ตอนที่ 785 ศิลปะเพลงหอกที่แท้จริง
ในชีวิตเก่าของเขา ครั้งหนึ่งจางเซวียนเคยเห็นคนตัวเล็กๆถือกระบี่ยาว 40 เมตรท้าทายคู่ต่อสู้ เขากล่าวว่าจะต่อให้ก่อน 39 เมตร
และในตอนนี้ นั่นคือความรู้สึกที่จางเซวียนได้รับ
ด้วยไม้ขนไก่ที่ต่อกัน 12 อัน อาวุธของเขาเหมือนกับเสาธง เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หอกของอีกฝ่ายก็ไม่ต่างอะไรกับกิ่งไม้สั้นๆ
มีอาวุธยาวขนาดนี้อยู่ในมือ เขารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดต้องกลัวเกรง
“งั้นเริ่มเลย!” อิ้งชิงคำรามและก้าวเท้าขวาออกมาพร้อมกับพุ่งเข้าใส่จางเซวียน หมายจะเข้าใกล้ให้ได้มากที่สุด
ด้วยความยาวของอาวุธที่จางเซวียนถืออยู่ ตราบใดที่เขาอยู่ภายในรัศมี 10 เมตรก็ย่อมปลอดภัยจากการโจมตีของอีกฝ่าย
ก่อนหน้านี้ หมอนั่นใช้ไม้ขนไก่ฟาดเขายับ คราวนี้เขาจะแก้แค้นให้สาสม
“คุณคิดว่าจะเข้าใกล้ผมได้ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?”
มีหรือที่จางเซวียนจะไม่รู้เจตนาของอิ้งชิง เขายิ้มน้อยๆแล้วสำแดงศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้า ถอยห่างจากอิ้งชิงไปกว่า 10 เมตรในชั่วพริบตา ก่อนจะใช้หอกไม้ขนไก่ทิ่มแทงอีกฝ่าย
ควั่บ!
หอกไม้ขนไก่ความยาวกว่า 10 เมตรไม่อาจลื่นไหลได้เหมือนหอกหรือว่องไวเหมือนดาบ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง มันสกัดกั้นการรุกคืบของอิ้งชิงได้เป็นอย่างดี
หรือถ้าจะพูดให้ตรงจุด หอกนั้นอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้อิ้งชิงไม่อาจรุกคืบเข้าหาจางเซวียนได้อีก
บ้าชะมัด! อิ้งชิงมีสีหน้าไม่สู้ดีเมื่อรู้ว่าการรุกคืบของตัวเองถูกสกัด
เขาเอี้ยวตัวทันทีเพื่อหลบการโจมตีของอีกฝ่าย ก่อนจะย้ายตำแหน่งเพื่อหาทางพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง แต่ขณะที่กำลังจะทำแบบนั้น หอกไม้ขนไก่ก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาอีก
รอบนี้มันมาเร็วกว่าครั้งก่อนมาก ทั้งยังพุ่งตรงเข้าใส่จุดเป็นจุดตายของเขา ทำให้เขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหลบ
“โว้ยยยยยย!”
เขากระโดดหลบการโจมตีนั้นไปยังทิศทางอื่นในทันที
ด้วยการระเบิดพลังปราณของนักรบการเรียงร้อยสวรรค์ขั้นสูงสุด ความเร็วของเขาพุ่งพรวดราวกับมังกรผงาด
แต่ถึงจะเร็วขนาดนั้น หอกไม้ขนไก่ของจางเซวียนก็ดูจะเร็วกว่าเขาเสียอีก ทุกครั้งที่เขาพยายามจะเข้าประชิดตัวอีกฝ่าย หอกนั้นก็จะต้องมาขวางทางไว้ ราวกับจางเซวียนรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะโจมตีจากด้านไหน
ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าอาวุธของอีกฝ่ายจะเกะกะเทอะทะ แต่อิ้งชิงก็รู้สึกว่าเขากำลังเผชิญกับสิ่งที่ต้านทานไม่ไหว ต่อให้พยายามสักกี่ครั้งก็ไม่อาจทะลุปราการป้องกันตัวของอีกฝ่ายได้เลย
“โห”
คุณชายโหลวฮวนกับคนอื่นๆกลืนน้ำลายขณะที่ตาโตด้วยความตกตะลึง
พวกเขาคิดว่าปรมาจารย์จางคงรับมือกับอิ้งชิงได้ยากในเมื่ออีกฝ่ายเลิกกดข่มวรยุทธแล้ว เพราะความเหลื่อมล้ำถึง 2 ขั้นเต็มๆนั้นถือเป็นช่องว่างที่กว้างใหญ่เกินไป แต่ใครจะคิดว่าเพียงแค่มีหอกไม้ขนไก่ ปรมาจารย์จางก็สามารถปัดป้องอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้หมอนั่นทำอะไรไม่ได้จากระยะ 10 เมตร?
