน จึงอยากจะกลับที่พักเพื่อไปรักษาบาดแผลเหล่านี้เสียก่อน
“อ้อ ต้องขออภัยในความไร้มารยาทของฉันด้วย” ตอนนั้นเองที่เว่ยหรันเฉว่นึกได้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งถูกธาตุไฟเข้าแทรกมาหมาดๆ เธอจึงรีบขอโทษขอโพยอย่างไม่สบายใจ
“ตอนนี้ผมต้องขอตัวก่อน” จางเซวียนถอนหายใจเฮือก จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วเดินจากไป
โรงเรียนนาฏศิลป์นั้นมีนักเรียนชายน้อยมาก และเนื่องจากตอนนั้นก็เป็นเวลาราวเที่ยงวันแล้ว จางเซวียนจึงต้องเผชิญกับสายตาของผู้คนมากมายขณะที่เขาเดินกลับไป แต่จะว่าไป ตอนนี้ก็ไม่แคร์อะไรทั้งนั้น
ไม่ช้าเขาก็กลับถึงที่พักในโซนหัวกะทิ
“ท่านอาจารย์ คุณได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า?” ทันทีที่จางเซวียนเข้าไปในห้อง หลัวฉีฉีก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับ แต่เมื่อเห็นสภาพทุเรศทุรังดูไม่ได้ของเขา เธอก็ผงะไปด้วยความตกใจ
“ไม่ต้องห่วง ไม่มีอะไรหรอก ผมขอไปพักก่อน” จางเซวียนคร้านเกินกว่าจะอธิบายอะไรอีก เขาผลักประตูห้องแล้วเดินเข้าไป
อาการบาดเจ็บทางกายของเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่ขับเคลื่อนพลังปราณให้ไหลเวียนเขาก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่จิตวิญญาณของเขา
เขาถูกนักรบระดับเซียนโจมตีหลายครั้ง ทำให้จิตวิญญาณเจ็บปวดจนแทบจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ หากไม่ใช่เพราะจิตวิญญาณของเขามีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษล่ะก็ ป่านนี้มันคงจะสูญสลายไปแล้ว
ฟึ่บ!
จางเซวียนหยิบหินวิเศษขั้นสูงออกมาจากแหวนเก็บสมบัติของเขา
จากนั้นก็เริ่มต้นฝึกฝนวรยุทธอย่างไม่ลังเล พลังงานบริสุทธิ์จากหินวิเศษขั้นสูงซึมซาบเข้าสู่ร่างกายเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเหล่านั้น
บาดแผลของจิตวิญญาณนั้นรักษาได้ยากกว่าบาดแผลทางร่างกายมาก แม้จะมีทั้งพลังปราณเทียบฟ้าและพลังจากหินวิเศษขั้นสูง ก็ยังต้องใช้เวลา
ผ่านไปถึง 4 ชั่วโมง จิตวิญญาณของจางเซวียนจึงค่อยสดใสและมีพลังอย่างเดิม
เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในวันนี้ จางเซวียนก็อดที่จะหมดเรี่ยวหมดแรงไม่ได้ ต่อไปหากจะเข้าไปอ่านหนังสือที่ไหน จะต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้!
เขาเคยคิดจะกวาดหนังสือทุกเล่มในสถาบันปรมาจารย์เข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าให้หมด แล้วออกจากจักรวรรดินี้ไป แต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายดายขนาดนั้น
อย่างแรก มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับมากมายในการจะเข้าไปในแต่ละหอสมุดที่อยู่ในสถาบัน แม้จะอยู่ในสภาพจิตวิญญาณ ก็ยังเข้าออกได้ไม่ง่าย
โชคดีเหลือหลายที่เขาประมวลศาสตร์แห่งนาฏศิลป์เทียบฟ้าไว้ได้จนถึงระดับ 6 ดาวเสียก่อน ทำให้สามารถโน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายมั่นใจได้ว่าเขาจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็ไม่มีสิ่งใดจะรับประกันได้ว่าครั้งต่อไปที่เขาเข้าไปอ่านหนังสือ จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก หรือบางที ผู้ที่เขาต้องพบเจอจะไม่อดทนและมีเหตุมีผลอย่างเว่ยหรันเฉว่ก็ได้
“ช่างมันเถอะ เราฝึกฝนวรยุทธให้จิตวิญญาณก่อนดีกว่า!”
ตอนที่อยู่ในหอศาสตร์นาฏศิลป์ จางเซวียนได้ประมวลศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าได้ 2 เล่ม และในเมื่อตอนนี้พลังจิตวิญญาณของเขาฟื้นคืนกลับมาแล้ว ก็ได้เวลาเริ่มต้นฝึกฝนวรยุทธ
ยิ่งจิตวิญญาณของเขามีวรยุทธสูงขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถอ่านหนังสือได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น ทั้งยังสามารถปกปิดตัวเองจากสายตาคนอื่นๆ ได้ดีขึ้นด้วย
ฟึ่บ!