แม้นี่จะยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะ แต่หากมองว่าปรมาจารย์จางกำลังต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่มีวรยุทธเหนือกว่าเขา เพียงเท่านั้นก็ถือเป็นวีรกรรมน่าทึ่งแล้ว
ในตอนนั้นเองที่ใครคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชนตะโกนขึ้นมา “พวกคุณรู้สึกว่าการดวลครั้งนี้มีอะไรแปลกๆไหม? ผมดูอย่างไรก็ไม่เหมือนการดวลเลย!”
“จริงด้วย!” หลัวชุนขมวดคิ้วขณะที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเช่นกัน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พึมพำออกมา “เหมือนปาหี่ลิง”
“พอคุณพูดแบบนั้น ผมก็ว่าเหมือน” คุณชายโหลวฮวนพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ฝูงชนต่างแสดงอาการเห็นด้วยกันถ้วนทั่ว
ตอนนี้ ดูเหมือนว่าอิ้งชิงที่สร้างความเกรงขามให้กับผู้ชมเมื่อครู่ถูกปรมาจารย์จางนำมาเล่นด้วยเหมือนกับลิง ปรมาจารย์จางยืนนิ่งไม่ขยับและสะบัดหอกไม้ขนไก่ของเขาเบาๆ จากนั้นอิ้งชิงก็จะกระโดดหลบไปอีกทางหนึ่งก่อนจะพยายามพุ่งเข้าใส่ปรมาจารย์จางอีก
แต่ก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวอีกฝ่าย หอกไม้ขนไก่นั้นก็จะกวัดแกว่งอยู่ตรงหน้า ทำให้เขาต้องถอยไปอีกรอบ
วนเวียนอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ต้น
เอาจริงๆก็เหมือนกับนักแสดงปาหี่ข้างถนนเล่นกับลิงของเขา
เล่นกับนักเรียนเกรด 4 ราวกับลิงตัวหนึ่ง
ปรมาจารย์จางนี่แน่นอนจริงๆ!
ทั้งหลัวชุน คุณชายโหลวฮวนและคนอื่นๆเคยมองปรมาจารย์จางเป็นบุคคลที่พวกเขาจะต้องเทียบชั้นให้ได้ แต่เมื่อเห็นภาพนี้ก็ได้แต่กลืนน้ำลายและพูดไม่ออก
ต่อให้พวกเขาฝึกฝนวรยุทธไปอีก 10 ปี ก็ไม่มีทางจะมีพละกำลังได้เท่ากับที่ปรมาจารย์จางมีในตอนนี้!
…..
โธ่เว้ย!
อิ้งชิงรู้สึกแบบเดียวกับฝูงชนที่เฝ้าดูอยู่ เขาโมโหเดือดและกัดฟันกรอดจนฟันแทบจะหลุดออกมา
เขาคิดว่าด้วยการที่คู่ต่อสู้ถืออาวุธยาวขนาดนั้น หากเขาเข้าประชิดตัวได้ ก็ย่อมเอาชนะได้อย่างง่ายดาย ใครจะไปคิดว่าหมอนั่นจะมีทักษะเพลงหอกสูงส่งขนาดนั้น ทุกท่าที่ปล่อยออกมาทำให้เขาเข้าโจมตีได้ยาก และล้วนแต่มีเป้าหมายอยู่ที่จุดเป็นจุดตายของเขาทั้งสิ้น
พูดอีกอย่างก็คือ ไม่มีช่องทางที่เขาจะเข้าประชิดตัวได้เลย!
มาถึงตอนนี้ หอกที่สั้นกว่าของเขากลับกลายเป็นจุดอ่อน หอกของหมอนั่นยาวกว่า 10 เมตรขณะที่หอกของเขายาวเพียงแค่ 2 เมตร ในเมื่อเขาเข้าถึงตัวอีกฝ่ายไม่ได้ แล้วการดวลจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร?
ผู้ที่ถืออาวุธสั้นกว่าควรได้เปรียบไม่ใช่หรือ?
ทำไมถึงดูเหมือนเรากำลังเสียเปรียบ?
หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะแพ้ ยังจะกลายเป็นตัวตลกด้วย อิ้งชิงครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อได้ยินความเห็นจากฝูงชนด้านล่าง
หากข่าวแพร่งพรายออกไปว่าเขาถูกเด็กใหม่เล่นปาหี่ด้วยราวกับเป็นลิง คงไม่มีทางที่จะสู้หน้าเพื่อนร่วมรุ่นและบรรดาศิษย์น้องได้อีก
หอกนั้นทำจากไม้ขนไก่ที่นำมามัดต่อกัน คุณภาพก็งั้นๆ ถ้าเราเข้าปะทะกับมันตรงๆ ต่อให้ต้องบาดเจ็บก็น่าจะรับไหว! อิ้งชิงครุ่นคิดขณะที่โดดไปทั่วเวทีประลอง
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะได้เลย เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือต้องหาทางเข้าประชิดตัวคู่ต่อสู้ให้ได้ และวิธีเดียวที่จะทำแบบนั้นได้ก็คือพุ่งเข้าชนหอกไม้ขนไก่อันนั้น
เมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่าไม้ขนไก่ทำจากวัสดุธรรมดา ด้วยความแข็งแกร่งระดับนักรบเรียงร้อยสวรรค์ การใช้พลังปราณทำลายมันคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
เอาก็เอาวะ! อิ้งชิงกัดฟันกรอดก่อนจะรวบรวมพลังปราณอย่างดุเดือด และด้วย 2 แขนที่ปิดป้องแผงอกไว้ เขาพุ่งเข้าใส่จางเซวียนอย่างบ้าคลั่งโดยไม่แยแสกับการกวัดแกว่งของหอกไม้ขนไก่ตรงหน้า
แคร่กกกกกก!
อย่างที่เขาคาดไว้ หอกไม้ขนไก่ไม่อาจต้านทานพละกำลังของเขาได้
ด้วยความยาวของมัน ประกอบกับวัสดุที่ใช้ก็มีคุณภาพต่ำ จางเซวียนจึงไม่อาจถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้มันได้ เมื่อหอกไม้ขนไก่เจอเข้ากับพลังปราณอันดุเดือดของอิ้งชิง มันก็แหลกเป็นผุยผง
“แย่แล้ว”
“ขี้โกงนี่นา!”
ฝูงชนมีสีหน้าวิตกกังวลเมื่อเห็นภาพนั้น
ปรมาจารย์จางออมมือให้เขาแบบสุดๆด้วยหอกไม้ขนไก่อันนั้น แต่เขากลับทำลายมันอย่างหน้าไม่อาย นี่มันขี้โกง!
“มาดูกันว่าคุณจะหยุดผมได้ไหม ในเมื่อผมอยู่ตรงหน้าแล้ว!” อิ้งชิงคำรามและเงื้อหอกเข้าใส่จางเซวียน
ด้วยระยะประชิดที่เป็นอยู่ตอนนี้ หอกของเขามีพละกำลังทำลายล้างที่ได้เปรียบมาก ครั้งนี้เขาต้องชนะการดวลแน่!
“คุณคิดว่าจะเอาชนะด้วยวิธีนี้ได้หรือ?” เห็นอีกฝ่ายตื่นเต้นขนาดนั้น จางเซวียนส่ายหน้า เขาปล่อยมือ และหอกไม้ขนไก่ก็ร่วงลงกับพื้น
เขาวางอาวุธแล้วหรือ? อิ้งชิงชะงักกับเหตุการณ์ที่พลิกผันกะทันหัน
อาวุธเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่าที่สุดของนักรบแต่ละคน มีกฎเกณฑ์ที่รู้กันทั่วไปโดยไม่ต้องพูดออกมาว่าห้ามทิ้งอาวุธของตัวเองระหว่างการต่อสู้ เพราะผู้เชี่ยวชาญเพลงหอกจะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้อย่างไรหากปราศจากหอกของตัวเอง? แล้วปรมาจารย์จางโยนอาวุธของเขาทิ้งง่ายๆแบบนั้นได้อย่างไร?
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มที่ยืนตรงหน้าอิ้งชิงก็หัวเราะหึๆและพูดว่า “อาวุธเป็นแค่สิ่งเสริมแต่งแขนขามนุษย์เท่านั้น ศิลปะเพลงหอก…ไม่จำเป็นต้องใช้หอกก็สำแดงได้!”