จางเซวียนนำตัวโคลนออกมาและถ่ายทอดศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าฉบับปรับปรุงให้เรียบง่ายให้กับตัวโคลนของเขา
เพราะสร้างขึ้นจากสิ่งประดิษฐ์ระดับเทพเจ้า ตัวโคลนของเขาจึงมีร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง จุดอ่อนที่มีอยู่ในเวลานี้ส่วนใหญ่มาจากระดับพลังปราณและระดับวรยุทธของจิตวิญญาณที่ยังต่ำอยู่เท่านั้น
ในเมื่อยังไม่มีเทคนิควรยุทธที่เหมาะสมกับการบ่มเพาะจิตวิญญาณ จิตวิญญาณของเขาจึงยังติดแหง็กอยู่ที่วรยุทธขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องมาเนิ่นนานแล้ว
ในเมื่อจางเซวียนประมวลศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าได้อีก 2 ขั้นแล้ว ก็เป็นการดีที่สุดหากทั้งคู่จะฝึกฝนวรยุทธพร้อมกัน เพราะถึงอย่างไร ตัวโคลนก็เป็นส่วนหนึ่งของประสิทธิภาพในการต่อสู้ของเขา
ทั้งจางเซวียนกับตัวโคลนถอดจิตออกจากร่างพร้อมๆ กัน ต่างคนต่างถือหินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อน ทั้งคู่เริ่มขับเคลื่อนพลังปราณโดยใช้เทคนิควรยุทธที่ได้มาใหม่
พลังจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์พุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณของพวกเขา และรังสีที่แผ่ออกมาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่
ครืนนนนน!
จิตวิญญาณของทั้งคู่กระตุกขึ้นอย่างแรงพร้อมๆ กัน เข้าสู่วรยุทธขั้นสะพานจักรวาล
แต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
สะพานจักรวาล ขั้นต้น!
สะพานจักรวาล ขั้นกลาง!
สะพานจักรวาล ขั้นสูง!
อีก 1 ชั่วโมงต่อมา ทั้งจิตวิญญาณของจางเซวียนและตัวตนของเขาก็เข้าถึงวรยุทธขั้นสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดพร้อมๆ กัน
แม้ตัวโคลนของเขาจะฝึกฝนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าฉบับเรียบง่าย แต่ระดับวรยุทธก็เรียกได้ว่าทัดเทียมกับร่างต้นแบบเพราะตัวมันได้รับการบ่มเพาะจากบัวเก้าหัวใจมาเป็นเวลานาน
เคร้งงงง!
ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะฝ่าด่านวรยุทธไปได้สูงกว่านั้น ก็เกิดเสียง ‘เคร้ง’ ขึ้น และหินวิเศษขั้นสูงที่อยู่ในมือของพวกเขาก็แหลกสลายเป็นผุยผง
ทั้งจิตวิญญาณของร่างต้นแบบและตัวโคลนนั้นมีความสูงกว่า 10 เมตร ด้วยเหตุนี้จึงต้องการพลังจิตวิญญาณเพื่อการฝ่าด่านวรยุทธในปริมาณที่มากกว่าจิตวิญญาณทั่วไป ดังนั้น หินวิเศษขั้นสูงเพียง 1 ก้อนจึงไม่เพียงพอกับการฝ่าด่านวรยุทธจากสะพานจักรวาลขั้นสูงไปเป็นสะพานจักรวาลขั้นสูงสุด
“ไปต่อให้ได้!” จางเซวียนคำรามลอดไรฟัน
ถ้าการฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดจะต้องให้จะต้องใช้หินวิเศษขั้นสูงอีก 1 ก้อน ก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าหากต้องการฝ่าด่านไปสู่ขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบนั้นจะต้องใช้มากกว่านั้นอีกเท่าไหร่
จางเซวียนระบายลมหายใจยาวก่อนจะหยิบหินวิเศษขั้นสูงอีกแปดก้อนที่เหลืออยู่ออกมาและแบ่งครึ่งกันระหว่างเขากับตัวโคลน
“เริ่มได้!”
เมื่อถอดจิตอีกออกมาอีกครั้ง จางเซวียนก็ตั้งต้นฝึกฝนวรยุทธ
ด้วยหินวิเศษขั้นสูง 1 ก้อน เขาก็สามารถฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบได้
และเมื่อใช้ไปอีก 1 ก้อน ก็เข้าสู่วรยุทธขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ ขั้นกลาง
จากนั้นอีกครู่ใหญ่ เขาก็ใช้หินวิเศษขั้นสูงทั้ง 4 ก้อนไปจนหมด และระดับวรยุทธของเขาก็หยุดอยู่ที่การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหินวิเศษขั้นสูงตั้ง 4 ก้อนยังไม่พอให้เขาไปถึงขั้นสูงสุดได้!
มันจะใช้พลังเปลืองไปสักหน่อยไหม?
เมื่อดูเศษผงของหินวิเศษ 10 ก้อนที่เขาอุตส่าห์หามาด้วยความยากลำบาก จางเซวียนก็อดท้อใจไม่ได้
ตอนนี้เขาเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 7 – การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบแล้วก็จริง แต่อัตราการใช้พลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษก็มากมายเสียจนพูดไม่ถูก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจำนวนหินวิเศษขั้นสูงที่เขาต้องการใช้เพื่อยกระดับวรยุทธขั้นต่อๆ ไปจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วเขาจะไปหาเงินมากขนาดนั้นมาจากไหน?
เขาเพิ่งคิดอยู่ว่าตัวเองเป็นเศรษฐีย่อมๆ คนหนึ่งจากการมีหินวิเศษ 10 ก้อนอยู่ในมือ แต่เพียงชั่วพริบตา ก็กลับถังแตกอีกแล้ว!