พริบตาต่อมา จางเซวียนก็โผขึ้นสู่ท้องฟ้าและรังสีของเขาก็เปลี่ยนไป
จิตวิญญาณเพลงหอกอันไร้ขอบเขตแผ่ออกมารอบตัวเขา และในตอนนั้น ดูราวกับว่าตัวเขาเองได้กลายเป็นหอก เขาเป็นหอก, และหอกเป็นเขา ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างสองสิ่ง
“นะ-นี่มัน ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างหอกกับมนุษย์?” อิ้งชิงหรี่ตาขณะยืนตัวแข็งทื่อด้วยความอัศจรรย์ใจ
ตำนานกล่าวไว้ว่า หากใครสักคนเข้าถึงหัวใจเพลงหอกในระดับหนึ่ง ตัวเขาก็จะกลายเป็นหอกได้ด้วยตัวเอง
แม้ไม่มีหอกอยู่ในมือ ก็สามารถใช้ร่างกายของตัวเองเป็นหอกด้วยการแผ่จิตวิญญาณเพลงหอกออกมาและท้าทายใครก็ตามที่กล้าขวางทางเขา!
แม้แต่ศิษย์พี่เชวเจินหยางก็ยังเข้าไม่ถึงขั้นนี้เลย แล้วเด็กใหม่คนนี้ก้าวไกลขนาดนั้นได้อย่างไร?
แต่เพราะอยู่ระหว่างการดวล เขายังไม่ทันได้มีเวลาคิดอะไรร้อยแปดขนาดนั้น พลังศิลปะเพลงหอกของจางเซวียนก็มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว อีกฝ่ายยื่นปลายนิ้วมาสัมผัสปลายหอกของเขา เกิดประกายคมปลาบ
ตึ้งงงงงง!
พละกำลังมหาศาลโถมเข้าใส่อิ้งชิง ขณะที่เขารู้สึกถึงพลังของจิตวิญญาณเพลงหอกที่ปะทะทั่วร่าง ราวกับจะฉีกร่างของเขาให้เป็นชิ้นๆ
พลั่ก!
เขากระอักเลือดกองใหญ่ออกมาขณะที่กระเด็นหงายหลังไปอย่างรวดเร็ว
ตึ้งงงงงง!
หลังจากที่ลอยไปไกลหลายสิบเมตร ก็ตกลงมากระแทกพื้น และครู่ต่อมาปลายหอกก็ตกลงมาปักที่พื้นซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเขานัก
เขากระอักเลือดออกมาอีกกองหนึ่ง
“ผมแพ้แล้ว”
เมื่อมองดูจางเซวียนที่มีสีหน้าทองไม่รู้ร้อนอยู่บนเวทีประลอง เขาก็กำหมัดแน่น
นึกไม่ถึงเลยว่าขนาดสำแดงพละกำลังเต็มพิกัดแล้วก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับนิ้วเพียงนิ้วเดียวของอีกฝ่าย
พละกำลังขนาดนี้เทียบเท่าได้กับศิษย์พี่เชวเจินหยาง หัวหน้าแก๊งตะวันฉายเลยทีเดียว
ขณะที่อิ้งชิงพยายามกล้ำกลืนความเสียใจที่ต้องพ่ายแพ้ เสียงเนิบๆของจางเซวียนก็ดังขึ้น
“คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงแพ้?”
อิ้งชิงกระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนและพูดว่า “ผมรู้แล้วว่าผมแพ้ ผมจะออกจากแก๊งตะวันฉายเพื่อมาเป็นคนเฝ้าประตูให้แก๊งชวนชวน คุณไม่จำเป็นต้องซ้ำเติมผมมากไปกว่านี้หรอก”
ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับหอกนั้นก็มีศักดิ์ศรีสูงส่งค้ำคออยู่เหมือนกับหอกเช่นกัน
ในเมื่อตกลงกันไว้แล้ว เขาก็จะต้องทำตามเดิมพันที่วางไว้ คือมาเป็นคนเฝ้าประตูให้แก๊งชวนชวน แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ตัวเองถูกหยามหน้าได้มากกว่านี้อีก
“ซ้ำเติม?” จางเซวียนส่ายหน้า
“ผมกำลังจะบอกคุณให้จัดลำดับความสำคัญให้ถูก สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญคือวิถีทางแห่งเพลงหอก ไม่ใช่หอกในมือของคุณ!”
“คุณหมายความว่าอย่างไร?” อิ้งชิงชะงักไปเล็กน้อยกับคำพูดของจางเซวียน
“ศิลปะเพลงหอกเป็นทั้งการแสดงรูปแบบหนึ่งของศิลปะและการแสดงความสามารถ มันไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่คุณกระทำกับหอกของคุณ แต่มันคือสิ่งที่หัวใจของคุณรู้สึกกับหอกนั้นด้วย!”
ด้วยสองมือที่ไพล่หลังไว้ จางเซวียนหันไปมองอิ้งชิงด้วยสายตาล้ำลึกขณะพูดต่อ “ตอนที่คุณพุ่งเข้าปะทะไม้ขนไก่ของผมในระยะประชิด หากคุณปล่อยหอกในมือลงตอนนั้นล่ะก็ สิ่งที่คุณจะได้รับจะเปิดโลกใหม่ทีเดียว แต่น่าเสียดายที่คุณไม่ได้ทำแบบนั้น”
“นั่นคือเหตุผลที่คุณพ่ายแพ้”
“ผม” อิ้งชิงถึงกับผงะ
ก็จริง เขาควรจะปล่อยหอกในมือทิ้ง ต่อให้มือเปล่าเขาก็ยังต่อสู้ได้ ถึงไม่ชนะแต่ก็ยังหลบหนีได้ทัน อย่างน้อยที่สุดก็จะไม่ถูกสอยร่วงจนอยู่ในสภาพนี้
“ก่อนหน้านี้ ตอนที่ผมสู้กับคุณด้วยหอกไม้ขนไก่ การที่คุณพยายามรักษาระยะประชิดระหว่างเรานั้นถือเป็นท่วงท่าที่ชาญฉลาดมาก แต่คุณละเลยข้อเท็จจริงไปว่าศิลปะเพลงหอกนั้นไม่ได้อยู่แค่ในหอก สำหรับศิลปะเพลงหอกที่แท้จริง ตัวเราคือหอก และหอกก็คือตัวเราเช่นกัน! นั่นคือเหตุผลที่ทำให้คุณการ์ดตกตอนที่ผมพุ่งหอกของผมเข้าใส่คุณ” จางเซวียนพูดต่อ
“ผม” อิ้งชิงตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง
อีกฝ่ายพูดถูก
ด้วยการฝึกฝนตัวเองมากับหอก เขามองว่าหอกเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา นี่คือเหตุผลที่ไม่อาจบังคับให้ตัวเองละทิ้งหอกได้
โดยสัญชาตญาณ เขาคิดว่าเขาไม่อาจสู้ต่อได้หากทิ้งหอกของตัวเอง
“ถ้าคุณไม่สามารถปล่อยมันไป คุณจะเข้าถึงความโชติช่วงของเพลงหอกและเข้าใจศิลปะเพลงหอกที่ลึกซึ้งกว่านี้ได้อย่างไร?” จางเซวียนถามยิ้มๆ
“ปล่อยมันไป? ความโชติช่วง?” อิ้งชิงพึมพำคำเหล่านั้น
ตั้งแต่เขาเริ่มเรียนศิลปะเพลงหอกมา เขาคิดมาตลอดว่าอาวุธเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา เป็นเหมือนแขนขา เหมือนดวงตา
แล้วมนุษย์คนหนึ่งจะทิ้งแขนขาและดวงตาของตัวเองง่ายๆได้อย่างไร?
แต่จากการดวลเมื่อครู่ จางเซวียนก็ได้ให้บทเรียนกับเขาแล้ว บางครั้งก็ต้องปล่อยมันไป
การปล่อยมันไปจะเป็นการเปิดโลกอีกใบหนึ่ง ปลดปล่อยผู้นั้นให้เบาสบายและเป็นอิสระ บางทีอาจจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นอิ้งชิงเริ่มจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูดแล้ว จางเซวียนพูดต่อ “หอกอยู่ในหัวใจ และหัวใจที่อยู่ในหอกก็คือศิลปะเพลงหอกที่แท้จริง สิ่งที่คุณถืออยู่ในมือไม่ต่างอะไรกับอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น!”
“หัวใจที่อยู่ในหอกคือเพลงหอกที่แท้จริง?” อิ้งชิงทวนคำนั้นและหลับตา ครู่ต่อมาเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่และลืมตาขึ้น คราวนี้ความงุนงงสงสัยที่อยู่ในแววตาได้หายไปหมด
ฟึ่บ!
เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นและก้มศีรษะเป็นการคารวะ
“ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ! ผมขอวิงวอนให้ปรมาจารย์จางรับผมเป็นศิษย์ และถ่ายทอดศิลปะเพลงหอกของคุณให้ผมด้วย!”



